เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบพื้นกระเบื้องดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งวอร์ดศัลยกรรมชายชั้น 8
วินาทีนั้น โลกของ น้ำขิง หรือ นักศึกษาแพทย์นลิน เหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
ความเงียบเข้าครอบงำพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว บรรดาพยาบาล ญาติผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง ต่างพากันหันมามองที่ต้นเสียงเป็ตาเดียว สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ แฟ้มชาร์ตคนไข้ที่เป็แผ่นเหล็กหนาหนัก นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้น สภาพเปิดอ้าซ่า กระดาษแล็บร่วงกราวเกลื่อนกราด
และคนที่ยืนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกอยู่ข้างเตียงคนไข้ ก็คือเธอเอง
“ว้าย! คุณพยาบาลคะ ยายใหมดเลย หัวใจจะวาย” เสียงยายเตียง 8 ร้องทักขึ้นพร้อมเอามือทาบอก
“ขอ ...ขอโทษค่ะคุณยาย! หนูขอโทษจริงๆ ค่ะ!”
น้ำขิงรีบก้มลงเก็บเอกสารด้วยความลนลาน มือไม้ที่ปกติก็สั่นเพราะความตื่นเต้นอยู่แล้ว ยิ่งพันกันยุ่งเหยิงเข้าไปใหญ่ ยิ่งรีบ ก็ยิ่งลน จนเผลอเอาหัวไปโขกกับขอบเตียงดัง ปึก!
ซวย... ซวยซ้ำซวยซ้อน เธอรำพึงในใจ น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตาภายใต้แว่นตากรอบหนา
“นักศึกษาแพทย์นลิน”
เสียงเรียกนั้นไม่ได้ดังเหมือนเสียงะโ แต่มันกลับทรงพลังและเย็นะเืเสียจนบรรยากาศรอบข้างเหมือนถูกแช่แข็ง อุณหภูมิในวอร์ดที่ว่าหนาวแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับน้ำเสียงของเ้าของชื่อ
น้ำขิงตัวแข็งทื่อ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเ้าของรองเท้าหนังขัดมันวับที่มายืนหยุดอยู่ตรงหน้า
ไล่สายตาขึ้นไปผ่านกางเกงสแล็คเข้ารูป เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนที่ถูกรีดจนเรียบกริบ ทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาที่มีปักชื่อสีเขียวเข้มว่า นพ. อคิน
และเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสีเงินคู่นั้น... น้ำขิงก็รู้ทันทีว่า ชะตาของเธอขาดสะบั้นแล้ว
“จะ... อาจารย์หมอ...”
“ผมถามว่าคุณทำอะไรอยู่?” อคินถามย้ำ น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน “คนไข้เตียงนี้เป็โรคหัวใจและความดันโลหิตสูงเพิ่งผ่าตัดมาเมื่อวาน คุณคิดว่าเสียงดังโครมครามที่คุณก่อขึ้น มันส่งผลดีต่อกราฟหัวใจของคนไข้ไหม?”
“หนู... คือหนู...” น้ำขิงพูดไม่ออก ลิ้นแข็งไปหมด ยิ่งเห็นสายตาดุๆ ที่มองลอดแว่นลงมา เธอยิ่งอยากจะมุดดินหนี
“BP (ความดันโลหิต) คุณยายพุ่งขึ้นไป 160/100 แล้ว” เขาปรายตามองที่จอมอนิเตอร์หัวเตียง ก่อนจะหันกลับมามองเธอด้วยสายตาตำหนิรุนแรง “ถ้าไม่มีสติ ก็อย่าเพิ่งขึ้นวอร์ด ไปยืนสงบสติอารมณ์ตรงนู้น อย่าเกะกะการทำงานของคนอื่น”
ประโยคนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ น้ำขิงหน้าชา สองมือบีบแฟ้มชาร์ตที่เพิ่งเก็บขึ้นมาแน่น เธอทำได้เพียงก้มหน้า ยอมรับความผิดแต่โดยดี
“ขอโทษค่ะอาจารย์”
ตลอดการราวด์วอร์ดใน่เช้านั้น กลายเป็นรกสำหรับน้ำขิงอย่างแท้จริง เธอทำได้แค่เดินรั้งท้ายสุด พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด เพื่อไม่ให้เป็จุดสนใจของอาจารย์หมออคินอีก แต่ทุกครั้งที่เขาหันมาสั่งออเดอร์ หรือสอบถามอาการคนไข้ สายตาคมกริบคู่นั้นก็จะตวัดมามองเธอแวบหนึ่งเสมอ เป็สายตาที่อ่านไม่ออก แต่มันทำให้ขนอ่อนที่หลังคอเธอลุกชัน
กระทั่งการราวด์วอร์ดจบลง ทีมแพทย์และนักศึกษาแพทย์ทยอยแยกย้าย น้ำขิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เตรียมจะหลบไปพักใจที่แคนทีน
“เดี๋ยว”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลัง ทำเอาขาของน้ำขิงชะงักกึก
อคินยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์พยาบาล ใบหน้าหล่อเหลาที่ปกติทำสาวๆ ทั้งโรงพยาบาลใจละลาย บัดนี้กลับดูเคร่งขรึมจนน่ากลัว เขากระดิกนิ้วเรียกเธอเบาๆ
น้ำขิงเดินคอตกเข้าไปหา
“คะ... อาจารย์?”
เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรู “เย็นนี้หลังเลิกงาน หกโมงเย็น ไปพบผมที่ห้องพักแพทย์ส่วนตัว ตึก 3 ชั้นบนสุด”
“คะ?” น้ำขิงเบิกตากว้าง “ตะ... แต่ว่าวันนี้หนูไม่มีเวร...”
“ผมไม่ได้ถามตารางเวรคุณ” อคินขยับตัวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ก้มหน้าลงมากระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกร้อนวูบวาบอย่างประหลาด ทั้งที่ประโยคมันคือคำสั่ง
“คุณไม่มีสติจนทำให้คนไข้เสี่ยงอันตราย ผมในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา จำเป็ต้องอบรมและตรวจสอบคุณเป็พิเศษ ว่าคุณมีความพร้อมที่จะเป็หมอจริงๆ หรือเปล่า”
เขายืดตัวขึ้น ทิ้งสายตาที่มีความหมายลึกซึ้งบางอย่างไว้ ก่อนจะเดินหันหลังกลับไป ทิ้งให้น้ำขิงยืนงงและหวาดหวั่นอยู่ตรงนั้น
ไปห้องพักแพทย์... สองต่อสอง? กับอาจารย์หมอที่ดุที่สุดในโรงพยาบาลเนี่ยนะ?
น้ำขิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่รู้เลยว่าเย็นนี้เธอจะเจอกับบทเรียนแบบไหน...
ที่แน่ๆ สัญชาตญาณของเธอกำลังร้องเตือนว่า หายนะของจริงมันเพิ่งจะเริ่มต่างหาก!!!