คำว่า “ผู้สังเกตการณ์” ทำให้ลานกลางเมืองเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นทันที
สำหรับคนที่ยืนดูอยู่รอบนอก มันอาจเป็เพียงกฎใหม่เล็ก ๆ ในกิจกรรมจำลองสถานการณ์ แต่สำหรับคนของสี่ตระกูล คำนี้มีน้ำหนักมากกว่านั้น เพราะมันหมายความว่า คนที่ไม่ได้เป็ผู้แทนหลักก็สามารถมีส่วนในคำตอบได้ และบางครั้งผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังอาจมองเห็นสิ่งที่คนกลางลานมองข้าม
สายตาหลายคู่หันมาทางเย่เทียนอย่างไม่ปิดบัง
เย่เทียนยืนอยู่ข้างโต๊ะบันทึก มือยังจับพู่กันอยู่ ป้ายไม้คำว่า “บันทึก” ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเช่นเดิม เขาไม่ได้ก้าวออกไป ไม่ได้เอ่ยปากขอสิทธิ์ และยิ่งไม่ได้แสดงท่าทีว่าตนเองอยากยืนในตำแหน่งนั้น แต่หลังจากคำตอบเื่รอยลากเมื่อครู่ ทุกคนก็รู้ดีว่า หากตระกูลเย่ต้องส่งผู้สังเกตการณ์เพิ่มหนึ่งคน ชื่อของเขาย่อมถูกคิดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เย่กวงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย แต่ความเงียบสั้น ๆ นั้นกลับเปิดเผยความลังเลมากกว่าคำพูดหลายประโยค หากส่งเย่เทียนออกไป ย่อมเท่ากับยอมรับว่าเด็กที่ยังไม่เปิดชีพจรมีคุณค่าบางอย่างในสายตาของตระกูลเย่ แต่หากไม่ส่ง ทั้งที่เมื่อครู่เขาเพิ่งมองเห็นร่องรอยสำคัญต่อหน้าคนทั้งลาน ตระกูลเย่อาจถูกมองว่ามีสายตาคับแคบเกินไป
บางครั้งการตัดสินใจที่ยากที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือก
แต่เพราะทุกทางเลือกต่างทำให้ใครบางคนเสียหน้า
เย่เฉิงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลหันมามองเย่กวง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ “ให้เขาดู”
คำพูดนั้นสั้นมาก
แต่พอออกจากปากเย่เฉิง บรรยากาศฝั่งตระกูลเย่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เย่ิหันไปมองอย่างประหลาดใจ เย่หลัวเองก็ชะงัก ราวกับไม่คิดว่าเย่เฉิงจะเป็ฝ่ายเอ่ยสนับสนุนก่อน ส่วนเย่เทียนเพียงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายเงียบ ๆ
เย่เฉิงไม่ได้มองเขานาน เพียงกล่าวต่อโดยไม่แสดงอารมณ์ “โจทย์นี้เป็การอ่านสถานการณ์ ไม่ใช่การแสดงพลัง หากเขาเห็นอะไร ก็ให้เขาจดและบอกหลังข้า ข้าจะเป็ผู้ตอบหลัก”
น้ำเสียงของเย่เฉิงไม่ได้อ่อนโยน ไม่ใช่การปกป้อง และไม่ใช่การมอบโอกาสด้วยความเมตตา มันเป็การจัดวางตำแหน่งอย่างชัดเจน เย่เฉิงยังคงเป็ผู้แทนหลัก เย่เทียนยังคงอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ไม่มีใครถูกยกสูงเกินตำแหน่งของตนเอง
แต่ถึงอย่างนั้น เย่เทียนก็รู้ว่า คำพูดนี้ช่วยเขาไว้มาก
เพราะหากเย่กวงเป็ผู้ตัดสินใจเพียงลำพัง เขาอาจไม่มีทางได้ก้าวเข้าใกล้ลานมากไปกว่านี้
เย่กวงมองเย่เฉิงครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ “ได้ เย่เฉิงเป็ผู้ตอบหลัก เย่เทียนเป็ผู้สังเกตการณ์ ห้ามพูดก่อนผู้แทนหลัก และห้ามแทรกคำหากไม่ได้รับอนุญาต”
เย่เทียนคารวะ “ขอรับ”
เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นรอบลาน
หานเลี่ยกอดอกหัวเราะในลำคอ “น่าสนุกขึ้นแล้วสิ”
หลินเซวียนพัดเบา ๆ รอยยิ้มบนใบหน้าดูพอใจราวกับเขาเพิ่งวางหมากตัวหนึ่งลงบนกระดานสำเร็จ ส่วนซูหลิงเยวี่ยยังคงนิ่ง ดวงตาสีเงินอมฟ้าของนางมองไปยังพื้นที่จำลองชุดใหม่โดยไม่แสดงความเห็นใด
ตัวแทนสภาเมืองรอจนทุกตระกูลจัดตำแหน่งเรียบร้อย จึงให้ผู้ดูแลนำโจทย์จำลองชุดที่สองขึ้นมา
ครั้งนี้พื้นที่บนลานถูกจัดซับซ้อนกว่าเดิม
แผ่นทรายถูกแบ่งเป็ทางแคบคล้ายเส้นทางูเา ด้านหนึ่งมีหินจำลองตั้งเรียงเป็หน้าผา อีกด้านเป็พื้นที่ต่ำที่ใช้เชือกสีดำขีดเป็ร่องลึก หุ่นไม้สามตัวถูกวางไว้ตามตำแหน่งต่างกัน ตัวหนึ่งล้มอยู่กลางทาง ตัวหนึ่งเอนพิงก้อนหินเหมือนาเ็ ส่วนอีกตัวตั้งอยู่ด้านท้ายขบวน ใกล้กล่องไม้สองใบซึ่งถูกวางไว้บนรถเข็นจำลองขนาดเล็ก
บนพื้นมีรอยเท้าหลายชุด
บางรอยหนัก บางรอยเบา
มีรอยลากยาวจากกลางทางไปยังขอบร่องลึก
มีเศษเชือกขาดอยู่ใต้หินจำลอง
และมีผงสีแดงเข้มโรยไว้บางจุดแทนคราบเื
ตัวแทนสภาเมืองกล่าว “สถานการณ์นี้จำลองเหตุการณ์คุ้มกันขบวนทรัพยากรบนเส้นทางูเา ขบวนถูกโจมตีในทางแคบ มีผู้าเ็หนึ่งคน มีของสำคัญอยู่ท้ายขบวน และมีร่องรอยของผู้โจมตีไม่ทราบจำนวน ผู้แทนแต่ละตระกูลต้องวิเคราะห์ว่า ควรตัดสินใจอย่างไรในหนึ่งลมหายใจแรกหลังพบสถานการณ์นี้”
หนึ่งลมหายใจแรก
เย่เทียนได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกว่าหน้าอกตึงขึ้นเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่เพียงการอ่านว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่เป็การตัดสินใจว่าควรทำอะไรก่อน
หากเลือกผิด คนเจ็บอาจตาย ของสำคัญอาจถูกชิง หรือทั้งขบวนอาจถูกต้อนลงร่องลึกโดยไม่รู้ตัว
เย่เฉิงเดินเข้าไปใกล้พื้นที่จำลอง เย่เทียนตามไปหยุดอยู่ด้านหลังครึ่งก้าวตามกฎ เขาไม่ก้าวเกินผู้แทนหลัก ไม่ยืนเคียงข้าง และไม่พูดอะไร เพียงกวาดสายตาผ่านพื้นที่ทั้งหมดอย่างเงียบงัน
ตระกูลหานส่งหานเลี่ยเป็ผู้ตอบหลัก และให้รุ่นเยาว์ร่างผอมผู้หนึ่งซึ่งดูเงียบกว่าคนอื่นมาเป็ผู้สังเกตการณ์ ตระกูลหลินส่งหลินเซวียนเป็ผู้ตอบหลัก พร้อมผู้ช่วยหนุ่มอีกคนยืนด้านหลังเพื่อจดรายการและตรวจรายละเอียด ส่วนตระกูลซู หลังจากนิ่งอยู่ชั่วครู่ ซูม่อเหยียนจึงกล่าวกับเด็กหนุ่มในชุดสีขาวอมเทาผู้หนึ่ง
“อวี้เหิง เ้าตอบหลัก”
เด็กหนุ่มผู้นั้นก้าวออกมาอย่างสุภาพ ใบหน้าสงบ ท่าทางมีวินัย แม้ไม่ได้โดดเด่นเท่าซูหลิงเยวี่ย แต่ก็ให้ความรู้สึกเรียบร้อยและมั่นคงแบบคนที่ถูกฝึกมาให้ไม่เสียมารยาทในที่สาธารณะ
จากนั้นซูม่อเหยียนจึงกล่าวต่อ “หลิงเยวี่ย เป็ผู้สังเกตการณ์”
ซูหลิงเยวี่ยพยักหน้าเบา ๆ
นั่นหมายความว่า นางจะไม่มีสิทธิ์ตอบก่อนผู้แทนหลักของตระกูลซู แต่สามารถเสริมหลังซูอวี้เหิงกล่าวจบได้
เย่เทียนไม่หันไปมองนางทันที
แต่เขารู้สึกได้ว่า นางก้าวเข้ามาใกล้พื้นที่จำลองมากขึ้นกว่าก่อนหน้า ระยะห่างระหว่างพวกเขาจึงลดลงอีกเล็กน้อย แม้ยังไม่มีคำพูดแม้แต่คำเดียว
ตัวแทนสภาเมืองให้เวลาแต่ละฝ่ายตรวจดูสถานการณ์เพียงหนึ่งถ้วยชาสั้น ๆ
เย่เฉิงเริ่มจากรอยเท้าหนักด้านหน้า เขามองตำแหน่งหุ่นไม้ที่ล้มอยู่กลางทางกับรอยลากไปยังร่องลึก จากนั้นจึงกล่าวอย่างเป็ระเบียบ “ทางแคบเช่นนี้ หากขบวนถูกโจมตีจากด้านหน้า ผู้คุ้มกันควรตั้งแนวป้องกันตรงกลางก่อน เพื่อไม่ให้ศัตรูแทรกถึงท้ายขบวน ผู้าเ็อยู่ใกล้หินด้านซ้าย แต่ตำแหน่งยังไม่พ้นแนวโจมตี หากช่วยทันทีอาจเปิดช่องให้ศัตรูเข้าถึงกล่องท้ายขบวน ข้าคิดว่าจังหวะแรกควรตั้งแนวกลาง ดึงผู้าเ็เข้าหาหิน และให้คนท้ายขบวนคุ้มกันของสำคัญไว้ก่อน”
คำตอบของเย่เฉิงมั่นคงและรอบคอบ
เขาไม่รีบช่วยผู้าเ็จนเปิดช่อง ไม่รีบไล่ศัตรูจนทิ้งของ และไม่ปล่อยให้ขบวนแตก เส้นทางความคิดของเขายังเป็ระเบียบเหมือนท่าก้าวของเขา
เย่เทียนจดไว้ในใจ
เย่เฉิงมองภาพรวมผ่าน “แนวป้องกัน”
หานเลี่ยเป็คนต่อมา
เขาเดินวนรอบทางแคบจำลองเพียงครึ่งรอบ ก่อนชี้ไปยังรอยเท้าบางชุดด้านขวาซึ่งอยู่ใกล้ร่องลึก “ศัตรูไม่ได้มาจากด้านหน้าอย่างเดียว ดูรอยนี้ เบากว่ารอยอื่น แต่ฝุ่นกระจายออกด้านนอก แปลว่ามีคนเหยียบแล้วรีบถอยหรือะโหลบ ไม่ใช่เดินผ่านธรรมดา ข้าคิดว่ามีผู้โจมตีอย่างน้อยหนึ่งคนซ่อนอยู่ด้านต่ำ รอให้คนคุ้มกันลงไปช่วยของหรือคนเจ็บแล้วตัดขา”
เขาหันไปมองหุ่นไม้ที่เอนพิงหิน “คนเจ็บอาจเป็เหยื่อล่อ แต่ไม่ใช่ล่อให้ช่วย เขาล่อให้ขบวนลังเล ถ้าข้าเป็หัวหน้าคุ้มกัน จังหวะแรกจะะโให้คนท้ายขบวนยกกล่องออกจากแนวรถเข็น แล้วใช้หินด้านซ้ายเป็หลังพิง ไม่ไล่ ไม่ช่วยก่อน จนกว่าจะเห็นตำแหน่งคนซ่อน”
ผู้สังเกตการณ์ของตระกูลหานก้าวขึ้นมาเล็กน้อย เขามองรอยเท้าด้านข้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสริมเสียงต่ำว่า “รอยฝุ่นด้านขวาเบาเกินไปจริง หากเป็ข้าจะให้คนหนึ่งคุมด้านต่ำก่อนขยับผู้าเ็”
คำเสริมของเขาไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้เพิ่มชั้นใหม่จากคำตอบของหานเลี่ย เพียงช่วยยืนยันมุมมองของตระกูลหานให้หนักแน่นขึ้นเท่านั้น
ตัวแทนสภาเมืองพยักหน้าเล็กน้อย
หลินเซวียนยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวช้า ๆ “ทั้งสองท่านกล่าวถึงแนวป้องกันและผู้ซุ่มโจมตีแล้ว ข้าเห็นด้วย แต่ข้าสนใจกล่องท้ายขบวนมากกว่า”
สายตาหลายคู่หันไปยังกล่องไม้จำลองสองใบ
หลินเซวียนใช้พัดชี้เบา ๆ “หากนี่คือขบวนทรัพยากรจริง ผู้โจมตีควรรู้ว่าของสำคัญอยู่ท้ายขบวน แต่ดูรอยโจมตีแล้ว กลับไม่มีร่องรอยพุ่งตรงไปยังกล่องมากนัก ตรงกันข้าม ร่องรอยส่วนใหญ่อยู่กลางทางและใกล้ผู้าเ็ แปลว่าเป้าหมายอาจไม่ใช่การชิงของทันที แต่อาจเป็การบังคับให้ฝ่ายคุ้มกันเข้าใจว่าของสำคัญอยู่ท้ายขบวน เพื่อให้ย้ายกำลังไปคุ้มกันจุดนั้น”
เขาหยุด แล้วกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มจาง “บางครั้งของที่ดูเหมือนสำคัญที่สุด อาจเป็เพียงของที่ถูกตั้งใจให้ดูสำคัญที่สุด”
ผู้ช่วยของตระกูลหลินก้มตรวจตำแหน่งกล่องอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสริมว่า “ฝุ่นรอบกล่องใบหลังบางกว่าใบหน้า เหมือนถูกขยับหลังจากวางรถเข็นแล้วจริง แต่ข้ายังไม่อาจบอกได้ว่าเป็เพราะกลลวงหรือเพราะการโจมตี”
คำเสริมนั้นทำให้ข้อสังเกตของหลินเซวียนชัดขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนทิศทางคำตอบทั้งหมด
เย่เทียนฟังเงียบ ๆ
เขารู้สึกว่าทั้งสามตระกูลต่างมองเห็นถูกคนละส่วน แต่โจทย์นี้ยังมีบางสิ่งค้างอยู่
เมื่อถึงฝั่งตระกูลซู ซูอวี้เหิงก้าวออกมาข้างหน้า เขาตรวจดูรอยเท้าและตำแหน่งหุ่นไม้ด้วยความระมัดระวัง ก่อนกล่าวอย่างสุภาพ “ข้าคิดว่าผู้าเ็คือจุดสำคัญของสถานการณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็เหยื่อล่อหรือคนจริง ผู้คุ้มกันย่อมไม่อาจมองข้าม เพราะถ้าทิ้งไว้ อาจเสียคน หากรีบช่วย อาจเสียแนว ข้อเสนอของข้าคือให้ตั้งแนวป้องกันก่อน แล้วค่อยใช้คนเร็วเข้าถึงผู้าเ็โดยไม่ก้มตรวจนานเกินไป”
คำตอบของซูอวี้เหิงเรียบร้อยและปลอดภัย
ไม่ผิด
แต่ยังไม่ลึกพอจะทำให้ลานเงียบลง
ตัวแทนสภาเมืองพยักหน้า “มั่นคงและระวังตัวดี ผู้สังเกตการณ์ตระกูลซูมีสิ่งใดเสริมหรือไม่”
ซูหลิงเยวี่ยยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ดวงตาสีเงินอมฟ้าของนางกวาดผ่านพื้นทรายอย่างช้า ๆ ก่อนหยุดที่คราบสีแดงเข้มสองจุด เส้นผมดำเงาอมเงินขยับเบา ๆ ตามลมจากลานกว้าง นางไม่ได้เร่งตอบ ไม่ได้มองหาความสนใจจากผู้ใด แต่เพียงการยืนอยู่ตรงนั้นก็เพียงพอให้เสียงกระซิบบริเวณขอบลานลดลงเอง
ผู้คนจำนวนมากยังคงมองนางด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
งดงาม
สูงส่ง
สงบจนไม่อาจเข้าถึง
และเมื่อมีคนเหลือบมองเย่เทียนโดยไม่ตั้งใจ ความแตกต่างระหว่างเด็กหนุ่มผู้ช่วยบันทึกที่ยังไม่เปิดชีพจรกับคุณหนูซูผู้ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบของผู้คนก็ยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิม
ซูหลิงเยวี่ยเอ่ยเพียงสั้น ๆ “คราบเืไม่ต่อเนื่อง”
เสียงของนางไม่ดัง แต่คนรอบใกล้เงียบลงทันที
ซูหลิงเยวี่ยมองไปยังพื้นทราย “หากผู้าเ็ถูกลากมาจากกลางทาง เืควรมีเส้นต่อเนื่องหรืออย่างน้อยมีหยดกระจายตามแรงลาก แต่คราบใกล้กล่องท้ายขบวนกับคราบใกล้หินไม่เชื่อมกัน แปลว่ามีเืสองแหล่ง หรือมีสิ่งหนึ่งถูกนำไปวางเพื่อให้ดูเหมือนเืจากคนเดียวกัน”
นางหยุดเพียงเท่านั้น
ไม่อธิบายยืดยาว
ไม่ประกาศว่าคนอื่นผิด
แต่คำเสริมเพียงไม่กี่ประโยคกลับทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ซูอวี้เหิงซึ่งเป็ผู้แทนหลักนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มศีรษะรับอย่างสุภาพ ราวกับยอมรับว่าข้อสังเกตของนางเพิ่มชั้นที่เขามองไม่ถึง
เย่เทียนหันไปมองนางโดยไม่รู้ตัว
นางเห็น
เห็นสิ่งเดียวกับเขา หรืออาจลึกกว่าเขาอีก
ซูหลิงเยวี่ยไม่ได้พูดต่อ เพียงปล่อยให้คำสังเกตนั้นลอยอยู่กลางลานเหมือนหยดน้ำเย็นลงบนผิวน้ำร้อน
ตัวแทนสภาเมืองมองนางด้วยแววตาพอใจ “ดี”
จากนั้นเขาหันไปทางฝั่งตระกูลเย่ “ผู้สังเกตการณ์ของตระกูลเย่ มีสิ่งใดเสริมหรือไม่”
ครั้งนี้ ไม่ใช่หลินเซวียนโยนคำถามมา
ไม่ใช่เย่เทียนเผลอถูกดึง
แต่เป็ตัวแทนสภาเมืองถามเขาโดยตรง
เย่เทียนรู้สึกได้ว่าเย่กวงกำลังมองเขาอยู่ เย่เฉิงยืนข้างหน้าเขาเงียบ ๆ ไม่ห้าม ไม่ช่วย หานเลี่ยกอดอกมองด้วยท่าทางสนใจ หลินเซวียนยิ้มบางราวกับรอดูว่าเขาจะเดินหมากอย่างไร ส่วนซูหลิงเยวี่ยยังคงมองพื้นที่จำลอง ไม่มองหน้าเขา
เย่เทียนสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
ครั้งนี้เขาไม่ได้ยืนข้างโต๊ะบันทึกแล้ว
เขายืนอยู่ขอบลานจริง ๆ
“ข้าไม่กล้าสรุปแทนผู้แทนหลัก” เขากล่าวอย่างระมัดระวัง “เพียงอยากเสริมจากสิ่งที่ทุกท่านกล่าว”
ตัวแทนสภาเมืองพยักหน้า “พูดมา”
เย่เทียนชี้ไปยังกล่องท้ายขบวน “กล่องท้ายขบวนดูเหมือนของสำคัญ แต่รอยโจมตีไม่พุ่งไปที่กล่องอย่างที่ควรเป็ หากศัตรู้าชิงของ นี่แปลกเกินไป ขณะเดียวกัน ผู้าเ็อยู่ใกล้หินด้านซ้าย ดูเหมือนเหยื่อล่อ แต่คราบเืไม่ต่อเนื่องอย่างที่คุณหนูซูกล่าว และเชือกขาดอยู่ใต้หิน ไม่ใช่ท้ายรถเข็น”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “ข้าคิดว่า จังหวะแรกไม่ควรถอยไปคุ้มกันกล่องทั้งหมด และไม่ควรทิ้งผู้าเ็ไว้ด้วย เหตุผลไม่ใช่เพราะเมตตาอย่างเดียว แต่เพราะผู้าเ็อาจเป็จุดที่ซ่อนของจริง หรืออย่างน้อยเป็จุดที่ศัตรู้าให้เราลังเลนานที่สุด”
หานเลี่ยขมวดคิ้ว “แล้วเ้าจะทำอย่างไร”
เย่เทียนมองทางแคบจำลองอีกครั้ง “ข้าจะให้คนหนึ่งตรึงแนวกลางตามที่เย่เฉิงกล่าว ให้คนท้ายขบวนยกกล่องออกจากรถแต่ไม่ถอยไกลเกินไปตามที่หานเลี่ยเตือน และให้คนที่เร็วที่สุดเข้าถึงผู้าเ็โดยไม่ก้มตรวจทันที แต่ดึงตัวออกจากหินครึ่งก้าวก่อน เพราะหินด้านหลังอาจซ่อนเชือกหรือกลไกที่ใช้ตัดทางถอย”
เขาชี้ไปที่เศษเชือกใต้หิน
“เชือกขาดอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่เพราะของหลุดจากรถ แต่เหมือนถูกใช้ผูกบางอย่างไว้กับพื้นที่มาก่อน หากผู้ช่วยเข้าไปก้มโดยไม่ระวัง อาจถูกดึงเข้าร่องลึกหรือถูกโจมตีจากมุมต่ำ”
ลานเงียบลงอีกครั้ง
คำตอบนี้ไม่ได้หักล้างใคร
แต่มันนำแนวป้องกันของเย่เฉิง ความระวังพื้นที่ของหานเลี่ย ความสงสัยในสิ่งล่อของหลินเซวียน และข้อสังเกตเื่คราบเืของซูหลิงเยวี่ยมารวมกัน แล้วเปลี่ยนเป็การตัดสินใจในหนึ่งลมหายใจแรก
ตัวแทนสภาเมืองมองเย่เทียนนานกว่าครั้งก่อน
“เหตุใดเ้าจึงไม่เลือกคุ้มกันกล่องก่อน ทั้งที่โจทย์บอกว่าของสำคัญอยู่ท้ายขบวน”
เย่เทียนตอบเบา ๆ “เพราะโจทย์บอกเช่นนั้นขอรับ”
หลายคนชะงัก
เย่เทียนกล่าวต่อ “หากโจทย์ตั้งใจบอกว่าของสำคัญอยู่ท้ายขบวนชัดเกินไป แปลว่าในสถานการณ์จริง ศัตรูอาจ้าให้เราคิดเช่นนั้นเช่นกัน ข้าไม่ได้บอกว่ากล่องไม่สำคัญ เพียงแต่ในหนึ่งลมหายใจแรก หากทุกสายตาวิ่งไปหากล่อง สิ่งอื่นจะถูกปล่อยให้กลายเป็ช่องว่างทันที”
หลินเซวียนหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นเบามาก แต่เย่เทียนได้ยิน
หานเลี่ยตบฝ่ามือลงบนแขนตัวเอง “พูดดีนี่ เ้าเริ่มเหมือนคนที่เคยถูกหลอกกลางทางบ้างแล้ว”
เย่เทียนหันไปมองเขา “ข้ายังไม่เคยขึ้นเขา”
“งั้นก็แปลว่าเ้าเกิดมาเหมาะกับการระแวง” หานเลี่ยกล่าวอย่างจริงใจเสียจนไม่รู้ควรถือเป็คำชมหรือคำด่า
ตัวแทนสภาเมืองหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองผู้ดูแลที่จัดโจทย์ ผู้ดูแลคนนั้นพยักหน้า
ชายชราจึงประกาศ “คำตอบของตระกูลเย่ในครั้งนี้ถือว่าครบถ้วนที่สุดในแง่การตัดสินใจหนึ่งลมหายใจแรก ไม่ใช่เพราะเห็นทุกอย่างเองทั้งหมด แต่เพราะสามารถรวมข้อสังเกตของหลายฝ่ายเข้ากับการตัดสินใจได้ ผู้แทนหลักเย่เฉิงวางแนวป้องกันถูกต้อง ผู้สังเกตการณ์เย่เทียนเติมจุดเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ได้ดี”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลาน
คราวนี้ดังชัดกว่าครั้งก่อน
เย่เทียนก้มหน้าคารวะทันที แต่ในอกกลับตึงขึ้นอย่างประหลาด เขาไม่ได้ดีใจจนลืมตัว เพราะรู้ดีว่าคำชมนี้อาจนำสายตาอื่นตามมาอีกมาก แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนได้หายใจเต็มปอดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งขึ้น
แต่เพราะสิ่งที่เขามองเห็นมีค่าจริง
เย่เฉิงหันมามองเขา
สายตาของเย่เฉิงยังคงนิ่ง แต่ครั้งนี้ไม่มีความสงสัยแบบเดิมอยู่ในนั้น เขากล่าวเพียงสั้น ๆ “เสริมได้ดี”
คำชมสั้น ๆ จากเย่เฉิงทำให้เย่ิและเย่หลัวเงียบไปพร้อมกัน
เย่เทียนคารวะตอบ “ข้าพูดต่อจากคำตอบของเ้าเท่านั้น”
“ข้ารู้” เย่เฉิงตอบ แล้วหันกลับไป
ไม่มากกว่านั้น
แต่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา นั่นมากพอแล้ว
เย่กวงยืนอยู่ด้านหลัง สีหน้าของเขายังคงอ่านยากอย่างยิ่ง เขาไม่อาจตำหนิเย่เทียนได้ เพราะคำตอบนี้ทำให้ตระกูลเย่ได้รับคำชมต่อหน้าสี่ตระกูล แต่เขาก็ไม่อาจยิ้มยินดีเต็มที่ เพราะเด็กที่เขาไม่้าให้โดดเด่นกลับเริ่มมีชื่อในแบบที่ไม่มีใครคาดไว้
หลินเซวียนเดินผ่านเย่เทียนขณะกลับเข้าฝั่งตระกูลตน และกล่าวเบา ๆ โดยไม่หันหน้า “เ้าตอบว่า เพราะโจทย์บอกเช่นนั้น…ข้าชอบประโยคนี้”
เย่เทียนตอบเสียงเบา “ข้าแค่ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ถูกยื่นมาตรงหน้าเร็วเกินไป”
“ระวังไว้” หลินเซวียนกล่าว “คนที่ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ มักทำให้คนที่ชอบให้ผู้อื่นเชื่อรู้สึกรำคาญ”
“ข้าจะจดไว้”
“ไม่ต้องจด จำไว้ก็พอ” หลินเซวียนยิ้ม แล้วเดินจากไป
อีกด้านหนึ่ง หานเลี่ยมองเย่เทียนอย่างเปิดเผย “วันหลังถ้าเ้าขึ้นเขา อย่าเดินท้ายขบวน”
เย่เทียนเลิกคิ้ว “เพราะอันตรายหรือ”
“เพราะเ้าจะหยุดดูรอยเท้าจนทั้งขบวนต้องรอ” หานเลี่ยตอบ ก่อนหัวเราะเสียงดัง
ครั้งนี้เย่เทียนอดยิ้มไม่ได้
และใน่ที่เขาหันกลับไปยังโต๊ะบันทึก สายตาของเขาก็เผลอผ่านไปทางฝั่งตระกูลซู
ซูหลิงเยวี่ยยังยืนอยู่ที่เดิม
นางไม่ได้ยิ้ม
ไม่ได้พยักหน้า
ไม่ได้กล่าวคำใด
แต่เมื่อสายตาของทั้งสองสบกันเพียงเสี้ยวหนึ่ง เย่เทียนรู้สึกได้ว่าครั้งนี้ความเงียบของนางต่างจากก่อนหน้าเล็กน้อย
ไม่ใช่ความห่างไกลที่มองผ่าน
แต่เป็ความเงียบของคนที่เห็นว่า เขาก็เห็นบางสิ่งเช่นกัน
เพียงเท่านั้น
แล้วนางก็หันกลับไป
กิจกรรมจำลองสถานการณ์จบลงหลังจากนั้นไม่นาน ตัวแทนสภาเมืองกล่าวสรุปด้วยถ้อยคำสุภาพว่าทั้งสี่ตระกูลล้วนมีจุดเด่นต่างกัน ตระกูลเย่มั่นคง ตระกูลหานเข้าใจสนามจริง ตระกูลหลินอ่านกลลวงและผลประโยชน์ได้ละเอียด ส่วนตระกูลซูมีสายตาลึกและนิ่งเกินวัย
ไม่มีการประกาศผู้ชนะ
แต่ผู้คนล้วนรู้ว่า บางชื่อในวันนี้จะถูกพูดถึงต่อ
และหนึ่งในชื่อนั้น คือชื่อของเด็กหนุ่มที่ไม่ได้อยู่บนรายชื่อตัวแทนั้แ่แรก
เย่เทียนกลับมายืนข้างโต๊ะบันทึกอีกครั้ง เขาจดสรุปกิจกรรมอย่างเรียบร้อย ไม่ใส่ความรู้สึกส่วนตัวลงไปในบันทึกกลาง แต่ในกระดาษอีกแผ่นที่เก็บไว้ส่วนตัว เขาเขียนเพียงบรรทัดเดียว
การมองเห็น ไม่พอ หากไม่รู้ว่าเมื่อใดควรพูด
เขามองประโยคนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเติมอีกบรรทัด
แต่การพูด ก็ไม่พอ หากไม่รู้ว่าคำพูดนั้นจะพาใครเข้าไปเสี่ยงด้วย
เขานึกถึงผู้าเ็ในโจทย์จำลอง นึกถึงกล่องท้ายขบวน นึกถึงทางแคบและร่องลึก
บางครั้งการตัดสินใจไม่ได้มีแค่ว่าใครชนะ
แต่มีว่าใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ขณะเย่เทียนกำลังเก็บพู่กัน เสียงของตัวแทนสภาเมืองก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อประกาศกิจกรรมใหม่
“่เช้าของงานพบปะสิ้นสุดลงแล้ว ่บ่ายจะเป็การแลกเปลี่ยนอย่างอิสระระหว่างรุ่นเยาว์ของแต่ละตระกูล ผู้แทนสามารถสนทนา แลกเปลี่ยนความเห็น หรือขอคำชี้แนะกันได้ตามสมควร โดยยังต้องรักษามารยาทของงาน”
คำว่าแลกเปลี่ยนอย่างอิสระทำให้ลานกลางเมืองเกิดเสียงกระซิบขึ้นอีกครั้ง
เพราะนี่คือ่ที่ไม่มีโจทย์ ไม่มีผู้ใหญ่คุมทุกคำ และไม่มีรูปแบบตายตัวเหมือนกิจกรรมก่อนหน้า
สำหรับบางคน มันคือโอกาสสร้างมิตร
สำหรับบางคน มันคือโอกาสลองเชิง
สำหรับเย่เทียน มันอาจเป็่ที่อันตรายกว่าการจำลองสถานการณ์เสียอีก
เพราะั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป ผู้คนที่เริ่มสนใจเขาไม่จำเป็ต้องรอให้ตัวแทนสภาเมืองถามก่อนจึงจะเข้ามาหา
เย่เทียนเก็บป้ายไม้ไว้ในแขนเสื้ออย่างเงียบ ๆ
เขายังไม่มีปราณ
ยังไม่เปิดชีพจร
แต่หลังจากวันนี้ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า การถูกมองเห็นไม่ใช่เื่ดีเสมอไป
บางครั้ง การถูกมองเห็นคือจุดเริ่มต้นของปัญหา