ชายหนุ่มรูปร่างแบบบางนั่งอยู่หน้าเตาขนาดเล็กที่กำลังต้มยาอยู่มือข้างหนึ่งเคี่ยวยาในหม้ออย่างเชื่องช้า แม่ทัพหนุ่มเดินผ่านมาเห็นท่าทางเหม่อลอยของที่ปรึกษาแล้วขมวดคิ้วจากเดิมที่คิดจะไปลานประลองจึงเลี้ยวไปหาสหาย
“เหตุใดต้องมาต้มยาด้วยตนเองเช่นนี้บ่าวไพร่ไปที่ใดกันหมด”
“ข้าไล่พวกเขาไปเอง” หานหรงเหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบา “ยาก็ยาของข้าไยต้องคอยรบกวนผู้อื่นอยู่ร่ำไป”
“แต่ฐานะเ้า...”
“เื่ฐานะนั้นช่างเถิดการต้มยาก็เปรียบเหมือนการทำสมาธิ ข้ากำลังใช้ความคิดตรึกตรองบางเื่อยู่”
“เื่ใดกัน”ซุนเ้าเฟิงเลิกคิ้วเป็เชิงถาม พลันมุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์“คงมิได้คิดถึงหญิงงามผู้นั้นกระมัง”
มือที่เคี่ยวยาพลันชะงักไปดวงตาลุ่มลึกมีแววไหวกระเพื่อม หานหรงเหยาแสร้งกระแอมไอ แสร้งเคี่ยวยาในหม้อต้มคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ดีจริงในที่สุดก็มีหญิงงามสั่นไหวหัวใจที่ปรึกษาหานจนได้” ซุนเ้าเฟิงหัวเราะเสียงดัง“เ้าชอบนางถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่หาทางรั้งนางไว้หรือตามหานางเล่า”
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว”
หายหรงเหยาไม่อาจพูดความจริงทั้งหมดได้ เขาคิดถึง ‘นาง’นั้นเป็ความจริง แต่เป็การคิดถึงเพราะความห่วงใย นางเป็ปีศาจที่แสนไร้เดียงสาไม่รู้ว่าปานนี้จะได้พบศิษย์พี่ที่ตามหาหรือไม่ นางได้ฆ่ามนุษย์เพื่อกินพลังชีวิตไปหรือยังแต่หลายวันมานี้ เขาไม่ได้ข่าวการตายแปลกประหลาด กระทั่งข่าวคนฆ่าตัวตายก็ไม่มีไม่รู้ว่าเ้าปีศาจจิ้งจอกแดงตัวน้อยจะเป็อย่างไร
“เ้าบังเอิญช่วยชีวิตนางไว้ อย่างไรก็นางก็ควรตอบแทนเ้า”เขาตบไหล่สหายรัก วันนั้นหานหรงเหยาอธิบายเพียงว่า นางมาตามหาญาติและบังเอิญเป็ลมหมดสติไปเนื่องจากไม่รู้ว่าบ้านช่องอยู่ที่ใด เขาจึงพากลับมาที่จวน แม้ตอนเข้ามาไม่มีคนเห็นแต่ตอนที่นางวิ่งออกไปชนข้าวของตกเสียหายคนทั้งจวนจึงรู้ว่านางเป็สตรีที่หานหรงเหยาพามา
“เ้าก็ช่วยชีวิตข้าหลายคราข้าต้องตอบแทนอย่างไร”
“เ้ากับข้าเอามาเปรียบเทียบกันเช่นนั้นไม่ได้หรอก” แม่ทัพหนุ่มทำหน้าระอาใจเห็นแก่ที่มีหญิงสาวทำให้สหายรักสนใจได้ เขายอมทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มที่อย่างน้อยจะได้ช่วยตัดใจเื่หลัวซู่เหมยได้เร็วขึ้น
“ข้าแค่เป็ห่วงนางไม่รู้ว่าจะเป็อย่างไรบ้าง” หานหรงเหยาเอ่ยเสียงเรียบแล้วรินยาที่เคี่ยวได้ที่ใส่ชามแล้วยกขึ้นเป่าไล่ไอร้อน
“เป็ห่วงก็ยิ่งต้องติดตามข่าวคราวให้หายกังวลใจเอาอย่างนี้ ข้าให้องครักษ์เงาออกสืบข่าวนางให้เองหญิงสาวหน้าตางดงามหาตัวได้ไม่ยากนัก”
“เ้าพบนางเพียงครู่เดียวจดจำนางได้แม่นยำถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“หญิงงามมองเพียงแวบเดียวก็จำได้”
“เ้าว่า...นางงดงามมากหรือ?” คราวนี้หานหรงเหยาเลิกคิ้วอย่างสงสัยเขาไม่ได้สังเกตนางขนาดนั้น แต่แววตาใสซื่อและท่าทางไร้เดียงสา
“ดวงหน้าหมดจด ดวงตาใสกระจ่างจมูกเชิดรั้น ริมฝีปากดังผลอิงเถา สิ่งที่ข้าบรรยายมาอยู่บนใบหน้าสตรีนางนั้นจะไม่ให้เรียกหญิงงามแล้วควรเรียกอย่างไรดี”
“ข้าไม่ทันสังเกต เพียงเห็นนางลำบากจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”แต่ถ้าให้กล่าวตามจริง นางเข้าใจผิดคิดว่าเขาลำบากถึงขั้นจะฆ่าตัวตายเพียงคิดถึงเื่นี้มุมปากของบุรุษน้ำแข็งพลันยกขึ้นเป็รอยยิ้มเขายกชามยาขึ้นดื่มกลบเกลือนรอยยิ้มของตน
“ถ้าเ้าเป็ห่วงนางยิ่งต้องสืบข่าวตามหา ข้าจะสั่ง...”
“ไม่ต้อง” หานหรงเหยารีบห้ามปราม“เื่เล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องใช้องครักษ์เงา”
“เ้ารู้หรือว่านางอยู่ที่ใด”
“อืม” เขาดื่มยาจนหมดวางชามยาลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าซับมุมปาก “นางอยู่ที่หอชมบุหลัน”
“อ้อ...หอชมบุหลัน อะ อะไรนะเ้าพูดว่าหอชมบุหลันรึ?”
“เ้าได้ยินชัดแล้ว”
ซุนเ้าเฟิงเป่าลมออกทางปากทำหน้าบูดบึงแล้วเอ่ยขึ้น“เพราะเหตุนี้เ้าจึงเป็ห่วงนางใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ย“เ้าคงนึกหัวเราะเยาะข้าอยู่ในใจสินะ พบกันเพียงครู่เดียวกลับเป็กังวลเช่นนี้”
“ไม่ๆเหตุใดข้าต้องหัวเราะเ้าด้วย” ซุนเ้าเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง“พบกันล้วนเกิดจากวาสนา เ้าเป็ห่วงนางก็เป็เื่ดี เอาอย่างนี้ลองแวะไปเยี่ยมนางดูสักครา หากนาง้าให้ช่วยเหลือก็ทำตามสมควรเถิด”
“ถ้าเช่นนั้น...”
“ไป ไปกัน”
“ไปไหน?”
“ไปหอชมบุหลันอย่างไรเล่า”
“ไปกลางวันแสกๆ อย่างนี้รึ”
“วันนี้ไม่มีงานอะไรแล้วนี่” เขาเองก็กลับมาที่จวนเพราะสั่งงานที่ค่ายทหารเรียบร้อยดีแล้ว“ยาเ้าก็กินแล้วไปกันตอนนี้เลย”
หานหรงเหยากระดากใจเล็กน้อยมิใช่ว่าไม่เคยย่างเท้าเข้าหอนางโลม แต่ทุกครั้งที่ไปก็พาเหล่าทหารไปผ่อนหลังทำภารกิจสำคัญลุล่วง แต่ครั้งนี้....
ซุนเ้าเฟิงไม่รอให้หานหรงเหยาคิดนานคว้าข้อมือของสหายได้ก็แทบลากตัวปลิวมุ่งหน้าไปหอนางโลมอันดับหนึ่งของเมืองทันที
ปลายนิ้วเรียวงามกำลังดีดกู่ฉินหรือพิณเจ็ดสายชะงักไปทันทีที่บ่าวรับใช้มารายงานว่ามีบุรุษ้าพบ‘หลิวเข่อซิง’
หลิวชิงเซียงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเข่อซิงเพิ่งมาอยู่ได้แค่สัปดาห์เดียว นางทำให้บรรดาเหล่าพี่น้องปวดหัวมิใช่น้อยเคี่ยวเข็นอย่างไรก็เอาดีไม่ได้สักทางจำใจจับนางให้เป็ทำงานขั้นต่ำเป็สาวใช้ทั่วไป แม้ถูกผู้อื่นกระแหนะกระแหนหรือจิกหัวใช้งานอย่างไรนางไม่เคยปริปากบน ยังคงใบหน้าเปื้อนยิ้มโง่งมอยู่เรื่อยไป
“เจาะจงเรียกเข่อซิงรึ?”
“เ้าค่ะ”
“ข้าจะออกไปดูเอง” หลิวชิงเซียงวางพิณเจ็ดสายลงแล้วลุกขึ้นเดินไปยังบุรุษสองคนที่เข้ามาขอพบเข่อซิงไม่รู้ว่าเข่อซิงไปทำเื่อันใดไว้หรือเปิดเผยร่องรอยจนมีนักล่าปีศาจมาเยือน ทว่าเมื่อนางเดินไปถึงที่หมายกลับพบแม่ทัพซุนเ้าเฟิงที่แต่งกายเรียบง่ายแต่ตัดเย็บประณีตบ่งบอกสถานะองค์ชายสามได้ดีเยี่ยมส่วนบุรุษอีกคน หากนางจำไม่ผิด จากที่เคยได้ยินมาบุรุษที่รูปร่างแบบบางแต่สูงโปร่งแลดูสุภาพราวเทพเซียนคือที่ปรึกษาหานหรงเหยา
“ผู้น้อยหลิวชิงเซียงคารวะท่านแม่ทัพซุนและที่ปรึกษาหานเ้าค่ะ”
ซุนเ้าเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากกระตุกยิ้มนับว่าสายตาหญิงงามอันดับหนึ่งแหลมคมที่มองเขาสองคนปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ผู้ใด
“แม่นางคือหลิวชิงเซียงเองหรือ? สมแล้วที่ผู้อื่นล่ำลือกัน”
“เรียกข้าว่าผู้ดูแลหลิวก็ได้เ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้ “เสียงเล่าลือเป็เพียงลมปากเกรงว่าจะทำให้แม่ทัพซุนผิดหวังแล้ว”
แม่ทัพหนุ่มกวาดตามองหญิงงามตรงหน้าอย่างเปิดเผย เรือนร่างอรชรเย้ายวน ดวงหน้างดงามไร้ที่ติยามชม้ายตามองราวกับสะกดผู้คนให้หลงใหลในดวงตาคู่งาม ริมฝีปากสีชาดยกยิ้มจางๆประหนึ่งลมวสันต์มาเยือน แต่เขากลับรู้สึกว่าความงามนี้งดงามเกินกว่าจะเป็จริงทำให้รู้สึกระแวงอยู่บ้าง
“ผู้ดูแลหลิว ข้ามารบกวนเพื่อขอพบหลิวเข่อซิง” หานหรงเหยาเอ่ยวาจาเข้าประเด็นใจหนึ่งไม่อยากรั้งอยู่ในหอนางโลมนานนัก และที่สำคัญเขาเป็ห่วงเ้าจิ้งจอกแดงโง่งมตัวน้อย สถานที่ที่เต็มไปด้วยจริตเล่ห์กลเช่นนี้นางจะอยู่อย่างไร
“เข่อซิงเป็เด็กใหม่ของที่นี่ไม่ทราบว่าคุณชายรู้จักนางได้อย่างไรกัน”
“แล้วแม่นางน้อยผู้นั้นไม่เล่าให้เ้าฟังหรือว่าสหายของข้าเป็ผู้นางไว้”
“ช่วยชีวิต?” หลิวชิงเซียงไม่อาจเก็บซ่อนความฉงนไว้ในแววตาได้
“ถูกต้อง นับได้ว่า สหายของข้าเป็ผู้มีพระคุณของนาง” ซุนเ้าเฟิงยอมรับว่าสตรีนางนี้งดงามนักแต่ก็ไม่รู้สึกว่าความงามนี้น่าหลงใหลสยบแทบเท้านางได้
“เข่อซิงเป็เด็กกำพร้าที่ท่านแม่เมตตาเลี้ยงดูหากนางทำเื่ใดล่วงเกินท่านทั้งสองข้าในฐานะผู้ดูแลหอชมบุหลันต้องขออภัยแทนนางด้วย”
“แม่นางหลิวเข้าใจผิดแล้ว ข้าแค่เป็ห่วงนาง หากนางสบายดีข้าก็จะไม่รบกวน”
ท่าทีสุภาพและติดร้อนใจนิดๆ ทำให้หลิวชิงเซียงแอบชื่นชมอยู่ในใจนางเดินนวยนาดไปใกล้ยื่นมือออกไปแต่ยังไม่ทันแตะแขนของหานหรงเหยาก็ถูกพัดอันหนึ่งยื่นมาตีมือนางไว้ก่อนนางถึงกับชักมือกลับตวัดสายตาจ้องมองอย่างขุ่นเคืองด้วยไม่เคยถูกใครเสียมารยาทเช่นนี้ แม่ทัพหนุ่มสะบัดข้อมือกลับแล้วคลี่พัดโบกเบาๆท่าทางราวหนุ่มเ้าสำราญทั้งที่เป็บุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำยิ่ง
“สหายข้าเพียง้าพบคน เ้าก็พามาเถิด”
หากไม่เพราะได้กลิ่นพลังชีวิตเข้มข้นมากกว่าคนทั่วไปนางคงไม่ปรายตาสนใจเป็แน่ ยิ่งคุณชายหานที่ดูเปราะบางผู้นี้ยิ่งมีพลังหยางบริสุทธิ์นางสูดลมหายใจลึกข่มโทสะไว้ในอกแล้วระบายยิ้มอ่อนหวาน
“ได้ เชิญตามข้ามาทางนี้” นางหมุนตัวแล้วเดินนำไปที่ห้องด้านใน จำได้ว่านางสั่งให้หลิวเข่อซิงศึกษาหนังสือภาพวังวสันต์ “อีกไม่กี่วันเราจะจัดงานชิมชาชมบุปผาข้าหวังจะให้นางออกรับแขกครั้งแรก จึงให้นางศึกษาเื่ที่ควรศึกษาที่เรือนด้านหลังนี้”
“รับแขก...” สองคำนี้ทำเอาฝีเท้าของหานหรงเหยาไม่มั่นคงเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้เป็ห่วงนางถึงเพียงนี้
ห่วงจนรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ หรือโรคของเขาจะกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว.