บทที่17
พบกันกลางสนามรบ
ซูเหลียงอารมณ์เสีย แลบลิ้นแบร่ๆใส่ทิศที่เหล่าผู้ติดตามห้าคนนั่งอยู่ก่อนจะนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในครัว
“คิดว่าตัวเองรับใช้ทูตแล้วมีหน้ามีตานักรึเ้าพวกผู้ติดตามปากเสีย... ข้าทำงานให้ท่านชายเชียว ไม่ได้เป็พวกอ่อนต่อโลก...”เด็กหนุ่มบ่นงึมงำก่อนจะสังเกตเห็นฉันที่ยืนอยู่ตรงประตูในที่สุด “มีอะไรขอรับ?หิวหรือ?”
ฉันชูกระดานที่เขียนว่า “มาหาขนมให้ถิงถิง”ให้เขาดู
“ถิงถิงทานมากไปแล้วขอรับเดี๋ยวก็ทานอาหารเย็นไม่ลง” เด็กหนุ่มบ่นเหมือนตัวเองเป็แม่ “...สองท่านนั้นก็คุยกันนานจริงสงสัยต้องยกอาหารเย็นเข้าไปให้ด้วย”
ฉันใช้สันมือลบข้อความบนกระดานและเขียนถามว่าแขกที่มาเป็ใคร
“เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของนายท่านขอรับเห็นว่าเป็ทูตจากโทโคโยะ ไอ้แคว้นทางตะวันออกที่รบกับพวกเรามาั้แ่รุ่นทวดรุ่นเทียด”ซูเหลียงยกมือเท้าคาง “สองท่านนั้นไปรู้จักกันได้อย่างไรก็ไม่รู้หรอกนะขอรับ สงสัยเพราะน้องชายนายท่านอยู่ในกองทัพที่ประจำการอยู่ในไคหยาง...”
ไคหยางตั้งอยู่ติดกับเหยากวงที่จมไปและเป็เมืองท่าที่มีการค้าขายกับโทโคโยะ
คงเป็เื่แปลกน่าดูที่หนิงหลงมีเพื่อนจากแคว้นอริแต่พอคิดว่าเพื่อนคนนั้นเป็ทูต ความสัมพันธ์นั้นจะไม่น่าแปลกใจเท่าไร
คิดดูแล้ว มันต้องใช้ความกล้าขนาดไหนสำหรับคนโทโคโยะที่จะเดินทางลึกเข้ามาถึงที่นี่?หรือนั่นคือสาเหตุที่ทุกคนต้องแต่งตัวตามฉบับซิงกวนเพื่อให้กลมกลืน?
“ซูเหลียงไม่ชอบโทโคโยะเหรอ?”
เด็กหนุ่มปรายตามองคำถามของฉัน
“ข้าน้อยโดนฝังหัวมาแต่เด็กว่า โทโคโยะเป็พวกเลวระยำที่พยายามจะมายึดครองบ้านเมืองเราคำว่าโทโคโยะแทบจะมีความหมายเดียวกับคำว่าผู้รุกรานอยู่แล้วถ้าเราไม่ได้เจอศึกอีกด้านจากทางเหนือ”เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้น “แต่ข้าน้อยถูกส่งไปรบในสมรภูมิทางตอนเหนือของเทียนซูั้แ่เพิ่งอายุได้สิบห้าปีและเมื่อนั้นข้าน้อยได้ทราบว่าคนเลวมีอยู่ทุกที่ เรามองว่าเขาเลวเขาก็มองว่าเราเลวไม่ต่างกัน”
เขาเคยพูดเื่ที่ตนเองเป็ทหารผ่านศึกหลายครั้งฉันไม่มีโอกาสได้ถามรายละเอียดจนกระทั่งตอนนี้
“ทำไมถึงต้องไปรบทั้งที่ยังเด็ก?” นั่นเป็คำถามที่ฉันคาใจที่สุด
เด็กหนุ่มเดินไปที่เตาและหยิบทัพพีคนซุปในหม้อทั้งที่ไม่มีความจำเป็จะต้องคน
“...ข้าน้อยถูกส่งไปแทนลูกคนโปรดของบ้าน”เขาตอบ “โกหกว่าข้าน้อยเป็เด็กอายุสิบหกปีเต็มที่ตัวเล็กกว่ามาตรฐานจากนั้นจึงส่งไปยังแนวหน้า เข้าไปในหน่วยรบที่เปลี่ยนทหารเด็กๆ ให้กลายเป็สุนัขที่ซื่อสัตย์...แต่สุนัขไม่ใช่คน เพราะฉะนั้นถึงฝึกมาดีแค่ไหน เมื่อถึงยามจำเป็ก็สลัดทิ้งได้อย่างไม่ไยดี”
“...”
เื่าหรือการสู้รบเป็เื่ไกลตัวพอมาเห็นคนตรงหน้าที่เคยผ่านามาแล้วจริงๆ...ฉันไม่รู้จะพูดอะไรกับอีกฝ่ายดีไม่รู้ว่าคำพูดใดที่เขาอยากได้ยิน เขาคงไม่้าคำพูดเห็นใจกลวงเปล่าจากคนที่ไม่เคยััการต่อสู้อย่างฉัน...เพราะฉะนั้นฉันจึงรับฟังเขาต่อ
“...ข้าน้อยต่อสู้อยู่นอกกำแพงเมืองเทียนซู”เขาพูดโดยยังหันหน้าเข้าหาเตาและหันหลังให้ฉัน “วันนั้นพวกมันมากันเร็วมาก...เหมือนทุกครั้งและคราวนั้นมากันเป็กองทัพ ม้าของพวกมันดาหน้าเข้ามาเหมือนกำแพงเคลื่อนที่ได้ ทิ้งฝุ่นฟุ้งตลบตามหลังพวกเราเป็หน่วยสำหรับสอดแนมและปฏิบัติการพิเศษ ไม่ใช่หน่วยที่ตั้งมาเพื่อรับมือกองทัพเมื่อสู้ไม่ได้จึงต้องหนี แต่...พวกเราอยู่นอกกำแพง ห่างจากกำแพงไกลโข...รู้ตัวอีกที คนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่คือตัวเองคนเดียว”
เด็กหนุ่มวางทัพพีไว้ข้างหม้อ
“ม้าคู่ใจถูกยิงาเ็พอถึงกำแพงก็ล้มลงน้ำลายฟูมปาก ตัวเองถูกยิงที่ไหล่ กระเสือกกระสนทุบประตูกำแพงเมืองขอเข้าไปหลบภัยศัตรูกำลังไล่หลังมา...แต่ข้าน้อยเป็ได้เพียงสุนัขที่ขีดข่วนประตูเรียกร้องความสนใจถึงจะข่วนประตูจนมือถลอกปอกเปิกและเล็บหลุดจากนิ้ว แต่ข้าน้อยก็เข้าไปไม่ได้...ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ชะตากรรมของข้าน้อยคือการถูกข้าศึกบดขยี้ในวินาทีที่พวกมันมาถึงประตูเมือง”
“...”
“เมื่อเห็นสายตาสงสารแต่ห่างเหินของคนบนกำแพงราวกับกำลังบอกข้าน้อยว่า...จงตายอยู่ตรงนั้นเสียเพื่อไม่ให้พวกมันเข้ามาในประตูเมืองได้ข้าน้อยยอมรับชะตากรรมแล้วว่าต้องตายเป็แน่แท้ จึงหยุดดิ้นรนและรับคำสั่งปะา แต่...นายท่านคือปาฏิหาริย์ของข้าน้อยในยามที่ศรเวทมนตร์และศรปลายขนนกของทั้งสองฝ่ายบินข้ามไปมาเหนือศีรษะ ท่าน...ลงมาจากกำแพง”
ฉันนึกภาพกำแพงเมืองสูงตระหง่านราวกำแพงเมืองจีนฝั่งหนึ่งคือกองทัพของซิงกวนที่ต่อสู้ป้องกันเมืองหลวงอีกฝั่งคือศัตรูที่ขี่ม้าเข้าประชิดและที่ใช้เล็บตะกุยประตูราวกับพยายามจะเจาะช่องเข้าไปคือซูเหลียงในวัยสิบหกปีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกครอบครัวถีบส่งลงมายังสนามรบั้แ่อายุสิบห้าและกลายเป็รั้วป้องกันประเทศ
หนังสือเล่มหนึ่งที่ฉันเคยอ่านก่อนหน้านี้เขียนไว้ว่า“การบังคับให้คนอื่นไปรบคือการกระทำของสวะ สมควรแก่การประณาม” มองหน้าซูเหลียงแล้วฉันรู้สึกว่าถึงเขาได้อะไรหลายอย่างจากการออกไปรบคราวนั้น แต่เขาเสียอะไรไปหลายอย่างเช่นกัน
“...รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าน้อยไม่เคยหยุดทำงานบ้าน?ข้าน้อยหยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุด...จะคิดอยากกระโจนกลับสู่สนามรบอีกครั้ง”เขาพูดลอยๆ “บางที ข้าน้อยไม่อาจยอมรับชีวิตพี่เลี้ยงเด็กแสนสงบสุขนี้ได้เมื่อคิดว่าณ ขณะนี้ยังมีคนอื่นที่ยังต่อสู้อยู่ที่แนวหน้า เด็กที่เหมือนกับข้าน้อยสักคนกำลังดิ้นรนอยู่ที่กำแพงเมืองเพื่อหนีจากความตายพอเห็นภาพนั้นในหัว ข้าน้อยอยากออกจากบ้านและกลับสู่ผืนดินที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นเหม็นเน่าและกลิ่นดินแฉะๆท้องฟ้าที่มีเสียงหวีดร้องแหลมสูงของเวทมนตร์พิสัยไกล”
“ทั้งที่ออกมาได้แล้วก็ยังอยากกลับไปเหรอ?”
เด็กหนุ่มผู้เป็อดีตสุนัขล่าเนื้อจ้องมองประโยคบนกระดานอยู่นาน
“สนามรบคือความจริง ส่วนชีวิตสามปีที่ผ่านมาเหมือนล่องลอยผ่านฝันตื่นหนึ่งนั่นคือความรู้สึกของข้าน้อย” เขาตอบเสียงเบา “แต่หากนายท่านไม่ยอมให้ข้าน้อยกลับไปข้าน้อยจะไม่กลับไป...” พูดได้ถึงตอนนั้น เด็กหนุ่มหัวเราะยาว “อา...เหมือนสุนัขจริงๆ สุดท้ายแล้วข้าน้อยยังเป็สุนัขตัวนั้นอยู่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยหรือนี่?”
ฉันกำมือแน่นความรู้สึกยากจะบรรยายของเขาไหลเข้ามาในร่าง
“...ทำหน้าอะไรอย่างนั้นขอรับ?ไม่ต้องมาเศร้าด้วยเลย... ท่านก็เป็อย่างนี้ รับรู้ความเ็ปของนายท่านได้จึงเข้าใจท่านผู้นั้นแต่ท่านไม่ต้องมารับรู้ความรู้สึกแบบข้าน้อยไปทั้งชีวิตเลยยิ่งดี... เพราะฉะนั้นแค่นั่งฟังก็ดีแล้ว”
ฉันพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น จะฟัง”
ซูเหลียงกลับมานั่งเขานั่งเท้าแขนซ้าย สายตามองนอกหน้าต่างครัวได้ยินเสียงพูดคุยของเหล่าผู้ติดตามดังแว่วมาจากห้องข้างๆ
“...ข้าน้อยยังจำวินาทีที่ตัวเองเปลี่ยนกลับไปใส่ชุดพลเรือนได้”