วันใหม่มาถึง ทุกอย่างยังคงดังเดิม เข้ายามเหม่าตื่นเช้าดูแลแปลงผัก เมื่อมีเวลาว่างก็อ่านตำรา ฝึกเขียนอักษร ยามเว่ยกลับบ้านฝึกหมัด แช่สมุนไพร รักษาร่างกาย แล้วจึงเข้าห้องทบทวนกระดานหมากล้อม ยามจื่อมาถึงเซิ่งมู่จึงดับเทียน หลับตาลงงีบหลับ
เป็เวลาห้าวันแล้วหลังเซิ่งมู่ได้รับรู้ถึงพร์ของตนเอง แม้ภายนอกยังกระทำทุกอย่างดังเดิม ประดุจฟ้าใสลมสงบ แต่ภายในใจของเซิ่งมู่นั้นกลับเหมือนมีเมฆหมอกอึมครึมคอยพัดวนไปมาตลอดเวลา
ไม่ใช่ว่าเซิ่งมู่จะไม่เคยเอาเื่นี้ไปคุยกับตาแก่เย่ เพียงแต่ทุกครั้งที่คุยกันตาแก่เย่น่าหลันกลับเป็คนบอกให้เซิ่งมู่ละทิ้งเส้นทางการฝึกยุทธเสีย ครั้งหนึ่งตาแก่เย่เคยกล่าวว่า “เลิกฝึกยุทธแล้วจะเป็ไรไป ถึงอย่างไรข้าก็ไม่คิดมากอยู่แล้ว อย่างไรเสียพร์ฝึกตนของเ้าก็ดีกว่ายุทธมากนัก อีกทั้งสำนักอวิ๋นสุ่ยที่เ้าเด็กต้าจินจะไปศึกษาต่อ ก็ถือว่าเป็สำนักใหญ่ในอดีต การได้เข้าสำนักพร้อมสหายสนิทไม่นับว่าดีหรอกหรือ”
เซิ่งมู่ที่ได้ฟังตอนนั้นทำเพียงแค่พยักหน้ารับ แต่ไม่ได้ตกปากรับคำ เขายอมรับว่าตนสนใจในเส้นทางการฝึกตนเป็เซียนมากจริงๆ อีกทั้งหลายศาสตร์ที่ตนสนใจก็สามารถส่งเสริมรากฐานในการฝึกตนได้ทั้งนั้น
กลับกันเื่ฝึกยุทธนั้น เซิ่งมู่มั่นใจว่าตนสามารถเก่งกว่าคนในรุ่นเดียวกันได้หากพยายามมากพอ แต่จะให้พูดว่าเป็ผู้มีพร์เหนือคนวัยเดียวกัน หรือเป็ดั่ง ขนหงส์เขากิเลน แบบนั้นก็ออกจะมากไปเสียหน่อย
แต่อีกสิ่งที่ทำให้เซิ่งมู่เสียใจก็คือ การที่ตาแก่เย่ยินยอมให้เซิ่งมู่ละทิ้งเส้นทางการฝึกยุทธที่ทุ่มเทมาหลายสิบปีง่ายๆ เช่นนี้
เมื่อวันก่อนเซิ่งมู่ได้รับสารจากหลิวจื่ออี้ว่าขบวนพ่อค้าที่เดินทางมาเมืองเล็กจะมาถึงในวันนี้ สมุนไพรและโอสถที่เซิ่งมู่้า แม่นางชุดเขียวจะหาให้ได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อเซิ่งมู่บอกตาแก่เย่เื่นี้ ตาแก่เย่น่าหลันกลับบอกปัดพูดว่า ไม่จำเป็ หากเซิ่งมู่เข้าสู่เส้นทางการฝึกตนสมุนไพรพวกนั้นอาจไม่ต้องใช้แล้ว นั้นยิ่งทำให้ม่านหมอกในใจเซิ่งมู่หนาทึบยิ่งกว่าเดิม
วันนี้หลังฝึกหมัดเพื่อทำให้รากฐานของขั้นหลอมกระดูกแข็งแรง เซิ่งมู่จึงตัดสินใจไปพบหลิวจื่ออี้ที่ร้านยาตระกูลหลิว ระหว่างทางที่เดินไปร้านยา เซิ่งมู่จึงได้พบกับบุรุษวัยกลางคนสวมงอบกำลังเก็บร้านถังหูลู่อยู่
บุรุษวัยกลางคนที่เห็นเซิ่งมู่กำลังก้าวเข้ามาจึงหยุดมือ ก่อนจะหันมาพูดกับเซิ่งมู่
“จะมาขอตำราจากข้าอีกรึ”
เซิ่งมู่ส่ายหน้า ก่อนจะชี้ไปถังหูลู่เย็นชืดที่น้ำหวานเริ่มเกาะตัวจนแข็งแล้วไม้หนึ่ง
“ข้าขอซื้อหนึ่งไม้”บุรุษวัยกลางคนที่ได้ยินจึงเลิกคิ้วข้างนึงก่อนจะหยิบถังหูลู่ให้เซิ่งมู่
“ข้าว่าข้าเห็นเ้ากินถังหูลู่ครั้งล่าสุดก็เมื่อสามปีก่อนได้กระมัง”
เซิ่งมู่จึงยิ้มรับ พลางนั่งแทะถังหูลู่ในมือ
“เจอปัญหามาอย่างงั้นรึ”
บุรุษวัยกลางคนถอดงอบที่สวมอยู่ก่อนจะนั่งลงข้างเซิ่งมู่
เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงพยักหน้าเบาๆ
“พบปัญหาอันใดมา ก็เล่าให้ข้าฟังได้ ข้าไม่ใช่พวกผีเจาะปากที่เอาเื่ใครไปเล่าทั่วหรอก”
เซิ่งมู่จึงเอ่ยปากถามว่า
“ลุงอู๋ท่านเป็ผู้ฝึกตนใช่หรือไม่”
บุรุษที่ขายถังหูลู่จึงพยักหน้ารับ
“ใช่แล้ว ในอดีตข้าถือเป็ผู้พร์คนนึง ในถิ่นข้าทุกคนล้วนรู้จักนามของข้า”
เซิ่งจึงถามต่อว่า
“แล้วไฉนท่านถึงได้มาเป็พ่อค้าถังหูลู่ในเมืองเล็กนี้เล่า”
บุรุษคนนั้นจึงกล่าวว่า
“โดนศัตรูไล่ล่าตบะถดถอย จึงหนีมาเมืองเล็ก”
บุรุษวัยกลางคนตอบเรียบๆ เซิ่งมู่ที่ได้ยินจึงพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มแทะถังหูลู่ต่อ
“เ้าไม่กลัวข้าเป็พวกชั่วร้ายรึ”
เซิ่งมู่ส่ายหน้า กล่าวว่า
“ไม่ ตำราหมื่นอักขระผันแปรที่ท่านมอบให้ข้าล้วนเป็แต่เนื้อหาพิธีการ ธรรมเนียมและความสัมพันธ์ของเ้าของตำรากับตระกูลในยุทธภพ ถึงข้าจะไม่รู้จักตระกูลเ่าั้ แต่หากท่านเป็คนชั่วร้ายจริงๆ ไฉนจะมีมิตรภาพที่ดีกับคนมากมายได้”
บุรุษวัยกลางคนจึงหรี่ตาลงก่อนจะกล่าวว่า
“ข้าอาจสังหารคน แล้วชิงตำรามาก็ได้”
เซิ่งมู่หันไปมองลุงอู๋ข้างกายตนก่อนจะสลับไปมองป้ายไม้ที่เขียนว่า “ถังหูลู่อันดับหนึ่งในใต้หล้า” ก่อนจะหันมามองหน้าลุงอู๋อีกครั้ง
“อักษรใต้หล้า (天下) ในตำรากับบนป้ายไม้นี่เหมือนกันยังกับแกะ ข้าจะเอาอะไรไปสงสัยว่านั่นไม่ใช่ของท่าน”
บุรุษวัยกลางคนที่ได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะชอบใจ ก่อนจะฟาดเข้าที่หลังเซิ่งมู่อย่างแรง
“ฮ่าๆๆ เ้านี่มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว!”
เซิ่งมู่ที่โดนฟาดกลางหลังอย่างแรงจึงเกือบหน้าล่มทิ่มหัวคะมำ
“แล้วเ้ามีปัญหาเื่อะไรละ เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
เซิ่งมู่ตั้งหลักได้จึงเอ่ยกับบุรุษวัยกลางคนว่า
“ห้าวันก่อนข้าไปหาผู้าุโหลิวมา ท่านผู้าุโบอกว่าข้ามีพร์เหมาะกับการฝึกตนมากกว่าฝึกยุทธ พอข้ารู้ดังนั้นจึงตัดสินใจไปถามตาเฒ่าที่บ้าน แต่เขากลับบอกให้ข้าละทิ้งวิถีวรยุทธแล้วฝึกตนแทนเสีย”
บุรุษกลางคนได้ยินดังนั้นจึงถามกลับ
“แล้วเ้าไม่พอใจเื่อะไรละ”
เซิ่งมู่จึงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ก่อนกล่าวว่า
“ข้าฝึกยุทธมาตั้งหลายปีจะให้ทิ้งง่ายๆ ได้เช่นไรเล่า ถึงข้าจะไม่คาดหวังให้เขาบอกให้ข้าฝึกยุทธต่อไป แต่การพูดให้ข้าเลิกฝึกยุทธง่ายๆ เช่นนั้น... มันดีจริงอย่างงั้นหรือ? ไม่ใช่ว่าเขาเป็ผู้ฝึกสอนข้ามาตลอดหรอกหรือ เหตุใดจึงยอมให้ข้าละทิ้งเส้นทางวรยุทธง่ายดายนัก”
บุรุษวัยกลางคนที่ได้ยินจึงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“ตาแก่เย่แค่คาดหวังให้เ้าก้าวไปในเส้นทางที่ดีกว่า”
เซิ่งมู่จึงุอนหายใจ
“ข้ารู้ แต่ข้าก็อยากฝึกหมัดต่อไป จะละทิ้งมันง่ายๆ ได้อย่างไร”
บุรุษวัยกลางคนลุกขึ้นยืนก้าวมาเบื้องหน้าเซิ่งมู่ ก่อนจะโยนถังหูลู่อีกไม้ให้เซิ่งมู่
เซิ่งมู่ที่ในมือขวาซ้าย ถือถังหูลู่สองไม้จึงมองไปยังบุรุษวัยกลางคน
“ลุงอู๋ท่านเอามาให้ข้าอีกทำไมเนี่ย รอข้ากินอันเก่าเสร็จก่อนไม่ได้หรือไง”
บุรุษวัยกลางคนจึงเท้าเอวมองเซิ่งมู่ ก่อนจะกล่าวว่า
“แล้วกินพร้อมกันสองไม้ไม่ได้หรืออย่างไร”
เซิ่งมู่จึงขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยตอบ
“หากกินพร้อมกันสองไม้ไม่ใช่ว่าข้าจะอิ่มก่อนหรอกหรือ ต่อให้จะเก็บไว้กินวันถัดไปแต่มดคงแทะจนกินไม่ได้แล้ว ผลสุดท้ายข้าก็กินไม้ไหนไม่หมดหรอกหรือ”
บุรุษวัยกลางคนที่ได้ยินจึงหัวเราะกล่าวว่า
“ก็กินให้หมดในตอนนี้เสียสิ”
เซิ่งมู่ตอบกลับ
“แต่กินมากไปแรกๆ อาจมีความสุขแต่หากกินมากไปไม่ใช่จะทุกข์เพราะจุกเอาหรือ”
บุรุษวัยกลางคนจึงกล่าวต่อ
“นั่นเป็สิ่งที่เ้าต้องทนรับให้ไหว หากทนไม่ไหว ไม่ก็สู้เ้าโยนไม้หนึ่งทิ้งไปเป็อย่างไร”
เซิ่งมู่มองดูถังหูลู่ในมืองในมือขวาเป็ไม้เก่าที่เขากินไปครึ่งนึงแล้ว รสชาติจืดชืดกว่า แข็งกว่า แต่กลับลูกใหญ่กว่า เยอะกว่า หากทิ้งก็เสียดาย ในขณะที่มือซ้ายเป็ถังหูลู่อันใหม่ที่ลุงอู๋เพิ่งทำให้ รสชาติหวานกว่า กรอบกว่า ลูกใหญ่ไม่เท่ามือขวา ทิ้งก็ไม่ได้ เก็บไว้กินวันถัดไปก็ไม่ได้
“หากตอนนี้เ้ากินถังหูลู่อันใหม่ที่ข้าให้เ้า เ้าอาจจะกินหมด ทั้งรสชาติยังดีกว่า แต่หากเ้าดึงดันกินอันเก่าให้หมดเ้าก็จะอิ่มเกินจนกินอันใหม่ไม่ไหว เ้าต้องเลือกอย่างใดอย่างนึง แต่หากเ้ากินหมดทั้งสองไม้จนอิ่มเกิน เมื่อเ้าป่วยไข้ขึ้นมานั่นก็เพราะเ้าทำตัวเอง เ้าจะตัดสินใจอย่างไร”
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นจึงมองสลับไปมาระหว่างถังหูลู่ทั้งสองในมือ ก่อนจะเอ่ยว่า
“หากข้ากินทั้งสองไม้ ท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าจะป่วยไข้ได้จริงๆ”
บุรุษวัยกลางคนยิ้มรับ
เซิ่งมู่จึงจ้องตาบุรุษวัยกลางคนก่อนจะเอ่ยถาม
“เคยมีคนป่วยไข้เพราะกินถังหูลู่สองไม้จริงๆ หรือ”
บุรุษวัยกลางคนที่ได้ยินจึงส่ายหน้าตอบ
“ไม่มีหรอก มันก็แค่คำเตือนคร่ำครึของพวกคนแก่ๆ เท่านั้นแหละ หากเ้าหิวจริงๆ ถังหูลู่สิบไม้นับเป็อันใดได้”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินดังนั้นจึงลุกขึ้นะเิเสียงหัวเราะ ก่อนจะเขมือบถังหูลู่ในมือทั้งสองไม้รวดเดียว
บุรุษวัยกลางคนที่ได้เห็นดังนั้นจึงะเิเสียงหัวเราะตามอย่างชอบใจ
“ขอบคุณท่านลุงอู๋”
เซิ่งมู่ที่กินเสร็จแล้วจึงทำมือคารวะไปยังบุรุษวัยกลางคน ก่อนจะเริ่มเดินทางต่อไปยังจวนสกุลหลิว
“เดี๋ยวก่อน”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินเสียงลุงอู๋พ่อค้าถังหูลู่จึงหันกลับมา
“ฝึกตนก็เหมือนฝึกใจ หากเ้ายังมีปมในใจต่อให้พร์ดีแค่ไหนก็ใช่จะผ่านไปได้ หากเ้าไม่มั่นใจว่าจะไปได้ถูกทางก็ศึกษาตำราให้มากเข้า การฝึกตนไม่ได้มีแค่รวมลมปราณกลายเป็เซียน หากเ้าเจอทางที่เหมาะสม เ้าก็สามารถฝึกควบคู่ไปได้ คำเตือนก็เป็เพียงคำเตือน จะลองทำหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเ้า ใช่ว่าพวกเซียนในอดีตจะเจอแต่ทางที่สุขสบาย เซียนในอดีตก็เจอเส้นทางคดเคี้ยวมากมายเช่นกัน คราวหลังหากเ้าเจอปัญหาอีก ขอแค่ถามใจตนเองก็พอ แทนที่จะมานั่งคิดกังวลจนเป็มารในใจ ไม่สู้เริ่มทำเลยเสียดีกว่า”
เซิ่งมู่ที่ได้ฟังคำชี้แนะจากบุรุษขายถังหูลู่จบจึงหันกลับมาคารวะอีกครั้งด้วยความขอบคุณ ก่อนจะหันหลังเดินต่อไปยังร้านยาตระกูลหลิว
“เดี๋ยวก่อน”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินเสียงเรียกอีกครั้งจึงแปลกใจ ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง พร้อมนึกในใจถึงอย่างไรเสียเส้นทางที่ตนเลือกเดินก็เป็เส้นทางที่คนจำนวนน้อยนิดเลือกเดิน การที่จะมีคำเตือนมากมายจากผู้าุโตรงหน้าก็คงไม่น่าแปลกใจนัก
บุรุษหนุ่มวัยกลางคนที่เห็นเซิ่งมู่หยุดเดินจงหยิบงอบขึ้นมาสวมก่อนจะเดินมาทางเซิ่งมู่ พร้อมแบมือออกมาข้างหน้า
“ถังหูลู่ไม้นั้นข้าไม่ได้ยกให้เ้าฟรีๆ นะ จ่ายข้ามาอีกห้าอีแปะ!”