บทที่ 3 ยานที่มาสาย (รีไรต์)
พลังจิตของกู้ตั๋วแผ่ออกมาเหมือนขนนกนับไม่ถ้วน ค่อย ๆ รองรับร่างของลู่จินกู้ที่กำลังร่วงหล่นได้อย่างนุ่มนวล
ลู่จินกู้ร่วงลงสู่พื้นอย่างแ่เบา ส่วนกู้ตั๋วก็ค่อย ๆ ย่อเข่าลงเล็กน้อย เพื่อผ่อนแรงกระแทกจากการลงสู่พื้น เขาหันมามองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเฉยชาว่า
“อ่อนแอจริง ๆ”
เมื่อกี้เขาดูถูกเธองั้นเหรอ? ต้องใช่แน่ ๆ
“ขอบคุณที่เตือนนะ”
กู้ตั๋วใช้ดาบทิ่มกลับเข้าไป ช่องเล็ก ๆ ก็ถูกปิดลงอีกครั้ง ข้างในมืดสนิททันที
ความมืดทำให้เธอหวนคิดถึงตอนที่เกิดถ้ำถล่ม ความเ็ปจากการหายใจไม่ออกก็ทับถมมาเป็ชั้น ๆ เธอเกร็งตัวขึ้นกะทันหันจนขยับไม่ได้
กู้ตั๋วที่กำลังเงี่ยหูฟังอยู่ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นมาในทันที พลังจิตแผ่ปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่โดยรอบ ทำให้แม้ในความมืดมิด เขาสามารถรับรู้ตำแหน่งของลู่จินกู้ได้อย่างแม่นยำ
“หายใจสิ!” ลู่จินกู้รู้สึกเจ็บแปลบที่แขน แม้วิธีการจะไม่นุ่มนวลนัก แต่ก็ช่วยให้หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความทรงจำอันเลวร้ายได้
กล้ามเนื้อยังคงหดเกร็ง แต่อย่างน้อย เธอก็สามารถหายใจได้ตามปกติแล้ว เธอถอนหายใจเบา ๆ
“ขอบคุณนะ ฉัน... กลัวความมืด” แม้มีหลายพันคำ แต่สุดท้ายก็กลั่นออกมาได้เพียงสามคำนี้
เธอรู้ดีว่าในความมืดมิดเช่นนี้ สีหน้าของกู้ตั๋วจะต้องเต็มไปด้วยความรังเกียจ ลู่จินกู้ได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่น
ไม่ใช่ว่าเธออยากแสดงความอ่อนแอออกมา แต่เพียงเพราะภายในหนึ่งวัน เกิดเื่ราวมากมายจนเกินไป และเมื่ออยู่ในความมืดมิด มนุษย์มักจะอ่อนแอเป็พิเศษ เธอจึงควบคุมตัวเองไม่ได้
ร่างกายของเธอขยับเข้าใกล้กู้ตั๋วโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่อยากแสดงท่าทีพึ่งพาเขาจนเกินไป จึงฝืนใจหยุดตัวเองไว้เพียงสองก้าว ทันใดนั้นเองภายในความมืดมิดก็มีแสงสว่างเกิดขึ้น
แสงจาง ๆ ที่แฝงไปด้วยไอเย็น แต่ก็เพียงพอที่จะส่องสว่างบริเวณรอบตัว ทำให้จิตใจที่ตึงเครียดของเธอผ่อนคลายลงมาก
“เมื่อพายุอนุภาคผ่านไปแล้ว เราค่อยออกไป” แม้น้ำเสียงจะเ็าดั่งน้ำแข็ง แต่จิตใจที่วุ่นวายของลู่จินกู้กลับสงบลงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เธอจึงตอบกลับอย่างแ่เบาว่า
“ขอบคุณ” แล้วนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสนใจ ก้อนแสงนั่น
เธอรู้สึกได้เลือนรางว่า นี่คือพลังจิตที่แปรเปลี่ยนเป็รูปร่าง จากความรู้อันน้อยนิดของร่างเดิม ทำให้เข้าใจอะไรได้อย่างหนึ่ง นั่นคือ… คนที่ทำแบบนี้ได้ ล้วนเป็คนที่มีพร์จากบรรดายอดฝีมือทั้งหลาย
อย่างนี้… เธอไปช่วยใครมาเนี่ย!? สายตาของเธอจับจ้องไปที่ร่างของเขา แม้จะาเ็สาหัส แต่เขาก็ยังคงยืนด้วยท่าทางสง่างาม เหมือนกับดาบคมเล่มหนึ่ง
แววตาเ็าที่ส่องประกายในดวงตาของเขา ยิ่งขับเน้นให้ดวงตานั้นดูลึกลับหาที่เปรียบไม่ได้ หากมองนานกว่านี้ เกรงว่าแม้แต่จิติญญาก็อาจถูกดูดกลืนเข้าไป
ลู่จินกู้มองจนนิ่งค้างไป กระทั่งอีกฝ่ายหันมามอง เธอจึงได้สติรีบหลบสายตา รู้สึกตัวว่าเผลอมองอีกฝ่ายนานเกินไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนกู้ตั๋วจะไม่ได้สังเกตเห็น เพียงพูดอย่างใจเย็นว่า
“พายุอนุภาคน่าจะผ่านไปแล้ว เราขึ้นไปกันเถอะ”
“อะ... อือ” ดาบเล่มนั้นถูกนำออกมาเปิดรอยแยก้าออกอีกครั้ง กู้ตั๋วเอ่ยถามราวกับไม่ได้ตั้งใจ
“ก่อนหน้านี้ เธอหลบพายุอนุภาคได้ยังไง” เธอค้นหาภาพความทรงจำในหัวอย่างรวดเร็ว
“ฉันเจอ…เจอทางเข้าเหมือง รูปทรงของมันน่าจะกันพายุได้”
“สิ่งปลูกสร้างของเธอน่าจะโดนพายุทรายทำลายไปแล้ว ไว้ค่อยบอกตำแหน่งเหมืองก็แล้วกัน”
ทันใดนั้นเอวของเธอก็ถูกโอบรัด เธอจึงคว้าไหล่เขาไว้โดยอัตโนมัติ ปลายนิ้วััเข้ากับเส้นผมที่นุ่มลื่น กลิ่นหอมเย็น ๆ ลอยแตะจมูก ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ในชีวิตเธอไม่เคยใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามแบบนี้มาก่อน
ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดหายวับไปในเสี้ยววินาที ความรู้สึกเหมือนลอยขึ้นจากพื้นดินอย่างกะทันหัน ทำให้เธอร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
เพียงชั่วพริบตา เท้าทั้งสองข้างก็กลับมาเหยียบอยู่บนพื้นดินที่แข็งแรงอีกครั้ง ฝุ่นผงเบื้องหน้าราวกับถูกแรงมหาศาลฉุดดึง ให้จมลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว บริเวณนั้นกลับคืนสู่สภาพเดิม สวยงามราวกับแดน์
กู้ตั๋วมองเห็นก็ตกตะลึง นี่เป็ครั้งแรกที่ลู่จินกู้มองเห็นคำว่า ‘พูดอะไรไม่ออก’ ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา จนเธอเกือบจะหลุดขำออกมา แต่ด้วยมารยาทที่ควรมี เธอจึงหันหน้าไปด้านข้างเพื่อปกปิดรอยยิ้ม
ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในพาราไดซ์แห่งนี้ อากาศบริสุทธิ์พัดผ่านเข้ามา ทำให้เธอรู้สึกเบิกบานใจ ดูเหมือนว่าพายุอนุภาคที่น่าหวาดกลัวนั้น ไม่สามารถทำอันตรายใด ๆ ต่อที่แห่งนี้ได้
สำหรับลู่จินกู้นี่ถือเป็ข่าวดีมาก หมายความว่าตราบใดที่เธอสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างพื้นฐานได้ ชีวิตของเธอก็ไม่จำเป็ต้องกังวลอะไรไปอีกสักพัก
พื้นที่ของพาราไดซ์ระดับศูนย์นั้นไม่กว้างนัก แต่การเพาะปลูกที่นี่ก็เพียงพอแล้ว...
จู่ ๆ มีเสียงดังขึ้นคล้ายบางอย่างกระแทกพื้น ทำลายแผนที่ลู่จินกู้กำลังคิด เมื่อเธอหันกลับไปก็พบว่า กู้ตั๋วกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นใบหน้าเขาซีดขาวผิดปกติ ทั้งตัวสั่นเทิ้มดูเหมือนกำลังทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก
“คุณเป็อะไรไป?” เธอวิ่งไปหาแต่กลับหยุดกะทันหัน เมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น นั่นคือสายตาแห่งความคลุ้มคลั่ง ไม่มีความรู้สึกของมนุษย์แม้แต่น้อย
ความรู้สึกราวกับจู่ ๆ ก็ถูกงูพิษจับตามอง สิ่งนี้ทำให้เธอไม่กล้าขยับตัวเลยสักนิด กลัวเหลือเกินว่า แค่การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เธอก็อาจจะถูกฉีกเป็ชิ้น ๆ ได้
บนใบหน้าของกู้ตั๋วปรากฏความขัดแย้งอย่างรุนแรง ดวงตาของเขากลับมาเหมือนอย่างคนปกติ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“พยุงฉันเข้าไป” ลู่จินกู้รีบตรงเข้าไปหา ก่อนที่เขาจะกลับไปคลุ้มคลั่งอีกครั้ง เธอรีบพยุงเขาเข้าไปในเขตพาราไดซ์ พอเข้ามากู้ตั๋วก็นั่งลงบนพื้นและเข้าสู่สมาธิทันที
ลู่จินกู้คอยเฝ้าสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง พบว่าแม้ใบหน้าของเขาจะซีดเซียวราวกับกระดาษ แต่ก็ไม่แสดงความเ็ปออกมาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะคลุ้มคลั่งอีก เธอจึงค่อยวางใจลงได้
่เวลานี้ เธอเดินไปยังตำแหน่งที่เลือกไว้ และตัดสินใจสร้างพื้นที่เพาะปลูกผ่านระบบพาราไดซ์ ทันทีที่สร้างความรู้สึกว่าถูกดึงพลังจิตออกจากร่างก็กลับมาอีกครั้ง สมองว่างเปล่า เธอล้มลงบนพื้นอย่างแรง ร่างกายนี้… ไม่แปลกเลยที่ถูกเรียกว่า ‘ขยะ’
โชคดีที่ครั้งนี้เธอไม่ได้สลบไปทันที เพียงแต่สมองมึนงง และยังขยับไม่ได้ชั่วขณะ
ใน่เวลาที่ลู่จินกู้รู้สึกสะลึมสะลืออยู่นั้น เธอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวอยู่ในอากาศ เหนือเมฆฝุ่นที่เกิดขึ้นจากพายุอนุภาค มีพาหนะขนาดเล็กกำลังค่อย ๆ ลดระดับลง
สายตาของลู่จินกู้หรี่ลง เธอจำพาหนะนี้ได้ ตระกูลลู่แสดงละครต่อหน้าลู่เหนี่ยนเจิ้นอย่างเต็มที่ ทุกสามเดือนจะมีการส่งสิ่งของคุณภาพต่ำมาให้เธอที่ดาวนี้
เมื่อวานนี้เป็วันที่มีการส่งของ ดังนั้นเธอจึงมาอยู่ที่นี่ ทว่า... ยาน กลับไม่มา เธอไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขั้นคิดว่า ตระกูลลู่เพียงแค่มาสาย
ยานลำเล็กลงจอดอย่างแ่เบา ประตูห้องโดยสารค่อย ๆ เปิดออก เธอกำหมัดแน่น รู้สึกได้ถึงร่างกายที่ตึงเครียดโดยอัตโนมัติ แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ได้แต่มองดูชายสองคนเดินออกมา
คนแรกที่เดินนำหน้า ชายร่างสูงมาก มองเผิน ๆ เหมือนลิงกอริลลาผสมกับมนุษย์ไม่มีผิด ส่วนคนที่เดินตามหลังมา มือก็กำลังขยับปืนเลเซอร์ในมือไปมา ดวงตาเฉี่ยวคม ทำให้ใบหน้าดูโเี้
“เวรเอ๊ย! พี่ใหญ่ พวกเรามาผิดที่รึเปล่าวะ” ชายชายร่างสูงเบิกตา กว้างจ้องมองต้นไม้ั์ตรงหน้า ส่วนเ้าของดวงตาเฉี่ยวคม เพิ่งหันกลับมาหลังจากตรวจสอบแคปซูลหนีภัยของกู้ตั๋ว
เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะใ แต่เขาควบคุมตัวเองได้ดีกว่า สายตาเพียงแต่หยุดอยู่ที่ต้นไม้ั์เพียงครู่เดียว ก่อนจะหันไปสำรวจบริเวณโดยรอบ
“ถามไปด่าฉันไป สมองของนายโดนสัตว์ประหลาดกัดกินหมดแล้วเหรอ? เส้นทางการบินถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่มีทางเบี่ยงเบนไปไหนได้”
เขาจ้องตรงมาสบเข้ากับสายตาของเธอพอดี ความ้าฆ่ากระจ่างในสายตา เขาสองคนไม่ประสงค์ดีจริง ๆ คนที่มีตาเฉี่ยวคมดึงชายร่างสูงของชายอีกคน แล้วชี้มาที่เธอ
วินาทีต่อมา พวกเขาสองคนก็เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม…