ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 19:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 18/07/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 2
สองสามวันผ่านไป
ชลันธรใช้ชีวิตอยู่ในกรงขังที่มองไม่เห็นซึ่งเรียกว่าอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ภาพของกฤตภาคย์กับหญิงสาวคนนั้นยังคงฉายซ้ำไปมาในหัวเหมือนฟิล์มภาพยนตร์ที่ตกร่อง ความเ็ปจากการตระหนักว่าตัวเองไม่ได้พิเศษไปกว่าใครกัดกินหัวใจของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี แต่ท่ามกลางความแหลกสลายนั้นเอง ความเด็ดเดี่ยวบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
เขาจะไม่ยอมจมอยู่กับความเ็ปนี้อีกต่อไป เขาจะไม่ยอมเป็แค่ ของเล่น ที่รอวันถูกเขี่ยทิ้งตามใจเ้าของอีกแล้ว
วันนี้...เขาจะไปหาภาคย์เป็ครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เพื่อเรียกร้อง ไม่ใช่เพื่อฟูมฟาย แต่เพื่อจบความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวนี้ด้วยตัวของเขาเอง เขาจะเป็คนเดินจากมาด้วยศักดิ์ศรี ไม่ใช่คนที่ถูกทิ้งให้นอนเดียวดายบนเตียงกว้างอีกต่อไป
ชลสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วก้าวออกจากห้องพักของตัวเอง การเดินทางไปยังเพนต์เฮาส์ของภาคย์ในครั้งนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป ทุกย่างก้าวที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความรัก บัดนี้มันหนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนล่ามไว้ เขามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกลิฟต์...เห็นเพียงชายหนุ่มที่ดวงตาบวมช้ำและใบหน้าซีดเซียว ต้องจบมันซะที เขาบอกตัวเองในใจ
เมื่อมาถึงหน้าประตูเพนต์เฮาส์ที่คุ้นเคย เขายกมือขึ้นหมายจะเคาะ แต่กลับพบว่าประตูไม่ได้ล็อกสนิท มันแง้มอยู่นิดหน่อยราวกับเชื้อเชิญ ชลขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เขารู้ว่าภาคย์เป็คนเ้าระเบียบและรอบคอบ แต่ก็อาจจะรีบร้อนจนลืมไปกระมัง
เขาตัดสินใจผลักประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุด ภายในห้องยังคงหรูหราและเยียบเย็นเช่นเคย แต่กลับไร้วี่แววของเ้าของห้อง
“ภาคย์...คุณอยู่ไหม” เขาเปล่งเสียงเรียกแ่เบา แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ
กระทั่งเมื่อเขาเดินลึกเข้าไปใกล้ห้องทำงานของภาคย์ เขาก็ได้ยินเสียง...เป็เสียงของภาคย์ที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ เสียงนั้นฟังดูผ่อนคลายและเจือด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ ชลหยุดฝีเท้าลงทันที เขากำลังจะส่งเสียงเรียกอีกครั้ง แต่บทสนทนาที่ลอดผ่านประตูห้องทำงานที่แง้มอยู่ก็ทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปในบัดดล
“เออ...ชลก็ยังมาหากูอยู่เรื่อย ๆ” เป็เสียงของภาคย์ที่ตอบเพื่อนปลายสาย ซึ่งชลจำได้ว่าเป็เสียงของ ไท หนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทของเขา
ไท คงจะถามอะไรบางอย่างกลับไป เพราะภาคย์หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะพูดประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงคะนองปากอย่างที่ชอบใช้เสมอเวลาอยู่กับเพื่อนฝูง
“ก็แค่ของเล่นแก้เบื่อ...มึงคิดว่ากูจะจริงจังกับมันเหรอวะ?”
ของ...เล่น...แก้...เบื่อ...
ทุกถ้อยคำเหมือนค้อนปอนด์ที่มองไม่เห็น ทุบลงมาบนหัวใจที่เปราะบางของชลจนแตกละเอียดเป็ผุยผง เสียงรอบข้างพลันเงียบงันไปหมด โลกทั้งใบของเขาหยุดหมุน เหลือเพียงเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานของภาคย์ที่ยังคงดังสะท้อนก้องอยู่ในหูซ้ำไปซ้ำมา มันเสียดแทงและโหดร้ายยิ่งกว่าการถูกตบหน้าเสียอีก
เขายืนนิ่งราวกับถูกสาปเป็หิน ขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว มือที่เคยเตรียมจะผลักประตูเข้าไป ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ลมหายใจสะดุดขาดห้วง ความเ็ปแล่นปราดไปทั่วร่างจนจุกแน่นไปหมด ที่แท้...ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในสายตาของภาคย์และคนรอบตัวเขา...เขาก็เป็ได้เพียงเท่านี้เองสินะ
ของเล่น
หลังจากยืนตัวแข็งทื่ออยู่นานเท่าไรก็ไม่ทราบ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็เริ่มทำงาน เขาต้องไปจากที่นี่...ต้องไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่เ้าของเสียงหัวเราะนั้นจะเปิดประตูออกมาเจอ
ชลค่อย ๆ ก้าวถอยหลังอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบที่สุด ทุกย่างก้าวเหมือนเหยียบย่ำอยู่บนเศษแก้วที่มองไม่เห็น มันเ็ปแต่เขาก็ต้องฝืนทน เขาใช้มือปิดปากตัวเองไว้แน่นเพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้นที่จุกขึ้นมาถึงลำคอ น้ำตาร้อนผ่าวเอ่อคลอขึ้นมาจนพร่ามัวไปหมด
เสียงหัวเราะของภาคย์ที่ยังคงดังลอดออกมาจากห้องทำงานเป็ระยะ ๆ ไม่ต่างอะไรจากแส้ที่ฟาดลงบนแผ่นหลังของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่าความรักและความทุ่มเททั้งหมดที่เขามอบให้มันช่างไร้ค่าและน่าสมเพชเพียงใด
เมื่อถอยมาจนถึงประตูทางออก เขาวางมือลงบนลูกบิดอย่างสั่นเทา เปิดมันออกอย่างแ่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก้าวถอยหลังออกมา ปิดมันลง...
คลิก
เสียงประตูปิดลงเบา ๆ แต่มันกลับดังราวกับเสียงฟ้าผ่าในใจของชล วินาทีที่ประตูปิดสนิทลง โลกทั้งใบของเขาก็เหมือนทลายลงมา กำแพงความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นพังครืนลงมาไม่เหลือชิ้นดี
เขาไม่รอช้าอีกต่อไป...เขาวิ่ง...วิ่งหนีออกจากขุมนรกแห่งนั้นอย่างไร้ทิศทาง วิ่งผ่านโถงทางเดินหรูหราที่ประดับด้วยงานศิลปะราคาแพง เขารีบเข้าไปในลิฟต์แล้วกดปุ่มปิดย้ำๆ ราวกับคนเสียสติ ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง เขาก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง
ภาพในกระจกเงาของลิฟต์สะท้อนให้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังร้องไห้จนตัวโยน เขาปล่อยเสียงสะอื้นที่อัดอั้นมานานให้ดังออกมาอย่างไม่อายใครอีกต่อไป ในพื้นที่แคบ ๆ ที่มีเพียงเขาคนเดียวนี้ เขาไม่ต้องแสร้งทำเป็เข้มแข็งอีกแล้ว
น้ำตาแห่งความเ็ปและความไร้ค่าไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย เสียงหัวเราะของภาคย์...คือเสียงสะท้อนของหัวใจที่แตกสลายของชล...
กลับมาที่ห้องทำงานสุดหรูภายในเพนต์เฮาส์
กฤตภาคย์วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะหลังจากจบการสนทนาที่สนุกสนานกับเพื่อนรัก เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเล็กน้อยด้วยท่าทีสบายอารมณ์ โดยไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่ที่ผ่านมา...เขาได้ทำลายโลกทั้งใบของใครคนหนึ่งลงอย่างย่อยยับด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค
เขายังคงหมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้ากับจอคอมพิวเตอร์และกองเอกสารมากมายด้วยท่าทีปกติ สายตาของเขากลับมามุ่งมั่นกับตัวเลขและแผนธุรกิจพันล้านตรงหน้า ความคิดของเขามุ่งไปที่การขยายอาณาจักรวราเมธีกุลให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก
ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูทำให้เขาละสายตาจากหน้าจอ “เข้ามา”
เลขาหน้าห้องเดินเข้ามาพร้อมกับไอแพดในมือ “ท่านประธานคะ ตารางงานสำหรับวันพรุ่งนี้ค่ะ มีประชุมกับนักลงทุนจากสิงคโปร์ตอนเก้าโมงเช้านะคะ”
ภาคย์พยักหน้ารับรู้อย่างเฉยเมย ความคิดของเขาวนเวียนอยู่แต่กับเื่ผลกำไรและแผนการเทคโอเวอร์บริษัทคู่แข่ง
เขาเหลือบมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กน้อย คล้ายจะนึกถึงใบหน้าของชลันธรขึ้นมาวูบหนึ่ง...‘ป่านนี้จะทำอะไรอยู่นะ...หายไปหลายวันแล้วด้วย’ แต่แล้วเขาก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ‘ก็แค่เด็กดื้อที่กำลังงอน เดี๋ยวคงหายแล้วก็ซมซานกลับมาเองเหมือนทุกครั้ง’
เขาหันกลับไปให้ความสนใจกับเอกสารในมือต่อ แววตาคมกริบจดจ่ออยู่กับรายละเอียดของสัญญาโดยไม่รับรู้ถึงความผิดปกติใด ๆ
ภาพสุดท้ายตัดสลับไปมาระหว่างใบหน้าเรียบเฉยและมุ่งมั่นในเื่งานของภาคย์ในห้องทำงานที่สว่างไสว กับภาพของชลที่กำลังเดินร้องไห้โซซัดโซเซไปตามฟุตบาทที่แออัดอย่างไร้จุดหมาย...
ในขณะที่โลกของคนหนึ่งกำลังดำเนินไปอย่างปกติ...โลกของอีกคนกลับถล่มลงมาทั้งใบ