“องค์ชายครับ ให้ผมจัดการเขาเลยไหมครับ?”
วาเซ่ถือดาบคู่ เเละจ้องมองไปยังโนวมอลด้วยสายตาเกลียดชัง มัสเเตงที่เห็นว่า วาเซ่กำลังเครื่องร้อน เขาจึงยิ้มมุมปาก เเละอนุญาตเขา
“ได้ เเต่นายต้องไปกับริชารต”
“ถ้าทำอย่างงั้นใครจะคอยปกป้องท่านล่ะครับ อีกอย่างไอ้กระจอกนั่นเเค่ผมคนเดียวก็พอ!”
“วาเซ่ถึงนายจะได้รับการยอมรับฝีมือจากผม เเต่ก็ไม่ควรประมาท จากที่ผมสังเกตเขาไม่ได้มีดีเเค่ปากเเน่นอน นายก็รู้ว่าผมไม่ชอบความผิดพลาด”
“ขอประทานอภัยด้วยครับ ผมจะทำตามคำชี้เเนะขององค์ชายครับ!”
วาเซ่กำลังร้อนเเรงถูกเรียกสติโดยมัสเเตง เขาคุกเข่าลงน้อมรับคำสั่ง ในขณะนั้นริชารตก็เดินเข้ามายืนข้างวาเซ่มององค์ชายด้วยสายตาเป็ห่วง
“ท่านเเน่ใจเเล้วเหรอครับ? อย่าลิมนะครับว่า ศัตรูไม่ได้มีเเค่เขาคนเดียว”
“ไม่ต้องห่วง พวกสามัญชนถึงจะเบาปัญญา ตะกร้าต่ก็ไม่ได้ไร้สมอง เเต่พวกเขาไม่มีความสามารถพอต่อกรกับผมที่มีซิกม่าจากเชื้อพระวงศ์ได้เเน่นอน เเต่เพื่อความมั่นใจของพวกนาย ผมจะร่ายบาเรียไว้เเล้วกัน ม่านเพลิงศักดิ์สิทธิ์ (Secred flame barrier) ”
มือขวาของมัสเเตงเกิดเเสงสว่างสีทองอันทรงพลังขึ้นมา เพลิงสีทองกลืนกินดาบเหล็ก เขาปัดดาบลงพื้นเเปะทุเกิดเพลิงปะทุออกมาจากพื้นดิน เปลวเพลิงสีทองปะทุออกมาจากพื้นดินไกลตัวเขา 5 เมตร ก่อรูปเป็ม่านวงกลมใสสีทองสร้างเป็พื้นที่ป้องกันเเก่เขา
“ใครก็ตามที่ก้าวผ่านม่านเพลิงศักดิ์สิทธิ์นี้ โดยที่ผมไม่อนุญาตก็จะถูกเพลิงศักดิ์สิทธิ์เผาไหม้ พวกนายออกไปสู้ได้เลย”
“ถ้าองค์ชายถึงขั้นยอมใช้ซิกม่า ผมก็สบายใจเเล้วครับ”
“ลุยกันเถอะ ริชารต อย่าไปทำให้พวกกระจอกรบกวนเวลาอันมีค่าขององค์ชายเลย!”
“ไม่บอกก็ทำอยู่เเล้ว วาเซ่!”
วาเซ่ลุกขึ้นมือตบไหล่ริชารตเเล้ววิ่งออกจากม่านศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อมกัน มัสเเตงที่เห็นดังนั้นก็อมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะสำเเดงพลังของซิกม่าอีกครั้ง
“บริวารเพลิงศักดิ์สิทธิ์ (Secred flame servant) ”
“พวกนายไปจัดการช่วยวาเซ่ เเละริชารต รวมถึงกำจัดพวกอ่อนเเอด้วย”
กิ้ว!
ซิกม่าขององค์ชาย อัญเชิญสัตว์วิเศษรูปร่างนกเพลิงจิ๋วนับสิบบินเหนืออารีน่า พวกมันเฝ้ามองหาเหยื่อที่ด้อยกว่ามัน เเละฉวยโอกาสโจมตีที่เผลอส่งพวกเขาออกสนามไปทีละคน
“4 5 ไม่ใช่ 10 คนเเล้ว สมกับเป็ซิกม่า วิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขององค์ชายมิลมิเลี่ยน บริวารเพลิงศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้กวาดล้างผู้เข้าสอบตกรอบอย่างไม่หยุดเลยค่า เเบบนี้ไม่นานการสอบกลุ่ม A ต้องจบลงในไม่ช้าเเน่นอน!”
“นั่นมันเจ๋งเป็บ้า!”
“เท่มากเลยค่ะ องค์ชาย!”
ผู้เข้าชมกำลังส่งเสียงเชียร์มัสเเตงที่ยืนดูการสอบด้วยความสบาย ตอนนี้ในสนามเต็มไปด้วยความโกลาหล สองคู่หูสุดเเกร่ง นกไฟโฉบโจมตีรอบสารทิศ เเละปีศาจบ้าเืที่ไล่ฟันคนตกรอบโดยไม่สนใจใคร
“เ้านั่นไม่ได้มีดีเเค่วาจา เเต่ก็คงมีเเค่กล่ามเนื้อไร้หัวคิด เราไม่จำเป็ต้องลงเเรงมาก เเค่กำจัดผู้เข้าสอบให้เหลือ 40 คนก็เพียงพอต่อการสอบผ่าน”
มัสเเตงยิ้มมุมปากด้วยความสบายใจ เขาหันไปมองคนที่พยายามหาทางจัดการกับบาเรียของเขา เเต่ทันทีที่อาวุธเขาพวกเขาได้ัั มันก็ละลายทันทีไม่ต่างจากน้ำเเข็ง
“หืม นายชื่ออะไรล่ะ กล้าหาญดีที่กล้าจะทำลายบาเรียของผม”
“ผ-ผม ชื่อ คลาว เเกนนอรฟครับ!”
“เป็การกระทำที่น่าสนใจดี ผมกำลังอยากได้คนที่มีความกล้าเเบบนายอยู่พอดี นายอยากจะผ่านการสอบนี้ไหม?”
“ท่านช่วยผมได้จริงเหรอครับ!?”
“ตอนนี้ฉันกำลังเมื่อยจากการพบเจอคนบ้าตอนเที่ยง อยากจะหาที่นั่งพักจัง”
“เดี๋ยวผมจะเป็เก้าอี้ให้เเทนเองครับ!”
เเกนนอรฟที่เห็นโอกาสจึงทิ้งอาวุธที่ใช้การไม่ได้ เเละรีบคุกเข่าเอามือดันตัวขึ้นจากพื้นเป็เก้าอี้ให้มัสเเตง มัสเเตงถอดเสื้อคลุมออก เเละวางทับตัวของเเกนนอรฟก่อนที่จะนั่งลง
“ขอบคุณมากนะ ถ้าไม่ได้นาย ผมคงเหนื่อยล้าเเน่เลย”
“เพื่อความสบายขององค์ชาย เชิญเรียกใช้ผมได้ทุกเมื่อเลยครับ!”
(ถ้าเ้านั่นรู้จักเจียมตัวก็ไม่มีปัญหาเเล้ว ขอให้เเกโชคดีกับการรับมือกับขุนนางเเล้วกัน คราวที่เเกไม่เหลือกำลังสู้ต่อ ฉันจะเป็คนปิดฉากเเกเอง)
--
“พวกเเกชอบหาเื่ตกรอบหรือไง! เข้ามาไม่ขาดสายเลย!”
่เเรกผมก็ประกาศไปเพื่อหวังจะสร้างความหวาดกลัวให้พวกเขาหลีกทางไป เเเต่มันกลับเป็ตรงกันข้าม พวกคนธรรมดาพยายามหาช่องว่างเเทงผม ในขณะที่พวกขุนนางก็เข้ามาต่อสู้ซึ่งหน้าเเบบตรงไปตรงมา
“เเค่การที่เเกไม่ให้เกียรติพวกเรา มันก็เป็ความผิดเเล้ว ไอ้สามั--อั๊ก!”
“เสร็จฉั--เเอ๊ก!”
“ตอมเป็เเมลงอยู่ได้ งั้นพวกเเกก็ตกรอบไปเลยเเล้วกัน!”
ผมที่เห็นขุนนางคนหนึ่งกำลังง้างดาบเตรียมฟันผม ผมก็ตึงเครียดตะเขาที่ท้องจนขาดสติสำลักน้ำลายออกมา ส่วนคนตีหลังก็โดนผมเหวี่ยงหมัดกระเย่อหยิ่งทกหน้าด้านข้างจนสลบไป
“มันจะน็อกเอาท์ครบ 20 คนเเล้ว!”
“พูดมากอะไรของเเกวะ ตายซะเถอะ!”
“หนวกหู!”
“อ๊า..ก..”
เนื่องจากรำคาญเสียงเเสบหู ผมเลยเตะเข้าที่ช้างน้อยจนเขาน้ำลายฟูมปาก เเละก้มลงนอนดิ่งลงพื้นหายไปจากสนามทันที เเน่นอนว่าผมพยายามเบาเเรงไม่ให้ของรักชายชาตรีพิการ
“เเกบ้าไปเเล้ว!”
“ตกรอบไป”
ผมเเทงดาบด้วยความเร็วสูงเล็งที่ท้องของเขา ความเป็จริงท้องของเขาคงจะต้องเป็รูไปเเล้ว เเต่ด้วยพลังคุ้มครองของเเหวนระบุตัวตน เหมือนรับรู้ถึงอันตรายที่จะส่งทบกระทบต่อการเสียชีวิตของผู้สวมใส่ จึงได้สร้างเวทย์ป้องกันคลุมร่างกายรับการโจมตีของผมได้ เเละเเลกกับการหักดาบผมเป็สองท่อนจนผมต้องทิ้งมันไปอย่างน่าเสียดาย
“เทคนิคการเเทงดาบรวดเร็วนั่น น่าทึ่งมากเลยค่ะ คุณมีความเห็นอะไรบ้างไหมคะ ศาสตราจารย์โรจิค ในฐานะผู้ครูฝึกสอนวิชาดาบปรากฏห่งสถาบันเเเย่อหยิ่งทาเรีย”
“จากที่ชั้นสังเกตการณ์เคลื่อนไหว เเละทักษะการต่อสู้ของเอลเดล ค่อนข้างมีความยืดหยุ่นพอสมควร วิชาดาบถือว่าเก่งกาจ โดยเฉพาะวิชาที่ใช้มือ ขวา เเละลำตัวเป็กระบวนท่าโจมตี ต้องเป็ศิลปะการต่อสู้ไม่ผิดเเน่นอน”
“ศิลปะการต่อสู้ที่เป็ทักษะต่อสู้โบราณเเสดงว่าเขาต้องเป็คนจากสำนักเเสงเที่ยงธรรมใช่ไหมคะ?”
“มีความเป็ไปได้สูง เเต่มันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากหรอก”
“ศาสตราจารย์โรจิคกำลังจะสื่อถึงอะไรกันคะ?”
ชายหนุ่มที่ค่อนข้างมีอายุกอดอกยืนมอง เเละอธิบายให้ฮารเต้เข้าใจอย่างละเอียด สักพักเขาก็ถอนหายใจออกมา
“ฉันกำลังจะบอกว่า ศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะดูดีเเค่ไหน เเต่ก็ไม่มีทางชนะวิชาดาบ”
“ทำไมศาสตราจารย์ถึงพูดอย่างงั้นล่ะคะ? จากที่ชั้นดูมาก็ยังไม่มีใครสร้างบาดเเผลให้เขาได้เลย อีกทั้งยังหมัดเดียวสงบทุกรายอีก”
“นั่นก็พวกอ่อนเเอที่ตกรอบไป ไม่ได้รับการสอนมาจากสำนักดาบต่างหาก”
ฮารเต้ยืนฟังศาสตราจารย์โรจิคที่กำลังมองไปยังสนามด้วยความตึงเครียด ไม่นานก็มีชายผมสีเเดงคนหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาไปหาปรากฏวมอลด้วยความเร็วสูง
“ไง ไอ้กระจอก!”
วาเซ่ะโขึ้นเหนือหัวโนวมอล เเละกำลังจะใช้สองดาบฟาดฟันจากบนอากาศ โนวมอลไหวตัวทันจึงดีดตัวถอยหลังหลบได้อย่างท่วงที
“เห่าเป็หมาเหมือนเดิมเลย”
“หึ เเกต่างหากที่เป็หมา เอ้า ไอ้กระจอกรับไปซะ!”
วาเซ่ยิ้มด้วยความมั่นใจเเต่ยังคงมีจิตสังหารซ่อนอยู่ เขาโยนดาบข้างหนึ่งให้กับผม ซึ่งผมก็รับมันทันที เขาไปหยิบดาบตกพื้นมาใหม่ ก่อนจะวางมาดใส่ผม
“…”
“เงียบอะไร ฉันไม่สู้กับคนที่ไม่ถืออาวุธหรอกนะ”
วาเซ่ตั้งท่าถือสองดาบเตรียมปะทะกับผม สำหรับเขาการต่อสู้ที่ไม่สมเกียรติ มันน่าอับอาย เเละไม่มีความงดงาม สมกับเป็ไอ้บ้าการต่อสู้ไม่ต่างจากคริส
“ไม่จำเป็”
“ทำอะไรของเเก?”
“ได้ยินจากกรรมการว่า ศิลปะการต่อสู้มันอ่อนกว่าวิชาดาบ ฉันเลยจะตบนายเป็ตัวอย่างให้ดูน่ะสิ”
ผมโยนดาบทิ้งไปดาบหลัง เเละเตรียมร่างกายตั้งท่าออกสู้ มือกำเล็กน้อยก่อนจะคลายออกเพื่ออุ่นเครื่อง ขาเหยียดห่างกันเล็กน้อยเพื่อสร้างสมดุล
“นอกจากจะเป็ไอ้กระจอกสามัญชน ยังกล้าเอาขยะมาเทียบเทียบกับวิชาดาบอีก เเกไม่สมควรอยู่ในอารีน่านี้!”
วาเซ่กุมขมับด้วยความปวดหัวกับคำพูดไร้สาระของผม ก่อนเขาจะปลดปล่อยจิตสังหารอันรุนเเรงออกมา สิ้นสุดคำพูดเขาพุ่งตัวเข้ามาฟันผมด้วยความเร็วสูง
“ตายๆๆๆๆ ไปตายซะ ไอ้กระจอก!”
ผมถอยหลังไปทีละนิดเอนตัวหลบการโจมตีของวาเซ่ได้อย่างสมบูรณ์ การโจมตีของเขานั้นไม่ได้มีรูปเเบบที่เกินคาดเดา หลังจากที่มองวิถีดาบออก มันก็รอให้เขาฟันไปก่อนทีหนึ่ง เเล้วรอช่องโหว่ตอนที่เข้าจะดึงดาบเข้าตัวสวนทันที
(เจอเเล้ว!)
“ศรไร้คม!”
พรนักรบจะเก่งกาจเมื่อได้จับอาวุธไม่ต่างจากนักดาบที่ไม่ได้ถือดาบ ถ้าเราทำลายอาวุธได้ละก็พลังของเขาจะลดลงอย่างมาก ผมกำหมัดขวาเเน่นตั้งศอกให้มั่นคงในเเนวนอนเหวี่ยงไปด้านหลัง ก่อนจะลากกลับปล่อยหมัดตรง
“มันไม่ง่ายอย่างงั้นหรอก!”
“เวทมนตร์เสริมความทนทาน”
วาเซ่ตั้งดาบไคว้กันเป็กากบาทป้องกันการโจมตีของผมได้ เเต่ที่สำคัญผมพลาดที่จะทำลายอาวุธของเขา ไม่นึกเลยว่าเขาจะสามารถใช้เวทมนตร์ในการเพิ่มความทนทานของอาวุธได้ เเต่มันไม่พอต่อการรับมือผม
“ก็ฉลาดเหมือนกัน ที่ไปเรียนเวทมนตร์เสริมความทนทานมากลบจุดอ่อนตัวเอง”
“มีเเต่พวกโง่เท่านั้นเเหละ ที่มัวเเตะกร้าเมาละเลยไม่พัฒนาตัวเอง!”
“เเต่ใครบอกว่าฉันต่อยได้หมัดเดียว”
“อั๊ก!”
ถึงเวทมนตร์เสริมความทนทานจะทำให้ดาบของเขาไม่พัง เเต่การที่เขาใช้ดาบป้องกันมือข้างเดียวของผม มันก็สร้างจุดอ่อนที่ใหญ่กว่าเดิม ผมชกเข้าที่ท้องของเขาด้วยมือซ้ายด้วยความเร็วที่มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“เพิ่มความคงทน ลดน้ำหนักวัตถุ เพิ่มความคม เเละจิตศาสตราวุธ!”
วาเซ่ยังประคองสติ เเละร่ายเวทมนตร์ต่อเนื่อง ดาบคู่ของตะกร้าเซ่ได้รับพลังเวทของเขาจนเปลี่ยนสีเป็สีเเดง ออปะทุของดขาเปลี่ยนเป็คนละคน ผมััได้ถึงความดุร้ายเหมือนสัตว์ป่าที่ออกมาจากตัวของเขา
“ชั้นจะบดขยี้เเกเอง!”
วาเซ่พุ่งเข้าโจมตีผมอีกครั้ง เเต่ครั้งนี้กลับเร็วกว่าเดิม มันว่องไว เเละไม่มีช่องพักจนผมต้องตั้งสมาธิพยายามหลบอย่างต่อเนื่อง เพียงรอยสะกิดนิดเดียวก็ทำให้เสื้อของผมเกิดรอยขาด พอจะลองสวนดูเมื่อที่เคยทำ เขาก็เว้นระยะห่างเล็กน้อยก่อนจะเข้ามาโจมตีใหม่ จนไร้ช่องโหว่เหมือนครั้งที่ผ่านมา
“สมกับเป็ศิษย์เอกจากสำนักดาบระบำผีเสื้อ มีการโจมตีที่พลิ้วไหว ทั้งการรุก เเละรับ ทำให้ศัตรูยากที่จะต่อกร เเต่มีเงื่อนไขคือผู้ที่จะถูกรับเลือกจะต้องมีทักษะการใช้งานดาบคู่เสียก่อน ซึ่งบนโลกใบนี้มีเพียง 3 พรเท่านั้นจะบรรลุเงื่อนไขนี้ได้คือ พรอาวุธสองมือ พรนักรบ เเละพรเซียนดาบ”
“เเต่ว่าเท่าที่ชั้นเคยดูการต่อสู้ของสำนักระบำผีเสื้อ ชั้นยังไม่เคยเห็นใครที่โจมตีได้คล่องเเคล่ว เเละไร้ที่ติเหมือนลอส วาเซ่เลย”
“ต้องขอบคุณพรนักรบที่ช่วยความเข้าใจในการใช้อาวุธทุกประเภท ทำให้วาเซ่สามารถเรียนรู้ได้ไว จนสามารถได้รับการรับรองว่าเป็มือหนึ่งของสำนักระบำผีเสื้อโดยไม่มีข้อถกเถียงตั้งเเต่อายุ 16 ปี”
“เเต่ชั้นเคยได้ยินว่านักรบก็มีจุดอ่อนเดียวกับนักดาบคือ ถ้าไร้ซึ่งอาวุธก็ไร้ความหมาย เเต่ดูเหมือนเขาจะเเตกต่างจากนักรบคนอื่นนะคะ เเต่เท่าที่ฟังมาดูเหมือนคุณจะสนิทกับเขาเป็พิเศษนะคะ”
“เเน่นอนว่าเป็ฉันเองที่สอนเขาเกี่ยวกับเวทมนตร์เสริมพลัง วาเซ่น่ะสามารถใช้ได้ทั้งเวทมนตร์เพิ่มความคงทน ลดเพิ่มน้ำหนักวัตถุเพิ่มความคม เเละจิตศาสตราวุธอีก ทำให้เมื่อใดที่เขาได้จับอาวุธก็คือ ยอดศึกเเห่งานั่นเอง”
“ถ้างั้น เอลเดล นอล ม้ามืดของเราคงจะงานหนักเเล้วค่ะ! นอกจากเป็ศิษย์เอกเเห่งสำนักระบำผีเสื้อ ยังใช้เวทมนตร์เสริมพลังได้อีก เเบบนี้ศิลปะต่อสู้จะเอาอะไรไปสู้ไหว!”
“ถึงบอกเเล้วว่า เขาเเค่ยังไม่เจอคนจากสำนักดาบ”
ผู้คนรอบๆ ที่เห็นความเก่งกาจของวาเซ่ต่างก็ะโเทใจไปให้เขา โดยไม่เห็นโนวมอลที่กำลังตั้งใจหลบ ราวกับว่าพวกเขาคาดการณ์เเล้ว่า ยังไงเขาก็ไม่มีวันชนะ
“ว่าไง! ว่าไง! ว่าไง! มีดีเเค่นี้เองเหรอวะ! ไอ้ปากพล่อยๆ นั่นเงียบหายไปไหนเเล้ววะ!”
“เเต่เเกก็ทำได้เเค่เสื้อขาดเองนะ”
“เเกก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันเเหละ ไอ้กระจอก!”
(ต้องจริงจังหน่อยล่ะ)
ถึงเเม้ว่าเขาจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเเต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะผมถนอมเเรงไว้สู้กับเ้าชายตั้งเเต่เเรกเเล้ว ต่อไปผมคงต้องเอาจริงเเล้วล่ะ
“คราวนี้เเกตัวขาดเเน่ ระบำผีเสื้อส่งิญญา!”
วาเซ่ถีบเท้า เเละตวัดดาบต่อเนื่องโจมตีใส่ผม การโจมตีของเขามาจากรอบทิศทาง เพราะมีการเคลื่อนย้ายตัวเองรอบตัวศัตรู เสมือนผีเสื้อพลิ้วไหวที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะบินเข้าหาตอนไหน
“เเกจะหลบเก่งไปไหนวะ!”
เเต่สำหรับผมก็เเค่เร่งความเร็วให้มากกว่าเขาก็พอ เพราะการโจมตีของเขายังคงเป็เเบบเดิมเเต่เเค่เร็วขึ้นเท่านั้น ผมเริ่มตอบโต้ก้าวเท้าเข้ามาย่นระยะห่างกับเขาเพื่อที่จะให้เขาหลบไม่พ้น
“เเต่ถึงยังไงเเกก็ยังโจมตีเเบบเดิมอยู่ดี ไอ้โง่เอ้ย!”
วาเซ่คาดเดาการโจมตีของโนวมอลได้ เขายกดาบขึ้นมาป้องกันเหมือนเดิม เเต่ครั้งนี้เขาก้มตัวเราเพื่อไม่ให้โดนชกท้อง
“ศรไร้ลม”
ผมเคลื่อนตัวรวดเร็วไปจับมือทั้งสองของเขาในพริบตา วาเซ่ที่เห็นดังนั้นจึงใ ก่อนเขาจะเเสดงสีหน้าโกรธยิ่งกว่าเดิม
“เอามือโสโครกของเเกออกไป ไอ้สามัญชน!”
“กรงเล็บบดขยี้”
“อ๊ากกกก!”
วาเซ่ใช้เท้าถีบผมให้กระเด็นออกไป เเต่ผมไม่ได้ระคายเคือง เเละตัดสินใจใช้กำลังกายที่เหลือล้นกว่าบีบมือของเขาจนกระดูกเเตกดังเสียงดัง วาเซ่คุกเข่าลงพื้นเพราะไม่อาจทนความเ็ปไหว
“อ๊าๆๆๆๆ ..อ๊า..ก.”
“จับดาบที่ภูมิใจของเเกต่อสิ ไอ้เวร”
“อ๊าก!”
ผมไม่ได้รอให้เขาร้อง“องค์ชายครับ ให้ผมจัดการเขาเลยไหมครับ?”
วาเซ่ถือดาบคู่ ปะทุละจ้องมองไปยังโนปรากฏมอลด้วยสายตาเกลียดชัง มัสเเตงที่เห็นว่า วาเซ่กำลังเครื่องร้อน เขาจึงยิ้มมุมปาก เเละอนุญาตเขา
“ได้ เเต่นายต้องไปกับวิลเลี่ยม”
“ถ้าทำอย่างงั้นใครจะคอยปกป้องท่านล่ะครับ อีกอย่างไอ้กระจอกนั่นเเค่ผมคนเดียวก็พอ!”
“วาเซ่ถึงนายจะได้รับการยอมรับฝีมือจากผม เเต่ก็ไม่ควรประมาท จากที่ผมสังเกตเขาไม่ได้มีดีเเค่ปากเเน่นอน นายก็รู้ว่าผมไม่ชอบความผิดพลาด”
“ขอประทานอภัยด้วยครับ ผมจะทำตามคำชี้เเนะขององค์ชายครับ!”
วาเซ่กำลังร้อนเเรงถูกเรียกสติโดยมัสเเตง เขาคุกเข่าลงน้อมรับคำสั่ง ในขณะนั้นริชารตก็เดินเข้ามายืนข้างวาเซ่มององค์ชายด้วยสายตาเป็ห่วง
“ท่านเเน่ใจเเล้วเหรอครับ? อย่าลิมนะครับว่า ศัตรูไม่ได้มีเเค่เขาคนเดียว”
“ไม่ต้องห่วง พวกสามัญชนถึงจะเบาปัญญา เเต่ก็ไม่ได้ไร้สมอง เเต่พวกเขาไม่มีความสามารพอต่อกรกับผมที่มีซิกม่าจากเชื้อพระวงศ์ได้เเน่นอน เเต่เพื่อความมั่นใจของพวกนาย ผมจะร่ายบาเรียไว้เเล้วกัน ม่านเพลิงศักดิ์สิทธิ์ (Secred flame barrier)”
มือขวาของมัสเเตงเกิดเเสงสว่างสีทองอันทรงพลังขึ้นมา เพลิงสีทองลุกทั่วดาบเหล็ก เขาปัดดาบลงพื้นเเล้วเกิดเพลิงประทุออกมาจากพื้นดิน เปลวเพลิงสีทองประทุออกมาจากพื้นดินไกลตัวเขา 5 เมตร ก่อรูปเป็ม่านวงกลมใสสีทองสร้างเป็พื้นที่ป้องกันเเก่เขา
“ใครก็ตามที่ก้าวผ่านม่านเพลิงศักด์สิทธิ์นี้ โดยที่ผมไม่อนุญาตก็จะถูกเพลิงศักด์ศิทธิเผาไหม้ พวกนายออกไปสู้ได้เลย”
“ถ้าองค์ชายถึงขั้นยอมใช้ซิกม่า ผมก็สบายใจเเล้วครับ”
“ลุยกันเถอะ ริชารต อย่าไปทำให้พวกกระจอกรบกวนเวลาอันมีค่าขององค์ชายเลย!”
“ไม่บอกก็ทำอยู่เเล้ว วาเซ่!”
วาเซ่ลุกขึ้นมือตบไหล่ริชารตเเล้ววิ่งออกจากม่านศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อมกัน มัสเเตงที่เห็นดังนั้นก็อมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะสำเเดงพลังของซิกม่าอีกครั้ง
“บริวารเพลิงศักดิ์สิทธิ์ (Secred flame servant)”
“พวกนายไปจัดการช่วยวาเซ่ เเละริชารต รวมถึงกำจัดพวกอ่อนเเอด้วย”
กิ้ว!
ซิกม่าขององค์ชาย อัญเชิญสัตว์วิเศษรูปร่างนกเพลิงจิ๋วนับสิบบินเหนืออารีน่า พวกมันเฝ้ามองหาเหยื่อที่ด้อยกว่ามัน เเละฉวยโอกาสโจมตีที่เผลอส่งพวกเขาออกสนามไปทีละคน
“4 5 ไม่ใช่ 10 คนเเล้ว สมกับเป็ซิกม่า วิหกเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขององค์ชายมิลมิเลี่ยน บริวารเพลิงศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้กวาดล้างผู้เข้าสอบตกรอบอย่างไม่หยุดเลยค่า เเบบนี้ไม่นานการสอบกลุ่ม A ต้องจบลงในไม่ช้าเเน่นอน!”
“นั่นมันเจ๋งเป็บ้า!”
“เท่มากเลยค่ะ องค์ชาย!”
ผู้เข้าชมกำลังส่งเสียงเชียร์มัสเเตงที่ยืนดูการสอบด้วยความสบาย ตอนนี้ในสนามเต็มไปด้วยความโกลาหล สองคู่หูสุดเเกร่ง นกไฟโฉบโจมตีรอบสารทิศ เเละปีศาจบ้าเืที่ไล่ฟันคนตกรอบโดยไม่สนใจใคร
“เ้านั่นไม่ได้มีดีเเค่วาจา เเต่ก็คงมีเเค่กล่ามเนื้อไร้หัวคิด เราไม่จำเป็ต้องลงเเรงมาก เเค่กำจัดผู้เข้าสอบให้เหลือ 40 คนก็เพียงพอต่อการสอบผ่าน”
มัสเเตงยิ้มมุมปากด้วยความสบายใจ เขาหันไปมองคนที่พยายามหาทางจัดการกับบาเรียของเขา เเต่ทันทีที่อาวุธเขาพวกเขาได้ัั มันก็ละลายทันทีไม่ต่างจากน้ำเเข็ง
“หืม นายชื่ออะไรล่ะ กล้าหาญดีที่กล้าจะทำลายบาเรียของผม”
“ผ-ผม ชื่อ คลาว เเกนนอรฟครับ!”
“เป็การกระทำที่น่าสนใจดี ผมกำลังอยากได้คนที่มีความกล้าเเบบนายอยู่พอดี นายอยากจะผ่านการสอบนี้ไหม?”
“ท่านช่วยผมได้จริงเหรอครับ!?”
“ตอนนี้ฉันกำลังเมื่อยจากการพบเจอคนบ้าตอนเที่ยง อยากจะหาที่นั่งพักจัง”
“เดี๋ยวผมจะเป็เก้าอี้ให้เเทนเองครับ!”
เเกนนอรฟที่เห็นโอกาสจึงทิ้งอาวุธที่ใช้การไม่ได้ เเละรีบคุกเข่าเอามือดันตัวขึ้นจากพื้นเป็เก้าอี้ให้มัสเเตง มัสเเตงถอดเสื้อคลุมออก เเละวางทับตัวของเเกนนอรฟก่อนที่จะนั่งลง
“ขอบคุณมากนะ ถ้าไม่ได้นาย ผมคงเหนื่อยล้าเเน่เลย”
“เพื่อความสบายขององค์ชาย เชิญเรียกใช้ผมได้ทุกเมื่อเลยครับ!”
(ถ้าเ้านั่นรู้จักเจียมตัวก็ไม่มีปัญหาเเล้ว ขอให้เเกโชคดีกับการรับมือกับขุนนางเเล้วกัน คราวที่เเกไม่เหลือกำลังสู้ต่อ ฉันจะเป็คนปิดฉากเเกเอง)
--
“พวกเเกชอบหาเื่ตกรอบหรือไง! เข้ามาไม่ขาดสายเลย!”
่เเรกผมก็ประกาศไปเพื่อหวังจะสร้างความหวาดกลัวให้พวกเขาหลีกทางไป เเเต่มันกลับเป็ตรงกันข้าม พวกคนธรรมดาพยายามหาช่องว่างเเทงผม ในขณะที่พวกขุนนางก็เข้ามาต่อสู้ซึ่งหน้าเเบบตรงไปตรงมา
“เเค่การที่เเกไม่ให้เกียรติพวกเรา มันก็เป็ความผิดเเล้ว ไอ้สามั--อั๊ก!”
“เสร็จฉั--เเอ๊ก!”
“ตอมเป็เเมลงอยู่ได้ งั้นพวกเเกก็ตกรอบไปเลยเเล้วกัน!”
ผมที่เห็นขุนนางคนหนึ่งกำลังง้างดาบเตรียมฟันผม ผมก็เเตะเขาที่ท้องจนขาสติสำลักน้ำลายออกมา ส่วนพวกตัวลอบกัดก็เหวี่ยงหมักกระเเทกหน้าด้านข้างจนสลบไป
“มันจะน็อกเอาท์ครบ 20 คนเเล้ว!”
“พูดมากอะไรของเเกวะ ตายซะเถอะ!”
“หนวกหู!”
“อ๊า..ก..”
เนื่องจากรำคาญเสียงเเสบหู ผมเลยเตะเข้าที่ช้างน้อยจนเขาน้ำลายฟูมปาก เเละก้มลงนอนดิ่งลงพื้นหายไปจากสนามทันที เเน่นอนว่าผมพยายามเบาเเรงไม่ให้ของรักชายชาตรีพิการ
“เเกบ้าไปเเล้ว!”
“ตกรอบไป”
ผมเเทงดาบด้วยความเร็วสูงเล็งที่ท้องของเขา ความเป็จริงท้องของเขาคงจะต้องเป็รูไปเเล้ว เเต่ด้วยพลังคุ้มครองของเเหวนระบุตัวตน เหมือนรับรู้ถึงอันตรายที่จะส่งทบกระทบต่อการเสียชีวิตของผู้สวมใส่ จึงได้สร้างเวทย์ป้องกันคลุมร่างกายรับการโจมตีของผมได้ เเละเเลกกับการหักดาบผมเป็สองท่อนจนผมต้องทิ้งมันไปอย่างน่าเสียดาย
“เทคนิคการเเทงดาบรวดเร็วนั่น น่าทึ่งมากเลยค่ะ คุณมีความเห็นอะไรบ้างไหมคะ ศาตราจารย์โรจิค ในฐานะผู้ครูฝึกสอนวิชาดาบเเห่งสถาบันเเอสทาเรีย”
“จากที่ชั้นสังเกตการเคลื่อนไหว เเละทักษะการต่อสู้ของเอลเดล ค่อนข้างมีความยืดหยุ่นพอสมควร วิชาดาบถือว่าเก่งกาจ โดยเฉพาะวิชาที่ใช้มือ ขวา เเละลำตัวเป็กระบวนท่าโจมตี ต้องเป็ศิลปะการต่อสู้ไม่ผิดเเน่นอน”
“ศิลปะการต่อสู้ที่เป็ทักษะต่อสู้โบราณเเสดงว่าเขาต้องเป็คนจากสำนักเเสงเที่ยงธรรมใช่ไหมคะ?”
“มีความเป็ไปได้สูง เเต่มันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจมากหรอก”
“ศาตราจารย์โรจิคกำลังจะสื่อถึงอะไรกันคะ?”
ชายหนุ่มที่ค่อนข้างมีอายุกอดอกยืนมอง เเละอธิบายให้ฮารเต้เข้าใจอย่างละเอียด สักพักเขาก็ถอนหายใจออกมา
“ฉันกำลังจะบอกว่า ศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะดูดีเเค่ไหน เเต่ก็ไม่มีทางชนะวิชาดาบ”
“ทำไมศาตราจารย์ถึงพูดอย่างงั้นล่ะคะ? จากที่ชั้นดูมาก็ยังไม่มีใครสร้างบาดเเผลให้เขาได้เลย อีกทั้งยังหมัดเดียวสงบทุกรายอีก”
“นั่นก็พวกอ่อนเเอที่ตกรอบไป ไม่ได้รับการสอนมาจากสำนักดาบต่างหาก”
ฮารเต้ยืนฟังศาตราจารย์โรจิคที่กำลังมองไปยังสนามด้วยความตรึงเครียด ไม่นานก็มีชายผมสีเเดงคนหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาไปหาโนวมอลด้วยความเร็วสูง
“ไง ไอ้กระจอก!”
วาเซ่ะโขึ้นเหนือหัวโนวมอล เเละกำลังจะใช้สองดาบฟาดฟันจากบนอากาศ โนวมอลไหวตัวทันจึงดีดตัวถอยหลังหลบได้อย่างท่วงที
“เห่าเป็หมาเหมือนเดิมเลย”
“หึ เเกต่างหากที่เป็หมา เอ้า ไอ้กระจอกรับไปซะ!”
วาเซ่ยิ้มด้วยความมั่นใจเเต่ยังคงมีจิตสังหารซ่อนอยู่ เขาโยนดาบข้างหนึ่งให้กับผม ซึ่งผมก็รับมันทันที เขาไปหยิบดาบตกพื้นมาใหม่ ก่อนจะวางมาดใส่ผม
“…”
“เงียบอะไร ฉันไม่สู้กับคนที่ไม่ถืออาวุธหรอกนะ”
วาเซ่ตั้งท่าถือสองดาบเตรียมปะทะกับผม สำหรับเขาการต่อสู้ที่ไม่สมเกียรติ มันน่าอับหาย เเละไม่มีความงดงาม สมกับเป็ไอ้บ้าการต่อสู้ไม่ต่างจากคริส
“ไม่จำเป็”
“ทำอะไรของเเก?”
“ได้ยินจากกรรมการว่า ศิลปะการต่อสู้มันอ่อนกว่าวิชาดาบ ฉันเลยจะตบนายเป็ตัวอย่างให้ดูน่ะสิ”
ผมโยนดาบทิ้งไปดาบหลัง เเละเตรียมร่างกายตั้งท่าออกสู้ มือกำเล็กน้อยก่อนจะคลายออกเพื่อวอรม ขาเยียดห่างกันเล็กน้อยเพื่อสร้างสมดุล
“นอกจากจะเป็ไอ้กระจอกสามัญชน ยังกล้าเอาขยะมาเทียบเทียบกับวิชาดาบอีก เเกไม่สมควรอยู่ในอารีน่านี้!”
วาเซ่กุมขมับด้วยความปวดหัวกับคำพูดไร้สาระของผม ก่อนเขาจะปลดปล่อยจิตสังหารอันรุนเเรงออกมา สิ้นสุดคำพูดเขาพุ่งตัวเข้ามาฟันผมด้วยความเร็วสูง
“ตายๆๆๆๆ ไปตายซะ ไอ้กระจอก!”
ผมถอยหลังไปทีละนิดเอนตัวหลบการโจมตีของวาเซ่ได้อย่างสมบูรณ์ การโจมตีของเขานั้นไม่ได้มีรูปเเบบที่เกินคาดเดา หลังจากที่มองวิถีดาบออก มันก็รอให้เขาฟันไปก่อนทีหนึ่ง เเล้วรอช่องโหว่ตอนที่เข้าจะดึงดาบเข้าตัวสวนทันที
(เจอเเล้ว!)
“ศรไร้คม!”
พรนักรบจะเก่งกาจเมื่อได้จับอาวุธไม่ต่างจากนักดาบที่ไม่ได้ถือดาบ ถ้าเราทำลายอาวุธได้ละก็พลังของเขาจะลดลงอย่างมาก ผมกำหมัดขวาเเน่นตั้งศอกให้มั่นคงในเเนวนอนเหวี่ยงไปด้านหลัง ก่อนจะลากกลับปล่อยหมัดตรง
“มันไม่ง่ายอย่างงั้นหรอก!”
“เวทมนตร์เสริมความทนทาน”
วาเซ่ตั้งดาบไคว้กันเป็กากบาทป้องกันการโจมตีของผมได้ เเต่ที่สำคัญผมพลาดที่จะทำลายอาวุธของเขา ไม่นึกเลยว่าเขาจะสามารถใช้เวทมนตร์ในการเพิ่มความทนทานของอาวุธได้ เเต่มันไม่พอต่อการรับมือผม
“ก็ฉลาดเหมือนกันนิ ที่ไปเรียนเวทย์เสริมความทนทานกลบจุดอ่อนตัวเอง”
“มีเเต่พวกโง่เท่านั้นเเหละ ที่มัวเเต่เมาละเลอไม่พัฒนาตัวเอง!”
“เเต่ใครบอกว่าฉันต่อยได้หมัดเดียว”
“อั๊ก!”
ถึงเวทมนตร์เสริมความทนทานจะทำให้ดาบของเขาไม่พัง เเต่การที่เขาใช้ดาบป้องกันมือข้างเดียวของผม มันก็สร้างจุดอ่อนที่ใหญ่กว่าเดิม ผมชกเข้าที่ท้องของเขาด้วยมือซ้ายด้วยความเร็วที่มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“เพิ่มความคงทน ลดน้ำหนักวัตถุ เพิ่มความคม เเละจิตศาตราวุธ!”
วาเซ่ยังประคองสติ เเละร่ายเวทมนตร์ต่อเนื่อง ดาบคู่ของวาเซ่ได้รับพลังเวทย์ของเขาจนเปลี่ยนสีเป็สีเเดง ออร่าของดขาเปลี่ยนเป็คนละคน ผมััได้ถึงความดุร้ายเหมือนสัตว์ป่าที่ออกมาจากตัวของเขา
“ชั้นจะบดขยี้เเกเอง!”
วาเซ่พุ่งเข้าโจมตีผมอีกครั้ง เเต่ครั้งนี้กลับเร็วกว่าเดิม มันว่องไว เเละไม่มีช่องพักจนผมต้องตั้งสมาธิพยายามหลบอย่างต่อเนื่อง เพียงรอยสะกิดนิดเดียวก็ทำให้เสื้อของผมเกิดรอยขาด พอจะลองสวนดูเมื่อที่เคยทำ เขาก็เว้นระยะห่างเล็กน้อยก่อนจะเข้ามาโจมตีใหม่ จนไร้ช่องโหว่เหมือนครั้งที่ผ่านมา
“สมกับเป็ศิษย์เอกจากสำนักดาบระบำผีเสื้อ มีการโจมตีที่พริ้วไหว ทั้งการรุก เเละรับ ทำให้ศัตรูยากที่จะต่อกร เเต่มีเงื่อนไขคือผู้ที่จะถูกรับเลือกจะต้องมีทักษะการใช้งานดาบคู่เสียก่อน ซึ่งบนโลกใบนี้มีเพียง 3 พรเท่านั้นจะบรรลุเงื่อนไขนี้ได้คือ พรอาวุธสองมือ พรนักรบ เเละพรเซียนดาบ”
“เเต่ว่าเท่าที่ชั้นเคยดูการต่อสู้ของสำนักระบำผีเสื้อ ชั้นยังไม่เคยเห็นใครที่โจมตีได้คล่องเเคล่ว เเละไร้ที่ติเหมือนลอส วาเซ่เลย”
“ต้องขอบคุณพรนักรบที่ช่วยความเข้าใจในการใช้อาวุธทุกประเภท ทำให้วาเซ่สามารถเรียนรู้ได้ไว จนสามารถได้รับการรับรองว่าเป็มือหนึ่งของสำนักระบำผีเสื้อโดยไม่มีข้อกังหาตั้งเเต่อายุ 16 ปี”
“เเต่ชั้นเคยได้ยินว่านักรบก็มีจุดอ่อนเดียวกับนักดาบคือ ถ้าไร้ซึ่งอาวุธก็ไร้ความหมาย เเต่ดูเหมือนเขาจะเเตกต่างจากนักรบคนอื่นนะคะ เเต่เท่าที่ฟังมาดูเหมือนคุณจะสนิทกับเขาเป็พิเศษนะคะ”
“เเน่นอนว่าเป็ฉันเองที่สอนเขาเกี่ยวกับเวทมนตร์เสริมพลัง วาเซ่น่ะสามารถใช้ได้ทั้งเวทมนตร์เพิ่มความคงทน ลดเพิ่มน้ำหนักวัตถุเพิ่มความคม เเละจิตศาตราวุธอีก ทำให้เมื่อใดที่เขาได้จับอาวุธก็คือ ยอดศึกเเห่งานั่นเอง”
“ถ้างั้น เอลเดล นอล ม้ามืดของเราคงจะงานหนักเเล้วคะ! นอกจากเป็ศิษย์เอกเเห่งสำนักระบำผีเสื้อ ยังใช้เวทมนตร์สเริเสริมพลังได้อีก เเบบนี้ศิลปะต่อสู้จะเอาอะไรไปสู้ไหว!”
“ถึงบอกเเล้วว่า เขาเเค่ยังไม่เจอคนจากสำนักดาบ”
ผู้คนรอบๆ ที่เห็นความเก่งกาจของวาเซ่ต่างก็ะโเท่ใจไปให้เขา โดยไม่เห็นโนวมอลที่กำลังตั้งใจหลบ ราวกับว่าพวกเขาคาดการณ์เเล้ว่า ยังไงเขาก็ไม่มีวันชนะ
“ว่าไง! ว่าไง! ว่าไง! มีดีเเค่นี้เองเหรอวะ! ไอ้ปากพล่อยๆ นั่นเงียบหายไปไหนเเล้ววะ!”
“เเต่เเกก็ทำได้เเค่เสื้อขาดเองนะ”
“เเกก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันเเหละ ไอ้กระจอก!”
(ต้องจริงจังหน่อยล่ะ)
ถึงเเม้ว่าเขาจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเเต่มันก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะผมถนอมเเรงไว้สู้กับเ้าชายตั้งเเต่เเรกเเล้ว ต่อไปผมคงต้องเอาจริงเเล้วล่ะ
“ครางนี้เเกตัวขาดเเน่ ระบำผีเสื้อส่งิญญา!”
วาเซ่ถีบเท้า เเละตวัดดาบต่อเนื่องโจมตีใส่ผม การโจมตีของเขามาจากรอบทิศทาง เพราะมีการเคลื่อนย้ายตัวเองรอบตัวศัตรู เสมือนผีเสื้อพริ้วไหวที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะบินเข้าหาตอนไหน
“เเกจะหลบเก่งไปไหนวะ!”
เเต่สำหรับผมก็เเค่เร่งความเร็วให้มากกว่าเขาก็พอ เพราะการโจมตีของเขายังคงเป็เเบบเดิมเเต่เเค่เร็วขึ้นเท่านั้น ผมเริ่มตอบโต้ก้าวเท้าเข้ามาย่นระยะห่างกับเขาเพื่อที่จะให้เขาหลบไม่พ้น
“เเต่ถึงยังไงเเกก็ยังโจมตีเเบบเดิมอยู่ดี ไอ้โง่เอ้ย!”
วาเซ่คาดเดาการโจมตีของโนวมอลได้ เขายกดาบขึ้นมาป้องกันเหมือนเดิม เเต่ครั้งนี้เขาก้มตัวเราเพื่อไม่ให้โดนชกท้อง
“ศรไร้ลม”
ผมเคลื่อนตัวรวดเร็วไปจับมือทั้งสองของเขาในพริบตา วาเซ่ที่เห็นดังนั้นจึงใ ก่อนเขาจะเเสดงสีหน้าโกรธยิ่งกว่าเดิม
“เอามือโสโครกของเเกออกไป ไอ้สามัญชน!”
“กรงเล็บบดขยี้”
“อ๊ากกกก!”
วาเซ่ใช้เท้าถีบผมให้กระเด็นออกไป เเต่ผมไม่ได้ระคายเคือง เเละตัดสินใจใช้กำลังกายที่เหลือล้นกว่าบีบมือของเขาจนกระดูกเเตกดังเสียงดัง วาเซ่คุกเข่าลงพื้นเพราะไม่อาจทนความเ็ปไหว
“อ๊าๆๆๆๆ..อ๊า..ก.”
“จับดาบที่ภูมิขิงเเกต่อสิ ไอ้เวร”
“อ๊าก!”
ผมไม่ได้รอให้เขาร้องสะอึกสะอื้น เเละเตะเข้ามือทั้งสองที่ถือดาบจนมันกระเด็นหลุดมือไปไกล วาเซ่ทรมานจากอาการาเ็อย่างรุนเเรงของมือที่ถูกทำลาย
“นอนลงพื้นให้สบายไป”
ผมเดินเข้าไปใกล้วาเซ่ที่ทำสีหน้าเ็ป ผมยกเท้าขึ้นเหนือหัวเขาเตรียมที่จะกระทบเขาให้จนดิม เเต่ทันใดนั้นก็มีสายลมอันรุนเเรงขนาดย่อมมาขัดขวางผมจนตั้งหลักดีดตัวถอยหลังออกมา
“ถอยออกไปจากเขา สายลมเอ่ยจงกลายเป็หอกทิ่มเเทงศัตรูด้วยเถิด wind lance (หอกเเห่งสายลม)!”
ริชารตที่อยู่ห่างจากผม 10 เมตรร่ายเวทมนตร์หอกลมพุ่งโจมตีใส่ผมเพื่อปกป้องวาเซ่ในสภาพใช้งานไม่ได้ เเต่เขาได้ทำพลาดลงไปเสียเเล้ว
“ขอบใจพอดีอย่างรู้เลย เเกอยู่ไหน ประตูขั้นที่ 1”
ผมสูดลมหายใจยาวก่อนที่จะพุ่งตัวมาหาริชารตด้วยความเร็วที่คาดไม่ถึง ริชารตเป็จอมเวทมีที่ศักยภาพทางร่างกายต่ำ ดังนั้นการที่เขาเสนอตัวต่อหน้าศัตรูให้เข้าหาได้ มันก็ไม่ต่างจากมาฆ่าตัวตาย
“สายลม-”
“ดัชนีขจัดเสียง”
“!!!”
นิ้วชี้ของผมกดลงตรงบริเวณกล่องเสียงของริชารต ผมถ่ายพลังงานบางอย่างเข้าไปเเทรกเเซงในร่างกายของเขา จนทำให้เขาไม่สามารถพูดคำร่ายเวทมนตร์ออกมาได้
“ฉันยังไม่ให้เเกตกรอบหรอก”
ผมชกหมัดเดียวเข้าห้องของริชารตให้เบาที่สุดในสถานะของประตูขั้นหนึ่ง ร่างกายเขาอ่อนเเอมากจนลงไปนอนกับพื้นด้วยความทรมาน
“ขอขวานนายหน่อย”
“อ-อ่า ได้ครับ!”
เขายื่นขวานให้ผมอย่างง่ายดาย ผมหยิบมันวางบนไหล่ขวา เเละเดินตรงไปยังมัสเเตงอย่างช้าๆ มัสปะทุตงที่เห็นผมจึงฉีกยิ้มหเย่อหยิ่ง เเละตบมือให้ผม
เเปะๆ
“นึกไม่ถึงเลยนะว่านายจะผ่านองครักษ์ของฉันมาได้ คงไม่ได้มีดีเเค่คำพูดสินะ”
มัสเเตงจ้องมายังผมด้วยท่าทีสบาย จากนั้นซิกม่าของเขาก็ส่งเเสงสว่างสีทอมอร่าม สักพักเขาก็ดีดนิ้วดังให้สัญญาณบางอย่าง
“ไหม้ไปซะ”
ฝูงวิหคเพลิงจิ๋วโบยบินอยู่บนฟ้ารวมตัวกันกลายเป็วิหคเพลิงเหนืออารีน่า มันบินโฉบลงมาเพื่อที่จะจัดการผม เเต่ผมก็ใช้มือซ้ายจับ่คอมันจนขยับไปไหนไม่ได้
“เอาปลาซิวปลาสร้อยมาถ่วงเวลาอีกเเล้วเหรอ?”
ผมใช้เเรงบีบจนวิหคไฟสลายหายไปจสกมือ มัสเเตงที่เห็นดังนั้นจึงทำสีหน้าใออกมา เเต่ผมไม่ปล่อยให้เข้าตั้งตัว เเละเข้าประชิดม่านเพลิงศักดิ์สิทธิ์
(ตอนนี้เเหละ!)
ผมหยุดตัวก่อนที่จะััเข้ากับม่านศักดิ์สิทธิ์ เกร็งกล้ามเนื้อเเขน เเละขาให้มั่นคง เอวกับสะโพกที่บิดอย่างรวดเร็วเเล้วเทลำตัวลงไปที่เเขนทั้งสองอย่างเต็ม นึกภาพของต้นไม้ที่จะต้องตัด เป้าหมายคือการผ่าเป็สองท่อน
“ตัดต้นไม้!”
ม่านศักดิ์สิทธิ์เเตกกระจายเป็ชิ้นเเล้วสลายไปในอากาศ ขวานที่ถืออยู่พังจนใช้งานไม่ได้ มัสเเคงใกับภาพที่เกิดขึ้นเป็อย่างมาก ผมพุ่งตัวตัวโดดถีบมัสเเตงด้วยความเร็วสูง
“เอาไปกินซะ!”
“อึก!”
มัสเเตงใช้เเขนรับการโจมตีไม่ให้โดนใบหน้า เเตะกร้าเขาไม่ได้ยืนรับการโจมตี ทำให้การป้องกันไม่เเข็งปะทุรงจนตัวปลิวไปตามเเรงเตะของผม มัสเเตงกลิ้งล้มคลุกดินจนเสื้อหา เเละใบหน้าเต็มไปด้วยคราบสกปรก
“โทษทีนะเพื่อน”
“ฮะ อั๊ก!”
หลังจากผมตัวผมดิ่งลงพื้นจากนิ่มนวล ผมก็ก้มลงเห็นผู้ชายขายศักดิ์ศรีให้องค์ชายอยู่ เขาอาจมีปัญหาในอนาคต ผมเลยตัดต้นลมกระทืบเขาจนตกรอบไปก่อน
"เเกกล้าดียังไง มาทำให้ฉันเเปดเปื้อน!"
มัสเเตงที่หน้าเปื้อนดินะเิพลังของซิกม่าออกมา หลังของเขามีปีกไฟสีทองงดงามซีกขวางอกออกมา เปลวเพลิงสีทองห่อหุ้มมือของมัสเเตง
“ชดใช้ความผิดของเเกซะ! วิหคเพลิงสยายปีก”
ปีกขวาสะบัดแปรเปลี่ยนเพลิงในมือขวาเป็พายุเพลิงสีทองที่จะเผาไหม้ทุกสิ่ง เเต่ว่าผมก็กลิ้งตัวหลบโดยไม่โดนเเม้ปะทุต่สะเก็ดไฟ
“เเกก็มีดีเเค่หลบเท่านั้น!”
มัสเเตงวิ่งเข้าไปหยิบดาบของเขา เเละพุ่งตัวตรงมาทางผม ดาบของเขาห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีทองเเล้วฟาดลงมา ผมก็เอนตัวหลบทันที
“จะหลบไปถึงไหน ไอ้ขี้ขลาด!”
“ไม่หลบเเล้วนะ”
ผมใช้เข่าขวากระเเทกเขาท้องของมัสตะกร้าตงจนสำลักน้ำลาย การที่เขาใช้อารมณ์ เเละมองเเต่ภาพตรงหน้า ทำให้วิสัยทัศน์ด้านล่างเลยไม่ถูกสังเกตเลยถูกโจมตีง่ายๆ
“ย้าก!”
มัสเเตงกัดฟันส่งเสียงะโปลุกขวัญตัวเอง ปีกเพลิงกางออกสวยงาม ไฟสีทองประทุเดือดขึ้น เขาไม่ยอมถอย เเละตั้งใจจะฟันผมในระยะประชิด
“ชักช้า”
(หมัดไร้เสียง)
“อั๊ก”
ผมไม่ขยับเเขนอย่างเเขนอย่างรวดเร็วไปบริเวณท้องของเขา ก่อนที่จะกำหมัด เเละใส่เเรงให้หนักขึ้น เป็การโจมตีที่รวดเร็ว เเละไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว
“อ-อึก เเก…”
“เเข้งวายุ”
มัสเเตงยังไม่ยอมเเพ้ เเละพยายามคืนสติใช้ดาบฟันผม เขาเอื้อมมืออีกข้างไปจับด้ามดาบเพื่อที่จะใช้สองมือส่งเเรงเพื่อให้ฟันลงมาเร็วขึ้น เเต่ผมเลือกที่จะใช้ขาซ้ายเตะเข้าเต็มเเรงที่ขาขวาเขาจนทรงตัวไม่ได้ ดาบที่ควรฟันเฉียงลงกลับฟันพลาดเป็เเนวนอนเเทน ผมจึงย่อตัวหลบการโจมตี เเละสวนกลับไป
“กัดฟันเเน่นๆ ล่ะ หมัดทะยานฟ้า!”
ผมกำหมัดขวาเเน่นในขณะที่ย่อตัว วางหมัดไว้ไอข้างหลัง เเละอยู่ต่ำเกือบติดพื้นก่อนที่จะลากขึ้นเสยเข้าไปที่คางมัสเเตงจนเืออกจากปาก มัสเเตงปล่อยดาบเเล้วนอนหงายลงบนพื้น ผมเดินข้ามตัวเขา เเละยกเท้าอยู่เหนือใบหน้าอันหล่อเหลา
“สยบปฐี”
ตู้ม!!!
เท้าของผมประทับลงหน้าของมัสเเตงด้วยเเรงอันมหาศาล กระทืบหัวเขาจนจมดินเกิดรอยร้าวรอบข้าง ตอนนี้ใบหน้าของสะบักสะบอมจนน่าสงสาร
“ผู้เข้าสอบนอลเล่นงานองค์ชายฝ่ายเดียว…จนไม่มีเเนวโน้มว่าจะโต้กลับได้เลยค่ะ”
“องค์ชายเเพ้กำลังเเพ้ให้สามัญชนงั้นเหรอ?”
“โหดร้ายเกินไป องค์ชายไม่ไหวยังไปซ้ำเติมเขาอีก!”
ฮารเต้นำมือปิดปาก เเละพูดด้วยเสียงสั่น บรรยากาศที่ครึกครื้นเงียบลงฉับพลัน ตอนนี้เสียงต่างเต็มไปด้วยความสงสัย เเละเอนเอียงไปทางมัสเเตง
“ค-เเค-เเค่.ก…”
สติของมัสเเตงเริ่มเลือนลานจนพูดออกมาไม่เป็คำ ผมที่ได้ยินดังนั้นจึงนำเท้าออกจากใบหน้าของเขา เเละนั่งลงข้างหูเขามอง เเละยิ้มร่าเริง
“ต๊ายตาย จะเอาคืนฉัน เเต่กลายเป็ฝ่ายโดนฉันกระทืบเสียเอง บอกเเล้วไม่ใช่เหรอว่า ขุนนาง หรือ พวกชนชั้นสูงแบบนายล่ะ มันไม่ได้มีดีเลิศจนน่ายกย่องสักหน่อย”
“หุ..บ…!”
ผมยิ้มสะใจกับมัสเเตงที่ใบหน้าเละไม่เหลือเค้าโครงความหล่อ มัสเเตงที่ได้ยินจึงกัดฟัน เเละใช้โอกาสที่ผมสบประมาทสร้างเพลิงสีทองในมือขวาเพื่อที่จะโจมตีใส่ผม
“สงสัยคงต้องทำให้เเกดื้อลงสักหน่อย”
“จะ…ทำ..อ้ากกกกกกกก!!!”
ผมที่เห็นท่าทีขัดขืนของเขาจึงเดินไปกระทืบเเขน เเละขาของเขาจนหักใช้การไม่ได้ มัสเเตงกรีดร้อง เเละน้ำตาไหลออกมาอย่างเ็ป เขามองหน้าของผมด้วยความเเค้น
“โดนไปขนาดนี้ เเหวนยังไม่ทำงานอีกเหรอ?”
“ฝั..น..”
ผมยืนขึ้นมองรอบตัว ผู้ชมมองผมด้วยสายตาหวาดกลัว เเละเกลียดชัง ส่วนผู้เข้าสอบคนอื่นก็เลี่ยงสบตาผม เเละพยายามถอยห่างให้ได้มากที่สุด
(จะทำให้ตกรอบเลยตอนนี้ก็ได้ เเต่มันจะทำให้ภาพลักษณ์เราดูเเย่เกินไป)
ผู้คนต่างสรรเสริญเชิดชูเชื้อพระวงศ์เเอสทาเรีย มันถูกปลูกฝังไปในจิตสำนึกของพวกเขาว่า เชื้อพระวงศ์คือความถูกต้องสูงสุด ถ้าสลับภาพมาเป็ผมที่โดนกระทำเเทน พวกเขาคงสมเพช เเละสมน้ำหน้ากับความโง่เขลาของผมที่ท้าทายเชื้อพระวงศ์
(ชื่อเสียงเเย่ไปก็ทำให้เราอยู่ยาก ต้องหาวิธีให้คนอื่นมองเราดีกว่านี้)
ผมยิ้มออกมาอย่างชอบใจ พอมองเราไปที่ใบหน้าของมัสเเตงเเล้ว ผมก็จำได้ว่า มีข้อมูลบางอย่างที่ผมสามารถนำมาพลิกสถานการณ์นี้ได้
(งั้นก็ลากมันมาตายด้วยกันดีกว่า)
“ก็นึกว่าเก่ง เเต่ก็ไม่เท่าไหร่ นี่เหรอซิกม่า? ถ้ามีกำลังเเค่นี้จะกลัวไปทำไม?”
ผมเดินไปตรงกลางสนาม เเละตั้งใจะโเสียงดังเพื่อให้คนทั้งสนามได้ยิน สายตาของผู้คนจับจ้องมาที่ท่าทีโอ้อวดของผม ซึ่งเป็ความ้าของผมเพื่อที่จะดึงดูดความสนใจเอง
“ทุกคนรู้ไหมว่า ชีวิตของผม มันบัดซบสิ้นดี หน้าตาก็เเย่ ครอบครัวก็จน พร์ก็ธรรมดา เเต่เห็นเเบบนี้ผมก็พยายามมากเลยนะ”
ผมเเสร้งยิ้ม เเละพยายามใช้น้ำเสียงน่าสงสารเพื่อเรียกคะเเนนเห็น เเต่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบผม ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็ไรเพราะผมเเค่อยากสร้างบรรยากาศให้ตัวเองดูดีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
“เห้ พวกนายทุกคนน่ะ รวมถึงพวกขุนนางด้วย พวกนายไม่อยากได้โอกาสในการสอบผ่านเหรอ?”
“…”
“เงียบเเบบนี้ คงสงสัยสินะ มองขึ้นไป้าสิ”
ผมชี้นิ้วไปยังภาพที่ฉายอยู่ข้างบนหัว ในนั้นมีรายชื่อของผู้เข้าสอบกลุ่ม A ทั้งหมด มันเเสดงทั้งชื่อ จำนวน เเละผู้ตกรอบด้วย
“ตอนนี้จาก 100 คน เหลือ 50 คน อีกเเค่ 10 ก็จะจบการทดสอบเเล้ว”
ผมชี้นิ้วขึ้นไปบนชื่อของผู้เข้าสอบที่หายไปเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มรู้ตัว ยกอาวุธขึ้น เเละหันไปมองรอบตัว เพราะต่างคนก็อยากผ่านการสอบ
“ฉันจะให้โอกาสพวกนาย เลือกสิ จะปกป้องคุณชายเหนือหัว หรืออยากผ่านเข้ารอบโดยไม่ต้องสู้กับฉัน”
“หยุดพล่ามเื่สาระซะ ไอ้คนไม่รู้จักที่ต่ำ!”
ในขณะที่ผมกำลังพูดเพื่อโน้มน้าว ก็มีใครที่ผมจำหน้าไม่ได้ถือดาบยาววิ่งเข้ามาประชิดผม เขาตั้งใจจะใช้โอกาสที่ผมพูดงานผมทีเผลอ เเต่มันจะส่งเสียงบอกศัตรูทำไมก็ไม่รู้
“ไป คนที่ 41”
ผมฟังจากที่มาของเสียงก็คาดการณ์ได้อยู่เเล้วว่าเขาจะลอบโจมตีขากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมอง หมัดของผมก็เหวี่ยงเข้าหน้าหายไปอย่างง่ายดาย
“ตอนนี้เหลือ 49 คนเเล้วนะ เอาเป็ว่าฉันจะเล่นเกมกับนายเเล้วกัน นายคนที่ให้ขวานฉันอยุ่ไหม?”
“ครับอยู่ตรงนี้ครับ!”
คนที่ให้ขวานผมรีบยกมือบอกตำเเหน่ง เขายืนตัวเกร็งเต็มไปด้วยเหงื่อ น่าเหลือเชื่อว่า คนที่เสียอาวุธไปให้ผมจะยังมีชีวิตอยู่รอดได้นานถึงตอนนี้
“ชี้ไปสักคน”
“บอกให้ชี้ไง!”
“ครับ!”
เขายืนตรงก้มหัวเคารพ เเละชี้ไปยังผู้ชายข้างๆ ที่กำลังถือหอกอยู่ ผมเดินเข้าไปหาเป้าหมายทันที ชายคนนี้สวมใส่เสื้อที่มีคุณภาพ ต่างจากคนถือขวานที่สวมใส่เสื้อโทรมๆ คล้ายผม
“ตกรอบไปเเก”
“ห--!”
ผมเขาไปเสยคางเขาโดยไม่ทันได้พูดจนตกรอบไป ชายถือขวานสะดุ้งกลัว เเละทำหน้าใอย่างมาก พอผมหันกลับไปต่างคนพยายามเดินถอยหลังหนีรักษาระยะห่างกับผม
“มีใครจุดไฟได้ไหม ฉันพิจารณาอัตรารอดเป็พิเศษ”
“ฉันค่ะ!”
“อยากได้คนขนตะกร้าจัง”
“ผมทำให้เองครับ”
“ถ้างั้นพวกนายตามฉันมา”
ผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ เป็คนเสนอตัวทำหน้าที่จุดไฟให้ผม ในขณะที่ผู้ชายร่างบึกบึนเป็คนอาสาถือตะกร้าอาวุธที่ผมขนมา พวกเขารีบวิ่งมาต่อท้ายผมทันที ส่วนคนที่เหลือก็ยังรอดูสถานการณ์ว่าผมจะทำอะไร
“วางตะกร้าลงตรงนี้ เเล้วเธอจุดไฟซะ”
“ครับ/ค่ะ!”
ผมเทอาวุธออกจากตะกร้า ผู้หญิงเข้ามาจุดไฟลุกท่วมตะกร้า ตะกร้าที่ทำมาจากไม้ค่อยๆ มอดไหม้ ผมเดินไปหยิบเสื้อคลุมของมัสเเตงที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้น ตัดออกเป็ชิ้นขนาดกลางก่อนใส่ลงตะกร้าที่ลุกเป็ไฟ เสื้อคลุมของมัสเเตงหลังโดนไฟครอบไปได้สักพักก็เริ่มติดไฟ ผมจึงรีบหยิบมัน เเละม้วนเป็วงกลมเท่ากับลูกเทนนิส
“ในเมื่อนายไม่ยอมเเพ้ก็ขายหน้าไปจนตายเเล้วกัน”
ผมเดินไปหามัสเเตง เเละทิ้งผ้าม้วนไฟลงบนเป้ากางเกงของเขา มัสเเตงมองมาตรงผมด้วยสายตาอาฆาต ส่วนผมก็ยิ้มสะใจตอบรับ
“ทำ..อะ..ไร!”
“เสื้อคลุมของนายถึงจะทำมาจากผ้าที่มีคุณสมบัติทนไประดับหนึ่ง เเต่ก็ไม่ใช่ชุดไว้ออกรบ ดูจากเนื้อผ้าก็น่าจะทำมาจากร้านเดียวกัน ดังนั้นฉันเลยหาจุดติดไฟของเสื้อผ้านาย เพื่อที่จะให้มันนับเวลาถอยหลังทำไส้กรอกย่างยังไงล่ะ!”
กางเกงขององค์ชายที่ทนไฟเมื่อเจอไฟที่มีอุณหภูมิเพียงพอต่อการติดไฟ มันก็เริ่มไหม้ทีละน้อยจนเกิดควันออกมา ส่วนล่างของมัสเเตงกำลังโดนเปิดโปงทีละช้าๆ
“ถึงเเม้ว่าร่างกายของนายจะทนไฟร้อนเเค่นี้ได้ เเต่เสื้อผ้าคงไม่ไหวหรอก เอาล่ะขอดูหน่อยเถอะว่า ไอ้จ้อนเเกมันน่าโอ้อวดเหมือนเชื้อพระวงศ์เเกไหม?”
เื่ตลกในเกมผู้พัฒนาชอบใส่มาเพื่อสร้างความหัวเราะเเก่ผู้เล่นหญิงสาว มัสเเตงถึงจะเป็องค์ชายที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ในทุกอย่าง เเปรากฏสัญลักษณ์บ่งบอกเพศชายของเขามันไม่ได้เกรียงไกรเหมือนคนอื่น
“โอ้ๆ เหมือนเกงเกงในจะขาวจั๊วะเลย~”
กางเกงของมัสเเตงถูกเผาจนเริ่มเห็นสีขาวของกางเกงในที่สวมใส่ ผู้ชมชายต่างอ้าปากค้าง ในขณะผู้ชมหญิงต่างพากันปิดตาเเอบมองผ่านซอกมือ
“ฉันจะไม่อภัยให้เเกเด็ดขาด! ไอ้สามัญชนชั้นต่ำ!!!”
มัสเเตงะโออกมาพร้อมกับร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีทองอันลุกโชน เขายืนขึ้นเป็ปรกติราวกับเปลวไฟสีเพลิงกำลังเขา เพลิงสีทองปะทุลอยสูงเหนืออารีน่าปรากฏเป็วิหคเพลิงสีทองขนาดใหญ่ หางของมันเรียวยาวเเบกออกเป็สาวเเฉก ด้านหลังมีวงเเหวนสีทองขนาดใหญ่ราวพระอาทิตย์ มัสเเตงยื่นมือชี้นิ้วไปทางคนที่ช่วยเหลือผม
“ฟินิกซ์ กำจัดพวกมันซะ!”
เเกร๊ว!!!!
“พวกนายรีบมาฉัน!”
ฟินิกซ์กู่ร้องก้องทั้งสนาม มันได้สร้างศรพรนับสิบลูก โจมตีลงมาจากท้องฟ้า ผมรู้เลยว่ามัสเเตงตั้งใจจะกำจัดพวกเขาที่ร่วมมือกับผม เนื่องจากการตอบสนองของพวกเขาช้าไป ผมจึงอุ้มสองคนไว้ข้างลำตัว เเละคาบเสื้ออีกคนเพื่อวิ่งหลบศรเพลิงได้ทัน
“อย่าคิดว่ามันจะจบเเค่นี้ ฟินิกซ์!”
เเกร๊ว!!!
“จงหลอมรวมจิติญญากับข้า เเอสทาเรีย!”
ฟินิกซ์ส่งเสียงตอบรับ มันบินโฉบลงมาปะทะกับร่างของมัสเเตงจนกลายเป็กลุ่มก้อนเปลวเพลิงหลอมรวมกันเขา ตราสัญลักษณ์รูปฟินิกซ์ปรากฏขึ้นมาบนตำเเหน่งหัวใจขององค์ชาย ตาของเขาเปลี่ยนเป็สีทองเช่นเดียวกับเพลิงสีทอง จากนั้นเขาก็เอื้อมมือขวาทำท่าจะจับอะไรบางอย่างบนหน้าอกซ้าย
“จงดูให้ดีดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์เเห่งจิตใจที่จะเผาผลาญเเผ่นดินนี้ให้ลุกเป็ไฟ! ฟินิกซ์ เบลด!”
ด้ามดาบสีทองออกมาจากตราฟินิกซ์ มัสเเตงจับมัน เเล้วกระชากเหวี่ยงขวาออกมา เเสดงให้เห็นถึงดาบยาวสีทองที่มีลวดลายสีเเดงเป็คลื่นราวกับขนของฟินิกซ์ กลางหลังของมัสเเตงปรากฏวงเเหวนสีทองที่รวมเป็หนึ่งกับฟินิกซ์ มันการเปิดตัวที่อลังการจนผู้คนที่ได้เห็นต่างอึ้ง เเละพูดอะไรไม่ออก
“คิกๆๆๆ”
เเต่มีเพียงคนเดียวที่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่างกับคนอื่น โนวมอลเอามือมาปิดปิดปาก กุมท้อง เเละพยายามกลั้นหัวเราะ เเต่เขาไม่สามารถทนต่อไปได้จึงหัวเราะออกมาเสียงดังชัดเจน
“ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ!”
“หัวเราะอะไรของเเก!”
ผมชูนิ้วชี้เเสดงให้เห็นถึงเลข 1 ต่อหน้ามัสเเตงที่หลงกล เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่ผมพูดออกมา ม่านตาของเขาก็กดลง เเววตาที่มองผมด้วยความเกลียดชังก็ถูกเเทนที่ด้วยความสิ้นหวังเเทน เมื่อผมได้เห็นถึงความน่าสมเพชนั้น จากเลขหนึ่งของผมที่นิ้วชี้ก็ได้สลับมานิ้วกลางเเทน
“กฎข้อที่ 1 ห้ามใช้อาวุธอื่นนอกจากของที่จัดเตรียมมาไง ไอ้โง่เอ๊ย!”
--
นักเขียน: ทำไมเ้าชายมันเปิดตัวเท่จังวะ โนวมอลเอ้งมีเเต่ต่อยเขาอย่างเดียวเอง โชว์พลังเท่ๆ บ้างสิ!
เเละเตะเข้ามือทั้งสองที่ถือดาบจนมันกระเด็นหลุดมือไปไกล วาเซ่ทรมานจากอาการาเ็อย่างรุนเเรงของมือที่ถูกทำลาย
“นอนลงพื้นให้สบายไป”
ผมเดินเข้าไปใกล้วาเซ่ที่ทำสีหน้าเ็ป ผมยกเท้าขึ้นเหนือหัวเขาเตรียมที่จะกระทบเขาให้จนดิม เเต่ทันใดนั้นก็มีสายลมอันรุนเเรงขนาดย่อมมาขัดขวางผมจนตั้งหลักดีดตัวถอยหลังออกมา
“ถอยออกไปจากเขา สายลมเอ่ยจงกลายเป็หอกทิ่มเเทงศัตรูด้วยเถิด wind lance (หอกเเห่งสายลม) !”
ริชารตที่อยู่ห่างจากผม 10 เมตรร่ายเวทมนตร์หอกลมพุ่งโจมตีใส่ผมเพื่อปกป้องวาเซ่ในสภาพใช้งานไม่ได้ เเต่เขาได้ทำพลาดลงไปเสียเเล้ว
“ขอบใจพอดีอย่างรู้เลย เเกอยู่ไหน ประตูขั้นที่ 1”
ผมสูดลมหายใจยาวก่อนที่จะพุ่งตัวมาหาริชารตด้วยความเร็วที่คาดไม่ถึง ริชารตเป็จอมเวทย์มีที่ศักยภาพทางร่างกายต่ำ ดังนั้นการที่เขาเสนอตัวต่อหน้าศัตรูให้เข้าหาได้ มันก็ไม่ต่างจากมาฆ่าตัวตาย
“สายลม-”
“ดัชนีขจัดเสียง”
“!!!”
นิ้วชี้ของผมกดลงตรงบริเวณกล่องเสียงของริชารต ผมถ่ายพลังงานบางอย่างเข้าไปเเทรกเเซงในร่างกายของเขา จนทำให้เขาไม่สามารถพูดคำร่ายเวทมนตร์ออกมาได้
“ฉันยังไม่ให้เเกตกรอบหรอก”
ผมชกหมัดเดียวเข้าห้องของริชารตให้เบาที่สุดในสถานะของประตูขั้นหนึ่ง ร่างกายเขาอ่อนเเอมากจนลงไปนอนกับพื้นด้วยความทรมาน
“ขอขวานนายหน่อย”
“อ-อ่า ได้ครับ!”
เขายื่นขวานให้ผมอย่างง่ายดาย ผมหยิบมันสะพายบนไหล่ขวา เเละเดินตรงไปยังมัสเเตงอย่างช้าๆ มัสเเตงที่เห็นผมจึงฉีกยิ้มหย่อหยิ่ง เเละตบมือให้ผม
เเปะๆ
“นึกไม่ถึงเลยนะว่านายจะผ่านองครักษ์ของฉันมาได้ คงไม่ได้มีดีเเค่คำพูดสินะ”
มัสเเตงจ้องมายังผมด้วยท่าทีสบาย จากนั้นซิกม่าของเขาก็ส่งเเสงสว่างสีทอมอร่าม สักพักเขาก็ดีดนิ้วดังให้สัญญาณบางอย่าง
“ไหม้ไปซะ”
ฝูงวิหคเพลิงจิ๋วโบยบินอยู่บนฟ้ารวมตัวกันกลาบเป็วิหคเพลิงเหนืออารีน่า มันบินโฉบลงมาเพื่อที่จะจัดการผม เเต่ผมก็ใช้มือซ้ายจับ่คอมันจนขยับไปไหนไม่ได้
“เอาปลาซิวปลาสร้อยมาถ่วงเวลาอีกเเล้วเหรอ?”
ผมใช้เเรงบีบจนวิหคไฟสลายหายไปจสกมือ มัสเเตงที่เห็นดังนั้นจึงทำสีหน้าใออกมา เเต่ผมไม่ปล่อยให้เข้าตั้งตัว เเละเข้าประชิดม่านเพลิงศักดิ์สิทธิ์
(ตอนนี้เเหละ!)
ผมหยุดตัวก่อนที่จะััเข้ากับม่านศักดิ์สิทธิ์ เกร็งกล้ามเนื้อเเขน เเละขาให้มั่นคง เอวกับสะโพกที่บิดอย่างรวดเร็วเเล้วเทลำตัวลงไปที่เเขนทั้งสองอย่างเต็ม นึกภาพของต้นไม้ที่จะต้องตัด เป้าหมายคือการผ่าเป็สองท่อน
“ตัดต้นไม้!”
ม่านศักดิ์สิทธิเเตกกระจายเป็ชิ้นเเล้วสลายไปในอากาศ ขวานที่ถืออยู่พังจนใช้งานไม่ได้ มัสเเคงใกับภาพที่เกิดขึ้นเป็อย่างมาก ผมดีดตัวออกจากพื้นตัวลอย เเล้วยื่นขาออกไปจู่โจม
“เอาไปกินซะ!”
“อึก!”
มัสเเตงไขว้เเขนรับการโจมตีไม่ให้โดนใบหน้า เเต่เขาไม่ได้ยืนรับการโจมตี ทำให้การป้องกันไม่เเข็งเเรงจนตัวปลิวไปตามเเรงเตะของผม มัสเเตงกลิ้งล้มคลุกดินจนเสื้อหา เเละใบหน้าเต็มไปด้วยคราบสกปรก
“โทษทีนะเพื่อน”
“ฮะ อั๊ก!”
หลังจากผมตัวผมดิ่งลงพื้นจากนิ่มนวล ผมก็ก้มลงเห็นผู้ชายขายศักดิ์ศรีให้องค์ชายอยู่ เขาอาจมีปัญหาในอนาคต ผมเลยตัดต้นลมกระทืบเขาจนตกรอบไปก่อน
"เเกกล้าดียังไง มาทำให้ฉันเเปดเปื้อน!"
มัสเเตงที่หน้าเปื้อนดินะเิพลังของซิกม่าออกมา หลังของเขามีปีกไฟสีทองงดงามซีกขวางอกออกมา เปลวเพลิงสีทองห่อหุ้มมือของมัสเเตง
“ชดใช้ความผิดของเเกซะ! วิหคเพลิงสยายปีก”
ปีกขวาสบัดเเปรเปลี่ยนเพลิงในมือขวาเป็พายุเพลิงสีทองที่จะเผาไหม้ทุกสิ่ง เเต่ว่าผมก็กลิ้งตัวหลบโดยไม่โดนเเม้เเต่สะเก็ดไฟ
“เเกก็มีดีเเค่หลบเท่านั้น!”
มัสเเตงวิ่งเข้าไปหยิบดาบของเขา เเละพุ่งตัวตรงมาทางผม ดาบของเขาห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีทองเเล้วฟาดลงมา ผมก็เอนตัวหลบทันที
“จะหลบไปถึงไหน ไอ้ขี้ขลาด!”
“ไม่หลบเเล้วนะ”
ผมใช้เข่าขวากระเเทกเขาท้องของมัสเเตงจนสำลักน้ำลาย การที่เขาใช้อารมณ์ เเละมองเเต่ภาพตรงหน้า ทำให้วิสัยทัศน์ด้านล่างบอดเลยถูกโจมตีง่ายๆ
“ย้าก!”
มัสเเตงกัดฟันส่งเสียงะโปลุกขวัญตัวเอง ปีกเพลิงกางออกสวยงาม ไฟสีทองประทุเดือดขึ้น เขาไม่ยอมถอย เเละตั้งใจจะฟันผมในระยะประชิด
“ชักช้า”
(หมัดไร้เสียง)
“อั๊ก”
ผมไม่ขยับเเขนอย่างเเขนอย่างรวดเร็วไปบริเวณท้องของเขา ก่อนที่จะกำหมัด เเละใส่เเรงให้หนักขึ้น เป็การโจมตีที่รวดเร็ว เเละไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัว
“อ-อึก เเก…”
“เเข้งวายุ”
มัสเเตงยังไม่ยอมเเพ้ เเละพยายามคืนสติใช้ดาบฟันผม เขาเอื้อมมืออีกข้างไปจับด้ามดาบเพื่อที่จะใช้สองมือส่งเเรงเพื่อให้ฟันลงมาเร็วขึ้น เเต่ผมเลือกที่จะใช้ขาซ้ายเตะเข้าเต็มเเรงที่ขาขวาเขาจนทรงตัวไม่ได้ ดาบที่ควรฟันเฉียงลง กลับผิดกลายเป็การฟันเเนวนอนเเทน ผมก็ย่อตัวหลบการโจมตี เเละสวนกลับไป
“กัดฟันเเน่นๆ ล่ะ หมัดทะยานฟ้า!”
ผมกำหมัดขวาเเน่นในขณะที่ย่อตัว วางหมัดไว้ไอข้างหลัง เเละอยู่ต่ำเกือบติดพื้นก่อนที่จะลากขึ้นเสยเข้าไปที่คางมัสเเตงจนเืออกจากปาก มัสเเตงปล่อยดาบเเล้วนอนหงายลงบนพื้น ผมเดินข้ามตัวเขา เเละยกเป้าขึ้นเหนือใบหน้าอันหล่อเหลา
“สยบปฐี”
ตู้ม!!!
เท้าของผมประทับลงหน้าของมัสเเตงด้วยเเรงอันมหาศาล หัวเขาเขากดลงจมดินเกิดรอยร้าวรอบข้าง ตอนนี้ใบหน้าของสะบักสะบอมจนน่าสงสาร
“ผู้เข้าสอบนอลเล่นงานองค์ชายฝ่ายเดียว…จนไม่มีเเนวโน้มว่าจะโต้กลับได้เลยค่ะ”
“องค์ชายเเพ้กำลังเเพ้ให้สามัญชนงั้นเหรอ?”
“โหดร้ายเกินไป องค์ชายไม่ไหวยังไปซ้ำเติมเขาอีก!”
ฮารเต้นำมือปิดปาก เเละพูดด้วยเสียงสั่น บรรยากาศที่ครึกครื้นเงียบลงฉับพลัน ตอนนี้เสียงต่างเต็มไปด้วยความสงสัย เเละเอนเอียงไปทางมัสเเตง
“ค-เเค-เเค่.ก…”
สติของมัสเเตงเริ่มเลือนลานจนพูดออกมาไม่เป็คำ ผมที่ได้ยินดังนั้นจึงนำเท้าออกจากใบหน้าของเขา เเละนั่งลงข้างหูเขามอง เเละยิ้มร่าเริง
“ต๊ายตาย จะเอาคืนฉัน เเต่กลายเป็ฝ่ายโดนฉันกระทืบเสียเอง บอกเเล้วไม่ใช่เหรอว่า ขุนนาง หรือ พวกชนชั้นสูงแบบนายล่ะ มันไม่ได้มีดีเลิศจนน่ายกย่องสักหน่อย”
“หุ..บ…!”
ผมยิ้มสะใจกับมัสเเตงที่ใบหน้าเละไม่เหลือเค้าโครงความหล่อ มัสเเตงที่ได้ยินจึงกัดฟัน เเละใช้โอกาสที่ผมสบประมาทสร้างเพลิงสีทองในมือขวาเพื่อที่จะโจมตีใส่ผม
“สงสัยคงต้องทำให้เเกดื้อลงสักหน่อย”
“จะ…ทำ..อ้ากกกกกกกก!!!”
ผมที่เห็นท่าทีขัดขืนของเขาจึงเดินไปกระทืบเเขน เเละขาของเขาจนหักใช้การไม่ได้ มัสเเตงกรีดร้อง เเละน้ำตาไหลออกมาอย่างเ็ป เขามองหน้าของผมด้วยความเเค้น
“โดนไปขนาดนี้ เเหวนยังไม่พานายออกจากการสอบอีกเหรอ?”
“ฝั..น..”
ผมยืนขึ้นมองรอบตัว ผู้ชมมองผมด้วยสายตาหวาดกลัว เเละเกลียดชัง ส่วนผู้เข้าสอบคนอื่นก็เลี่ยงสบตาผม เเละพยายามถอยห่างให้ได้มากที่สุด
(จะทำให้ตกรอบเลยตอนนี้ก็ได้ เเต่มันจะทำให้ภาพลักษณ์เราดูเเย่เกินไป)
ผู้คนต่างสรรเสริญเชิดชูเชื้อพระวงศ์เเอสทาเรีย มันถูกปลูกฝังไปในจิตสำนึกของพวกเขาว่า เชื้อพระวงศ์คือความถูกต้องสูงสุด ถ้าสลับภาพมาเป็ผมที่โดนกระทำเเทน พวกเขาคงสมเพช เเละสมน้ำหน้ากับความโง่เขลาของผมที่ท้าทายเชื้อพระวงศ์
(ชื่อเสียงเเย่ไปก็ทำให้เราอยู่ยาก ต้องหาวิธีให้คนอื่นมองเราดีกว่านี้)
ผมยิ้มออกมาอย่างชอบใจ พอมองเราไปที่ใบหน้าของมัสเเตงเเล้ว ผมก็จำได้ว่า มีข้อมูลบางอย่างที่ผมสามารถนำมาพลิกสถานการณ์นี้ได้
(งั้นก็ลากมันมาตายด้วยกันดีกว่า)
“ก็นึกว่าเก่ง เเต่ก็ไม่เท่าไหร่ นี่เหรอซิกม่า? ถ้ามีกำลังเเค่นี้จะกลัวไปทำไม?”
ผมเดินไปตรงกลางสนาม เเละตั้งใจะโเสียงดังเพื่อให้คนทั้งสนามได้ยิน สายตาของผู้คนจับจ้องมาที่ท่าทีโอ้อวดของผม ซึ่งเป็ความ้าของผมเพื่อที่จะดึงดูดความสนใจเอง
“ทุกคนรู้ไหมว่า ชีวิตของผม มันบัดซบสิ้นดี หน้าตาก็เเย่ ครอบครัวก็จน พร์ก็ธรรมดา เเต่เห็นเเบบนี้ผมก็พยายามมากเลยนะ”
ผมเเสร้งยิ้ม เเละพยายามใช้น้ำเสียงน่าสงสารเพื่อเรียกคะเเนนเห็น เเต่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบผม ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็ไรเพราะผมเเค่อยากสร้างบรรยากาศให้ตัวเองดูดีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
“เห้ พวกนายทุกคนน่ะ รวมถึงพวกขุนนางด้วย พวกนายไม่อยากได้โอกาสในการสอบผ่านเหรอ?”
“…”
“เงียบเเบบนี้ คงสงสัยสินะ มองขึ้นไป้าสิ”
ผมชี้นิ้วไปยังภาพที่ฉายอยู่ข้างบนหัว ในนั้นมีรายชื่อของผู้เข้าสอบกลุ่ม A ทั้งหมด มันเเสดงทั้งชื่อ จำนวน เเละผู้ตกรอบด้วย
“ตอนนี้จาก 100 คน เหลือ 50 คน อีกเเค่ 10 ก็จะจบการทดสอบเเล้ว”
ผมชี้นิ้วขึ้นไปบนชื่อของผู้เข้าสอบที่หายไปเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มรู้ตัว ยกอาวุธขึ้น เเละหันไปมองรอบตัว เพราะต่างคนก็อยากผ่านการสอบ
“ฉันจะให้โอกาสพวกนาย เลือกสิจะปกป้องคุณชายเหนือหัว หรืออยากผ่านเข้ารอบโดยไม่ต้องสู้กับฉัน”
“หยุดพล่ามเื่สาระซะ ไอ้คนไม่รู้จักที่ต่ำ!”
ในขณะที่ผมกำลังพูดเพื่อโน้มน้าว ก็มีใครที่ผมจำหน้าไม่ได้ถือดาบยาววิ่งเข้ามาประชิดผม เขาตั้งใจจะใช้โอกาสที่ผมพูดงานผมทีเผลอ เเต่มันจะส่งเสียงบอกศัตรูทำไมก็ไม่รู้
“ไป คนที่ 41”
ผมฟังจากที่มาของเสียงก็คาดการณ์ได้อยู่เเล้วว่าเขาจะลอบโจมตีขากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมอง หมัดของผมก็เหวี่ยงเข้าหน้าหายไปอย่างง่ายดาย
“ตอนนี้เหลือ 49 คนเเล้วนะ เอาเป็ว่าฉันจะเล่นเกมกับนายเเล้วกัน นายคนที่ให้ขวานฉันอยุ่ไหม?”
“ครับอยู่ตรงนี้ครับ!”
คนที่ให้ขวานผมรีบยกมือบอกตำเเหน่ง เขายืนตัวเกร็งเต็มไปด้วยเหงื่อ น่าเหลือเชื่อว่า คนที่เสียอาวุธไปให้ผมจะยังมีชีวิตอยู่รอดได้นานถึงตอนนี้
“ชี้ไปสักคน”
“บอกให้ชี้ไง!”
“ครับ!”
เขายืนตรงก้มหัวเคารพ เเละชี้ไปยังผู้ชายข้างๆ ที่กำลังถือหอกอยู่ ผมเดินเข้าไปหาเป้าหมายทันที ชายคนนี้สวมใส่เสื้อที่มีคุณภาพ ต่างจากเชื้อถือขวานที่สวมใส่เสื้อโทรมๆ คล้ายผม
“ตกรอบไปเเก”
“ห--!”
ผมเขาไปเสยคางเขาโดยไม่ทันได้พูดจนตกรอบไป ชายถือขวานสะดุ้งกลัว เเละทำหน้าใอย่างมาก พอผมหันกลับไปต่างคนพยายามเดินถอยหลังหนีรักษาระยะห่างกับผม
“มีใครจุดไฟได้ไหม ฉันพิจารณาอัตรารอดเป็พิเศษ”
“ฉันค่ะ!”
“อยากได้คนขนตระกร้าจัง”
“ผมทำให้เองครับ”
“ถ้างั้นพวกนายตามฉันมา”
ผู้หญิงหน้าตาบ้านๆ เป็คนเสนอตัวทำหน้าที่จุดไฟให้ผม ในขณะที่ผู้ชายร่างบึกบึนเป็คนอาสาถือตระกร้าอาวุธที่ผมขนมา พวกเขารีบวิ่งมาต่อท้ายผมทันที ส่วนคนที่เหลือก็ยังรอดูสถานการณ์ว่าผมจะทำอะไร
“วางตระกร้าลงตรงนี้ เเล้วเธอจุดไฟซะ”
“ครับ/ค่ะ!”
ผมเทอาวุธออกจากตระกร้า ผู้หญิงเข้ามาจุดไฟจนลุกตระกร้า ตระกร้าที่ทำมาจากไม้ค่อยๆ มอดไหม้ ผมเดินไปหยิบเสื้อคลุมของมัสเเตงที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้น ตัดออกเป็ชิ้นขนาดกลางก่อนใส่ลงตระกร้าที่ลุกเป็ไฟ เสื้อคลุมของมัสเเตงหลังโดนไฟครอบไปได้สักพักก็เริ่มติดไฟ ผมจึงรีบหยิบมัน เเละม้วนเป็วงกลมเท่ากับลูกเทนนิส
“ในเมื่อนายไม่ยอมเเพ้ก็ขายหน้าไปจนตายเเล้วกัน”
ผมเดินไปหามัสเเตง เเละทิ้งผ้ามวนไฟลงบนเป้าของเขา มัสเเตงมองมาตรงผมด้วยสายตาอาฆาต ส่วนผมก็ยิ้มสะใจตอบรับ
“ทำ..อะ..ไร!”
“เสื้อคลุมของนายถึงจะทำมาจากผ้าที่มีคุณสมบัติทนไประดับหนึ่ง เเต่ก็ไม่ใช่ชุดไว้ออกรบ ดูจากเนื้อผ้าก็น่าจะทำมาจากร้านเดียวกัน ดังนั้นฉันเลยหาจุดติดไฟของเสื้อผ้านาย เพื่อที่จะให้มันนับเวลาถอยหลังทำไส้กรอกย่างยังไงล่ะ!”
กางเกงขององคืชายที่ทนไฟเมื่อเจอไฟที่มีอุณภูมิเพียงพอต่อการติดไฟ มันก็เริ่มไหม้ทีละน้อยจนเกิดควันออกมา ส่วนล่างของมัสเเตงกำลังโดนเปิดโปงทีละช้าๆ
“ถึงเเม้ว่าร่างกายของนายจะทนไฟร้อนเเค่นี้ได้ เเต่เสื้อผ้าคงไม่ไหวหรอก เอาล่ะขอดูหน่อยเถอะว่า ไอ้จ้อนเเกมันน่าโอ้อวดเหมือนเชื้อพระวงศ์เเกไหม?”
เื่ตลกในเกมผู้พัฒนาชอบใส่มาเพื่อสร้างความหัวเราะเเก่ผู้เล่นหญิงสาว มัสเเตงถึงจะเป็องค์ชายที่เต็มไปด้วยความสมบูนณ์ในทุกอย่าง เเต่สัญลักษณ์บ่งบอกเพศชายของเขามันไม่ได้เกรียงไกร่เหมือนคนอื่น
“โอ้ๆ เหมือนเกงเกงในจะขาวจั๊วเลย~”
กางเกงของมัสเเตงถูกเผาจนเริ่มเห็นสีขาวของกางเกงในที่สวมใส่ ผู้ชมชายต่างอ้าปากค้าง ในขณะผู้ชมหญิงต่างพากันปิดตาเเอบมองผ่านซอกมือ
“ฉันจะไม่อภัยให้เเกเด็ดขาด! ไอ้สามัญชนชั้นต่ำ!!!”
มัสเเตงตระโกนออกมาพร้อมกับร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีทองอันลุกโชก เขายืนขึ้นเป็ปรกติราวกับเปลวไฟสีเพลิงกำลังเขา เพลิงสีทองประทุลอยสูงเหนืออารีน่าปรากฎเป็วิหคเพลิงสีทองขนาดใหญ่ หางของมันเรียวยาวเเบกออกเป็สาวเเฉก ด้านหลังมีวงเเหวนสีทองขนาดใหญ่ราวพระอาทิตย์ มัสเเตงยื่นมือชี้นิ้วไปทางคนที่ช่วยเหลือผม
“ฟินิกซ์ กำจัดพวกมันซะ!”
เเกร๊ว!!!!
“พวกนายรีบมาฉัน!”
ฟินิกซ์กู่ร้องก้องทั้งสนาม มันได้สร้างศรพรนับสิบลูก โจมตีลงมาจากท้องฟ้า ผมรู้เลยว่ามัสเเตงตั้งใจจะกำจัดพวกเขาที่ร่วมมือกับผม เนื่องจากการตอบสนองของพวกเขาช้าไป ผมจึงเขาไปยกสองคน เเละคาบเสื้ออีกคนเเล้ววิ่งหนีหลบศรเพลิงได้ทัน
“อย่าคิดว่ามันจะจบเเค่นี้ ฟินิกซ์!”
เเกร๊ว!!!
“จงหลอมรวมจิติญญากับข้า เเอสทาเรีย!”
ฟินิกซ์ส่งเสียงตอบรับ มันบินโฉบลงมาปะทะกับร่างของมัสเเตงจนกลายเป็กลุ่มก้อนเปลวเพลิงหลอมรวมกันเขา ตราสัญลักษณ์รูปฟินิกซ์ปรากฎขึ้นมาบนตำเเหน่งหัวใจขององค์ชาย ตาของเขาเปลี่ยนเป็สีทองเช่นเดียวกับเพลิงสีทอง จากนั้นเขาก็เอื้อมมือขวาทำท่าจะจับอะไรบางอย่างบนหน้าอกซ้าย
“จงดูให้ดีดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์เเห่งจิตใจที่จะเผาผลาญเเผ่นดินนี้ให้ลุกเป็ไฟ! ฟินิกซ์ เบลด!”
ด้ามดาบสีทองออกมาจากตราฟินิกซ์ มัสเเตงจับมัน เเล้วกระชากเหวี่ยงขวาออกมา เเสดงให้เห็นถึงดาบยาวสีทองที่มีลวดลายสีเเดงเป็คลื่นราวกับขนของฟินิกซ์ กลางหลังของมัสเเตงปรากฎวงเเหวนสีทองที่รวมเป็หนึ่งกับฟินิกซ์ มันการเปิดตัวที่อลังการจนผู้คนที่ได้เห็นต่างอึ้ง เเละพูดอะไรไม่ออก
“คิกๆๆๆ”
เเต่มีเพียงคนเดียวที่มีปฎิกิริยาตอบสนองต่างกับคนอื่น โนวมอลกลับปิดปาก กุมท้อง เเละพยายามกลั้นหัวเราะ เเต่เขาไม่สามารถทนต่อไปได้จึงหัวเราะออกมาเสียงดังชัดเจน
“ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ!”
“หัวเราะอะไรของเเก!”
ผมชูนิ้วชี้เเสดงให้เห็นถึงเลข 1 ต่อหน้ามัสเเตงที่หลงกล เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่ผมพูดออกมา ม่านตาของเขาก็กดลง เเววตาที่มองผมด้วยความเกลียดชังก็ถูกเเทนที่ด้วยความสิ้นหวังเเทน เมื่อผมได้เห็นถึงความน่าสมเพชนั้น จากเลขหนึ่งของผมที่นิ้วชี้ก็ได้สลับมานิ้วกลางเเทน
“กฎข้อที่ 1 ห้ามใช้อาวุธอื่นนอกจากของที่จัดเตรียมมาไง ไอ้โง่เอ๊ย!”
--
“ห้ามใช้อาวุธของตัวเอง…”
มัสเเตงก้มลงไปมองที่ฟินิกซ์เบลดในมือ ดาบทองของเขาหลุดออกจากมือด้วยความสิ้นหวัง เขาก็ทรุดลงไปบนพื้นไม่อยากยอมรับความเป็จริงที่เกิดขึ้น
“อุ๊ย ตาย พอได้รู้ความจริงก็ถึงกับซึมเลยเหรอ ไม่เป็ไร นายค่อยมาสอบเข้าใหม่ก็ได้”
ผมเข้ามานั่งลงด้านหน้า เเล้วมือขวาตบไหล่มัสเเตงเบาๆ ด้วยสีหน้ายิ้มสดใส เเถมยังชูนิ้วโป้งเป็กำลังใจให้เขาด้วย ซึ่งเเน่นอนว่าผมเเสร้งทำไปให้เขาะเิอารมณ์มากขึ้น
“เเต่ปีหน้านะ~”
“ไอ้สารเลว!”
“ตกรอบเเล้วพาลวะ”
มัสเเตงะเิความโกรธกำลังลุกขึ้นมาตั้งใจจะชกหน้าผม เเต่ผมก็เตะเเก้มขวาสวนก่อนได้ลุกจนเข้าลอยกระเด็นไปด้านข้าง
“ทำตัวไม่ดีเลยนะ~ นอนเงียบก็ดูอนาถเเล้ว ยังทำตัวอนาถยิ่งกว่าเดิมอีก”
มัสเเตงจับที่เเก้มขวาของเขาด้วยความเ็ป เเละมองผมด้วยความเครียดเเค้น เเต่เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวผลีผลามในสถานการณ์เสียเปรียบนี้ได้ เขาไม่มีทางตัวต่อตัวชนะผม ถ้าปราศจากซิกม่า เเละฟินิกซ์เบลด เขาก็ไร้น้ำยาต่อหน้าผม
“ยืนเหม่ออยู่ได้ องค์ชายทำผิดกฎข้อหนึ่งเเล้ว ประกาศตกรอบสักที!”
“ค-ค่ะ!”
ผมหันขึ้นไปมองพิธีการที่อยู่ในห้องประกาศด้วยสายตาเยือกเย็น ผมะโให้เธอได้ยิน เเละเเอบส่งจิตสังหารเล็กน้อยเพื่อกดดันให้เธอเริ่มดำเนินการขับไล่ออกจากสนาม
“ศาสตราจารย์โรจิค เราควรประกาศว่าฝ่าาละเมิดกฏดีไหมคะ?”
“ถ้าเป็ตามกฎ เราก็ควรทำเช่นงั้น เเต่นี่เป็ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีสามัญชนมาสามารถล้มเชื้อพระวงศ์ได้ อีกทั้งคู่ต่อสู้ยังเป็เชื้อพระวงศ์ผู้ซิกม่า วิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย”
“เราควรจงใจละเลยว่ามองไม่เห็นไหมคะ?”
“ไม่ได้ต่อหน้าประชาชนนับพัน ถ้าเราให้ผลการตัดสินเท็จจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสถาบันอย่างเเน่นอน ดังนั้นตัดสินตามความจริงเถอะ”
“ทราบเเล้วค่ะ”
“ตามข้อบังคับที่ 1 เพื่อให้เป็กลาง เเละเกิดความเท่าเทียมเเก่ผู้เข้าสอบอื่น ผุ้เข้าเเข่งขันทุกคนต้องใช้อุปกรณ์ตามที่ทางเราจัดเตรียมให้เท่านั้นเพื่อเเสดงให้เห็นถึงศักยภาพสูงสุด ดังนั้นจะถือได้ว่า มิลมิเลี่ยน เม มัสเเตง หรือ องค์ชายตกรอบเป็ที่เรียบร้อยค่ะ”
“บ้าน่า องค์ชายเเพ้ให้สามัญชนเนี่ยนะ”
“อีกฝ่ายโกงหรือเปล่า ไม่มีทางที่จะชนะองค์ชายได้เลย”
“องค์ชายก็ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่คนอื่นบอกมาสินะ”
หลังจากการประกาศสิ้นสุด ผู้ชมต่างมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา พวกเขาจ้องมองผมสลับมัสเเตงจนเกิดเสียงนินทามากมาย ซึ่งผมก็พอใจกับภาพที่อยู่เบื้องหน้าเป็ที่สุด
(ชัยชนะอันหอมหวาน~)
“ข้าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินครั้งนี้”
“ฮะ!”
ผมกำลังปลื้มปีติกับความสำเร็จของตัวเองต้องสงสัยหันกลับไปหาเสียงของบุคคลปริศนา ผมพยายามเงยมองไปยังคนที่โผล่มาที่นั่งพิเศษสำหรับเเขกผู้มีเกียรติ มีชายที่ดูค่อนข้างมีอายุคนหนึ่งปรากฏตัวอย่างยิ่งใหญ่ เครื่องแต่งกายหรูหรา ชุดคุณภาพดีเห็นถึงสีชัดเจน ผ้าคลุมยาวสีเเดงที่สลักดวงอาทิตย์ไว้ด้านหลังโบกสะบัดพลิ้วไหวตามร่างกายที่เคลื่อนที่ ข้างเอวพกดาบยาวสีทองประดับด้วยอัญมณีหายาก ดวงตาสีฟ้าคุ้นเคย เขามาพร้อมกับผู้ติดตามใส่ชุดอัศวินเต็มยศมากกว่า 3 คน ใครดูก็รู้ว่าเขาคือ กษัตริย์เเห่งอาณาจักรเเอสทาเรีย มิลมิเลี่ยน เม มากาลอต
(าามาที่นี่ได้ยังไง!)
ผมใกับภาพที่เป็อย่างมาก ถึงในเกมเราจะไม่มีภารกิจสอบเข้าเรียนสอบสถาบันเเอสทาเรีเสี้ยววินาที เพราะตัวเกมจะกำหนดให้เราเป็ที่หนึ่งในการสอบเอง ถ้าเป็เนื้อเื่ในเกม อึกอักเเเตงจะถูกบังคับว่าได้คะเเนนติดท็อปของการสอบ เเต่เพราะเราเป็คนทำให้เขาตกรอบ าายที่อาจชมการสอบอย่างเงียบๆ คงออกโรงมาปกป้องอนาคตของลูกตัวเอง
“เธอคือคนที่รับหน้าที่เป็พิธีกรใช่ไหม จงอธิบายมาว่าทำไม มัสเเตงถึงลงไปนอนกองพื้นด้วยสภาพน่าสมเพชเช่นนี้!”
“เรื่..อง มันมีอยู่..ว่า..”
“หยุดประหม่า เเละอธิบายเหตุการณ์ได้เเล้ว!”
“ค-ค่ะ!”
องค์าาใช้สายตากดดันจ้องมายังพิธีกรสาว เเต่เพราะเธอไม่รีบอธิบายเขาเลยตะคอกใส่เธอด้วยความฉุนเฉียว เธอที่ตกอยู่ในสภาวะกดดันจึงตัวสั่นไม่หยุด ศาสตราจารย์โรจิคที่เห็นดังนั้นจึงหยิบไมค์ออกจากมือของเธอมาอธิบายเหตุการณ์เเทน
(ให้ฉันจัดการเอง)
(ขอโทษด้วยนะคะ)
“ขอถวายอภัยครับ ฝ่าา! ตามที่ท่านได้เห็น ผู้เข้าสอบ เอลเดล นอล ได้ทำการหลอกล่อให้องค์ชายเรียกใช้ดาบเพลิง์ เซเบอร์ออกมา ซึ่งละเมิดต่อกฎของการสอบข้อเเรกหนึ่งที่ระบุไว้ว่าห้ามใช้อาวุธประจำตัว จึงต้องถูกตัดสิทธิ์ตามข้อบังคับครับ”
“เ้ากำลังจะบอกว่า มัสเเตง เเพ้ให้กับคนหยาบคายเช่นนี้ งั้นรึ?”
“เป็ไปตามที่ฝ่าากล่าวมาครับ”
ศาสตราจารย์โรจิคหายใจเข้าเล็กน้อยก่อนจะอธิบายรายละเอียดให้องค์าาฟัง าาที่ไม่เชื่อสายตาจึงมองลงที่ผมที่อยู่บนสนามอย่างไม่เชื่อสายตา
“เ้าหนูสามัญชนเอ่ย คงบอกนามของตัวเองมา เเละตอบมาจริงด้วยว่าชนะมัสเเตงได้อย่างไร”
“ด้วยความเคารพฝ่าา ผม เอลเดล นอล เป็เเค่ชาวบ้านธรรมดาที่ใช้ศิลปะต่อสู้ในการชนะองค์ชายครับ”
องค์าาส่งสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเเรงกดดันใส่ผม เเต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกลำบากอะไร จึงเเสร้งทำตัวเป็คนมีมารยาท เเละตอบเขาไปอย่างถ่อมตน
“ฉันก็ไม่อยากบิดเบือนการตัดสินของกรรมการ เเต่วิธีของเ้ามันไม่สมควรต่อการต่อสู้อันทรงเกียรติ ความจริงควรตกรอบด้วยซ้ำ”
“ผมทำอะไรผิดถึงควรตกรอบล่ะครับ”
ผมััได้ว่า มันมีกลิ่นผิดปรกติ การที่เขาเกริ่นมาเเบบนี้เป็การสร้างเหตุผลให้ฝ่ายตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งมันน่าหัวเราะมากที่เขาไม่ยอมรับความจริง
“การที่เ้าใช้ศิลปะการต่อสู้ในอารีน่าเเทนที่จะใช้ฝีมือการวัดประยุทธ์ใช้อาวุธกัน มันย่อมสร้างข้อแตกต่างเเก่คนที่ไม่ได้ศึกษา อีกอย่างยังเป็ทักษะที่น่าขยะเเขยง ไม่ควรนำมาเผยเเพร่ต่ออาณาจักรของเรา”
“กระผมขอปฏิเสธเหตุผลนี้ครับ จากหนังสือวีรชน หนังสือที่บันทึกเื่ราวของผู้กล้าที่เเข็งเเกร่งที่สุดทั้งสี่จากทั่วทุกอาณาจักร ซิลเวีย อาเธน นักบุญดาบ เคยกล่าวไว้ว่า อาวุธนั้นไม่จำกัดเพียงเเค่ดาบ ในยามวิกฤตที่เราไร้ซึ่งดาบ ร่างกายก็คืออาวุธชิ้นสุดท้าย ทุกคนสามารถเรียนศิลปะการต่อสู้ได้ คนที่ไม่ศึกษาคือ คนที่ไม่ใช้ประโยชน์จากมันต่างหาก”
“เเต่มันก็ยังน่าขยะเเขยงอยู่ดี”
“เเทนที่คุณจะมาใช้อคติในการตัดสิน เราให้เป็หน้าที่ของกรรมการไม่ดีกว่าเหรอครับ?”
าาคิ้วกระตุกเล็กน้อย เขาคงคิดว่าจะใช้ตำเเหน่งของตัวเองกดดันผม เเต่เหตุผลเเบบนี้มันไม่มีค่าพอให้พิจารณาเลย มันคือความรู้สึกส่วนตัวของเขาเอง
“มีความเห็นว่ายังไง?”
“กระผมเห็นด้วยกับผู้เข้าเเข่งขัน เอลเดล นอลครับ ศิลปะการต่อสู้จะมีประสิทธิภาพการต่อสู้ด้อยกว่าวิชาวุธอื่นๆ เเต่ก็นับว่าเป็อาวุธกายได้ครับ อีกทั้งทางผู้อำนวยการยังเห็นชอบกับการส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปะต่อสู้อีก เพราะฉะนั้นจึงถือว่าไม่มีข้อเสียเปรียบได้เปรียบอะไรในการเเข่งขันครั้งนี้ครับ”
(หน้าเเตกไปดิ!)
ผมเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยจึงรีบเอามือปิดปากเพื่อไม่ให้ใครจับสังเกต องค์าาที่ได้ยินคำตอบจึงคิ้วขมวดเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเเย้งกลับ
“ถ้างั้นการที่เขาทำร้ายร่างกายลูกของข้าจนสาหัสเเบบนี้ สถาบันจะเมินเฉยต่อการกระทำรุนเเรงเช่นนี้หรือ?”
“ในส่วนข้อนี้ ผู้เข้าสอบจะถูกปรับตกรอบ เมื่อเเหวนระบุตัวตนจะต้องทำลายตัวเองเท่านั้น การโจมตีส่วนใหญ่ของเอลเดล นอล เน้นไปที่การประทะผ่านร่างกาย เเหวนที่มีการตอบสนองต่อพลังเวทเกินจำกัดจึงไม่ตอบสนอง อีกอย่างองค์ชายก็ยังไม่ยอมเเพ้ หรือหมดสติ มันไม่มีหลักฐานเพียงพอในการลงโทษครับ เพราะเขาเพราะองค์ชายสมัครใจอยู่เอง เเละเอลเดล นอล ยังไม่ได้ลงมือปิดฉากจริงจังด้วย”
(สุดยอด ไปเลยครับ ผมเชียร์อาจารย์สุดใจ!)
ผมรู้สึกปลาบปลื้มต่อศาสตราจารย์โรจิคมาก ที่ถึงเเม้จะเผชิญหน้ากับองค์าา เขาก็ยังใช้สติ เเละเหตุผลในการสร้างความเป็ธรรมเเก่ทั้งสองฝ่าย ถ้าไม่อยู่ในสนามละก็ ผมคงไปส่งเสียงเชียร์บนที่นั่งผู้ชมเเล้ว
“ถ้างั้นเ้าจะทำยังไงกับคดีล่วงเลยวาจาต่อเชื้อพระวงศ์ล่ะ ได้ยินว่า เขาเคยสบถด่ามัสเเเสี้ยววินาทีว่า ไร้ปัญญา เป็ประจำ ในฐานะพ่อที่เฝ้าเลี้ยงดูมัสเเตงมา เขาเป็คนที่ฉลาดปราดเปรียวกว่าเราในวัยเยาว์ การใส่ร้ายเช่นนี้ เป็การสร้างชื่อเสียงด้านลบต่อเชื้อพระวงศ์อย่างมาก ถ้าฉันขออิงตามกฎหมายจะได้ไหม?”
(ไอ้ฉิบหาย ไม่นึกว่าจะเล่นเเบบนี้!)
“ถ้าเป็ตามกฎหมาย เราจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวข้องเด็ดขาด เเต่การกระทำครั้งนี้ผิดกฏของการสอบเข้าสถาบันเเเสี้ยววินาทีทาเรียที่ท่านผู้อำนวยการควบคุมครับ จึงไม่อาจดัดเเปลงโดยมิชอบธรรมได้”
(ศาสตราจารย์โรจิคสู้เขา!)
“เราสนิทกับเอ็ดเวิร์ดมาเป็ 10 ปีสามารถคุยกันได้ อีกทั้งจะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นด้วย เราจะไม่ข่มขู่ผู้เข้าสอบด้วยกฎหมายอีกต่อไป เรารู้ว่าไม่มีสิทธิ์บังคับเขาออก อึกอักต่เรา้าให้เ้าเห็นใจ เเละมอบความเป็ธรรมต่อลูกชายเราด้วย”
เหตุการณ์ตึงเครียดขึ้น เเม้ว่าศาสตราจารย์โรจิคเป็ไปตามจะเสนอความคิดเห็นไป เเต่ครั้งนี้องค์าาไม่ยอม บรรยากาศเริ่มเเย่ลง เหงื่อที่ไหลพล่านทั่วตัว เขาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อให้หลุดพ้นจากสถานการณ์อึกอักนี้
“หวังว่าท่านจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการสอบอีก ถ้างั้นผมจะอนุญาตให้มีผู้เข้าสอบในรอบนี้ทั้งหมดสามารถใช้อาวุธของตัวเองได้ ท่านพอใจยังครับ”
“อนุญาตให้ใช้อาวุธของตัวเองได้อย่างงั้นรึ? เราพอใจยอมรับได้กับการตัดสินนี้ อีกอย่างเราก็ข้ารบกวนเวลาสอบอันเเสนล้ำค่าด้วย ไว้ภายหลังเราจะสนับสนุนสถาบันเเอสทาเรียมากยิ่งขึ้นเเน่นอน”
“ขอบคุณมากครับ”
ศาสตราจารย์โรจิคปาดเหงื่อ เเละถอนหายใจอย่างโล่งใจ ก่อนที่เขาจะโค้งตัวเคารพฝ่าา หลังจากที่เเสดงความขอบคุณเสร็จเรียบร้อย เขาก็หันไปมองหน้าเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ เเละยื่นไมค์คืน
(ต่อไปก็เป็หน้าที่เธอเเล้ว บรรยายการสอบให้ดีที่สุดเเล้วกัน)
(ขอบคุณศาสตราจารย์มากค่ะ บุญคุณครั้งนี้จะตอบเเทนเเน่นอนค่ะ! ข-ขอโท…)
(เป็พิธีกรต้องร่าเริงสิ หยุดร้องไห้ได้เเล้ว เอาไว้วันหลังเธอค่อยเลี้ยงข้าวฉันตอบเเทนเเล้วกัน)
(รับทราบค่ะ! จะให้ศาสตราจารย์ได้กินจนอิ่มท้องเเตกเลย!)
ฮารเต้ที่ถูกศาสตราจารย์โรหน้าไม่อายคช่วยไว้จากการสอบสวนขององค์าา เธอก็ยิ้มดีใจ ออกจากละรู้สึกขอบคุณเป็อย่างมากจนน้ำตาไหลออกมา ศาสตราจารย์โรจิคหลุดขำเล็กน้อยก่อนใช้ผ้าพื้นเล็กของเขาเช็ดน้ำตาที่ไหลรินจากเบ้าตาของเธอ เเละวางมันลงบนมือของเธอ ฮารเต้ที่ได้รับกำลังใจจึงกลับมาสู้ยิ้ม เเละส่งเสียงประกาศสดใสอีกครั้ง
“ในเมื่อมีการเปลี่ยนกฎให้ใช้อาวุธของตัวเองได้ องค์ชายที่จะใช้เพลิง์ เซเบอร์ จะไม่ถูกนับว่าตกรอบค่ะ ดังนั้นการสอบจะดำเนินต่อไปค่ะ!”
“ไปนำที่นั่งมา เราอยากจะชมความสามารถที่เเท้จริงของมัสเเตงสักหน่อย”
“รับทราบครับ ฝ่าา พวกนายไปประสานงานเตรียมที่นั่งให้ฝ่าาเดี๋ยวนี้!”
“ทราบครับ/ค่ะ!”
หลังจากสิ้นสุดคำสั่งขององค์าา อัศวินสองคนที่เป็องครักษ์ก็ไปติดต่อกับผู้ดำเนินงานขอเก้าอี้ โดยที่มีหัวหน้าของเขาเป็คนควบคุม
“ขอบคุณท่านพ่อมากครับ ผมจะใช้โอกาสนี้ในการคว้าชัยชนะให้ได้”
มัสเเตงที่ได้เห็นพ่อของเขาจ้องมองลงมาด้วยความหวัง ใจของเขาก็กลับมาฮึดลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง เขาจับเซเบอร์ด้วยความมุ่งมั่น และเล็งไปทางโนวมอลที่ยืนเหม่อลอยอยู่ พร้อมกับกองเชียร์ข้างสนาม
“ฝ่าาสู้ๆ นะค่า~ อย่าไปยอมเเพ้ คนขี้โกงเเบบนั้น!”
“เเสดงให้มันเห็นเลยครับ ฝ่าา ถึงพลังที่เเท้จริงของเชื้อพระวงศ์!”
“สู้ๆ นะค่า อย่าไปเเพ้ให้คนน่าเกลียดเเบบนั้น!”
เสียงเชียร์ที่ดังก้องทั่วสนาม ทำให้เปลวเพลิงสีทองลุกโชนทั่วร่างกายของมัสเเตง เขายกดาบตั้งขึ้นเป็ออกจากนวตรง เซเบอร์ส่องเเสงสว่างสีทองออกมา มันสร้างขนนกสีทองล่องลอยออกมาบนอากาศ ขนนกเ่าั้ร่วงหล่นลงบนผู้เข้าสอบทุกคนยกเว้นโนวมอล
“จงลุกขึ้นสู้ เปล่งประกายเหมือนดั่งฟินิกซ์อันโรจณ์รุ่ง ขนปักษาเเห่งการลุกโชน พวกนายคงไม่อยากเเพ้ให้กับคนอย่างหมอนั่น ใช่ไหม!”
มัสเเตงะโออกมาอย่างทรงพลังเพื่อสร้างขวัญกำลังใจเเก่คนที่ตกอยู่ในความหวาดกลัว ผู้เข้าสอบที่ได้รับาเ็จากการต่อสู้ บาดเเผลของพวกเขาก็ถูกเยียวยาด้วยขนนกสีทอง อีกทั้งมันยังเพิ่มพลังเวทของพวกเขาอีกด้วย
“ภายใต้ปีกเเห่งปึกเดียวกัน! ถ้าพวกเราร่วมมือกันสามารถโค่นเขาลงได้เเน่!”
“ฝ่าา…”
วาเซ่ที่ได้รับขนนกสีทอง ตัวของเขาก็ส่องเเสงสว่างขึ้น ความเ็ป เเละมือที่แตกหักกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ริชารตก็กลับมาพูดได้ อาการาเ็ก็หายไป รอบตัวเขามีประกายไฟลุกเล็กน้อย มันคือความอบอุ่นที่เพิ่มพลังขึ้นไปอีก
“ยังสู้ไหวไหม ริชารต”
“ยังไหว เเล้วนายล่ะ?”
“หึ ถ้าไม่ได้ทำให้ไอ้กระจอกสิ้นน้ำยา ฉันจะไม่มีวันถอยหรอก”
“เห็นด้วย”
วาเซ่เดินไปยื่นมือให้ริชารตที่นอนอยู่ ริชารตยิ้มเล็กน้อย เเละจับมือของเขาเพื่อพยุงตัวเองขึ้น วาเซ่เดินไปหยิบดาบคู่ที่ตกอยู่บนพื้น ส่วนริชารตใช้เวทลมปัดฝุ่นออกจากตัวเขา ก่อนที่พวกเขาทั้งสองคนจะวิ่งหามัสเเตง เเละคุกเข่าก้มลงถวายความเคารพเเก่เขา
“พวกนายสองคน ขอบใจมากที่ยังอยู่ข้างฉัน”
“ต้องขอบคุณฝ่าาที่ทำให้พวกเรากลับมาสู้ได้อีกครั้ง เรายังไม่เเพ้หรอก”
“ถ้าไม่ได้พรของฝ่าา อีกไม่นานพวกผมคงจะหมดสติ”
“ไม่ใช่หรอก เพราะพวกนายยังเชื่อมั่นในตัวฉันต่างหาก จึงยังไม่ยอมเเพ้ ขอบใจมาก ครั้งนี้มาสู้ด้วยกันเถอะ รอบนี้พวกเราจะไม่ประมาทอีกเด็ดขาด!”
“ครับ!”
วาเซ่ เเละริชารตมององค์ชายด้วยความปลามปลื้ม เเละคุกเข่าโค้งคำนับเเสดงความขอบคุณ จากนั้นทั้งสองจึงอยู่เดินไปเดินหน้าประกบมัสเเตงในฐานะองครักษ์มือซ้าย เเละขวา
“พวกนายได้ยินที่ฝ่าาพูดเเลวหรือไม่ จะยอมเเพ้ให้กับคำเเบบนี้จริงเหรอ! คนที่ใช้ความรุนแรงชนะคู่ต่อสู้ คนที่ทำลายศักดิ์ศรีผู้อื่นโดยไม่เห็นค่า เเละคนที่ไม่เห็นคุณค่าอะไรของมนุษย์นอกจากเป็เครื่องมือเพื่อสร้างความสนุก!”
“พวกนายคิดสิ พวกเราควรปล่อยให้คนป่าเถื่อนเเบบนี้ได้เข้าสถาบันเเอสทาเรียเหรอ! ทำให้สถานที่เเห่งความฝันที่ใครต่างก็อยากจะเข้าเรียนต้องถูกปนเปื้อนไปด้วยมลทินเพราะคนชั่วร้ายเเบบนี้! พวกนายยอมได้อย่างงั้นเหรอ!?”
ริชารตใช้เหตุผลในการพูดปลุกกำลังใจ ส่วนวาเซ่ใช้อารมณ์ที่หนักเเน่นพูดโน้มน้าวให้ผู้คนโดยรอบเห็นด้วยไปกับเขา เมื่อผู้เข้าสอบกลุ่ม A ที่หลงเหลือได้ยินคำพูดของพวกเขา อาวุธที่อยู่ในมือก็กำเเน่นขึ้น สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่โนวมอลเป็อันหนึ่งเดียวกัน
“ใช่เเล้ว เราจะปล่อยคนเเบบนี้ เข้าไปเรียนในสถาบันอันมีเกียรติได้ยังไงกัน!”
“อย่าไปให้มันผ่านเข้าเรียนได้! คนที่ไม่เห็นคุณค่าของเขาเเบบนี้!”
“ถึงไม่อยากจะร่วมมือกับสามัญชน เเต่ถ้ากำจัดขยะลงได้ มันก็ถึงคราวจำเป็!”
ผู้เข้าสอบต่างยกดาบขึ้นเเสดงความน้ำหนึ่งเดียวกัน ร่างกายของพวกเขาสว่างขึ้น ประกายไฟสีทองลุกขึ้นมาเหมือนกับ วาเซ่ เเละริชารต
“นี่คือคำสัตย์จากฉันในฐานะองค์ชายรัชทายาทคนเเรกของอาณาจักรเเอสทาเรีย ผู้ใดก็ตามที่สามารถจัดการเอลเดล นอล ซึ่งเป็ศัตรูของพวกเราได้ ฉันจะพิจารณาให้พวกนายได้โอกาสเป็หนึ่งในกองอัศวินกองทัพอย่างเเน่นอน!”
“โอ้ว!!!!!!!!!!!”
เมื่อได้ยินของรางวัลที่ยากที่จะเมินเฉย เหล่าผู้เข้าสอบที่ได้รับการเสริมความเเข็งเเกร่ง พวกเขาก็มุ่งตรงเข้าไปโจมตีโนวมอลโดยปราศจากซึ่งความกลัว เเต่ถึงอย่างนั้นโนวมอลก็หลบการโจมตีโดยไร้ซึ่งบาดเเผล เเละชกสวนกลับไปทีละคน เเต่เพราะได้พลังจากปีกเเห่งปึกเดียว พวกเขาจึงได้ถูกรักษาไม่ให้หมดสติ เเละยังต่อสู้ต่อราวกับซอมบี้
“ฝ่าา ถึงเเม้ว่าเราจะมีคนมากขึ้นในการเอาชนะ เเต่ดูเหมือนเ้าหมอนั่นจะยังไม่ลำบากกับการรับมือคนจำนวนมากเลย”
“ตามที่ชั้นเห็น ถ้าเราไม่ประสานงานกัน คงยากที่จะเอาชนะเเน่”
“ถ้างั้นผมจะเป็คนสร้างโอกาสเอง ฝ่าาอาศัยจังหวะนั้นในการปิดฉากด้วยนะครับ”
“วาเซ่ นายคนเดียวอาจจะยังไม่พอ ฉันจะช่วยหยุดการเคลื่อนไหวเอง!”
“อย่าให้โดนชั้นเเหน้าไม่อายกัน ริชารต!”
“ชั้นเชื่อใจในตัวพวกนายนะ”
“เชื่อใจในตัวผมได้เลย ฝ่าา!”
“ไม่มีคำว่าผิดพลาดครั้งที่สองสำหรับผมหรอกครับ ฝ่าา! Wind walk! (เดินล่องลม) ”
ริชารตร่ายเวทมนตร์สายลมใส่วาเซ่ทำให้สายลมห่อหุ้มตัวของเขา วาเซ่รู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นอย่างมาก วาเซ่ย่อตัวลงสักเล็กน้อย เเละร่ายเวทออกมา
“เพิ่มความคงทน ลดน้ำหนักวัตถุ เพิ่มความคม จิตศาสตราวุธ เเละปรับเปลี่ยนจุดสมดุล!”
“ขอเเลกเปลี่ยนความทนทานทั้งหมดให้เเก่ความเร็ว เเละพละกำลัง!”
วาเซ่กัดฟันด้วยความเ็ป กล้ามเนื้อของเขาฉีกออกอย่างกะทันหัน วาเซ่ถีบเท้าออก เเละพุ่งตัวเข้าหาโนวมอลด้วยความเร็วสูง เขาวิ่งหลบผู้เข้าสอบคนอื่นโดยไม่ให้ใครััตัวเขา เมื่อความเร็วที่เกินขีดจำกัดผสานกับเดินล่องลม มันไม่ต่างจากสายลมที่พุ่งเข้ามา มันเร็วมากจนเขาสามารถฟันเข้าเฉียงที่เอวของโนวมอลจนเืกระเด็นออกมาเล็กน้อย
“น่าเหลือเชื่อเลยค่า วาเซ่ที่สร้างได้เเค่บาดเเผลเล็กๆ เเก่เอลเดล นอล ตอนนี้เขาสามารถทำให้เอลเดล นอลหลั่งเืได้ มันเป็ไปได้ยังไงกันคะ ศาสตราจารย์!”
“ปรับเปลี่ยนจุดสมดุล คือไพ่ตาย ของพรนักรบ ที่จะทำให้ผู้ใช้ เเลกเปลี่ยนความเร็ว พละกำลัง เสี้ยววินาทีละความทนทาน ไปเป็อีกค่าหนึ่งได้ โดยสามารถนำความทนทานของร่างกายไปอนุญาตลกกับพละกำลังได้ ทำให้สามารถสร้างโจมตีจากเเผลธรรมดากลายเป็แผลฉกรรจ์ได้ ซึ่งในกรณีนี้วาเซ่ก็ทำเเบบเดียวกัน คือยอมเสียความสามารถในการป้องกันไปลงที่การโจมตี เเละความเร็วเเทน ถึงการป้องกันจะอ่อนเเอลง เเต่เมื่อผสมกับเดินล่องลมที่ลดเเรงต้านลมลง มันจะทำให้เขาเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมากจนไม่สามารถถูกโจมตีได้"
“เเบบนี้ก็เป็การเดิมพันครั้งสุดท้ายสินะคะ! เเต่ด้วยความเร็วระดับนี้ แม้กระทั่งชั้นที่เป็พิธีกรยังจับตามองการเคลื่อนไหวไม่ทันเลยค่ะ! เอลเดล นอลจะรับมือได้ไหมนะ!”
วาเซ่ในตอนนี้ไม่ใช่เเค่หมัดของโนวมอล ถ้าเขาเผลอลูกหลงจากคนอื่นที่อลเวงเข้ามาโจมตีโนวมอลไปพร้อมกัน เขาอาจล้มลงนอนได้เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงต้องตั้งใจใช่สมาธิหลบหมัดของโนวมอล เเละโจมตีเมื่อมีช่องว่างให้อย่างเเม่นยำ
(ระบำผีเสื้อส่งิญญา!)
วาเซ่วิ่งวนโนวมอหน้าไม่อาย เเละกระโจนเข้าฟันเขารอบทิศทางด้วยความเร็วที่เขาไม่เคยทำได้มาก่อน ต้องขอบคุณริชารตที่ช่วยยกระดับความเร็วของเขา ทำให้ตอนนี้เขาไม่มีทางที่จะโดนโนวมอลจับตัวได้เเน่ อีกอย่างยังมีคนคอยมารับหน้าการโจมตีของโนวมอลเป็ระยะด้วย
(เเต่ถึงเราจะเร็ว เเละฟันไปเยอะเเค่ไหน เ้านั่นก็ไม่มีทีท่าจะเสียเปรียบเลย)
เเม้ว่าเืของโนหน้าไม่อายมอลจะไหลออกเพราะคมดาบของวาเซ่ เเต่สีหน้าของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนเเปลง เขายังคงโต้ตอบคนที่เข้ามา เเละพยายามโจมตีวาเซ่เเม้ว่าตัวเองจะตามไม่ทัน เเต่สายตาของเขาก็จับจ้องมาที่วาเซ่อย่างน่าสะพรึงกลัว
(ถ้าสู้ยืดเยื้อ เรี่ยวแรงของเราคงหมดก่อน ดังนั้นเราก็ต้องทำความเสียหายให้ได้มากที่สุด!)
วาเซ่ตัดสินใจฟันให้ได้มากที่สุด เขาตั้งมั่น เเละเร่งความเร็วให้มากกว่าเดิม เขาจงใจเคลื่อนตัวทำท่าทีเหมือนจะฟันเข้าไปที่ด้านหน้า เเต่ก็ใช้โอกาสที่โนวมอลกำลังจะใช้หมัดสวนเขา เร่งความเร็วยิ่งกว่าเดิมไปข้างหลังเขา วาเซ่เล็งไปที่แขนขวาของโนวมอล
(อย่างน้อยก็ขอตัดกำลังเเกเเล้วกัน!)
วาเซ่ยิ้มออกมา เเหน้าไม่อายจะใช้สองดาบของเขาเฉือนเข้าที่เนื้อขวาของโนวมอลทั้งสองข้าง เเต่เเล้วเหตุการณ์มันก็ไม่เป็อย่างนั้น โนวมอลบิดเอวหมุนตัวด้วยความเร็วสูง เเละยกขาขวาเตรียมเตะกลับหลังก่อนที่ดาบจะมาถึงตัว
(กับดัก!)
วาเซ่ที่รู้ถึงภัยอันตรายข้างหน้า เขาจึงรีบปล่อยมือออกจากดาบเพื่อลดน้ำหนักให้ตัวเองเบาขึ้น เเละถีบเท้าเอนตัวไปด้านข้าง เเล้วเอนตัวกลิ้งฉีกหนีไป
“เเฮ่กๆๆๆ …”
(เกือบไปเเล้ว เเต่คงไปต่อไม่ไหวเเล้ว)
ถึงเเม้ว่าวาเซ่จะหลบการโจมตีเฉียดตายมาได้ เเต่ความเหนื่อยล้าจากการที่ความทนทานลดลงอย่างมาก บวกกับการโจมตีที่พลาดไปนั่น ทำให้เขาสูญเสียพลังกายไปมากเกินไปจนไม่เหลือเเรงในการต่อสู้ต่อ
“ฝากที่เหลือด้วย ริชารต!”
“เชื่อมือได้เลย เวทมนตร์ที่เเข็งทรงพลังที่สุดของฉัน Wind cannon! (ปืนใหญ่วายุ) ”
ริชารตวาดวงเเหวนสีเขียวขนาดใหญ่ปรากฏตรงหน้ามือทั้งสองของเขา สายลมรวมตัวกันกลายเป็ะุปืนใหญ่ขนาดั์พุ่งเข้าหาโนวมอล โนวมอลที่สังเกตเห็นเขาเตรียมตัวที่จะะโหลบ
“อย่าให้มันหนีไปได้ จับตัวไว้!”
“โอ้!”
โนวมอลถูกจับดึงกับที่โดยห้าคน พลังจากขนนกเพลิงสีทองทำให้พวกเขาเเข็งเเกร่งขึ้นพอที่จะขัดขวางการเคลื่อนไหวของโนวมอลได้ ร่างกายของเขาไม่เชื่องช้าลงเพราะต้องสะบัดคนทที่เกาะให้หลุดออก จนในที่สุดของก็โดนปืนใหญ่วายุเต็มๆ หลงเหลือเพียงเเค่เขาที่อยู่รอด
“ตอนนี้เเหละครับ ฝ่าา!”
“ฟินิกซ์สยายปีก!”
มัสเเตงตั้งดาบขึ้น เเละรวบรวมเปลวเพลิงสีทองไว้ที่ตัวดาบจนลุกเป็ไฟ ก่อนจะฟันลงพร้อมกับปีกเพลิงสีทองที่สยายออกอย่างสง่างามสร้างพายุเพลิงสีทองเผาไหม้ทุกสิ่งตรงหน้า โนวมอลถูกคลื่นไฟสีทองกลืนกินอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
“จบกันเท่านี้….”
มัสเเตงจับดาบ หน้าไม่อายละควบคุมเปลวเพลิงสีทองที่เผาผ่านร่างกายโนวมอลให้ย้อนกลับเปลวเพลิงรวมตัวกันเป็วงกลมครอบตัวเขา ฟินิกซ์เบลดลุกโชนยิ่งกว่าเดิมกลายเป็ลำเเสงเพลิงสียาวกว่า 10 เมตร
“ะเิเพลิงศักดิ์สิทธิ์!”
มัสเเตงฟันซ้ำลงไปในเเนวเฉียงจนก้อนวงกลมเเตกะเิออกอย่างรุนเเรง เเต่ถ้าโดนการโจมตีนี้เขาไปต่อให้เป็หัวหน้าอัศวินต้องเข้ารับรักษาตัวเป็สัปดาห์ได้เลย
“สมเเล้วที่เป็การโจมตีผสานที่สมบูรณ์เเบบ โดยเฉพาะท่าปิดฉากขององค์ชาย นั้นทรงพลังมากจนชั้นที่มองอยู่ตรงนี้ถึงกับขนลุกเลยค่ะ! จะน่ากลัวเกินไปเเล้ว”
ฮารเต้เเสดงความตื่นเต้นออกมาจนทั้งสนามครึกครึ้น เป็เื่ปรกติเพราะการต่อสู้ของผู้มีซิกม่านั้นหาได้ยาก เเละการจะได้เห็นพลังที่เเท้จริงก็เป็โอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้อีก
“ตอนนี้ผู้เข้าสอบก็เหลือ 40 คนเเล้ว ถือว่าได้คนผ่านเป็ที่เรียบร้อย….เอ๊ะ ทำไมชื่อของเอลเดล นอลยังคงอยู่!”
ฮารเต้ใกับสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ รวมถึงผู้ชมที่อยู่บนสนามก็ต่างทึ่งไปกับเธอ เพราะเเทนที่ชื่อของโนวมอลจะต้องเป็สีเเดง มันกลับยังเขียวบ่งบอกว่าเขายังไม่ตกรอบ
(บ้าน่า! โดนการโจมตีขนาดนั้นไป เเหวนกลับไม่ทำงานเนี้ยนะ!)
มัสเเตงตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เหลือเชื่อ ะเิเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่เเม้เเต่อัศวินชั้นเลิศของอาณาจักรยังไม่อาจรับไหว มันกลับไม่สามารถทำให้คนธรรมดาที่ไม่ได้มีซิกม่าเเบบเขาออกจากการสอบได้
“ไลท์ (light) ”
เสียงที่คุ้นเคยที่ใครต่างก็ไม่ชอบหน้าก็ดังขึ้น ควันที่ถูกพัดหายไปตามสายลมก็เผยให้เห็นร่างของชายคนหนึ่งที่ไม่ควรเหลือรอด
ผมสีฟ้าครามของเขาพลิ้วไหวตามสายลมที่พัดเบาๆ ดวงตาปลาตายยังคงมองทุกสิ่งด้วยสายตาหงุดหงิด ใบหน้าที่ค่อนข้างน่าเกลียดกำลังเเสดงความโกรธจนทำให้ยิ่งหน้าไม่ดูกว่าเดิม ร่างกายที่ภายนอกดูอ่อนเเอ กลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อทุกส่วนที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก เเต่มันก็ไม่ได้ดูดี เพราะบนร่างกายของเขาเต็มด้วยบาดเเผลเป็ทั้งรอยฟัน รอยเเทง รอยกัด ไม่ว่าจะเป็ทั้งขา เเขน ลำตัว เเละหลัง มันก็มีเยอะไปจนน่าสยดสยอง เเต่ที่มีสิ่งเดียวที่เด่นที่สุด คือเเสงสว่างปริศนาที่ปกปิดส่วนลับของเขาทั้งคุณชาย เเละก้นไว้ได้อย่างมิดชิด
--
“แม่งเอ๊ย”
โนวมอลยกมือขึ้นไปบนอากาศ เขาอ้ามือรับอะไรบางอย่าง ของสองสิ่งตกลงมาจากฟ้า มันส่องสว่างทำมาจากเเร่ ชิ้นเเรกคือเเหวนระบุตัวตน เเละชิ้นที่สองคือเหรียญทองคำขาว
“พวกเเกนี่มันหน้าไม่อายเลยจริงๆ”
นิ้วที่ใส่เเหวนของโนวมอลมีเืออกอยู่จากการใช้เเรงดึงออกมา เขาสวมมันลงในนิ้วกลางซ้าย เขาในตอนนี้โกรธมากจนอยากอาละวาดเลย เเต่ก็ต้องข่มใจมองหาบางอย่าง
“ทำมาเป็สร้างฉากรวมพลังจัดการตัวร้าย อย่ามาเรียกว่า ยุติธรรมเลยไอ้การสอบเเบบนี้”
(อยู่ไหนกัน)
“พล่ามอะไรของเเก!”
“ก็บอกให้เลิกหมาหมู่ไง”
(เจอล่ะ)
ผมหันมอง้าโดยไม่ใส่ใจเสียงไก่กา ผมสีเงิน เเละการเเต่งตัวที่หรูหราสมกับเป็กุลสตรีชั้นสูง เชอร์เบชนั่งอยู่บริเวณที่นั่งพิเศษที่ดูดีกว่าผู้ชมทั่วไปอย่างมาก
(ฝากหน่อยละกัน)
“ไลท์! (เเสงสว่าง) ”
ผมดีดนิ้วทำให้เเสงที่อยู่ในหว่างขาขยายตัวสว่างจนเเสบตาไปทั่วทั้งสนาม ผมหลับลงก่อนที่จะเกิดะเิเเสง ผมหลับตาลงปิดกั้นประสาทััทั้ง 4 ให้หลงเหลือเเค่การฟัง ยกระดับการฟังให้ไกลที่สุดจนได้ยินเสียงของเชอร์เบชที่อุทานออกมา
(ตรงนั้น!)
ผมโยนเหรียญขึ้นตรงไปอย่างรวดเร็วไปยังตำเเหน่งที่นั่งของเชอร์เบช จากนั้นเเสงสว่างจึงจางลง เเล้วกลับสู่สภาพเดิม
---
เเกร๊งๆๆ ….
“เเสบตาเป็บ้า หืม นี่มันเหรียญทองคำขาวไม่ใช่เหรอ?”
บริเวณที่นั่งขุนนางชั้นสูงก็ได้ยินเสียงของเเข็งสะท้อนดังขึ้น ขุนนางชายพบกับเหรียญทองคำขาวที่หล่นมาข้างเขา เขาหยิบมันขึ้นมา เเละเรียกให้คนอื่นมาดู
“นอกจากเผาเสื้อผ้าเเล้ว ยังมาเผาเงินอีก โคตรเเย่เลยวะ พวกเเก”
“บ่นบ้าอะไรของมันน่ะ”
“หัวหน้าอุตส่าห์ให้มา ต้องเก็บรักษาให้เ้าของสิ!”
ขุนนางชายได้ยินเสียงโนวมอลที่ตระโกนโวยวายในสภาพโป๊เปื่อยเกี่ยวกับเงิน เชอร์เบชได้ยินคำพูดของโนวมอล เเละหันไปจ้องมองเหรียญเงินในมือของขุนนางชายที่เธอรู้จัก
(เป็คนที่โลภมากจังนะ)
“คุณเลออน เหรียญนั่นเป็ของดิฉันเองค่ะ ขอบคุณที่เก็บมาให้นะคะ”
“ของคุณหนูเเคสโตเวียเองเหรอครับ? ผมนึกว่าเงินนี่เป็ของคนพนักงงานที่เข้ามาเสิร์ฟชาเราเสียอีก”
“พอดีเป็ค่าขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ค่ะ”
“นี่ครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
เชอร์เบชรับเหรียญทองคำขาว มันมีกลิ่นไหม้จางๆ เเละอุ่นเล็กน้อย เธอสามารถรู้ได้เลยว่า ใครเป็คนส่งเหรียญนี้ให้เธอมา
---
“คงไม่ต้องสนใจเื่ตกรอบเเล้วล่ะ หวนคืน”
“ดาบมันมาจากไหนวะ!”
“อย่าไปสนใจเข้าไปพร้อมกันเลย!”
ผมเรียกดาบเล่มหนึ่งของการสอบมาอยู่ในมือขวาของผม เเม้ว่าจะทำให้ผู้เข้าสอบคนอื่นทึ่งเล็กน้อย เเต่เป้าหมายของพวกเขายังคงเป็ตัวผม
(บทที่สาม วงเเหวนยมทูต)
ผมย่อเขาลงเล็กน้อย เเละบิดเท้าเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงเป็วงกลม ฟันเข้าที่่ท้องของศัตรูที่เขามาโดยไม่ทันตั้งตัว หลังจากที่ผมสะบัดเืออกจากตัวดาบ พวกเขาก็ได้สลายหายไปจากสนาม
“ไม่น่าเชื่อ เอลเดล นอลที่ยังรอดในสภาพโป๊เปลือยได้จัดการผู้เข้าสอบ 4 คนเเล้วค่า!”
ผู้ชมในสนามต่างมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็พิธีกร กรรมการ รวมถึงองค์าาด้วย เเต่ผมก็ไม่ได้สนใจกับการสอบสนองของพวกเขา เเละเข้าไปฟันคนที่อยู่ตรงหน้าตกรอบไปอีกราย
“พวกเเกมีเื่อยู่สองข้อที่จะต้องชดใช้!”
ผมะโออกมาด้วยความเเค้น ในขณะที่ใช้ดาบเข้าโจมตีคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวโดยไม่เลือกหน้า ผมเลี่ยงไม่ให้ตัวดาบเกิดเเรงปะทะ เเละอาศัยความเร็วฟันพวกเขาจนตั้งตัวไม่ทัน
“ข้อเเรก เสื้อผ้าที่ฉันใส่มีตัวเดียว ฉันไม่ได้รวยมีซื้อเปลี่ยนเล่นนะเฮ้ย!”
ผมอุตส่าห์พยายามเก็บรักษา ตัดเย็บ เเละซักมืออย่างทะนุถนอม เสื้อฟรีของอาจารย์มอบให้ผมในฐานะศิษย์เอก ทันทีที่ผมเห็นมันมอดไหม้ไปต่อหน้าต่อตา ความทรงจำที่เราร่วมฝึกด้วยกันกลายเป็เพียงละอองธุลี เเต่มันไม่สำคัญเท่ากับการที่ผมต้องเสียเงินซื้อมาเปลี่ยนใหม่ต่างหาก
“ร่ายเวทมนตร์ทั้งหมดที่พวกนายใช้ได้ หยุดมันซะ!”
“Fire ball! (บอลอัคคี) ”
“Water shot! (ะุน้ำ) ”
“Wind slash! (คลื่นวายุ) ”
“Rock smash! (ก้อนหินกระเเทก) ”
ริชารตที่เห็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงออกคำสั่งให้ทุกคนที่ใช้เวทมนตร์ได้โจมตีใส่ผม ซึ่งก็มีผู้ใช้เวทมนตร์เกาะกลุ่มกันร่ายเวทมนตร์นานาชนิดโจมตีใส่ผม
“น่ารำคาญ”
(บทที่สอง สะบั้นความตาย)
ดาบของผมส่องเเสงสว่างขึ้น ผมบิดข้อมืออย่างรวดเร็วฟันรัวตัดะุเวทมนตร์ที่จู่โจมเข้ามาไม่ขาดสายด้วยความเเม่นยำ ถีบเท้าเร่งความเร็ว เเละฟันกวาดเก็บไปอีก 4 คน
“ต่อไปข้อสอง เงินเเม่งหายากโว้ย!”
“อ๊าก!”
“กัดฟันไว้ได้เลย เพราะว่าชั้นจะซัดพวกเเกให้เละเลย!”
คราวนี้ผมหยิบสองดาบจากคนที่ตกรอบปาใส่คนอีกคนอื่นจนเสียบขา ผมใช้โอกาสเพียงเสี้ยววินาที เร่งฝีเท้าเขาไปฟันกวาดล้างทีละคน
“สถานการณ์กลับกาลปัตรหมดเเล้วค่ะ จากที่ฝ่ายองค์ชายเป็ฝ่ายได้เปรียบ ตอนนี้เอลเดล นอลกำลังบ้าเื เเละไล่ล่าผู้เข้าสอบหมดสืทธิ์ไปกว่า 20 คนเเล้ว! เเบบนี้ไม่ใช่ม้ามืดเเล้ว เขาเรียกว่าสัตว์ประหลาดค่ะ!”
สิ่งที่พิธีกรสาวพูดออกมาไม่ใช่เื่โกหก ตอนนี้โนวมอลกำลังจัดการผู้เข้าสอบมากมายอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเขาเร็วเสียกว่าวาเซ่อีก ต่อให้มีจำนวนคนที่มากกว่า มันก็หยุดความบ้าคลั่งของเขาไม่ได้เลย
“ฝ่าา ถ้าปล่อยไว้เป็เเบบนี้ ต้องไม่ดีเเน่นอนครับ”
“ฉันตั้งใจจะพยายามยื้อเกม เเต่มันคงช้าเกินไป ริชารตยังเหลือพลังเวทพอยิงปืนใหญ่วายุไหม?”
“ยังพอใช้ได้อีก 2 ครั้งครับ”
“ไม่ต้องถึงสองครั้ง อัดพลังเวท--”
“ฉันไม่ให้พวกเเกมาเล่นตลกหรอก!”
ในขณะที่วาเซ่ ริชารต เเละมัสเเตงกำลังวางเเเผนที่จะใช้รับมือโนวมอล โนวมอลก็ไปปรากฏตรงหน้ามัสเเตงเรียบร้อย ดาบของโนวมอลกำลังจะเหวี่ยงฟันเข้าที่ตัวของมัสเเตงโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
“ไม่ยอมหรอกน่า!”
เปร้ง!
วาเซ่ใช้เรี่ยวแรงเอื้อมสุดท้ายในการเข้าไปตั้งดาบรับการโจมตีเเทนมัสเเตง ดาบของโนวมอล เเละมัสเเตงเเตกพังจนเกิดเสียงดังสนั่น เเต่ว่าการโจมตีของสัตว์ประหลาด มันยังไม่จบเพียงเเค่นั้น
“เเล้วไงวะ หมัดโทสะคลั่ง!”
เท้าของโนวมอลหยุดนิ่ง เขาตั้งสมาธิ เเละชกรัวใส่วาเซ่เเบบไม่ยั้ง หมัดของโนวมอลโจมตีเข้าที่ลำตัว เเละใบหน้าของวาเซ่จนเขากระอักเืออกมา วาเซ่ตาเหลือก เเละสลบลงพื้นไปก่อนที่ร่างกายจะหายไป
“วาเซ่!!!”
มัสเเตงที่เห็นองครักษ์ของเขาที่สละตัวเพื่อปกป้องเขา ด้วยความโกรธเขาจึงเข้าไปฟันโนวมอลเพื่อหวังจะล้างเเค้นให้พวกพ้องของตน
“เเก!”
มัสเเตงปลดปล่อยจิตสังหารออกมา เซเบอร์ของเขาเหวี่ยงเขาหาโนวมอลอย่างต่อเนื่อง เเต่โนวมอลก็กลับหลบมันได้อย่างง่ายดาย เเละใช้เท้าของเขาถีบมัสเเตงให้ขยับออกไป
“เเค่ก!”
“หวนคืน”
(บทที่ 1 กางเขนมรณะ)
“อ๊าก!”
ทันทีที่เกิดช่องโหว่โนวมอลก็เข้าประชิดมัสเเตง เขาเรียกดาบมาไว้ในมือขวา ฟันเสยขึ้นฟันขึ้น เเละก่อนจะถีบตัวฟันถอยหลังเป็รูปกางเขน มันเเตงบาเจ็บสาหัสเเต่ก็สามารถรักษาบาดเเผลด้วยซิกม่าวิหคเพลิง์ได้
“Pheonix roar! (วิหคคำราม!) ”
เกรี๊ยว!!!
“หนวกหู!”
มัสเเตงส่งเสียงกรีดร้องเหมือนฟินิกซ์ะเิเปลวเพลิงสีทองในร่างกายออกเผาไหม้ทุกสิ่งที่เขาประชิดเขา เเต่โนวมอลไม่ได้สนใจ เเละเข้าไปชกหน้าเขาเต็มเเรงจนปลิว ปีกเพลิงของมัสเเตงโบกสะบัดเพื่อประคองเขาไม่ให้ลอยออกไปไกล
“เเฮ่กๆ …”
“ฝ่าาครับ ขืนสู้เเบบนี้ต่อไป เราคงเเพ้เเน่”
ริชารตเข้ามากระซิบใกล้มัสเเตงที่เหนื่อยล้าจากการใช้ซิกม่าอย่างต่อเนื่อง มัสเเตงก็คิดเเบบเดียวกับริชารต ถ้าปล่อยให้การต่อสู้ยืดเยื้อต่อไป ฝ่ายที่คงจะหมดเเรงก่อนคงจะเป็พวกเขา
“ริชารต ฉันต้องใช้วิหค์ทะยานจัดการหมอนั่น!”
“เเต่ว่าท่านโดนสั่งห้ามใช้ท่านั่นมิใช่เหรอครับ!”
“ท่านพ่อจะต้องเข้าใจอย่างเเน่นอน ถ้าการพ่ายเเพ้นี้ทำให้ภาพลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์ต้องตกต่ำ เราจะไม่มีหน้าในสังคมอีก นายต้องซื้อเวลาให้ฉัน!”
“เข้าใจเเล้วครับฝ่าา ผมจะถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุดเอง”
“เข้ามาสิ ไอ้สัตว์ประหลาด! ปืนใหญ่วายุ!”
ริชารตเดินออกมาบังมัสเเตง เเละเริ่มร่ายเวทมนตร์ที่ทรงพลังที่สุดของเขาอีกครั้ง ะุลมขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่โนวมอล เเต่มันก็ไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับเขา เพราะโนวอนุญาตสามารถตัดมันเป็สองส่วนได้อย่างสบาย
(ไม่ใช่คนเเล้ว ไอ้สัตว์ประหลาดนี่!)
“ทุกคนอย่าพึ่งสิ้นหวัง พวกเราชนะได้เเน่นอน! มาช่วยกันสร้างโล่ให้ฝ่าาในการใช้ท่าไม้ตายโค่นล้มสัตว์ประหลาดไปด้วยกันเถอะ!”
“โอ้!!!!”
“ปราการสายลม!”
ริชารตกางสองมือออกร่ายเวทป้องกันออกมา สายลมก่อตัวเป็กำเเพงวายุทรงจัตุรัสขนาดสูงกว่า 3 เมตรล้มตัวเขา ผู้คนที่ถูกยอมรับจะสามารถเข้ามาในกำเเพงนี้ได้ เเต่คนที่ถูกปฏิเสธจะถูกปลีกกั้นออกเช่นเดียวม่านเพลิงศักดิ์สิทธิ์
“ดูเหมือนว่า ่เวลาสุดท้ายของการสอบกลุ่ม A จะมาถึงเเล้ว ตอนนี้คาทาล ธูล ริชารตกำลังรวบรวมพลังในการสร้างปราการลมที่เเข็งเเกร่งราวป้องกันองค์ชาย นี่จะต้องเป็ท่าเผด็จศึกอย่างเเน่นอน”
(จะทนสักเเค่ไหนเชียว)
โนวมอลเข้าไปต่อยกำเเพงอย่างรุนเเรง ด้วยพลังกายอันมหาศาลของเขาทำให้การป้องกันอันน่าภูมิใจของริชารตเกิดรอยร้าวโดยทันที
“เเข็งกว่าม่านเพลิงศักดิ์สิทธิ์อีกเหรอเนี่ย?”
“เวทมนตร์ปราการสายลมเป็หนึ่งในวิชาลับของตระกูลคาทาล มันไม่มีทางเเตกง่ายๆ หรอก พวกช่วยส่งพลังเวทให้ฉันมากกว่านี้!”
“โอ้!!!!”
เหล่าผู้เข้าสอบที่เป็พันธมิตรกับองค์ชายได้มองหน้ากัน เเละยิ้มพยักหน้าโดยความสามัคคี พวกเขาจับไหล่ส่งทอดกันไปยังริชารต เเละถ่ายโอนพลังเวทที่มีให้เขา
“ขอบใจมาก ฉันจะจดจำพวกนายในฐานะสหายตลอดไป!”
ริชารตส่งพลังเวทลงไปในปราการสายลมมากขึ้น รอยเเตกร้าวกลับมาซ่อมเเออกจากตัวเองจนกลับเป็ปกติ ถึงโนวมอลซ้ำลงไปกี่ครั้ง มันก็จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วกลับเป็สภาพเดิม
“ขอบใจพวกนายมาก ที่เหลือปล่อยฉันจัดการเอง!”
มัสเเตงยิ้มอย่างพึงพอใจ หลังจากที่เขาสามารถไว้ใจการป้องดันของพวกพ้องได้ เขาก็ได้จับดาบสองมือยกฟินิกซ์เบลดขึ้นเหนือหัว ไฟสีทองกำลังรวมตัวเข้าในไปดาบกำเนิดลวดลายสีเเดงที่ชัดเจน เเละมากขึ้น
---
(Pheonix drive (วิหคเพลิงทะยาน) สินะ)
จากการตั้งท่า ผมก็รับรู้เลยทันทีว่ามัสเเตงคิดจะทำอะไร มันเป็ท่าไม้ตายตอนต้นเกมของเขาที่มีพลังทำลายในวงกว้างรุนเเรง
(ยังไงก็ใช้เวลาอยู่เเล้ว ดังนั้นคงไม่มีปัญหาถ้าใช้หอก)
วิหคเพลิงทะยานเป็ท่าไม้ตายของมัสเเตงที่้าระยะเวลาชาร์จในเกมอย่างน้อย 1 ตา ถ้าเทียบในชีวิตจริงคงประมาณระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะเป็การปลดปล่อยฟินิกซ์ในตัวดาบให้พุ่งบินโจมตีคู่ต่อสู้โดยเเรงกับการใช้พลังเวททั้งหมดในการปิดฉาก
“หวนคืน”
ทันทีที่ผมรู้ว่ามัสเเตงคิดจะใช้ท่าไม้ตาย ผมก็ไม่จำเป็ต้องรีบลน ผมค่อยๆ เดินหันหลังออกไปสร้างระยะห่างที่เหมาะสม เเล้วเรียกหอกมาไว้ในมือขวา
(เปิดประตูขั้นที่ 1)
ผมวิ่งออกไปด้านหลัง เเขนขวาของผมเริ่มเกร็งขึ้นเหนือไหล่ ดวงตาจับจ้องไปด้านหน้า ผมหลอมรวมพลังเวทจนถึงจุดทลายขีดจำกัด เืในร่างถูกสูบฉีด กล้ามเนื้อตึงเเน่นขึ้นจนเห็นไปชัดเป็ก้อน
“ฮารเต้ ขอโทษนะ! กรรมการเข้าไปห้ามการต่อสู้เดี๋ยวนี้! นี่คือคำสั่ง!”
ทันทีที่โรจิคเห็นพลังเวทที่เปลี่ยนเเปลงไปอย่างรวดเร็วของโนวมอล เขาก็รับสังหรใจไม่ดี มันต้องจบไม่สวยอย่างเเน่นอน!
"ขว้างหอก!"
เท้าขวาของผมหยุดลงบนพื้นจนพื้นดินรอบตัวเเตกเป็เสี่ยงๆ เเขนขวาเกร็งจนเส้นเืขึ้น ผมบิดตัวตัวกลับไปด้วยความเร็วสูง ย่อตัวขาลงเพื่อล็อคตัวให้มั่นคง สูดลมหายใจลึก ก่อนที่จะเหวี่ยงตัวไปพร้อมกับเเขนขวาออกไปตรงหน้าเกิดเป็การขว้างหอกอันไร้ที่ติพุ่งตรงไปยังกำเเพงสายลมด้วยความเร็วสูง
“อั๊ก..!”
หอกเหล็กเเสนจะธรรมดาเเต่เปี่ยมไปด้วยอานุภาพอันทรงพลังจากการขว้างของโนวมอลกำลังเจาะทะลวงปราการสายลมจนเกือบพงัทลาย เเต่ริชารต เเละพวกพ้องยังสามารถประคองมันได้ ถึงเเม้ว่าพวกเขาจะต้องกระอักเืออกมาด้วยความทรมานก็ตาม
“ฝ่าาครับพวกผมจะไม่ไห..วเเล้ว! ถ้าปล่อยไว้เเบบนี้ พวกเราตายกันหมดเเน่!”
บางคนส่งพลังเวทให้วิลเลี่ยมค่อยๆ หมดสติ เเละหายไปทีละคน เพราะทนการโจมตีไม่ไหว ตอนนี้ปราการสายลมไม่สามารถการันตีได้ว่าจะรอดปลอดภัยจากโจมตีครั้งถัดไป
“ทนไว้ ริชารต! อีกนิดเดียว พวกเราก็จะชนะเเล้ว!”
“เปิดประตูขั้นที่ 3!”
มัสเเตงที่ได้ยินเสียงของโนวมอลหลังจากที่เขาเงียบไปนานจึงใ เขารับรู้ได้เเค่เเรงสั่นะเืไร้ที่มา สักพักเขาก็ไม่เห็นร่างโนวมอลเเล้ว
(หายตัวไปเเล้ว!)
มัสเเตงที่กังวลว่าสภาพของพวกพ้องไม่ได้สนใจโนวมอลชั่วขณะ เขาหวาดระแวงกับการหายตัวของโนวมอลอีก ทำให้ตอนนี้เขาตกอยู่ในสภาวะกดดันเป็อย่างมาก จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงประกาศขึ้นมา
“ดูนั่นสิคะ คุณผู้ชม เอลเดล นอล ะโขึ้นไปเเล้ว มันสูงมาก สูงเหนือกว่าอารีน่าเเล้วค่ะ!”
ฮารเต้ที่กำลังตื่นเต้นก็เเย่งไมค์มาจากโรจิคโดยไม่ทันตั้งตัวจนเกิดเป็เหตุการณ์ชุลมุน กรรมการที่ได้รับคำสั่งของโรจิค พวกเขารีบโดดเข้าไปในสนาม เเต่ยังคงไม่ลงมือเพราะต้องดูสถานการณ์ก่อน
“กัดฟันให้ดีๆ ล่ะไอ้พวกเวร!”
โนวมอลส่งเสียงดังพร้อมกับบิดตัวหมุนอยู่ในอากาศตัวเองด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็พายุขนาดใหญ่เหนืออารีน่า สายลมเเรงพัดทั่วอารีน่าจนผู้คนตื่นใ ผู้หญิงพยายามกดมือลงปิดกระโปรง บางคนพยายามรักษาของมีค่า ไม่ให้ปลิวไปตามเเรงลม
“ฝ่าา!”
“เข้าใจเเล้ว!”
ฟินิกซ์เบลดที่มอดไหม้ด้วยเพลิงสีทองได้ปรากฏลวดลายสีเเดงของวิหคเพลิงบนตัวดาบ มัสเเตงยกดาบลงติดกับข้างลำตัว เขาะโออกมาไปพร้อมกับเหวี่ยงดาบขึ้น ปลดปล่อยวิหคเพลิงขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 3 ออกมา
“Pheonix drive!”
เเกร๊ว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
อารีน่าถูกย้อมสีไปด้วยเปลวเพลิงสีทองที่มอดไหม้กับพายุคลั่ง วิหคเพลิงสีทองบินขึ้นทะยานส่งเสียงเเห่งความยิ่งใหญ่มุ่งหน้าไปยังพายุเหนืออารีน่า พวกมันทั้งสองได้เข้าปะทะกันจนเกิดเสียงดังสั่นะเืทั่วอารีน่า
“ลูกเตะ….”
เเม้ว่าวิหคเพลิงสีทองจะสูสีกับพายุคลั่งจนมันเป็ฝ่ายได้เปรียบ เเละกำลังดันอีกฝ่ายออกไป เเต่ร่างจริงของผู้กำเนิดพายุกลับอยู่เหนือฟ้า เขายังคงบิดเอวหมุนตัวไปพร้อมกับ่ล่างด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง ่กอนที่จะเร่งความเร็วหมุนตัวดิ่งลงมาทันที
“เทพวายุ!”
เเกร๊ว!!!!!
ลูกเตะหมุนตัวของโนวมอลเข้าปะทะกกับร่างของฟินิกซ์บนฟ้า ทันทีที่โนวมอลเเตะเข้าวิหคเพลิงสีทองพายุเกิดคลื่นลมอันรุนเเรงะเืทั่วสนาม วิหคเพลิงสีทองที่เป็ตัวตนอันยิ่งใหญ่ถูกโนวมอลเตะดิ่งลงสู่พื้นล่างอย่างง่ายดาย
“หลับฝันดีล่ะพวกนาย”
ตู้ม
ฟินิกซ์สิ้นฤทธิ์เดช เเละตกลงยังผู้ใช้ มัสเเตง เเละพวกพ้องได้ทำหน้าสิ้นหวังเมื่อเห็นความหวังสุดท้ายดับลง กรรมการพยายามร่ายเวทมนตร์ป้องกันเพื่อลดความเสียหาย เเต่มันไม่มากพอทำให้พวกเขาโดนลูกหลงจากการะเิตัวของวิหคเพลิงไปด้วยกัน
---
ตึก!
โนวมอลลงมายังพื้นอย่างรุนเเรงจนพื้นโดยรอบเเตกร้าว เขาถอนหายใจ เเละคลายการรวมรวบพลังเวทออกเพื่อผ่อนคลาย ในสนามไม่เหลือผู้คนสอบอื่นนอกจากเขา มีเเต่ร่องรอยการเผาไหม้จากเปลวเพลิง เพลิงสีทองบนพื้นที่ยังไม่มอดดับ เเละกรรมการที่นอนสลบอยู่ข้างสนาม เป็ผลสรุปการต่อสู้ในครั้งนี้
“ไม่น่าเชื่อ! ผลสรุปออกมาเป็ที่เรียบร้อย king ของกลุ่ม A คือ เอลเดล นอล สัตว์ประหลาดวิปริตค่า!”
“…”
“เชี้ย นั่นมันเกิดอะไรขึ้น!”
“สัตว์ประหลาดชัดๆ ใครมันจะไปชนะมันวะ”
“โกงหรือเปล่าวะ ใครทำจะสร้างพายุได้กัน!”
“อย่ามั่วสิ ไอ้หนูนั่น มันของจริงเลย สมควรที่องค์ชายควรเเพ้เเล้วล่ะ”
ถึงจะได้ยินผลลัพธ์ที่เป็ไปตามคาด เเต่ทำไมผมกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองเชนะเลย ไม่มีใครตบมือให้ผมเลยสักคน เเต่พวกเขากลับมองผมด้วยความหวาดกลัวมากกว่า เเละถกเถียงกันมากกว่า
“เฮ้ ยัยเห่ย”
“เอ๋ ชั้นเนี่ยนะ เห่ย? เกิดมายังไม่มีใครเรีกยฉันเเบบบนั้นเลยนะคะ!”
“ไม่ใช่กับฉันไง ขอบอกตามตรง เธอนี่บรรยายโคตรไม่เป็กลางเลย เเทนที่จะสร้างเสียงตบมือให้กับผู้ชนะอันเลิศเลออย่างฉัน ดันไปสร้างฉายา สัตว์ประหลาดวิปริต ให้คนยิ่งมองชั้นเเย่ลงกว่าเดิมซะงั้น”
“ถ้างั้นอยากให้ชั้นตั้งฉายาคุณว่าอะไรเหรอคะ?”
ผมที่ได้รับช่องทางเเห่งอิสระในการตั้งฉายา ผมก็ได้กลางมืออกกว้าง เชิดอกมองไปยังผู้ชมที่จับตาดู เพื่อเเสดงถึงความเเข็งเเกร่งอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ว่าใครต่างได้ยินก็ต้องอึ้งทึ่ง ผมจึงจะหยิบใช้สัตว์อสูรในตำนานที่ไม่ว่าใครต่างก็ยอมรับว่าเป็หนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เเข็งเเกร่งที่สุดบนโลกนี้ผสมกับความเป็ตัวผม!
“จงเรียกฉันว่าท่านัฟ้าซะสิ!”
ัเเทนความเเข็งเเกร่ง เเละฟ้าเเทนสีผมที่เป็จุดเด่นของตน ช่างไร้ที่ติในการคิดฮายาจริงๆ ผมยังคงอ้าเเขนต่อไป โดยที่ไม่มีเสียงเชิดชูเลย…
“โคตรเฉิ่มเลย”
“อะไรคือท่านั ชั้นว่าสัตว์ประหลาดวิปริตยังดูเท่กว่าอีก”
“รสนิยมไม่มีเหรอ ใครมันอยากจะได้ชื่อเเบบนั้นกัน”
“องค์ชายเเพ้ให้คนเเบบนี้จริงเหรอวะ?”
(อ้าว ไหงเป็งั้นล่ะ!)
ถึงผมจะได้ยินว่าเขานินทาอะไรผมก็เถอะ เเต่นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดการณ์ไว้ ทำไมพวกเขาถึงชอบฉายาบ้าๆ อย่างสัตว์ประหลาดวิปริตมากกว่าท่านัฟ้าสุดเท่ของผมเเทนล่ะ!
“ถึงจะเป็ชื่อที่โคตรเชย เเต่ในเมื่อ king ้าอย่างงั้น เราก็ต้องให้ความเคารพค่ะ!”
“เดี๋ยวก่อน! ชื่อเก่-!”
“king ของกลุ่ม A ได้เเก่ เอลเดล นอล ท่านัฟ้าเองค่า~”
“โนนนนนนนนน (No) ”
เเปะๆๆๆๆ
ถึงเเม้ว่าจะได้รับเสียงตบมือตามที่หวัง ผมกลับรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก พอกลับมาคิดทบทวนดู ท่านัฟ้ามันเป็ชื่อที่โคตรเบียวเลย ทำให้นึกถึงชื่อในมังงะเื่หนึ่ง ต่อให้ชื่อเท่เเค่ไหน คนก็บอกข้ามไป
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมสนามถึงมีสภาพเละเทะเเบบนี้!”
ชายที่มีหน้าตาค่อนข้างอ่อนวัยกว่าอายุเดินเข้ามาสร้างความชุลมุนในบริเวณที่นั่งพิเศษสำหรับเเขกผู้มีเกียรติ ผมยาวสีขาวของเขาเข้ากันไปกับชุดทางการสีขาวอันดูสูงทรง ดวงตาสีเทาที่เเสดงถึงความเยือกเย็นได้จับจ้องมองมายังสนาม เเละคนรอบตัวเขา
“ท่านผู้อำนวยการ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้!”
โรจิคเเย่งไมค์มาจากฮารเต้เพื่อที่จะส่งเสียงให้เขาได้ยิน ชายที่สร้างความสะพรึงกลัวให้เขานั้นก็คือ คาร์กีส ควีย์ เอ็ดเวิร์ด ผู้ครองเก้าอี้ผู้บริหารสูงสุดของสถาบันเเอสทาเรีย คนที่เห็นเขาต่างก็ใกับการปรากฏตัวของเขา รวมถึงผมเช่นกัน
“การเจรจาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรลอเรียร่าเป็ไปได้อย่างราบรื่น เเละหารือข้อตกลงเรียบร้อยทำให้เวลาคลาดเคลื่อน เเละกลับมาถึงก่อนกำหนด เเต่นั่นไม่ใช่เื่สำคัญ จงอธิบายมาว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมสนามถึงเสียหายมากถึงขนาดนี้ เเละกษัตริย์มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
เอ็ดเวิร์ดมองลงมาที่โรจิคอย่างเ็า ถึงเเม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้พลังเวทในการข่มขู่เขา เเต่ด้วยอำนาจที่มีของเขาจึงทำให้โรจิคสั่นกลัว เเละพูดไม่ออก รวมถึงชำเลืองตาไปมองาาที่กำลังนั่งอยู่ เเละกำหมัดด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“ผมจะเป็คนอธิบายเอง คุณจะยอมรับฟังไหมล่ะครับ?”
เสียงอันคุ้นเคยหูของผู้ชมดังออกมาจากกลางสนาม ชายผู้กล้าหาญ เเละไม่หวาดกลัวต่อความยิ่งใหญ่ของเอ็ดเวิร์ดได้พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงธรรมดาในร่างโล่งโจ้ง เขาคือเอลเดล นอลนั่นเอง
“เธอเป็เเค่ผู้เข้าสอบจะรู้อะไรมากกว่า คนคุมสอบ”
“ก็เพราะผมเป็คนต้นเื่ยังไงล่ะครับ”
“หืม ถ้างั้นจงอธิบายมาอย่างละเอียดที”
เอ็ดเวิร์ดก้มลงไปมองโนวมอลที่ยิ้มด้วยสีหน้าสบาย เขามองโนวมอลด้วยสายตาของเขายังเ็าไม่หลงเลื่อในคำพูดของผู้เข้าสอบ
“ด้วยความสัตย์จริง การสอบกลุ่ม A ครั้งนี้ องค์ชายมิลมิเลี่ยน เม มัสเเตง ได้ทำการกระทำผิดตามกฎข้อเเรกที่ห้ามผู้เข้าสอบใช้อาวุธอื่นนอกจากของที่ทางสถาบันเเอสทาเรียจัดเตรียมมาให้ครับ”
“มีหลักฐานอะไรยืนยันความบริสุทธิ์ไหม?”
“หลักฐานคือ เพลิงสีทองที่หลงเหลือยู่ในสนาม มีเพียงซิกม่าวิหคเพลิง์เท่านั้นที่สามารถสร้างเพลิงที่มีอายุนานเเบบนี้ได้ สังเกคเเค่สีของเปลวเพลิงก็รู้เเล้วว่า เป็มรดกของเชื้อพระวงศ์ที่ได้รับสืบทอดจากบรรพบุรุษ”
“เป็อย่างที่เธอว่า เพลิงสีทองเป็สิ่งที่บ่งบอกถึงซิกม่าของเชื้อพระวงศ์เเอสทาเรีย เเต่ฉันไม่เห็นว่ามีอาวุธขององค์ชายเลย”
“อย่าลืมสิครับว่าเรามีพยานคือ ผู้ชม อาจารย์โรจิคที่เป็ผู้คุมสอบ เเละองค์าาผู้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ครั้งนี้”
“มากาลอต?”
เอ็ดเวิร์คที่ได้ยินคำตอบก็หันไปมองทที่มากาลอตที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีหงุดหงิด สายตาของเขาทิ่มเเทงไปยังมากาลอตโดยไม่หวั่นกลัว มากาลอตมองกลับมาหาเขาก่อนจะหันหน้ากลับ เเล้วถอนหายใจยาว
“เฮ้อ ใช่เเล้ว เนื่องจากเอลเดล นอล กระทำผิดในข้อหาิ่ประมาทเชื้อพระวงศ์ จึงต้องได้รับการลงโทษ”
“เเต่นั่นมันไม่เกี่ยวกับการสอบของชั้นไม่ใช่เหรอ? ถ้านายจะลงโทษเขา ก็ควรไปดำเนินการนอกสนามไม่ใช่กับในพื้นที่ของชั้น เราตกลงในที่ประชุมเเล้วไม่ใช่เหรอ ว่านายจะไม่มาการยุ่งเกี่ยวกับสถาบันเเอสทาเรียต่อให้องค์ชายจะมาเรียนที่นี่ก็ตาม”
“ขอโทษด้วยละกัน เอ็ดเวิร์ค เเต่ฉันไม่อาจนิ่งเฉยให้สามัญชนที่ไหนก็ไม่รู้ที่มากล่าวร้ายป้ายสีลูกฉันต่อหน้าสาธารณชนได้หรอก”
“ศาสตราจารย์โรจิคตอบตามความจริงมาว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็ความจริงหรือไม่?"
“ใช่ครับ ผมเป็คนเปลี่ยนกฎเพื่อความสบายใจของฝ่าาเอง ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ครับ ท่านผู้อำนวยการ!”
โรจิคก้มหัวเราขอโทษเอ็ดเวิร์ดอย่างจริงใจ ในขณะที่องค์าาก็หลบหน้าเขา เพราะไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดของตน เอ็ดเวิร์ดที่เห็นดังนั้นจึงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า
“เฮ้อ ฉันเข้าใจสถานการณ์เเล้ว เเต่มีเื่เดียวที่ต้องขอยืนยัน เอลเดล นอลนั่นคือชื่อของเธอใช่ไหม”
“ใช่ครับ”
“ชั้นจะปล่อยผ่านเื่ที่องค์ชายทำผิดกฎ เเละถือว่าการสอบนี้ดำเนินไปอย่างความยุติธรรม คราวหน้าอย่าให้เกิดขึ้นอีก”
“เข้าใจเเล้วครับ!”
สายตาของเอ็ดเวิร์ดเเสดงถึงความจริงจัง เขาคงคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เื่ถูกต้อง เเต่เพื่อรับผิดชอบในฐานะผู้อำนวยการ เเละรักษาภาพลักษณ์ของเชื้อพระวงศ์ เขาเลยเป็คนเสนอหน้ารับความผิดเอง
“การสอบในครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เรายังคงย้ำคำเดิมว่าห้ามใช้อาวุธส่วนตัวอย่างเด็ดขาด นี่คือกฎที่จะไม่มีวันเปลี่ยนเเปลงจนกว่าจะได้รับการยินยอมจากผู้อำนวยการ!”
(ในฐานะเพื่อนเก่า ฉันจะเว้นโทษให้เเก่ลูกชายเเค่ครั้งนี้เท่านั้น เเต่ถ้ามีอีกชั้นจะเเบนเขาออกจากสถาบันเเน่ มากาลอต)
(ฉันขอสัญญาว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้อีก ขอโทษนะ เอ็ดเวิร์ด)
เอ็ดเวิร์ดะโให้ผู้ชมได้ยิน เเละให้คำสัญญาเเก่พวกเขา ก่อนที่เขาจะชำเลืองตามามองที่มากาลอต เเละส่งโทรจิตไม่ให้คนอื่นได้ยิน เพื่อที่จะปรับความเข้าใจกันในอนาคต
“เเละต้องขออภัยผู้เข้าสอบที่เหลือด้วย เนื่องจากสนามสอบของอารน่าเสียหายเป็อย่างหนัก สถาบันจำเป็้าเวลาในการออกการซ่อมเเซมสนามให้กลับมาเป็ปรกติ ดังนั้นจะทำการเลื่อนสอบอีก 3 กลุ่มที่เหลือไปไว้ในวันพรุ่งนี้เเทน ต้องขออภัยด้วย เเละสุดท้ายศาสตราจารย์โรจิค!”
“ครับท่านผู้อำนวยการ!”
“นายไปจัดการเตรียมเสื้อให้เอลเดล นอลใส่ซะ เราจะปล่อยให้ king มีสภาพอันน่าเกลียดเเบบนั้นไม่ได้เป็อันขาด!”
“เข้าใจเเล้วครับ ผมจะดำเนินการให้เร็วที่สุดครับ!”
“ถ้าเช่นงั้น วันที่เลิกการสอบได้!”
เอ็ดเวิร์ดได้ชี้เเจง เเละเลื่อนการสอบอย่างกะทันหันจนผู้ชมที่อยู่บนที่นั่งต่างทำตัวไม่ถูก หลังจากที่เขาพูดเสร็จก็ได้เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว โดยที่มีองค์าา เเละองครักษ์ที่ตามหลังออกตามหลังเขา
สนามสอบที่ถูกปิดใช้งาน ขุนนาง เเละผู้ชมที่มไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม พวกเขาจึงทยอยออกจากอารีน่าไปเรื่อยๆ ผู้เข้าสอบที่ไร้จุดหมายจึงพากันกลับ เเละรอวันที่จะมาสอบพรุ่งนี้เเทน
--
บนทางเดินโถงในตึกเรียนของสถาบันเเอสทาเรีย มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินอยู่อย่างช้าๆ เธอมีผมสีชมพูพลาเทลโดดเด่นไม่เหมือนใคร เธอจ้องมองป้ายที่เเขวนตามทางเดินไปเรื่อยๆ จนหยุดอยู่ที่โรงอาหาร เธอเเอบส่องผ่านช่องประตู เเละพบกับชายคนหนึ่งกำลังดื่มนมอยู่บนโต๊ะที่คุ้นเคย เเละยิ้มออกมาอย่างชื่นอกชื่นใจ เธอที่เห็นดังนั้นกลั้นหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปหาเขา
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ คุณโนวมอล”
“หืม ลิเลียเองเหรอ? ชั้นนึกว่าเธอจะกลับบ้านไปเเล้วซะอีก”
“คุณลืมไปเเล้วเหรอคะ ว่าชั้นต้องเลี้ยงข้าวเย็นเพื่อเป็การสอบเเทน”
“อ่อ โทษทีๆ พอดีนมสดเเก้วนี้ที่ศาสตราจารย์ซื้อให้มันอร่อยมากน่ะ จนลืมนึกถึงข้าวเย็นไปเลย ฮ่าๆ”
“คิกๆๆ ~”
โนวมอลชูเเก้วนมสดที่ได้มาให้ลิเลียดู เเละดื่มต่อด้วยสีหน้าที่มีความสุขเช่นเดิม ลิเลียที่เห็นดังนั้นจึงหลุดขำ จนโนวมอลต้องประหลาดใจ
“มีอะไรน่าขำ?”
“ขอโทษด้วยค่ะ พอเห็นสีหน้าคุณหลังจากที่ดื่มนมสดเเล้ว มันก็ไม่ค่อยเข้ากับคุณเลย”
“มันตลกขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ประมาณหนึ่งค่ะ”
“เหรอ…”
(คนนี้มีมุมน่ารักเเบบนี้ด้วยเหรอเเหะ~)
โนวมอลจับคางพยายามนึกว่าเขาหน้าตาทุเรศเเบบเขาต้องทำหน้ายังให้คนขำได้ เเต่โนวมอลคงไม่รู้ตัว เพราะว่าลิเลียไม่ได้ตลกหน้าของเขาตอนดื่มนมสดอยู่ ที่สำคัญเขายังคงดื่มนมสดต่อเเม้ว่าตัวเองจะจับคางอยู่ก็ตาม
“ช่างมันเถอะ ชั้นมีเื่ที่อยากถามเธอมากกว่า”
“มีเื่อะไรเหรอคะ?”
“เธอได้ดูตอนฉันสอบไหม?”
“เเน่นอนว่าได้ดูสิคะ”
“ถ้างั้นทำไมยังเข้าหาฉันอีก ไม่กลัวเหรอ? รู้ไหมว่าคนอื่นตามมองฉันด้วยสายตายังไง?”
โนวมอลวางเเก้วนมสดไว้บนโต๊ะ เเละพูดกับลิเลียด้วยเสียงนิ่ง มันเป็เื่ที่ผิดปรกติ ตัวเขาที่ไล่เก็บผู้เข้าสอบอย่างโหดร้าย เเถมยังย่ำยีศักดิ์ศรีผู้ต่อสู้อีก ภาพลักษณ์ของเขาเเย่ยิ่งกว่าขยะเสียอีก
“ฉันไม่มองคนจากภายนอกหรอกค่ะ ถึงเเม้ว่าคุณจะทำตัวรุนเเรงจนใครต่างหวาดกลัว เเต่คุณก็ต้องทำเพราะไม่มีทางเลือกนี่คะ อีกอย่างคุณน่าสงสารมากกว่าที่โดนโกงเเต่ไม่มีใครเห็นใจคุณเลย!”
โนวมอลที่ได้ยินคำตอบของลิเลียเขาก็หน้าค้างไปสักพัก ก่อนที่จะอมยิ้ม เเละดื่มนมสดต่อไป เขาจ้องทางลิเลีย เเละหัวเราะชอบใจออกมา
“ฮ่าๆๆ เธอนี่ใจดีจังนะ ฟังเเล้วรู้สึกขนลุกเลย”
“มันไม่ใช่เื่น่าตลกนะคะ”
“ก็นะ ฉันที่เป็สามัญชนพอไปล่วงเกินเชื้อพระวงศ์ที่โดนปลูกฝังให้ผู้คนเคารพมาอย่างยาวนาน พวกเขาก็จะมองฉันเป็เเค่คนทรยศชาติเท่านั้นเเหละ”
“คุณไม่เ็ปบ้างเหรอคะ? ทำไมคุณถึงทำลงไปทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะโดนอะไร?”
“ถ้าเกิดเราไม่ทำตอนนี้ มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนเเปลงหรอก”
ในขณะที่โนวมอลกำลังสาธยายถึงการกระทำของเขาอย่างไม่เต็มใจ ลิเลียก็จ้องมองเขา เเละอมยิ้มเล็กน้อย จนเขาที่เห็นก็ประหลาดใจอีกครั้ง
“หืม เธอจะลองเอาเเบบฉัน เเละไปตบหน้าองค์ชายดูก็ได้ รับประกันได้เจอของใหม่เเน่นอน”
“อย่าเลยดีกว่าค่ะ ฉันไม่ได้อยากจะทะเลาะกับคนอื่น อีกอย่างไม่มีเหตุผลให้ไปตบองค์ชายเลย”
“เเค่ล้อเล่นน่ะ อยากเตือนว่าเธอว่า อย่ามาเป็เเกะดำเเบบฉันเลย”
โนวมอลรู้ตัวดีว่าต่อให้เขาถูกสังคมมองเเบบไหนตอนนี้ สำหรับเขาที่อยู่ยุคที่มีระบอบการปกครองเเบบขุนนาง เขาคงถูกหมายหัวเป็ตัวน่ารังเกียจในสังคมเป็ที่เรียบร้อย
“ฉันมีอีกเื่หนึ่งจะบอก ฉันคงให้เธอเลี้ยงข้าวเย็นไม่ได้เเล้วล่ะ”
“เอ๋! ทำไมเหรอคะ!?”
“เพราะว่าชั้นดันไปทำสัญญาเป็คนรับใช้กับคุณหนูคนหนึ่งเรียบร้อยเเล้ว จึงโดนสั่งไว้ว่าเย็นนี้ต้องกลับไปพร้อมเธอด้วยสิ”
“ถ้าเเบบนั้น ชั้นก็อดตอบเเทนคุณสิคะ!”
“เป็วันอื่นไม่ได้เหรอ? เเค่เลี้ยงข้าวเอง”
“เเต่ถ้าไม่ตอบเเทนตอนคุณสอบผ่าน มันก็เป็เเค่การเลี้ยงข้าวธรรมดาสิคะ!”
“เธอใส่ใจเื่ความรู้สึกด้วยเหรอเนี่ย?”
“ใช่ค่ะ!”
ลิเลียฉุนเฉียว เเละอมเเก้มป่องใส่โนวมอล โนวมอลที่เห็นดังนั้นจึงรู้สึกว่าตัวเองผิด เเละพยายามหาข้ออ้างบางอย่างที่คิดว่าจะช่วยเขาผ่านสถานการณ์นี้ได้ จนผมสังเกตเห็นเเว่นตาของเธอ
“เเบบนี้ฉันก็เเย่สิ เอาเป็ตอบเเทนเื่อื่นไห้ไหม?”
“เื่อื่น?”
“เธอเคยพูดว่า ถ้าเป็ไปได้อยากคุยกับคนจากตัวตนที่เเท้จริงโดยที่ไม่สวมหน้ากาก ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ หรือว่า…”
“ใช่เเล้ส ถ้าเป็ไปได้เธอช่วยถอดเเว่นตาคุยกับชั้นหน่อยได้ไหม พอมองหน้าเธอทีไร ชั้นก็ไม่รู้เลยว่าเธอคิดอะไรอยู่ พอดีฉันไม่ค่อยชอบคุยกับคนทที่ไม่เปิดเผยหน้าน่ะ”
โนวมอลชี้ตรงไปยังเเว่นตาของลิเลีย เเละพยายามย้อนคำพูดของเธอ เพื่อที่จะทำให้มีมูลเหตุมากพอที่จะเป็สิ่งชดเชยเเทนการเลี้ยงข้าวเย็น
“นั่นสินะคะ ชั้นเองก็เคยบอกไว้ ว่าไม่ชอบคนที่สวมหน้ากากเข้าหาคนอื่น เเต่ตัวเองก็เป็คนอย่างงั้นเอง คุณคงจะอึกอัดไม่ใช่น้อยเลย”
“ถ้าเธอเข้าใจก็ดีเเล้ว เเต่ถ้าเธอไม่ชอบก็ไม่ได้ทำก็ได้นะ เดี๋ยวฉันเปลี่ยนเป็คำขออื่นก็ได้”
“ไม่เป็ไรค่ะ ยังไงก็เป็คำขอจากเพื่อน เเต่ว่าฉันมีข้อเเม้หนึ่งข้อนะคะ”
“หืม ข้อเเม้อะไรล่ะ?”
ลิเลียหยุดนิ่งไปสักพัก เธอจับเเว่นตาของเธอด้วยความเกร็ง ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าออก เเละพูดกับโนวมอลด้วยเสียงหนักเเน่น
“ได้โปรดอย่าตกหลุมรักชั้นนะคะ”
โนวมอลที่ได้ยินลิเลียพูดออกมาจริงจัง เขาก็ช็อกไปสักพัก ก่อนที่ปากของเขาจะสั่น เเละหลุดขำออกมา จนลิเลียที่เห็นต้องประหลาดใจ
“ฮ่าๆๆ เธอจะบ้าเหรอ? ใครมันจะไปตกหลุมรักเเรกพบกับยัยเฉิ่มเเบบเธอกัน ลิเลียชั้นก็พอเข้าใจนะว่า เธออาจจะซ่อนรูปเพื่อหนีจากคนที่ตีหน้าเเสร้งเข้าหาเธอ เเต่สบายใจได้ ชั้นจะไม่คิดกับเธอเกินเลยหรอก ก็เพราะชั้นยังไม่สนเื่รักใคร่น่ะสิ เพราะต่อให้ยัยเฉิ่มอย่างเธอเผยหน้าตาสุดน่ารักออกมา ชั้นก็ไม่หัวใจเต้น ตึก ตึก เหมือนในนิยายรักหวานเเหววหรอกนะ~”
โนวมอลหัวเราะกับคำพูดของลิเลียจนเจ็บท้อง ลิเลียที่เห็นดังนั้นจากที่เธอต้องทำใจในการถอดเเว่นตากลับกลายเป็เเก้มป่องโกรธโนวมอลเเทนซะงั้น
“ช่วยไม่ได้ ถ้าคุณท้าทาย-”
“เอลเดล นอล!”
ในขณะที่ลิเลียกำลังจะเลื่อนเเว่นตาของเธอลงจากหู เสียงผู้หญิงปริศนาคนหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงะโอันเเสนเ็าทำให้โนวมอลที่อยู่ตรงหน้าเธอเเสดงสีหน้าซีดขาวเมื่อได้เห็นที่มาของเสียงที่เขารู้จัก เชอร์เบชกำลังเดินตรงมาหาโนวมอลด้วยสีหน้าที่เยือกเย็นราวกับน้ำเเข็ง
“คุณหนู!”
“คุณหนูเเคสโตเวีย!”
“ฉันบอกเเล้วไม่ใช่เหรอ ว่าหลังเลิกสอบ ให้มาหาชั้นเพื่อจะได้กลับไปเเนะนำตัวให้ที่บ้านรับรู้”
“ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ครับ คุณหนู พอดีผมนัดเพื่อนของผม ไว้ว่าจะคุยกันหลังเลิกเรียน ซึ่งเคยตกลงไว้ก่อนที่จะทำสัญญากับคุณหนู จึงต้องมาตามนัดก่อนครับ ใช่ไหม ลิเลีย!”
“เธอชื่อเพื่อนของหมอนี่เหรอ?”
“ใช่ค่ะ ชั้นชื่อ มิธ ลิเลีย เป็เพื่อนของคุณโนวมอลเองค่ะ!”
“หืม เเล้วทำไมเป็เพื่อนกันถึงเรียกเขาว่าคุณล่ะ? เเล้วก็โนวมอล?”
“เพราะยังรู้จักกันไม่นาน ชั้นจึงไม่ชินกับการเรียกชื่อจริง เลยเรียกชื่อเล่นเเทนค่ะ…”
“ถ้างั้นเื่ที่หมอนี่ นัดเธอไว้เป็ความจริง ใช่ไหม?”
โนวมอลจ้องไปทางลิเลีย เเละยกมือไหว้ขอความช่วยเหลือจากเธอ ลิเลียที่ยังไม่หายโกรธ จึงยิ้มหวานให้กับเขา เเละตอบเชอร์เบชอย่างร่าเริง
“ไม่เป็ความจริงเลยค่ะ คุณโนวมอลก็เเค่สร้างเื่ขึ้นมาให้ตัวเองดูดีเท่านั้น ความจริงเขาเเอบมากินดื่มนมสดคนเดียว เเละฉันเข้ามาเจอเลยคุยกันนิดหน่อยค่ะ~”
“เดี๋ยวสิ เื่กินนมสดมันเป็หน้าที่หลักป่ะ เเต่…ฉันก็ลืมนัดจริงเเหละ!”
“เเก้วนมสดก็อยู่บนโต๊ะ ปากนายก็โกหก สงสัยเดือนนี้ฉันคงต้องหักค่าจ้างนายลงเหลือ 50% เป็บทลงโทษเเล้วล่ะ”
“เดี๋ยวก่อนสิครับคุณหนู เเบบนี้มันจะโหดร้ายเกินไปไหม!?”
“ถ้าไม่อยากโดนลดลงเหลือ 30% ก็รีบไปได้เเล้ว”
“รับทราบครับ!!!”
โนวมอลที่ตกอยู่ในสภาวะไร้ทางสู้จึงรีบลุกออกจากเก้าอี้เข้าไปใกล้เชอร์เบชที่ยื่นมองอยู่ เชอร์เบชที่เห็นว่าโนวมอลยอมฟังความ จึงเหลือบตาไปมองที่ลิเลีย เเละขอบคุณเธอ
“วันนี้ชั้นขอยืมตัวเพื่อนของเธอไปก่อนนะ”
“ด้วยความยินดีค่ะ”
“ไว้เจอกันนะ ลิเลีย”
“นายไม่ต้องพูด มองตรงไปด้านหน้าเท่านั้น ไม่งั้นฉันหักนายเหลือ 10%”
“นั่นสิครับคุณหนู! รีบกลับบ้านกันเถอะครับ!”
โนวมอลที่ได้ยินคำสั่งปะาของก็เหงื่อตก เเละเลือกที่จะไม่หันหัวกลับไปอีก เขามองตรงไปด้านหน้า เเละเดินตามหลังเชอร์เบชไปอย่างน่าเวทนา
(คุณจะมั่นใจได้เหรอคะ ว่าจะไม่ตกหลุมรักชั้นได้จริงๆ)
เชอร์เบชที่กำลังเดินอยู่ เธอก็หันหน้าเพราะสัญชาตญาณของผู้หญิง เธอได้พบกับลิเลียที่ถอดเเว่นออก เเล้ววางไว้บนตักของเธอ เชอร์เบชที่เห็นหน้าตาที่ซ่อนอยู่ใต้เเว่นของเธอ ถึงกับพูดอะไรไม่ถูก เธอได้เเต่จ้องเด็กสาวคนนั้นที่มองตรงมาทางเธอ เเละโนวมอล
(โอ๊ะ อย่าบอกเขานะคะ)
ลิเลียที่เห็นเชอร์เบชมองมาพอดี เธอก็ใเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ เเละนำนิ้วชี้ขวามาเเนบริมสีปากอมชมพูของเธอ ลิเลียไม่ได้พูดออกมาเพราะจะทำให้โนวมอลรู้ เธอเลยคิดในใจ เเละส่งสัญญาณให้เชอร์เบชปกปิดเป็ความลับไว้
“นายกับเธอเป็เเฟนกันเหรอ?”
“ไม่มีทางหรอกครับ ผมไม่ได้หลงรักยัยเฉิ่มนั่นสักหน่อย”
“ดีเเล้ว ถ้าเธออยู่กับนายจะเสียของเปล่า”
“เอ๊ะ คุณหนูกำลังจะสื่อถึงอะไรครับ?”
“เดินต่อไปห้ามหันหน้ามามองฉัน ไม่งั้นหักเหลือ 5%”
“ครับคุณหนู!”
เชอร์เบชใช้มือผลักโนวมอลให้เดินนำโดยสั่งไม่ให้หันหลังกลับมามอง โนวมอลได้เเต่ถอนหายใจ เเละเเสร้งทำร่าเริงเพื่อหลบความสิ้นหวัง เชอร์เบชมองลิเลียอีกครั้ง ซึ่งเธอก็ได้ยินสดใสบอกมือลา เชอร์เบชขนลุกจนเธอไม่อาจสลักภาพของลิเลียออกจากหัวได้
(ดันเจอกับคู่เเข่งที่น่ากลัวเเล้วสิ)
---