การเดินทางที่เพิ่งเริ่มต้น
ซ่งตงหยางยืนมองหลิงฉีสำรวจศพที่ถูกฆ่าตายเกลื่อนห้องใต้ดินด้วยแววตาเ็า เวลาผ่านไปศพเ่าั้เริ่มขึ้นอืดจนตัวบวม มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหลเยิ้ม ทั้งยังมีกลิ่นเหม็นเน่าโชยคลุ้ง เมื่อได้เห็นผลงานที่ถูกทิ้งไว้หยามหน้า ในแววตาของเขามีเงาของความแค้นเต้นระริก เขาขยับเท้าเดินข้ามศพแต่ละศพอย่างไม่รู้สึกรู้สา คนพวกนี้ก็แค่อันธพาลที่ถูกจ้างมาใส่ชุดผู้คุ้มกัน หว่านเงินให้มากขึ้นหน่อย ก็ยอมมาเป็นักแสดงประกอบฉากถึงที่นี่แล้ว
ตายเพราะความโลภ จะโทษใครได้!
หลังเปลี่ยนการเครื่องแต่งกาย ทรงผม และเสื้อผ้าก็ทำให้ซ่งตงหยางหล่อเหลาสะดุดตามากกว่าเดิม ทว่ากลิ่นไอที่แผ่ออกมาราวกับเทพแห่งความตาย ทุกก้าวที่เขาเดินข้ามศพไม่ต่างจากยมทูตมาเก็บดวงิญญาเลยสักนิด ในใจของเขาไร้ความรู้สึกผิดที่พาคนเหล่านี้มาตาย เขาคิดว่าหากไม่เพราะบิดาที่เอาแต่ลุ่มหลงสตรี จนส่งมารดาไปสู่ความตายมีหรือเขาจะมายืนในจุดนี้ได้ ความโเี้อมหิตนี้ซ่งซือฉีคือผู้บ่มเพาะให้เขาเองกับมือ
พลันซ่งตงหยางก็นึกถึงเื่ในอดีต หลังชินอ๋องรับเขามาเลี้ยงดู วันหนึ่งเขาก็ถูกส่งลงไปในอุโมงค์มืด คนของชินอ๋องโยนโคมไฟส่องทางมาให้อันหนึ่ง และปิดประตูขังเขาไว้ในนั้น เขารู้สึกโดดเดี่ยวและหวาดกลัว ในอุโมงค์มืดนั้นเขาต้องเผชิญหน้ากับเด็กชายคนหนึ่ง เด็กคนนั้นร่างกายพิการ เขามีแขนเพียงข้างเดียวที่ใช้การได้ ส่วนแขนอีกข้างกุดด้วนเหลือเพียงท่อนเดียว และหลังของเด็กคนนั้นงองุ้ม มีกระดูกงอกขึ้นคล้ายอสูรกาย
ในฐานะที่ซ่งตงหยางถูกเก็บมาเลี้ยงเพื่อใช้งาน จึงต้องถูกทดสอบความอำมหิตในตัวเสียก่อน แม้ชินอ๋องไม่ได้สั่งเป็คำพูด แต่เขาเดาได้ว่าเขาถูกส่งมาทำงานชิ้นแรก หากทำไม่ได้เป็เขาเองที่จะต้องตายอย่างอนาถ ซ่งตงหยางถูกขังรวมกับครึ่งคนครึ่งอสูรกาย เด็กคนนั้นกำลังหิวโหยถึงขั้นกัดทึ้งเนื้อบนร่างกายตนเองกินเพื่อปะทังชีวิต ทั่วร่างกายมีแผลาแ บางแผลเน่าจนเนื้อมีสีดำคล้ำ ส่งกลิ่นเหม็นมาก ซ่งตงหยางได้แต่พะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียน
ต่อมาซ่งตงหยางนึกขึ้นได้ว่า หากเขามัวแต่อ่อนแอ ปล่อยให้ความสงสารเข้าครอบงำ ชะตากรรมของเขาคงไม่ต่างจากเด็กคนนั้น เขายังมีความแค้นต้องสะสางให้มารดา เปิดโปงหน้ากากหญิงแพศยากับ ชายที่ไร้คุณธรรม ทั้งต้องกำจัดลูกผีลูกมารคนนั้น ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาต้องออกไปให้ได้
ตอนนั้นซ่งตงหยางคว้าหินมาได้ก้อนหนึ่ง เขาถือมันไว้ถึงสามชั่วยาม ดวงตาเหม่อมองไปที่ร่างผอมโกรกด้วยความชั่งใจ ในขณะที่มือสั่นระริกด้วยความกลัว ต่อมาเด็กคนนั้นเหมือนรู้ว่ามีคนเพิ่มมาหนึ่งคน เขาพยายามยื่นมือควานหาเหมือนมองไม่เห็น ซ่งตงหยางนึกขึ้นได้ว่าผู้ที่ถูกขังในที่มืด ไม่พบเจอแสงเป็เวลานานดวงตาจะมืดบอด
แม้เด็กคนนั้นตาบอดก็จริง แต่ประสาทหูกลับไวยิ่ง เพียงได้ยินเสียงซ่งตงหยางขยับตัว เด็กคนนั้นก็พุ่งเข้ามากัดที่แขนของเขา หากซ่งตงหยางไม่ตัดสินใจ ก็อาจเป็เขาที่จะกลายเป็อาหารของเด็กคนนั้นแทน ดังนั้นเขาจึงใช้ความเจ็บข่มความกลัว คว้าคอเด็กคนนั้นกดลงแนบติดพื้น และใช้หินในมือทุบใส่ใบหน้าฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ยั้งมือ
ทุบอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนแทบนับจำนวนครั้งไม่ได้ ในเวลานั้นเขาคิดแค่ว่าต้องเอาตัวรอดให้ได้ หัวใจเต้นเร็วพอๆกับจำนวนครั้งที่ยกหินทุบใส่ใบหน้าเด็กคนนั้น ท้ายที่สุดก็แน่นิ่ง ต่อมาซ่งตงหยางได้สติจึงรู้ว่าในมือของเขามีของเหลวเปรอะเปื้อน มีกลิ่นคาวโลหิตและสมองแหลกเลวโชยคละคลุ้ง เขาอาเจียนออกมาจนหมดท้องพร้อมน้ำตาที่ไหลรินด้วยภูมิใจ ในที่สุดเด็กคนนั้นก็ตายไปพร้อมกับซ่งตงหยางผู้อ่อนแอ
เขานั่งรวมกับศพที่เขาลงมือสังหารเป็คนแรกถึงสามวัน เมื่อมีคนมาพาเขาเข้าพบชินอ๋อง บ่าวรับใช้ทุกคนจึงก้มหัวให้เขาและเรียกเขาว่า ซือจื่อ นามใหม่ของเขาคืออู๋เหวินเซียว และเด็กคนนั้นที่เขาเพิ่งสังหารไปคือบุตรชายของชินอ๋อง ผู้สืบทอดที่แท้จริง ในที่สุดเขาก็ต้องสวมรอยเป็คนอื่นไม่ต่างจากเจิ้งจื่ออี้
แต่ซ่งตงหยางภูมิใจในฐานะใหม่ของเขายิ่งนัก เขายังคิดอยู่ว่าหากเขามีชายาที่รักและเข้าใจในตัวเขา เขาจะฝึกให้นางเป็เหมือนเขา ต่อมาก็ได้ยินว่าตระกูลซ่งทาบทามบุตรสาวตระกูลจาง ให้เป็เ้าสาวของคุณชายใหญ่ เขาจึงไปที่นั่นและได้พบกับจางหลินถง สาวน้อยที่สดใสร่าเริง รอยยิ้มของนางเหมือนแสงแดงอบอุ่นในฤดูหนาวเหน็บ
เขาหลงรักนางั้แ่แรกพบพาน พอได้เฝ้ามองนานๆก็รักใคร่นางอย่างลึกซึ้ง เขายังคิดว่าหากภายภาคหน้าเขาคว้าหัวใจนางได้ เขาจะฝึกให้นางเข้มแข็งอย่างที่เขาเป็ ยามที่เขาไม่อยู่จะไม่มีผู้ใดทำอันตรายนางได้ แม้อู๋ฮวนจะ่ชิงตัวนางไปได้ เขาก็ไม่คิดมากเพราะอย่างไรนางก็เป็สตรีที่เคยออกเรือนแล้ว
เขาก็เป็เช่นนี้ ต่อให้สตรีที่เขารักไม่ใช่หญิงสาวบริสุทธิ์เขาก็ไม่ถือสา“ลากไปทิ้งแล้วมาเช็ดล้างให้สะอาด ข้าไม่ชอบให้หลุมฝังศพมารดาข้าต้องแปดเปื้อน!”
“ขอรับ”หลิงฉีขานรับพลางทอดสายตามองซ่งตงหยางเดินเข้าไปในห้องลับด้วยสายตาสายตาเห็นใจ
ทุกคนล้วนมีเหตุแห่งทุกข์ในจิตใจ เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องต่อสู้ดิ้นรน อ่อนแอก็พ่ายแพ้ เข้มแข็งก็อยู่รอด หากไม่ฆ่าก็ต้องถูกฆ่า โลกก็เป็เช่นนี้
คฤหาสน์ตระกูลซ่ง
ยามห้าย[1] เจิ้งจื่ออี้นั่งอยู่ในห้องที่เคยเป็ห้องพักของจางหลินถง เขานั่งอ่านสารลับที่อยู่ในมือด้วยสีหน้าซีดเจื่อน ก่อนจะยื่นสารลับที่อยู่ในมือเผาไฟและโยนลงบนพื้น ปล่อยให้เปลวไฟค่อยๆแผดเผาตัวอักษรบนนั้นไปทีละนิดจนเหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทา ต่อมาถูกลมพัดจึงปลิวหายไปในอากาศ หลังจากอ่านเนื้อความในสารนั้นแล้ว เจิ้งจื่ออี้ก็รู้ว่าความหวังที่เขาจะได้จับมือร่วมทางกับจางหลินถงไม่เหลืออยู่แล้วเช่นกัน
นางไปจากเมืองหลวงแล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองอู่โจวพร้อมกับอู๋ฮวน แม้จะเสียนางไปแต่อย่างน้อยเขาก็โล่งใจ ที่อู๋ฮวนสามารถช่วยนางให้พ้นจากเงื้อมมือคนร้ายได้ เมื่อเป็เช่นนี้เขาก็ไม่ต้องห่วงว่ามารดาจะทำร้ายนางอีก
แต่เดิมเขาไม่เคยมีความแค้นกับอู๋ฮวน จะมีก็เพียงแต่เื่จางหลินถง ในเมื่อเขาบกพร่องไม่สามารถเป็สามีที่เชิดหน้าชูตา แม้แต่จะปกป้องนางจากคนในบ้านก็ทำไม่ได้ เขาก็ควรยอมรับและปล่อยให้นางอยู่กับบุรุษที่สามารถปกป้องนาง และมอบความสุขให้นางได้ดีกว่า
เจิ้งจื่ออี้ปลดหน้ากากออกมาวางบนโต๊ะ เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็ฉกรรจ์ แม้หัวใจเ็ปเหมือนโดนฉีกทึ้ง แต่ในที่สุดเจิ้งจื่ออี้ก็ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ
ข้างๆหน้ากากมียาขมน้ำสีดำสนิท มันคือยาพิษที่ให้ทั้งคุณและโทษ‘พิษแรกกำเนิด’นามช่างไพเราะ มันมีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาอ่อนเยาว์ดั่งเด็กแรกเกิด แต่ต้องแลกมาด้วยอายุขัยและความเ็ปมหาศาล ยาถ้วยนี้เป็ยาพิษที่เขาปรุงขึ้นเองกับมือ เขาทดลองกับแผลเป็ส่วนอื่นบนร่างกายแล้ว พบว่ายาพิษนี้สามารถทำให้แผลเป็จางลงได้ เมื่อแน่ใจว่าได้ผลจึงเพิ่มขนาดตัวยาลงไปและใช้กับใบหน้า
เจิ้งจื่ออี้คิดว่าหากเขามีใบหน้าที่เหมือนคนทั่วไป เขาก็ไม่ต้องอายใครอีก ในเมื่อซ่งซือฉีไม่ไว้ใจมอบอำนาจให้เขา เขาจะสร้างมันขึ้นมาเอง ปลายปีนี้จะมีการสอบจอหงวนอีกครั้ง ดังนั้นเขาต้องเตรียมตัวให้พร้อม สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือรักษาแผลเป็บนใบหน้าให้หาย เจิ้งจื่ออี้หลับตาลง และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหยิบยาถ้วยนั้นขึ้นมาดื่ม
กลางดึกสงัด เสียงร้องของเจิ้งจื่ออี้ทำให้ผู้คนในคฤหาสน์ตระกูลซ่งใเป็อย่างมาก ถึงกับเชิญท่านหมอมาดูอาการ แต่ถูกชายหนุ่มไล่กลับไปจนหมด เขาขังตนเองอยู่ในห้องที่เคยเป็พักของจางหลินถง ในนั้นยังมีของทุกชิ้นที่เป็ของนาง แม้แต่สินเดิมก็ยังวางอยู่ เขาห้ามคนแตะต้องของของนางจึงไม่มีใครกล้าแตะต้อง แม้แต่โจวซินหรู
เจิ้งจื่ออี้ทรมานด้วยพิษของยาอย่างแสนสาหัส ในยามที่เขาเผชิญกับความเ็ป เขาถือปมผูกผมของเขาและนางไว้แน่น เขาร้องครางดิ้นพล่านจนหมดแรง และนอนหลับอยู่บนเตียงในห้องของนางจนเช้า
เมื่อตื่นขึ้นมาจึงเดินไปส่องคันฉ่องตรงโต๊ะเครื่องแป้ง เงาที่สะท้อนกลับมาทำให้ดวงตาของเขาเปล่งประกาย ที่มุมปากเจิ้งจื่ออี้มีรอยยิ้มผุดขึ้น เขาได้ใบหน้ากลับคืนมาแล้ว ใบหน้าจริงๆของเขา แม้ต้องจ่ายด้วยอายุขัยถึงยี่สิบปี ซึ่งนับว่าคุ้มค่าไม่ใช่หรือ?
แน่นอนว่าสำหรับเขาแล้วมันคุ้มค่า ที่ผ่านมาเขายอมทนทุกข์ทรมานเพื่อมารดามามากแล้ว เขาไม่สนว่าความลับจะแตกหรือไม่ นับจากนี้ไปเขาจะทำเพื่อตัวเองบ้าง โดยเฉพาะความแค้น ทุกคนที่ติดค้างเขาจะต้องชดใช้ให้เขาทั้งหมด
โจวซินหรู ซ่งซือฉี ชินอ๋อง คนเหล่านี้มีส่วนทำให้เขาต้องแยกกับจางหลินถง พวกเขาจะต้องชดใช้อย่างสาสม ยังมีหูจิง กับหลิงฉี ที่เขาต้องสืบให้ได้ว่าเป็ใคร เกี่ยวข้องกับชินอ๋องหรือไม่ เหตุใดจึงแฝงตัวเข้าไปเป็คนคุ้มกันของอู๋ฮวนและลักพาตัวจางหลินถง
[1] ยามห้าย หมายถึง่เวลา 21.00น.-23.00น.