บทที่ 28 พวกเ้าล้วนเป็ผู้ถือหุ้น
ยามไม่มีเื่ให้เรียก ‘ลูกทรพี’ ยามมีเื่ให้เรียก ‘อาอิ๋ง’ การเปลี่ยนสีหน้าของหลิวปังนั้นรวดเร็วยิ่งกว่าการพลิกหน้าหนังสือ ทำให้หลิวอิ๋งตั้งตัวไม่ติดอยู่บ้าง
"อาอิ๋งเอ๋ย ระหว่างพ่อลูกจะมีความแค้นค้างคืนได้อย่างไร? บอกพ่อมาก่อนเถิด ว่าเ้าจะแก้ปัญหาเื่เงินและเสบียงอย่างไร?"
"รอจนกว่าน้ำตาลกรวดขายออกไป พ่อไม่มีทางปฏิบัติกับเ้าอย่างไม่เป็ธรรมแน่นอน!" หลิวปังยิ้มประจบ ในฐานะเครื่องจักรทางการเมืองที่ไร้หัวใจ เขาสามารถแยกแยะผลประโยชน์ของน้ำตาลกรวดที่มีต่อราชสำนักต้าฮั่นได้อย่างชัดเจน
"เช่นนั้นก็ดี! ขอเพียงถอดถอนตำแหน่งรัชทายาทของข้า แล้วถือโอกาสแต่งตั้งให้ข้าไปครองแคว้นอู๋-เยว่ก็พอ!"
ฮองเฮาหลวี่ได้ยินดังนั้น สีหน้าพลันเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง แต่หลิวปังกลับส่งสายตาให้ภรรยาเพื่อให้นางวางใจ
"ตกลง ตกลง พ่อรับปากเ้า แต่เรามาคุยกันก่อนว่า จะทำอย่างไรถึงจะจับเสือมือเปล่าได้โดยไม่ต้องลงทุน!"
หลิวอิ๋งพอใจกับคำตอบที่เอาใจของบิดา จึงเริ่มกล่าวอย่างฉะฉาน "ข้าว่านะ เสด็จพ่อเดินหมากผิดทางมาั้แ่ต้นแล้ว! การทำการค้าต้องรู้จักการระดมทุน ไม่ใช่เอาเงินตัวเองทุ่มลงไปทั้งหมด! ด้วยระดับของท่าน ต่อให้ไปตั้งแผงลอยก็คงขาดทุนจนสิ้นเนื้อประดาตัว!"
ใช่ ๆ ๆ ... เ้าเด็กนี่ คอยดูเถอะ! หลิวปังด่าทอในใจ แต่ภายนอกยังคงยกยออย่างยิ่ง
"เรามิได้มีขุนนางและแม่ทัพผู้มีความดีความชอบมากมายหรอกหรือ พวกเขาติดตามเสด็จพ่อออกศึก ย่อมได้รับรางวัลตอบแทนไม่น้อยใช่ไหม?"
หลิวปังได้ยินเช่นนี้ ในใจก็เกิดไฟโทสะขึ้นมาทันที!
เหล่าขุนนางผู้มีความดีความชอบเหล่านี้ล้วนกุมอำนาจทหาร หากไม่มีผลประโยชน์ พวกเขาก็จะไม่เชื่อฟังคำสั่งของหลิวปัง หลิวปังจึงต้องยอม ‘ซื้อกระดูกม้าด้วยทองพันชั่ง’ มอบรางวัลอันมหาศาลให้แก่พวกเขา
เมื่อเหล่าขุนนางร่ำรวย ผู้ที่ลำบากกลับเป็ราชสำนักต้าฮั่น เพราะผลของการที่หลิวปังไม่ตระหนี่ในการปูนบำเหน็จ คือการทำให้คลังหลวงว่างเปล่า
ซ้ำร้ายยังมีการแต่งตั้งจูโหวอ๋อง ซึ่งฝ่ายนั้นมีอำนาจทั้งด้านการคลังและการทหาร ยิ่งไม่เห็นหัวราชสำนักเข้าไปใหญ่
"พวกเขาน่ะ ต่อหน้าทำเป็พี่น้องกับข้า แต่ลับหลังไม่รู้ว่าโลภอยากได้ตำแหน่งของข้าเพียงใด!” หลิวปังแค่นเสียงเ็า
ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า "อะไรกัน? เ้าจะรีดไถเงินทองจากพวกเขาหรือ? ข้าขอเตือนเ้าว่าอย่าทำเช่นนั้น! เพราะคนเหล่านี้จะหันไปเข้ากับคู่ต่อสู้ของเรา ซึ่งถือว่าไม่คุ้มเสีย"
น้อยครั้งนักที่หลิวปังจะมีความอดทนถึงเพียงนี้ในการชี้แนะรัชทายาท ฮองเฮาหลวี่รู้สึกปลื้มใจอยู่บ้าง แต่กลับเห็นหลิวอิ๋งทำหน้าท่าทางรังเกียจ
"ไร้เดียงสา! โอรส์แห่งต้าฮั่นผู้ยิ่งใหญ่ จะรีดไถขุนนางได้อย่างไร? หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป มิถูกผู้คนหัวเราะเยาะหรอกหรือ?"
"บัดซบ! เ้าเด็กนี่ เมื่อก่อนเ้ายังรีดไถก้วนอิงอยู่เลย!" หลิวปังทำท่าจะโกรธอีกครั้ง
หลิวอิ๋งจึงกระแอมไอสองครั้ง เพื่อให้เขาตระหนักว่าตนเองเริ่มเสียกิริยา "เสด็จพ่อ จริง ๆ แล้วการทำน้ำตาลกรวด ไม่จำเป็ต้องให้ราชสำนักออกหน้า ให้ข้าจัดการเถิด!"
"เราลองเรียกเหล่าขุนนางผู้มีความดีความชอบเหล่านี้ มาร่วมกันก่อตั้งบริษัท! ท่านมีสูตรลับ ย่อมต้องเป็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ถือหุ้นครึ่งหนึ่งคงไม่ผิดอะไรใช่ไหม?"
คำว่า ‘บริษัท’ รวมถึง ‘ผู้ถือหุ้น’ และ ‘หุ้น’ ที่หลิวอิ๋งกล่าวมา ทำให้หลิวปังฟังแล้วรู้สึกมึนงงราวกับอยู่ในม่านหมอก
"หุ้น ก็คืออำนาจในการตัดสินใจ! ซึ่งส่งผลต่อการแบ่งปันผลกำไรในภายหลัง หรือก็คือรายได้นั่นเอง!"
"เราเปิดประมูลให้เหล่าขุนนางเข้ามาถือหุ้น ใครลงทุนมาก ก็จะได้ถือหุ้นมากขึ้น แต่สูงสุดต้องไม่เกินร้อยละห้า ด้วยวิธีนี้ หุ้นอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ ขอเพียงมีคนโง่สิบคน... โอ๊ะ ไม่ใช่สิ คือผู้ถือหุ้นสิบคน!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวปังจึงถามด้วยความสงสัย "แล้วจะทำอย่างไรให้เหล่าขุนนางยอมควักเงินอย่างเต็มใจ? ใครให้ราคาสูงกว่าได้ไป พวกเขาจะยอมแข่งขันกันหรือ?"
หลิวอิ๋งยิ้มบาง ๆ "เราลองสมมติว่า รายได้ต่อปีของน้ำตาลกรวดคือหนึ่งล้านเหรียญ ในจำนวนนี้ห้าแสนเหรียญเป็ของราชสำนัก ส่วนอีกห้าแสนเหรียญที่เหลือ แบ่งให้คนละหนึ่งแสนเหรียญ!"
หลิวปังขมวดคิ้ว "ยังน้อยเกินไป สู้พวกเขาออกรบครั้งเดียว แล้วปล้นชิงทรัพย์สินราษฎรยังได้มากกว่านี้อีก!"
ฮองเฮาหลวี่ก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว เห็นชัดว่านาง้ามีส่วนร่วมในการสนทนาของพ่อลูก "า ย่อมมีวันสิ้นสุด แต่กิจการการค้าน้ำตาลกรวดสามารถสร้างรายได้ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่อง ขุนนางเหล่านี้ล้วนเป็คนฉลาด ย่อมต้องคิดเหตุผลนี้ออกแน่นอน"
"อาอิ๋ง วิธีนี้คือการทำให้พวกเขายอมควักเงินออกมาอย่างเต็มใจ" ฮองเฮาหลวี่วิเคราะห์ได้ตรงจุด หลิวปังมองภรรยาของตนแล้วพลันมีสีหน้ายินดี
"อาอิ๋ง หากต้องแบ่งเงินให้ขุนนางเหล่านี้ทุกวัน พ่อคงรู้สึกไม่สบายใจนัก!" เ้าคนเ้าเล่ห์คิดจะ ‘เสร็จนาฆ่าโคถึก’ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหลิวอิ๋งได้คำนวณเื่นี้ไว้แล้ว
"ง่ายมาก! หุ้นสามารถซื้อขายกันได้เอง เช่น หากมูลค่าบริษัทของเราคือหนึ่งล้านเหรียญ!"
"หนึ่งหุ้นคือหนึ่งหมื่นเหรียญ ถึงเวลานั้นเสด็จพ่อสามารถกว้านซื้อหุ้นของพวกเขาคืน แล้วเตะพวกเขาออกจากบริษัทได้เลย"
"แต่ขอให้เสด็จพ่อรับปากข้าเงื่อนไขหนึ่งข้อ"
หลิวปังได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้าทันที เขาแทบรอไม่ไหวที่จะไปสร้างบริษัทที่ว่านั่น "อย่าว่าแต่ข้อเดียว ต่อให้สิบข้อ ข้าก็รับปากเ้า!"
หลิวอิ๋งได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ได้ใจจนเกินงาม แต่กล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า "หวังว่าหลังจากห้าปีผ่านไป เสด็จพ่อจะลดราคาน้ำตาลกรวดลง เพื่อให้ราษฎรต้าฮั่นของข้าได้กินน้ำตาลด้วย!"
หลิวปังรู้สึกตื้นตันใจ เดิมทีเขาคิดว่าลูกทรพีคนนี้จะขอเงื่อนไขที่เป็ประโยชน์ต่อตนเอง ไม่นึกเลยว่าหลิวอิ๋งจะคำนึงถึงราษฎรทั่วหล้า!
เพียงแค่จิตใจที่กว้างขวางเช่นนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนมากมายเลื่อมใส
"ข้ารับปากเ้า!" หลิวปังพยักหน้า พลางนึกถึงตนเองในอดีต ยามก่อการฏที่อำเภอเพ่ย มิใช่เพื่อต่อสู้เพื่อราษฎรทั่วหล้าหรอกหรือ?
"ฮองเฮา ให้ฝานไคว่หรือหลวี่ซื่อจือ คนใดคนหนึ่งเข้ามาถือหุ้นเถิด" หลิวปังยิ้มแล้วกล่าวต่อ "ห้าปี ก็เพียงพอให้พวกเขาทำเงินได้ไม่น้อย หลังจากห้าปีข้าจะซื้อหุ้นของพวกเขาคืน อำนาจในการผลิตเหรียญ เกลือ และเหล็ก ต้องถูกดึงกลับมาเป็ของราชสำนักทั้งหมด"
ฮองเฮาหลวี่รู้ดีว่านี่คือการที่หลิวปังตอบแทนน้ำใจ เพื่อให้ขุนนางผู้มีความดีความชอบตระกูลหลวี่ได้มีส่วนแบ่ง แม้จะเป็เพียงห้าปี แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาร่ำรวยมหาศาล "เพคะ ฝ่าา"
หลิวปังชี้ไปที่หลิวอิ๋งแล้วยิ้ม "พรุ่งนี้ เ้าตามข้าเข้าประชุมเช้า เราพ่อลูกมาดูกันว่าใครมีคุณสมบัติพอจะถือหุ้นในบริษัท!"
จวนไหวอินโหว
องครักษ์เถิงมีสีหน้าเคร่งขรึม เตือนด้วยน้ำเสียงแ่เบาว่า "ท่านโหว คนของเฉินซียังไม่กลับ พวกเขายังคงรอคำตอบจากท่านอยู่"
ในฐานะลูกน้องเก่าของหานซิ่น ความสามารถทางการทหารของเฉินซีนั้นไม่ต้องสงสัย แต่หานซิ่นก็ยังไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
สิ่งที่อีกฝ่ายใช้เป็ที่พึ่งในการก่อฏ คือพ่อบุญธรรมอย่างฉานอวี๋ม่อตุ้นแห่งซยงหนู ชาวซยงหนูไม่อยากเห็นราชวงศ์จงหยวนที่แข็งแกร่ง เพราะมันจะทำให้พวกเขานึกถึงความเ็ปในอดีตที่ถูกจับไปสร้างกำแพงป้องกันชายแดน
หากเฉินซีก่อฏสำเร็จ จงหยวนจะตกอยู่ในกลียุค ซึ่งฉานอวี๋ม่อตุ้นปรารถนาจะเห็นภาพเช่นนั้นยิ่งนัก
"ยังไม่ต้องตอบ ปล่อยให้พวกเขารอไปก่อน ตราบใดที่ข้าไม่ปริปาก เฉินซีก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม เขากังวลว่าฝ่าาจะให้ข้านำทัพ และกังวลว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฝ่าา"
แม้หานซิ่นไร้ทหารไร้อำนาจ แต่เขายังคงเป็คนที่เฉินซีเกรงกลัวที่สุด หากต้องปะทะกับหลิวปัง เขายังพอจะยื้อได้หลายกระบวนท่า แต่หากต้องเผชิญหน้ากับหานซิ่น เขาคงทำได้เพียงยอมจำนนแต่โดยดี
"ท่านโหว ท่านช่างเมตตาต่อรัชทายาท ไปถึงคนรอบข้างจริง ๆ" องครักษ์เถิงยิ้มกว้าง
หานซิ่นแค่นเสียงเย็น "ออกไปทำงานเสีย เ้าเป็บุรุษอกสามศอก เหตุใดจึงทำตัวเหมือนหญิงปากมากเช่นนี้?"
องครักษ์เถิงไม่ได้โกรธเคือง เขาเป็นักรบที่ซื่อสัตย์ที่สุดเคียงข้างหานซิ่นเสมอมา
เขายังรู้ความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ของไหวอินโหว หากไม่มีพื้นฐานความสัมพันธ์กับหลิวอิ๋ง ความจริงแล้วหานซิ่นเคยคิดที่จะเป็ไส้ศึกให้เฉินซีด้วยซ้ำ!