บทที่ 43
หาเงินซื้อที่
ภาพของซูฉีกำลังนั่งนับเงินอยู่ หลังจากนับกองเงินที่อยู่เบื้องหน้าเสร็จคิ้วของนางขมวดเข้าหากัน
“ มีอะไรอย่างนั้นหรือเจ้าคะคุณหนูหรือว่าเงินขาดตกไป? ” ลี่ถังบ่าวรับใช้คนสนิทถามอย่างสงสัย
มองเห็นคุณหนูของนางแสดงใบหน้าขมักเขม้น จึงรู้สึกสงสัยว่ามีอะไรเกิดขึ้น
“ ไม่ได้หายไปแต่ว่าเงินไม่พอต่างหาก ”
“ ไม่พอคุณหนูอยากจะทำอะไรอย่างนั้นหรือเจ้าคะ? จริงสิเมื่อวานก็เห็นคุณหนูลางานเดินทางไปที่ไหนมาอย่างงั้นหรือ? ” แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและคำถามมองตรงมาที่คุณหนูของนาง
ซูฉีถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ นั้นสินะเมื่อวานพอดีว่าตัวของค่าเดินทางไปตามคำแนะนำของนายหญิงจื่อ”
“ เมื่อเดินทางไปถึงก็พบเจอที่ดินแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากจะซื้อมันในยามนี้เงินเองก็ไม่เพียงพอ”
“ อยากจะซื้อที่ดินเพิ่มอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ” นางไม่คิดเลยว่าคุณหนูของนางอยากจะขยับขยายที่ดินเพิ่มรวดเร็วขนาดนี้
เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งลงทุนซื้อที่ดินคืนนั้นไปเสียเงินไปไม่น้อย ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาจะหาเงินได้จำนวนนึง แต่ว่ามันเองก็ไม่ได้มากพอที่จะซื้อที่ดินผืนใหม่
“ ไหนหนูบอกว่าอยากจะซื้อที่ดินเก็บเอาไว้เพียงเท่านั้นล่ะเจ้าคะ หรือว่าท่านอยากจะลงหลักปักฐานที่เมืองแห่งนี้แล้ว ”
“ แต่ว่าข่าวเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดภายในเมืองแห่งนี้ มันทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เดินทางมาที่เมืองแห่งนี้มากเหมือนก่อนหน้านี้ ”
“ บางทีการที่พวกเราลงหลักปักฐานที่เมืองแห่งนี้อาจจะไม่ดีก็ได้นะเจ้าคะ ” ลี่ถังเสนอความคิดอย่างลังเล
เพราะว่าในยามนี้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาด ทำให้ผลกระทบเรื่องนี้กระจายไปจนถึงเมืองข้างๆ ไม่เพียงเท่านั้นเมืองส่วนใหญ่หลายเมืองก็ล้วนแล้วรู้ถึงโรคระบาดที่เกิดขึ้น
มันเลยทำให้ผู้คนที่เดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ไม่ได้มากเหมือนเมื่อก่อน ก่อนหน้านี้ก่อนที่จะเกิดโรคระบาดขึ้น
มีพวกพ่อค้าเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยที่พวกพ่อค้าพวกนั้นพวกเขาเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ใช้เงินซื้อของต่างๆ
มันทำให้เงินหมุนเวียนภายในเมืองชายแดนแห่งนี้มากขึ้น แต่ว่าในยามนี้ต่างออกไปผู้คนที่เดินทางมาแล้วพ่อค้าเองก็ลดลง
การลงหลักปักฐานที่เมืองแห่งนี้มันเองก็จำเป็นต้องคิดใหม่ ในสายตาของบ่าวรับใช้ผู้นี้เมืองแห่งนี้ไม่ได้สุขสบายพอให้คุณหนูของตนเองอยู่อาศัย
เป็นไปได้ก็อยากจะให้คุณหนูของนางไปอาศัยอยู่ที่เมืองที่มันใหญ่โตแล้วก็สุขสบายกว่านี้ แม้ว่าจะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเหมือนก่อนหน้านี้ แต่อย่างน้อยคุณภาพชีวิตก็น่าจะดีขึ้น
ซูฉีแสดงรอยยิ้มมองตรงกับไปที่บ่าวรับใช้คนสนิท “ ข้ารู้ดีว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่…”
“ แต่ว่านะที่ดินที่ข้าจะทำการซื้อแน่นอนว่าในวันข้างหน้าข้ามั่นใจว่าข้าต้องได้ใช้ประโยชน์จากมันอย่างแน่นอน ” นางพูดขึ้นมาอย่างมั่นใจ
เพราะว่าภายในหัวของนางคิดเอาไว้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับที่ดินผืนนั้น ที่ดินผืนนั้นมันมีขนาดแม้ว่าจะเป็นที่ดินที่แห้งแล้ง แต่ถ้านำมาปรับเปลี่ยนคงจะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
“ อย่างงั้นหรือเจ้าคะแล้วเงินที่ขาดอยู่ก็หนูจะทำอย่างไรล่ะ ”
“ เงินที่พวกเรามีอยู่ก็เพียงแค่ประมาณยี่สิบตำลึงเงินเท่านั้น ” ลี่ถังถามคุณหนูของนาง
ด้วยจำนวนเงินของพวกนางในยามนี้ เรียกได้ว่ามันยังขาดจากการซื้อที่ดินเป็นอย่างมาก คงจะต้องเก็บเงินเองจำนวนมากกว่าที่จะสามารถซื้อที่ดินผืนนั้นได้
และด้วยในตอนนี้ สุราเองก็ไม่ได้ขายดีเหมือนก่อนหน้านี้เพราะว่าพวกพ่อค้าที่เดินทางมาไม่กล้าเดินทางมาเพราะโรคระบาด
ทำให้จำนวนเงินที่เป็นรายรับมันเองก็น้อยลงไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะแบบนั้นถ้าอยากจะซื้อที่ดินผืนนั้นก็จำเป็นจะต้องหาจากทางอื่น
ซูฉีขบคิดอยู่ในใจนางก้มหน้าของตนเองนั่งคิดเกี่ยวกับวิธีการหาเงิน ‘ นั้นสินะตอนนี้การหาเงินเป็นเรื่องยากเย็นเป็นอย่างมาก ’
‘ แม้ว่าในแต่ละมื้อจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างไม่อดอยาก แต่สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือรายได้ที่ได้มากว่าที่จะซื้อที่ดินได้คงจะใช้เวลาอีกนาน ’
‘ ถ้าอยากจะได้ที่ดินผืนนั้นคงจำเป็นจะต้องหาเงินทางอื่น จะกู้ยืมอย่างนั้นเหรอภายในยุคสมัยนี้ไม่มีธนาคารที่เป็นดอกเบี้ยต่ำ ’
‘ แล้วจะหากู้เงินจากที่ไหนเมื่อซื้อที่ดินนั้น ไม่สิไม่สิไม่ควรจะกู้เงินเพราะว่าที่ดินผืนนั้นมันไม่มีอะไรแน่นอน ’
‘ ในครั้งนี้เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เพราะแบบนั้นเลยไม่สามารถกู้เงินในจำนวนที่มากๆได้ ’
นางกำลังคิดหนักเกี่ยวกับปัญหาการเงินในตอนนี้ เพราะว่าอย่างไรเสียตัวของนางเองก็จำเป็นต้องหาเงินมาซื้อที่ดินนั้น
อย่างที่นายหญิงจื่อบอก นางควรจะหากิจการของตนเองทำให้ตนเองนั้นมีลู่ทางในการหาเงินได้แล้ว
ถ้าเกิดว่านางไม่ทำอะไรสักอย่างก็คงจะเป็นลูกจ้างภายในร้านแห่งนั้นไปจนตาย ในยามนี้นางเลยอยากจะลงทุนกับที่ดินผืนนั้นและนำมันมาใช้ประโยชน์
‘ อะไรกันที่สามารถขายได้ในช่วงเวลายามนี้ ’ นางขบคิดอยู่สักพักใหญ่ก่อนที่จะก้มมองมือของตน
เมื่อก้มมองมือของตนนางจึงอุทานขึ้น “ พลังวิญญาณ ”
บ่าวรับใช้คนสนิทที่อยู่ข้างกายได้แต่แสดงแววตาฉงน งุนงงว่าคุณหนูของนางเป็นอะไรขึ้นมา “ มีอะไรอย่างนั้นหรือเจ้าคะคุณหนู”
“ ไม่มีอะไรข้าเพียงแค่คิดบางอย่างขึ้นมาได้ ”
“ คิดบางอย่างขึ้นมาได้คุณหนูคิดอะไรอยู่อย่างงั้นหรือเจ้าคะ หรือว่าคุณหนูคิดจะทำอะไรสักอย่างอีกแล้ว ”
“ ข่าวเพียงแค่คิดอยากจะขายความสามารถของตนเองเท่านั้น ” ซูฉีแสดงรอยยิ้มภายในใจของนางราวกับว่ามีคำตอบอยู่แล้วว่านางกำลังจะทำอะไร
…
ตกดึกยามที่บ่าวรับใช้คนสนิทของนางเข้านอนเรียบร้อยแล้ว
ซูฉีย่องออกมาด้านนอกเพียงคนเดียวนางมาอยู่บริเวณใจกลางห้องโถงของบ้านพัก ในยามนี้นางมีความคิดบางอย่างปรากฏขึ้นมาภายในหัว
‘ ที่ฝึกฝนครั้งก่อน การแยกแยะสสารภายในวัตถุ มันทำให้ตัวของเรามีความสามารถพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก ในตอนนี้สามารถบีบอัดพลังวิญญาณที่แปรเปลี่ยนจากร้านความดีออกมาได้แล้ว ไม่เพียงเท่านั้นสามารถใช้มันได้ในหลากหลายรูปแบบ’
‘ ในยามนี้สิ่งที่สามารถทำได้และสามารถขายทำเงินจำนวนมากได้ก็คงจะเป็นพลังวิญญาณ พลังวิญญาณเป็นสิ่งที่สามารถทำให้นางสร้างเงินได้จำนวนมหาศาล ’
หลังจากที่ตัดสินใจว่าจะทำอะไร ซูฉีได้หมกมุ่นอยู่ใจกลางบ้านตลอดทั้งคืน จนกระทั่งในวันถัดมา
…
ในช่วงยามเช้าของวันกองกำลังทหารเกราะดำเดินทางมาถึงหน้าบ้านของนางตั้งแต่ในช่วงยามเช้า
ซูฉีสภาพราวกับผีดิบนางพึ่งผ่านการทำงานหนักมาทั้งราตรี ตื่นขึ้นมาด้วยสภาพอิดโรยพบเจอกองทหารเกราะดำที่อยู่เบื้องหน้ารู้สึกประหลาดใจ
กลุ่มชายฉกรรจ์สามถึงสี่คนที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำสนิท พวกเขามายืนรออยู่บริเวณด้านหน้าบ้านของนางตั้งแต่ในช่วงยามเช้า
ซูฉีที่เพิ่งตื่นนอนขยี้ตาของตนไปมามองตรงไปที่พวกเขา “ นี่พวกท่านมาทำอะไรตั้งแต่ในช่วงยามเช้าอย่างงั้นหรือเจ้าคะ? ”
นางถามอย่างสงสัยเหตุใดคนพวกนี้ถึงมายืนด้านหน้าบ้านของนางตั้งแต่ในช่วงยามเช้าแบบนี้
กลุ่มทหารพวกนั้นก้มศีรษะของตนลง หนึ่งในตัวแทนกล่าวรายงานขึ้นมา “ เรียนคุณหนูซู ข้าได้รับคำสั่งจากท่านเเม่ทัพให้มาเชิญท่านเดินทางไปที่ค่ายขอรับบอกว่าเรื่องสำคัญที่ท่านได้สัญญากันไว้ยามนี้มีความคืบหน้าแล้ว ”
ได้ยินแบบนั้นดวงตาของนางเบิกกว้าง นางยังคงไม่ลืมคำสัญญาที่แม่ทัพหนุ่มผู้นั้นเคยให้กับนาง เรื่องคนที่ลอบสังหารนาง
เมื่อรู้ว่าเรื่องนั้นมีความคืบหน้าแล้วนางจึงรีบเดินทางมุ่งตรงไปที่ค่ายทหารอย่างรวดเร็ว
ณ ค่ายทหารเกราะดำ
นางเดินผ่านเข้ามาภายในค่ายกองทหารฝึกฝนกันอย่างเป็นระเบียบ ในช่วงยามเช้าพวกเขานั้นซ้อมการต่อสู้กันอย่างเป็นระเบียบ ส่วนในช่วงยามบ่ายจะเริ่มออกลาดตระเวน กองทหารแห่งนี้ทำงานกันอย่างเป็นระเบียบจนน่าเหลือเชื่อ
ไม่ว่านางจะเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้กี่ครั้งนางเองก็มองเห็นภาพเดิมในเวลาเดิม บ่งบอกถึงกฎระเบียบและวินัยของพวกเขา
นางมองผ่านผ่านก่อนที่จะเดินมุ่งตรงเข้าไปภายในกระโจมขนาดใหญ่ใจกลางค่าย
เมื่อเดินเข้ามาพบเจอแม่ทัพหนุ่มกำลังนั่งอยู่ หวงเจียวลู่เห็นคุณหนูตระกูลซูเดินเข้ามาเขาแสดงรอยยิ้ม
“ มีความคืบหน้าแล้วอย่างนั้นหรือเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ ” นางเอ่ยถามขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้
“ เจ้ามาดูนี่สิ… ” แม่ทัพหนุ่มเรียกนางเข้าไปดูบางอย่าง
จบบท