น้ำค้างยามเช้าพร่างพรมบนยอดหญ้าสายลมเย็นสบายพัดแ่เบา ท้องฟ้าที่เคยมืดสลัวเริ่มมีแสงสีส้มสาดสองบนฝากฟ้า ในจวนหลังใหญ่ที่เงียบเหงายังคงมีร่างเล็กสองร่างที่วิ่งรอบจวนอย่างขยันขันแข็งั้แ่ฟ้ายังไม่สาง
หลินเยว่ชิงมักจะตื่นั้แ่ปลายยามอิ๋น [1] เพื่อมานั่งโคจรลมปราณ อี้เหิงบอกนางว่าต้องโคจรลมปราณทุกวันถึงจะดี ลมปราณในร่างกายจะได้ไม่ติดขัด จากนั้นนางจึงจะออกไปวิ่งรอบจวน
หลินเยว่ชิงยังคงวิ่งออกกำลังกายทุกเช้าอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือมีถุงทรายขนาด 1 จิน 2 ถุง ผูกติดไว้ที่ขาเล็กนั้นๆ นางต้องผูกถุงทรายติดตัวไว้ตลอดทั้งวันเพื่อฝึกพละกำลัง การฝึกของหลินเยว่ชิงพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วนับั้แ่นางสามารถรวบรวมลมปราณได้สำเร็จและใช้กำลังภายในได้ แรกๆ การรวบรวมลมปราณของนางถือว่าไม่ค่อยดีนัก นางมักจะเสียสมาธิก่อนรวบรวมลมปราณได้สำเร็จทุกครั้ง ร่างเล็กต้องอาศัยการวาดภาพหรือการเขียนอักษรเพื่อรวบรวมสมาธิของตน
เสี่ยวอวี้เองก็มีความก้าวหน้าในการฝึกเช่นกัน นางกำนัลน้อยก็สามารถรวบรวมลมปราณได้แล้วเช่นกันแม้ว่าจะยังไม่คงที่ก็ตาม
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จแล้วหลินเยว่ชิงและเสี่ยวอวี้สองนายบ่าวในชุดบุรุษที่เหมาะสำหรับการฝึกวรยุทธ ก็เดินไปที่ลานฝึก
อี้เหิงที่ยืนรออยู่แล้วที่ลานฝึกเมื่อเห็นท่านหญิงน้อยและนางกำนัลคนสนิทเดินมา เขาก็ไปเตรียมตำราฝึกวรยุทธให้ทั้งสองได้ใช้ศึกษา
่นี้ท่านหญิงน้อยของเขาไม่ค่อยเหม่อลอยเหมือนแต่ก่อนแล้ว อาจเป็เพราะต้องฝึกวรยุทธอย่างหนักและต้องร่ำเรียนเื่ต่างๆ จากอี้เหวินอีก จึงทำให้ท่านหญิงไม่เหลือเวลาที่จะไปคิดเื่อื่นแล้วกระมั้ง เป็เช่นนี้ก็นับว่าดีไม่น้อย
หลินเยว่ชิงเดินไปประจำที่ก่อนเริ่มต้นการฝึกด้วยการฝึกพื้นฐานท่าขี่ม้าเช่นทุกครั้ง และเพิ่มถุงทรายที่ผูกติดแขนและขาของนางขึ้นทุกครั้งที่นางกับเสี่ยวอวี้ไม่มีอาการขาสั่นแล้ว ตอนนี้นางต้องแบกถุงทรายไว้กับตัวถึง 10 จิน แต่โชคดีที่อี้เหิงสอนควบคุมลมปราณแล้ว นางจึงส่งลมปราณไปช่วยพยุงถุงทรายที่ผูกติดตัวนางไว้มิให้น้ำหนักของมาทิ้งลงมาที่แขนของนางมากจนเกินไป หากไม่ทำเช่นนี้แขนเล็กๆ ของนางคงได้หักก่อนเป็แน่ ด้วยน้ำหนักถุงทรายที่ต้องแบกเพิ่มขึ้นอี้เหิงจึงใจดีลดเวลาฝึกท่าขี่ม้านี้ให้เหลือครึ่งชั่วยาม
เมื่อหลินเยว่ชิงฝึกพื้นฐานทุกอย่างเสร็จแล้ว อี้เหิงก็ยื่นตำราเล่มหนึ่งให้นาง
“ตำราวิชาเหยียบเมฆา” หลินเยว่ชิงอ่านชื่อตำราเล่มนั้นที่อี้เหิงส่งมาให้ ก่อนจะเงยมองหน้าเขาด้วยแววตากระจ่างใส ในตากลมโตกระพริบปริบๆ เหมือนรอคำอธิบายจากเขา
“เป็ตำราวิชาตัวเบาขอรับ...ตอนนี้ท่านหญิงยังเล็ก พละกำลังก็มีน้อยนิด..หากเจอศัตรูที่มีพละกำลังมากกว่าคงสู้ไม่ได้..แต่หากมีวิชาตัวเบาที่เก่งกาจ อย่างน้อยก็สามารถหลบหนีหรือถ่วงเวลาจนกว่าจะมีคนมาช่วยได้ขอรับ” อี้เหิงอธิบายเสียงเรียบเฉยตามแบบฉบับองครักษ์หน้าตายของเขา
หลินเยว่ชิงเมื่อได้ฟังที่อี้เหิงบอก เขา้าให้นางฝึกวิชานี้เพื่อเอาไว้หลบหนีสิน่ะ ที่อี้เหิงพูดมาก็มีเหตุผลนางคงต้องตั้งใจฝึกวิชาเหยียบเมฆานี้ให้สำเร็จซะแล้ว
“เรามาเริ่มฝึกกันเลยน่ะขอรับ”
“อืม…ข้าพร้อมแล้ว”
วิชาเหยียบเมฆาที่อี้เหิงให้นางฝึกนี้มีทั้งหมด 9 ขั้น แรกๆ นางก็ฝึกอย่างทุลักทุเล อี้เหิงบอกให้ส่งลมปราณไปที่ฝ่าเท้าแล้วให้โคจรลมปราณไปจุดต่างๆ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายมิให้ร่วงลงมา
ตุบ!
เสียงร่างเล็กตกกระทบพื้นหญ้าทั้งที่เพิ่งเหินกายขึ้นไปบนอากาศยังไม่ถึงครึ่งจั้ง [2] ด้วยซ้ำ
“โอ๊ย! เจ็บๆ” เสียงโอดครวญดังมาจากร่างเล็กที่ตกกระทบพื้นเป็ครั้งที่ 5 แล้ว
อี้เหิงเดินมาพยุงท่านหญิงน้อยให้ลุกขึ้นนั่งก่อนจะกล่าวสอน
“ท่านหญิงขอรับ..ท่านต้องมีสมาธิมากกว่านี้ อย่าไปคิดเพียงว่าต้องส่งลมปราณไปที่เท้าเท่านั้น ท่านหญิงต้องไม่ลืมส่วนอื่นๆ เช่นกัน มิเช่นนั้นจะทำให้เสียสมดุลแล้วก็ร่วงลงมาอย่างนี้ขอรับ” อี้เหิงจับร่างเล็กให้ลุกขึ้น
“เหิงเหิง…ทำไมท่านไม่รอรับข้าล่ะ. .ปล่อยให้ข้าตกลงมาตั้งหลายรอบ” หลินเยว่ชิงทำหน้าบึงตึ้งยู่ปากใส่อี้เหิงอย่างเคืองๆ
“ถ้าข้าน้อยมัวแต่รอรับท่านหญิงอยู่เช่นนี้.. แล้วเมื่อไหร่ท่านหญิงจะฝึกสำเร็จขอรับ เพราะท่านหญิงคิดว่าร่วงลงมาอย่างไรก็มีคนรับอยู่ดี” อี้เหิงบอกกล่าวเหตุผลให้ร่างเล็กตรงหน้าฟัง
“อืม…เข้าใจแล้ว ข้าจะตั้งใจให้มากกว่านี้”
สิ้นเสียงกล่าวร่างเล็กของหลินเยว่ชิงก็กลับไปฝึกวิชาเหยียบเมฆาอย่างขมักเขม้น ต่อให้มีการร่วงลงมาแต่ร่างเล็กก็ไม่ปริปากบ่นอีก
ทุกวันก็ยังคงเป็อยู่เช่นนี้ด้วยความตั้งใจและมีวินัยในการฝึกฝนหลินเยว่ชิงสามารถฝึกวิชาเหยียบเมฆาขั้นสามจนสำเร็จภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน
ร่างเล็กสามารถเหินกายไปบนกำแพงจวนได้อย่างง่ายดาย แต่ความเร็วในการใช้วิชาตัวเบาของนางยังต้องฝึกอีกมาก
นอกจากฝึกวิชาตัวเบาแล้วอี้เหิงยังให้นางศึกษาตำราเพลงกระบี่พื้นฐานไปพร้อมกันด้วย แต่ถึงจะศึกษาแค่ตัวอักษรไปก่อนก็ตาม
เพลงกระบี่พื้นฐานท่วงท่าการร่ายรำไม่ซับซ้อนมาก ในตำราเล่มนี้มีทั้งหมด 7กระบวนท่า แต่ล่ะกระบวนท่ามี 12 จังหวะ นางต้องจดจำท่วงท่าการร่ายรำกระบี่ในแต่ละกระบวนท่าให้ได้ขึ้นใจ
อี้เหิงทะลวงชีพจรให้นางเพิ่มอีกจุดแล้วหลังจากที่นางสามารถรวบรวมลมปราณและใช้กำลังภายในได้ นางรู้สึกว่าร่างกายของตนเบาขึ้นแม้จะผูกถุงทรายหนักหลายจินติดตัวไว้ตลอดก็ไม่ทำให้ลำบากอะไร เสี่ยวอวี้เองก็สามารถฝึกวิชาเหยียบเมฆาขั้นสองได้สำเร็จแล้วเช่นกัน ร่างเล็กที่เคยอ้อนแอ้นของนางกำนัลน้อยบัดนี้เริ่มมีกล้ามเนื้อขึ้นมาบ้างแล้ว ฝีเท้าในการก้าวเดินก็ดูแ่เบามากขึ้น
วันนี้หลังจากที่หลินเยว่ชิงฝึกวิชาเหยียบเมฆาขั้นสามสำเร็จแล้ว อี้เหิงก็ให้ลูกศิษย์จำเป็ทั้งสองเริ่มเรียนกระบี่ เขาเตรียมกระบี่ไม้เล่มเล็กไว้ให้คนทั้งคู่
หลินเยว่ชิงยื่นมือไปรับกระบี่ไม้ที่อี้เหิงเตรียมมาให้ ตัวกระบี่ทำจากไม้เนื้อดีที่มีความแข็งแรงขัดจนเงา น้ำหนักเบาเหมาะกับเด็กน้อยเช่นนาง
อี้เหิงสอนวิธีการจับกระบี่ที่ถูกต้องให้กับดรุณีน้อยทั้งสอง ก่อนจะให้ทั้งคู่ร่ายรำเพลงกระบี่กระบวนท่าแรกตามตำราที่เขามอบให้ไปก่อนหน้านี้
หลินเยว่ชิงทบทวนเพลงกระบี่พื้นฐานกระบวนท่าแรกที่นางจำได้ ในกระบวนท่าแรกนี้มี 12 จังหวะ เมื่อคิดได้แล้วนางก็เริ่มร่ายรำกระบี่ทันที
ร่างเล็กยกกระบี่ไม้ขึ้นขนานกับพื้น แยกเท้ายืนอย่างมั่งคงก่อนจะเริ่มรำกระบี่ตามท่วงท่าที่นางจดจำได้ ตอนแรกการวาดกระบี่ของนางยังมีเชื่องช้าและติดขัดอยู่บ้าง เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ความไหลลื่นของกระบวนท่าก็มีมากขึ้น ความเร็วในการกวัดแกร่งกระบี่ก็เร็วขึ้นตามไปด้วย อี้เหิงยังคงเป็อาจารย์ที่ดี เขาคอยอธิบายและชี้แนะในส่วนที่พวกนางไม่เข้าใจ บางครั้งก็แสดงให้ดูเป็ตัวอย่าง
ควับ! ควับ! ควับ!
เสียงกระบี่ไม้ตัดกับอากาศยามที่ร่างเล็กกวัดแกว่งไปตามท่วงท่าของเพลงกระบี่ อี้เหิงยกยิ้มพอใจกับการเรียนกระบี่ครั้งแรกของท่านหญิงน้อย นายน้อยของเขาผู้นี้มีความตั้งใจเป็เลิศแถมยังมีวินัยในการฝึกฝน มีสติปัญญาที่สามารถจดจำเพลงกระบี่ได้ครบทุกจังหวะโดยไม่ต้องหยุดดูตำรา นับว่าท่านหญิงน้อยเป็ผู้มากความสามารถมากผู้หนึ่ง
การเรียนกระบี่ยังคงดำเนินต่อไปจนครบสองชั่วยาม แต่ละวันอี้เหิงจะให้นางและเสี่ยวอวี้เรียนวรยุทธแค่ครึ่งวัน เขาบอกว่าหากเรียนมากกว่านี้จะเป็การหักโหม เพราะขีดจำกัดของร่างกายนางทำให้ฝึกหนักกว่านี้ไม่ได้ เมื่อการฝึกจบลงหลินเยว่ชิงก็ก้มศรีษะคาราวะอาจารย์จำเป็ของนางเพื่อเป็การขอบคุณสำหรับบทเรียนในวันนี้ ก่อนจะกลับเรือนเหิงเยว่เพื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตัวใหม่
ปลายยามอุ้ย หลินเยว่ชิงยังคงนั่งอ่านตำราที่อี้เหวินทิ้งไว้ให้นาง วันนี้นางสั่งให้อี้เหวินไปตามสืบเื่ธนูเงินที่ใช้ยิงอาเหนียงของนาง ท่านอาควนบอกว่าเหมือนธนูเงินดอกนี้จะมีที่มาเดียวกันกับธนูที่ใช้ลอบโจมตีอาเตี่ยเมื่อ 5 ปีก่อนกับศึกของเผ่ากุ๋ยเล่อ ลักษณะของธนูทั้งสองดอกนี้มีความคล้ายคลึงกัน
ตำราที่อี้เหวินทิ้งไว้ให้นางนี้เป็ตำราศึกที่คล้ายเป็นิทานมากกว่าตำราเรียน เขา้าให้นางเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมในการหลอกล่อศัตรู และการปกครองบริวารให้อยู่ใต้อานัติ ด้วยความที่นางยังเป็แค่เด็กน้อย ความองอาจน่ายำเกรงใดๆ ล้วนไม่มี ถึงนางจะมียศท่านหญิงของจวน แต่บรรดาทหารองครักษ์ก็ยังไม่ยอมรับนางเป็นายจากใจจริง พวกเขาปกป้องนางแค่ทำตามหน้าที่มิใช้มาจากใจที่้าปกป้องนาง ด้วยเหตุนี้อี้เหวินจึงให้นางเรียนรู้วิธีคอยสังเกตุสีหน้าแววตาและท่าทางของผู้คนเพื่อที่จะได้รู้ว่าคนผู้นั้นคิดเช่นไรกับนาง อี้เหวินบอกนางว่าถึงสีหน้าและน้ำเสียงจะลอกลวงคนได้แต่แววตาจะไม่โกหกสิ่งที่คนผู้นั้นคิดอยู่
พรึบ!
เสียงบางอย่างแหวกอากาศเข้ามาทางหน้าต่างของเรือน มาพร้อมกับเงาสีดำสายหนึ่งที่พริ้วกายเขามาอย่างรวดเร็วก่อนจะมาคุกเข่าอยู่ต่อหน้าร่างเล็ก
“คาราวะท่านหญิงขอรับ” อี้เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เขาใส่ชุดดำที่เป็เครื่องแบบขององครักษ์เงา
ร่างเล็กเมื่อได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมอง ั้แ่นางเริ่มฝึกวรยุทธประสาทััของนางก็เฉียบคมมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เก่งมากพอที่จะจับััขององครักษ์เงาทั้งสี่ของนางได้ หากนางไม่สั่งให้พวกเขาแสดงตัวออกมาพวกเขาก็ยังคงไปมาเช่นภูติผีอยู่เช่นนี้ วิชาตัวเบาของพวกเขาล้ำเลิศนักฝีเท้าแ่เบาจนจับััมิได้ บางครั้งนางก็คิดว่าพวกเขาคล้ายนักฆ่ามากกว่าองครักษ์เงาเสียอีก
“รายงานมา”
“ข้าน้อยจัดหาเด็กกำพร้าและขอทานตามที่ท่านหญิงสั่งแล้วขอรับ…ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่บ้านติดชายป่านอกเมืองที่ท่านหญิงเตรียมไว้แล้วขอรับ” อี้เฟิงรายงานทุกอย่างให้เ้านายน้อยทราบ
“พวกเขาเป็เช่นไรบ้าง” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามเสียงเรียบ ทั้งที่ยังก้มหน้าอ่านตำราอยู่เช่นนั้น
“พวกเขาดูหน่วยก้านดี และมีความมุ่งมั่น…สำหรับความภักดีพวกเขาทราบซึ้งมากที่ท่านหญิงยื่นมือเขาช่วยเหลือไม่ให้อดตายอยู่ข้างถนน”
“ท่านเริ่มฝึกพวกเขารึยัง?”
“ขอรับ..ข้าน้อยเริ่มฝึกพวกเขาแล้ว..หลายคนมีพร์สามารถเป็สายลับฝีมือดีได้เลยขอรับ” อี้เฟิงยังคงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เฟิงเฟิง..ท่านช่วยดูว่าใครที่มีแววเกี่ยวกับการค้าที่พอจะนำมาฝึกหรือเรียนรู้ได้รึไม่..ข้า้าหลงจู๊ [3] ที่ไว้ใจได้เมื่อเราขยายกิจการไปต่างแคว้น”
“ข้าน้อยจะจัดหาให้ขอรับ”
“พวกเขาต้องใช้เวลาในการฝึกนานเท่าใด?”
“คาดว่าอีกสามเดือนพวกเขาพร้อมที่จะออกปฏิบัติงานได้แล้วขอรับ”
“อืม..ลำบากท่านแล้ว” หลินเยว่ชิงกล่าวพร้อมส่งยิ้มบางเบาไปให้อี้เฟิง
“มิได้ลำบากอันใดขอรับ..ข้าน้อยเต็มใจ” อี้เฟิงรีบกล่าวตอบท่านหญิงน้อยในสิ่งที่ตนคิด
หลินเยว่ชิงโบกมือให้อี้เฟิงออกไปเมื่อนางคุยกับเขาเรียบร้อยแล้ว ตลอดสองเดือนมานี้นางมัวแต่ศึกษาฝึกปรือตัวเองจนไม่มีเวลาให้ต้องไปนั่งเศร้าใจอีก มีงานอีกมายมายที่นางต้องทำ การดูแลจวนแม้จะมีลู่กงกงคอยช่วยแต่นางในฐานะเ้าของจวนก็มิอาจปล่อยปละละเลยได้
ทุกวันต่อให้นางเหนื่อยมากเพียงใดก็ไม่เคยปริปากบ่นออกมา
พี่ชายทั้งสองของนางก็ยังคงมาเยี่ยมเยียนนางทุกๆ ห้าวัน บางทีก็สลับกันมาบางครั้งก็มาพร้อมกัน หลินเยว่ชิงบอกเื่ที่นางฝึกวรยุทธกับท่านพี่ทั้งสองของนาง พี่ชายใหญ่ไม่เห็นด้วยที่นางเป็หญิงแต่หันมาจับดาบแทนที่จะฝึกร่ายรำหรือฝึกดนตรีแทน โชคดีที่พี่ชายรองเข้าใจนางจึงช่วยเกลี้ยกล่อมพี่ชายใหญ่ไม่ให้เอาเื่นี้ไปแจ้งเสด็จลุง มิเช่นนั้นแผนที่นางวางไว้คงยุ่งยากแน่
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา หลินเยว่ชิงใช่เวลาส่วนใหญ่ในการฝึกเพลงกระบี่พื้นฐานทั้ง 7 กระบวนท่าจนชำนาญและวิชาตัวเบาของนางก็เลื่อนมาอยู่ขั้นที่สี่แล้ว อี้เหิงยังคงให้นางใช้กระบี่ไม้ในการฝึกอยู่ แต่วันนี้อาจารย์สอนวรยุทธของนาง้าจะสอนสิ่งอื่นให้นางอีกเมื่อเห็นว่านางรำกระบี่ได้คล่องแคล้วแล้ว
หลังจากที่หลินเยว่ชิงและเสี่ยวอวี้ฝึกท่าขี่มาเสร็จแล้ว อี้เหิงก็เรียกพวกนางให้ไปยื่นอยู่กลางลานฝึก เบื้องหน้านางมีไหสุราที่ตั้งเรียงรายกันอยู่กว่าสิบไห ร่างเล็กมองหน้าอี้เหิงอย่างมึนงงเมื่อเขายื่นหินก้อนเล็กมาให้นาง
จากจุดที่ร่างเล็กยืนอยู่ห่างจากไหสุราราว 5 จั้ง หลินเยว่ชิงมองหินในมือตัวเองแล้วเหลือบไปมองไหสุราก่อนจะหันไปมองหน้าอี้เหิงด้วยดวงตาพราวระยับ
“เหิงเหิง…ท่านจะให้ข้าเอาเ้าหินนี้ปาไหสุรานั้นหรือ?” หลินเยว่ชิงเอ่ยถามพร้อมชี้นิ้วเรียวเล็กไปที่ไหสุราที่ตั้งอยู่กลางลานฝึกที่ห่างจากนางมากโข
“ขอรับ..ท่านหญิงต้องปาไหสุราพวกนั้นให้แตก”
หลินเยว่ชิงก้มมองหินก้อนเล็กในมือตนอีกครั้งก่อนจะกล่าวแย้งออกไป “แต่ว่า..ไกลถึงเพียงนี้ข้าจะปาโดนได้อย่างไร!”
“ท่านหญิงต้องใช้กำลังภายในในการส่งก้อนหินนี้ออกไป..เมื่อท่านหญิงสามารถฝึกปาหินได้แม่นยำเมื่อใด..ข้าน้อยจะให้ท่านฝึกปามีดแทนขอรับ..เอาละมาเริ่มกันเลยขอรับ”
หลินเยว่ชิงทำตามที่อี้เหิงบอกทันที นางส่งพลังลมปราณไปที่ข้อมือก่อนจะอัดพลังไว้ที่ก้อนหินแล้วปาออกไป หินก้อนเล็กที่นางปาออกไปด้วยพลังลมปราณลอยออกจากมือน้อยของนางอย่างรุนแรงและรวดเร็วแต่ว่าไม่โดนไหสุราที่ตั้งไว้ ร่างเล็กย่นจมูกอย่างขัดใจ
ร่างเล็กยังคงปาหินใส่ไหสุราอย่างเอาเป็เอาตายปาไปสิบก้อนจะถูกไหสุราซักสองก้อน แต่เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ความแม่นยำในการปาก็มีมากขึ้น หลินเยว่ชิงใช้เวลาหลายวันกว่านางจะปาหินให้โดนไหสุราได้ครบทุกไหโดยไม่มีผิดพลาด
อี้เหิงกล่าวว่าการที่ให้นางฝึกปามีดนั้นเพราะนางยังเด็กเกินไปที่จะถือกระบี่เล่มใหญ่ เขาจึงเปลี่ยนมาให้นางใช้มีดสั้นแทน แต่การฝึกกระบี่นางยังต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอเช่นกันแต่ยังคงต้องใช้กระบี่ไม้ เมื่อนางโตพอที่จะสามารถถือกระบี่ได้แล้วจะทำให้การฝึกกับกระบี่ง่ายขึ้น
สำหรับเสี่ยวอวี้ที่มีวัยมากกว่านางอี้เหิงก็ให้เรียนการใช้กระบี่จริงแล้ว โดยมีองครักษ์ในจวนเป็คู่ซ้อมให้
หลินเยว่ชิงยังคงฝึกปามีดสั้นที่อี้เหิงเตรียมไว้ให้อย่างขยันขันแข็ง อี้เหิงจะนำหุ่นฟางมาตั้งไว้ตรงหน้านางพร้อมกับบอกจุดตายบนร่างกายของมนุษย์ก่อนจะให้นางปามีดเข้าไปที่จุดนั้น แรกๆ การฝึกปามีดจะทำกับเป้านิ่งเช่นหุ่นฟาง แต่เมื่อนางเริ่มชำนาญแล้วอี้เหิงก็จะเปลี่ยนมาเป็เป้าเคลื่อนไหว โดยให้นางปามีดใส่กระต่ายที่เขาเอามาปล่อยให้วิ่งไปวิ่งมาในลานฝึกเพื่อเป็เป้าของนาง การฝึกของอี้เหิงไม่ได้หมดแค่นั้นในการต่อสู้ระยะประชิดเขาให้อี้หลินเป็ผู้ฝึกสอนนาง
อี้หลินสอนนางต่อสู้ระยะประชิดด้วยมีดสั้น เขาสอนให้นางใช้ร่างกายที่เล็กกว่าคู่ต่อสู้ให้เป็ประโยชน์ ถึงแม้ว่านางจะตัวเล็ก แต่ข้อดีของการที่มีร่างเล็กคือความเร็ว อี้หลินยังสอนให้นางรู้จักหลอกล่อคู่ต่อสู้อย่าให้อีกฝ่ายอ่านทางนางออก เขาให้นางใช้ส่วนต่างๆ ในร่างกายให้เป็ประโยชน์ ทุกส่วนในร่างกายสามารถเป็อาวุธสังหารได้ทั้งหมด
อี้หลินและอี้เหิงฝึกฝนนางอย่างไร้ความปรานี พวกเขาเคี่ยวกรำนางอย่างหนักโดยไม่สนว่านางเป็แค่เด็กน้อยวัย 5 หนาวเท่านั้น ร่างเล็กที่ได้รับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจากองครักษ์เงาทั้งสอง บัดนี้ร่างกายมีความปราดเปรียว การออกอาวุธก็ดุดันเฉียบขาดแถมวิชาตัวเบาก็จัดว่าอยู่ในขั้นที่ดี สร้างความพอใจให้กับอาจารย์ทั้งสองเป็อย่างมาก
เื่การสืบหาความเป็มาของธนูเงินดอกนั้นอี้เหวินบอกนางว่าธนูนี้มิใช่ของกองทัพแต่เป็ธนูที่ถูกทำขึ้นมาเป็พิเศษ โดยเป็ช่างฝีมือจากแคว้นต้าเซินเป็ผู้ทำขึ้น แต่มิรู้ว่าผู้จ้างวานเป็ผู้ใด
ในคดีลอบสังหารอาเตี่ยของนางนั้น เสด็จลุงก็สืบพบเบาะแสชี้เป้าไปที่เสนาบดีคลัง ‘เหยาหย่งฝาน’ แต่มีช่องโหว่ของรูปคดีอยู่หลายที่ แต่ไม่ว่าจะพยายามสืบยังไงก็ไม่มีเบาะแสให้สืบต่อไปได้ เสนาบดีคลังเหยาหย่งฝานถูกปะาชีวิตในข้อหาลอบปลงพระชนเชื้อพระวงศ์ ครอบครัวถูกถูกเนรเทศไปใช้แรงงานที่ชายแดนตลอดชีวิต ทรัพย์สินถูกยึดเข้าคลังหลวง แต่หลินเยว่ชิงยังมองมาว่าเสนาบดีเหยาเป็แค่แพะอ้วนๆ ตัวหนึ่งที่ถูกส่งขึ้นมาเป็หนังหน้าไฟแทนเท่านั้นเอง
**********************************
[1] ยามอิ๋น คือเวลา 3.00 น.-4.59 น.
[2] 1 จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร
[3] หลงจู๊ คือ ผู้จัดการร้าน