ตอนที่ 31 เงินทองไหลมาเทมา
ผู้เฒ่าเซิ่งและผู้เฒ่าลั่วได้ยินที่ผู้เฒ่าวั่นเอ่ยทัก ก็สังเกตเห็นแสงที่อยู่บนศีรษะของผู้เฒ่าเวิงเช่นกัน “เป็นแสงแห่งบุญกุศลจริงๆ ด้วย ผู้เฒ่าเวิง เจ้าออกไปแล้วได้ทำความดีครั้งใหญ่หรือ”
“แสงบุญงั้นหรือ” ผู้เฒ่าเวิงอ้าแขนออก ก้มหน้ามองตัวเองแล้วเอ่ย “ช่วงหลายวันที่ออกไปข้างนอกก็ไม่ได้ทำความดีอะไรมากมายหรอก แค่ไปช่วยชาวบ้านโกยหิมะเปิดทางกับพวกเสี่ยวโจว มอบอาหารบรรเทาความหิวโหยให้กับผู้ประสบภัย แล้วก็ช่วยเหลือคนบาดเจ็บ...”
ผู้เฒ่าวั่นหัวเราะ “ออกไปครั้งเดียวก็ได้ทำเรื่องดีๆ มากมายเช่นนี้ ไม่เลวๆ มันจะเป็นผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรของเจ้าในภายหลัง”
ผู้เฒ่าเวิงถามด้วยรอยยิ้ม “แล้วหลังจากนี้พวกเราต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้เสี่ยวโจวพาพวกเราออกไปจากที่นี่ได้อีกล่ะ”
ผู้เฒ่าลั่ว “พวกเราก็กำลังกลุ้มใจกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน”
ผู้เฒ่าเซิ่ง “หรือพวกเราจะหาเหตุผลปลอมๆ หลอกให้เขาพาพวกเราออกไปดี”
“ไม่ได้ๆ” ผู้เฒ่าวั่นส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “ไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถหลอกเขาได้หรือไม่ เอาแค่เรื่องที่ผู้เฒ่าเวิงออกไปข้างนอกได้ก่อน ตอนนั้น ข้ากลัวว่าผู้เฒ่าเวิงจะวิญญาณแตกซ่านดับสูญถึงได้เสนอให้เสี่ยวโจวพาเขาออกไปข้างนอก พวกเรายังไม่รู้ว่าถ้าอยากออกไป ขอแค่เสี่ยวโจวอนุญาตและพาพวกเราออกไปก็พอ หรือต้องให้เขาเป็นคนจูงพวกเราออกไปพร้อมกัน หากเป็นอย่างหลัง พวกเราจะบอกให้เขาจูงพวกเราทั้งสี่คนหรือมากกว่านั้นออกจากบ้านหยางเหมินได้อย่างไร นี่เป็นแค่ประการแรกเท่านั้น ประการที่สอง หากพวกเราพูดโกหกหลอกลวงให้เสี่ยวโจวเชื่อใจละก็ เป็นไปได้ว่าจะทำให้แดนพุทธมองว่าพวกเรามีแผนร้าย อาจชักนำภัยมาถึงตัวได้ ประการที่สาม ต่อให้เสี่ยวโจวยอมพาพวกเราออกจากที่นี่ แต่ก็ใช่ว่าจะผ่านด่านพันตรีลี่ได้ง่ายๆ เป็นไปได้ว่าหากออกไปแล้วก็ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ สุดท้ายก็ถูกจับกลับมาเหมือนเดิม ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร มันก็ไม่ดีกับพวกเราทั้งนั้น”
ผู้เฒ่าเวิงเห็นด้วยกับเขา “ผู้เฒ่าวั่นกล่าวถูกต้อง”
ผู้เฒ่าวั่นพูดต่อ “ดังนั้นตอนนี้พวกเรายังไม่ต้องคิดเรื่องที่จะออกไปหรอก คอยผูกมิตรกับเสี่ยวโจวไปก่อน ให้เขารู้ว่าพวกเราไม่ใช่คนชั่วร้าย อ้อ ต้องพูดว่ามิใช่วิญญาณร้ายสิ เอาไว้คราวหลังมีโอกาสดีๆ พวกเราค่อยเสนอเรื่องออกไปข้างนอกกับเขาและพันตรีลี่อีกที”
ผู้เฒ่าเซิ่งขมวดคิ้ว “พันตรีลี่เป็นผู้คุมบ้านหยางเหมิน เขาจะยอมปล่อยให้พวกเราออกไปหรือ”
“เท่าที่ข้าสังเกต พันตรีลี่มิใช่คนที่ไม่มีเหตุผลไร้ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อย่างไรเสียพวกเราในตอนนั้นก็เคยต่อสู้กับมารปีศาจภูตผีสิบทิศอย่างดุเดือดถึงได้ถูกผนึกไว้ที่นี่ด้วยกัน ข้าเชื่อว่าพันตรีลี่ต้องพิจารณาเรื่องที่จะให้พวกเราออกไปจากที่นี่แน่นอน”
ผู้เฒ่าเวิงกล่าว “ตอนที่ข้าออกไปก็ได้เจอกับพันตรีลี่ด้วย เขาไม่ได้ลงมือทำอะไรข้าเลย แสดงว่าเขาก็เป็นคนที่มีเหตุผลเช่นกัน”
ผู้เฒ่าลั่วกับผู้เฒ่าเซิ่งสบตากัน นึกแปลกใจที่ลี่หนานเสวียนไม่จับผู้เฒ่าเวิงกลับมา “เอาเถอะ อย่างนั้นก็ทำตามที่ผู้เฒ่าวั่นบอก หวังว่าจะได้ออกจากที่นี่ไปเห็นโลกภายนอกในเร็ววัน”
ภายในห้อง ลู่โจวกำลังหลับสบาย หากไม่ใช่เพราะพ่อบ้านโทรมาเรียกให้เขาไปทานมื้อเช้าที่บ้านภรรยาจอมพล เขาก็คงนอนทั้งวันทั้งคืนกว่าจะตื่น
หลังจากวางสาย เขาก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วออกจากบ้าน ทว่าถูกเด็กสองคนกอดขาเอาไว้ “เสี่ยวโจว เสี่ยวโจว”
ลู่โจวก้มหน้ามอง เด็กสองคนนี้เป็นคนเดียวกับที่ไม่ใส่เสื้อผ้า ใส่เพียงชุดเอี๊ยมเด็กวิ่งเข้ามาในบ้านหยางเหมินก่อนหน้านี้ไม่ใช่หรือ แต่ว่าครั้งนี้พวกเขาสวมชุดโบราณแบบหนา คอเสื้อปุกปุยทำให้พวกเขายิ่งดูน่ารักกว่าเดิม
ลู่โจวยิ้มพลางลูบหัวเล็กๆ ของพวกเขา “พวกเธอต้องเรียกฉันว่าคุณอาเสี่ยวโจวสิ”
เด็กสองคนสบตากันเงียบๆ ไม่ได้แย้งเขา
ลู่โจวย่อตัวลงแล้วถาม “พวกเธอชื่ออะไรกัน”
เด็กชายกล่าว “ข้าชื่อเจาไฉ”
เด็กหญิงกล่าว “ข้าชื่อจิ้นเป่า”
“เงินทองไหลมาเทมางั้นเหรอ[1]” ลู่โจวหัวเราะ “เป็นชื่อที่มีความหมายดีจริงๆ นะ พ่อแม่ของพวกเธอคงหวังว่าพอพวกเธอโตขึ้นแล้วจะต้องร่ำรวยเงินทองแน่ๆ จริงสิ พวกเธอเป็นลูกของบ้านไหนล่ะ”
เด็กทั้งสองไม่ได้ตอบคำถามเขากลับเอ่ย “เสี่ยวโจว รบกวนเจ้าช่วยพวกเราสักเรื่องได้หรือไม่”
ลู่โจวถามด้วยความอยากรู้ “พวกเธออยากให้ฉันช่วยทำอะไรล่ะ”
เชิงอรรถ
^ ชื่อของเด็กทั้งสอง เมื่อเอามารวมกันแล้วจะเป็นสำนวนจีนที่แปลว่า ‘เงินทองให้ไหลมาเทมา’