Secret Dungeon

    เรื่องจริง

    "ล้อเล่น ดูนายทำหน้าเข้าสิ ลองถามดูสิใครจะไม่รู้ว่านายชอบเทียร์ ฉันบอกนายได้เลยว่าไม่มี” วีน่าตอบพร้อมกับหันหน้ามองไปที่คนอื่นๆในห้อง

    “ทำไมละ” เขาถามกลับและมองไปที่คนอื่นรอบๆห้องเช่นกัน

    หลินเผลอสบตากับเทียร์เข้า ดูเหมือนว่าเธอกำลังมองพวกเราอยู่ เธอแทบจะก้มหน้าหนีในทันที ไม่รู้เป็นเพราะสาเหตุใดหน้าอกของเขารู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งมากดทับเป็นอะไรบางอย่างที่ใหญ่และหนักมาก นี่คงเป็นความรู้สึกของการที่เราตั้งใจจะบอกรักใครสักคน โดยการรวบรวมความกล้าหาญที่มีให้มากที่สุดและกล่าวออกไป แต่โดนปฏิเสธในทันที

    เหมือนว่าวีน่าจะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เธออ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เปลี่ยนใจ คงเป็นเพราะใบหน้าที่ซีดลงกระทันของเขา เธอจึงยิ้มและเดินกลับไป

    หลินมาคิดได้หลังจากนั้นว่า วีน่า คงคิดที่จะมาเตือนเขาให้เลิกมองเพื่อนของเธอ

    เลิกเรียนเข้าก็ตรงกลับบ้านทันที ปกติแล้วเขามักจะอยู่เล่นกีฬากับเพื่อนๆ ในช่วงเย็น แต่ว่าตอนนี้เขาไม่มีความรู้สึกอยากจะทำอะไรเลย เขากลับถึงบ้านขึ้นห้องนอนทันที คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันกระทบกระเทือนจิตใจของเขาเป็นอย่างมาก ปกติแล้วเขานั้นเป็นคนที่ชอบคิดมากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

    เขาชอบที่จะคิดถึงเรื่องเดิมๆซ้ำๆอยู่เสมอ และตอนนี้เขาก็ไม่อาจสลัดความคิดเหล่านี้ไป เขาพยายามที่จะข่มตานอน หวังว่าตื่นมาแล้วจะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นไปได้เขาไม่อยากให้มีวันนี้เลย

    ! ผลัก

    มันเป็นเสียงของประตูห้อง แม่คงจะขึ้นมาตามเขาไปกินข้าว เขาไม่แน่ใจว่าเขานอนอยู่แบบนี้นานแค่ไหนแล้ว เขายังจมอยู่กับความคิดของเขา แม่ของเขาไม่ได้พูดอะไรนั่งลงที่ขอบเตียงและจ้องมองมาที่เขาผ่านแสงไฟอันน้อยนิดที่ส่องผ่านมาจากประตู เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเช่นกัน เขายังคงข่มตาเพื่อที่จะนอนต่อ ผ่านไปอีกพักใหญ่แม่ของเขาก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

    หลินลุกขึ้นนั่งลงและมองไปที่ใบหน้าของผู้เป็นแม่ เขารู้สึกแน่นที่หน้าอก มันแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ หยาดน้ำตาของเขาก็ไหลออกมา มันเหมือนกับความรู้สึกของเขาทั้งหมดนั้นถูกกระตุ้นด้วยการมองของแม่ เขาอดทนกลั้นความรู้ไม่ไหวอีกต่อไปร้องไห้โฮและกอดแม่ของเขา ร้องไห้เสียงดังมากที่สุดเท่าที่ความรู้สึกของเขาจะร้องออกมาได้ น้ำตาไหลออกมามากที่สุดในชีวิตที่เขาเคยร้องออกมา มันเป็นความอดกลั้นที่กำลังรอใครสักคนมาแบกรับมันไปด้วยกัน คนที่เรารัก คนที่เราไว้ใจอย่างที่สุด

    วันต่อมาเขาจำได้ว่าเขาไม่ได้ไปเรียน

    เหตุการณ์ในวันนั้นผ่านไป เขาก็ไม่เคยแอบมองเทียร์อีกเลย ปกติแล้วเขาแทบไม่มีโอกาสได้คุยกับเทียร์อยู่แล้ว กลายเป็นว่าไม่ได้คุยกันอีกเลยจนจบการศึกษา เขาเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเธอ พยายามหลบหน้าเท่าที่ทำได้ พยายามที่จะไม่พูดคุย พยายามทำตัวให้ไม่โดนเด่นถึงความจริงแล้วจะไม่ต้องพยายามก็ตาม เขาควรที่จะทำแบบนี้ตั้งแต่แรก บางทีอาจจะดีกว่าตอนนี้ เขาจะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดใจ ในทุกๆครั้งที่เห็นใบหน้าของเธอ

    หลินก็ไม่ใช่คนขี้เหล่ เขาคิดว่าตัวเองก็น่าตาดีอยู่นิดหน่อย มีบ้างที่มีคนมาบอกชอบเขา เขาก็มักจะปฏิเสธโดยการบอกว่า มีคนที่ชอบแล้ว ซึ่งมันก็คือเรื่องจริง ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนที่โดนปฏิเสธมากขึ้นแล้ว เขาหวังว่าจะไม่มีคนมาทำแบบนั้นอีกไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มีความกล้าที่จะบอกปฏิเสธและเลือกที่จะทำเป็นไม่ได้ยิน เขาไม่แน่ใจว่าแบบไหนมันจะเจ็บปวดกว่ากัน ได้แต่หวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะเขาก็ไม่รู้จะต้องทำอย่างไรในตอนนี้

    กลับมาที่ปัจจุบัน

    ‘ใช่ เธอสวยและน่ารักขึ้นมากเลย…..เทียร์’ เขาหวังว่าตัวเองจะมีความกล้าพอที่จะพูดแบบนี้ออกไป แต่ก็ได้เพียงคิดอยู่ในใจ

    หลินไม่กล้าที่จะตอบแล้วไม่รู้ว่าสมควรจะตอบอย่างไรดี ได้แต่ยิ้มตอบกลับไป

    “นายหลิน ไม่เจอกันตั้งนานไม่คิดที่จะพูดอะไรสักคำหน่อยเหรอ ถามก็ไม่ตอบ” วีน่าถามกลับอีกครั้ง

    ไม่รู้ว่าเธอต้องการแกล้งเขาหรืออย่างไรถึงได้ถามแบบนั้นออกมา เธอต้องตั้งใจที่จะแกล้งเขาแน่ๆ

    “นั่นรุ่นพี่ เอวา นี่น่าฉันมีเรื่องจะถามเธอพอดี เมื่อวานก็หาเธอไม่เจอ เทียร์คุยกับหลินไปก่อนนะ ฉันต้องไปคุยกับเธอ” วีน่าจับมือเทียร์แน่น รีบพูดและวิ่งไปทันที เหมือนกลัวว่าคนตรงหน้าเธอจะหายไป

    ‘จังหวะแบบนี้มัน ……… ‘

    “เอ่อ….” เขากำลังคิดว่าจังหวะนี่เพื่อไม่เป็นการเสียบรรยากาศเขาควรที่จะพูดอะไรบางอย่าง

    “นาย…สบายดีไหม” เป็นเทียร์ที่พูดออกมาก่อน

    “สบายดี สบายมากเลยช่วงนี้ แล้วเทียร์…” เขาหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินอายและถามเธอกลับ แต่ก่อนที่จะได้ถามกลับนั้นเธอก็พูดสวนออกมา

    “เทียร์…ขอโทษนะหลิน เรื่องเมื่อตอนนั้น…..” เธอพูดน้ำเสียงที่แผ่วเบา

    เธอรู้ ?
    เหมือนว่าเขาเองจะไม่แปลกใจสักเท่าไหร่ เขาร้องเสียงดังมากในวันนั้น ดังจนบ้านข้างๆหลายบ้านต้องมาสอบถามด้วยความเป็นห่วง แถมเขายังขาดเรียนในวันต่อมา

    “ไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดของเทียร์เลย ไม่มีใครที่ผิด ถ้าต้องมีใครสักคนที่ผิดก็ควรที่จะเป็นหลินมากกว่า เทียร์อย่าโทษตัวเองเลย” เขาเริ่มรู้สึกผิดเล็กน้อยในตอนนี้

    ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความรู้สึกผิดที่ฝังอยู่ในใจของเธอมาตั้งแต่ตอนนั้น ทั้งๆที่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยก็ตาม แบบนี้หมายความว่าที่ วีน่า ปล่อยเทียร์ให้อยู่กับเขาในตอนนี้ ก็เพื่อให้ เทียร์พูดความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจสินะ ชั่งเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ

    “ขอโทษนะ เทียร์ขอโทษ เทียร์ไม่ได้ต้องการทำร้ายความรู้สึกหลิน” น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่น น้ำตาของเธอก็ไหลลงมา

    มันจะเป็นอะไรไหมถ้าเขาเดินเข้าไปเช็ดน้ำตาของเธอแล้วบอกว่าไม่เป็นไร เขาไม่มีความกล้าที่จะทำแบบนั้น เขาไม่เคยมีความกล้าในเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ถ้าเป็นก่อนเหตุการณ์นั้นเขาอาจจะมีความกล้าอยู่สักเล็กน้อย แต่ตอนนี้…ไม่มีเลย เขาทั้งไม่มีความกล้า ความมั่นใจใดๆหลงเหลืออีกแล้ว เขารู้สึกว่าตัวเองในตอนนี้ ขี้ขลาดและอ่อนแอชะมัด

    ในขณะที่ผมไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรหรือใช้คำพูดใดเพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้นนั้น เทียร์ก็เดินเข้ามาหาผมและซบลงที่อกของผม เธอยังคงพูดขอโทษออกมา หัวใจของผมนั้นเต้นเร็วจนผมรู้สึกได้ ผมสวมกอดเธอกลับ และพูดขอโทษออกมาเช่นเดียวกัน

    เราสวมกอดกันอยู่จะกระทั่งเธอหยุดร้อง ซึ่งเป็นเวลาเพียงครู่นึงเท่านั้น ผมนำผ้าผืนนึงที่อยู่ในแหวนออกมาเช็คน้ำตาให้กับเธอ และพาเธอไปนั่งตรงที่นั่งที่อยู่ไม่ไกลนัก

    “เทียร์รู้ตอนไหน” เขาถามเธอหลังจากที่เธอเริ่มสงบลงแล้ว เขาต้องการให้เธอ เครียร์เรื่องที่ติดค้างในใจของเธอให้หมด

    “วันนั้น เทียร์ไปที่บ้านของหลิน เพราะต้องการที่จะคุยเรื่องนี้ … แต่เทียร์ไม่กล้าเข้าไป เทียร์ลังเลอยู่นานนานจนได้ยินเสียร้อง…” เธอก้มหน้าและพูดออกมา

    หลินอยากที่จะถามเธอว่า รู้ที่อยู่ของเขาได้ยังไง ? ทำไมถึงต้องมาหาเขา ? แต่ดูเหมือนเขาเองก็น่าจะรู้คำตอบของคำถามพวกนี้อยู่แล้ว เขาหวังว่าที่เขาคิดนั้นจะไม่ผิด

    “เทียร์ ……” เขากำลังจะถามคำถามที่สำคัญ

    แต่ดูเหมือนว่าเขาเกือบจะถามคำถามที่ไม่สมควรที่จะถามออกไป

    มีคนมารับเธอ เขาคือคุณปู่ที่คอยไปส่งและมารับเธอที่โรงเรียนในทุกๆวัน เขาจำใบหน้าคุณปู่คนนี้ได้ดี ใบหน้าที่ดูเข้มขึงดุดันอยู่ตลอด คุณปู่มักจะจ้องมองกลับมาหาเขาทุกครั้งที่เขามอง

    หลินใช้อารมณ์และความรู้มากเกินไปจนหลงลืมไปว่า ไม่ว่าความรู้สึกของเขาหรือความรู้สึกของเธอจะเป็นอย่างไร มันก็ไม่ได้มีความสำคัญเลยสักนิด