บทที่166
เหยียนไป๋เฉินและเหยียนหยางเหวิน
ในช่วงเวลาเดียวกันบนทางเดินสายหนึ่งภายในเขตด้านในของจวนเหยียนหลงอ๋อง ที่ปกติแล้วมักเงียบสงัดไร้ผู้คนผ่านระหว่างแนวพุ่มไม้เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบและกำแพงหินสีเทาอ่อนมีเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังแผ่วเบาของบุรุษสองคนที่กำลังก้าวเดินไปตามทางอย่างช้า ๆ
บุรุษคนแรกอยู่ในชุดสีขาวสะอาดตาท่วงท่าสง่างามหลังเหยียดตรง มือทั้งสองไขว้ไว้ด้านหลังแววตาเงียบขรึมแต่แฝงด้วยพลังอำนาจอันหนักแน่นบุรุษอีกคนแต่งกายด้วยอาภรณ์บัณฑิตสีอ่อน เรียบง่าย แต่ดูสะอาดสะอ้านใบหน้าสงบนิ่ง ดวงตาลุ่มลึกเต็มไปด้วยความรู้ท่วงท่าคล้ายผู้มีใจจดจ่ออยู่กับหลักธรรมและสติปัญญามากกว่าความทะเยอทะยาน
ทั้งสองคือพี่น้องร่วมสายเลือดเหยียนไป๋เฉิน และเหยียนหยางเหวิน แม้จะมิได้เกิดจากมารดาเดียวกันแต่สายเลือดแห่งเหยียนหลงอ๋องย่อมผูกพันคนทั้งสองไว้ด้วยความเคารพในฐานะพี่น้องร่วมบิดาเวลาผ่านไปหลายปีกว่าที่ทั้งสองจะได้พบเจอกันอีกครั้ง
ขณะเดินทอดน่องท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบใต้เงาไม้เหยียนไป๋เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เปี่ยมด้วยความใส่ใจ “ภายในสำนักศึกษา เป็นอย่างไรบ้าง?”
เหยียนหยางเหวินยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ก็ดีขอรับ...เงียบสงบดีท่านอาจารย์ใจดี เพื่อนร่วมสำนักก็ล้วนแล้วแต่มุ่งมั่นในวิชา ข้าจึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยว”
จากนั้นเขาหันกลับมาถามบ้าง “แล้วท่านพี่เล่าขอรับ... ทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
เหยียนไป๋เฉินที่ยังคงเดินอย่างสงบนิ่งพลางใช้มือไพล่หลังตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเฉยแต่แฝงแววเหนื่อยล้าไว้บางเบา “ก็ดี... ถึงอย่างไร คนที่รับมือกับเรื่องส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ข้าอยู่ดี”
เหยียนหยางเหวินได้ยินคำพูดของพี่ชายตนเองแล้วถึงกับหลุดหัวเราะเสียงเบาออกมาอย่างอดกลั้นไม่อยู่ดวงตาเปล่งแสงขบขันอย่างจริงใจ
เหยียนไป๋เฉินหันไปมองน้องชายต่างมารดาของตนเองด้วยสายตาที่แม้จะนิ่งสงบหากแต่แฝงความใคร่รู้ในน้ำเสียง “แล้วเจ้าเล่า...ไม่คิดจะกลับมาที่จวนบ่อยๆ บ้างหรือ?”
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองแม้จะเป็นพี่น้องที่เกิดจากคนละมารดาแต่กลับไม่ได้ขุ่นเคืองบาดหมางกันดั่งเช่นความสัมพันธ์กับ"เหยียนไป๋หรง" ที่แม้จะเกิดจากมารดาเดียวกันกับเหยียนไป๋เฉินกลับเป็นบุคคลที่ความสัมพันธ์ย่ำแย่ที่สุดในจวนเสียมากกว่า
เหยียนหยางเหวินหัวเราะในลำคอเบา ๆก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “เรื่องในจวนหรือภายในราชวงศ์ข้าเพียงแค่ได้ยินก็รู้สึกปวดหัวแล้ว” เขาหันไปมองทิวไม้ด้านข้างราวกับจะหลบสายตาพี่ชาย“การได้อยู่กับตำรา กับตัวอักษร อยู่กับความเงียบสงบในสำนักศึกษา…ข้าว่าสบายใจกว่ากันเยอะ”
เหยียนไป๋เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำตอบนั้นก่อนจะเอ่ยถามอย่างจริงจัง “เจ้าคิดจะอยู่ในสำนักศึกษาไปตลอดชีวิตเลยหรือ?”
เหยียนหยางเหวินยิ้มบาง ๆอย่างไม่ลังเล “หากเป็นเช่นนั้นได้ ย่อมดีที่สุดแล้วสำหรับข้า”
คำตอบที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นทำให้เหยียนไป๋เฉินถึงกับถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเอือมระอาแต่แววตากลับไม่ปรากฏความตำหนิใด มีเพียงความเข้าใจที่ไม่เอ่ยออกมา
เหยียนหยางเหวินเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้จึงเอ่ยขึ้นทันที “จริงสิ...ข้าได้ยินมาว่าเหยียนไป๋หรงน่าจะกำลังร่วมมือกับใครบางคนอยู่” น้ำเสียงของเขาแม้จะไม่ดังนักหากแต่แฝงด้วยความเคร่งเครียดเจืออยู่เบาบาง
เหยียนไป๋เฉินได้ยินชื่อของเหยียนไป๋หรงจากปากของน้องชายแต่กลับไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจแม้แต่น้อย เขายังคงสงบนิ่งไม่แม้แต่จะเลิกคิ้วหรือเปลี่ยนแววตา เพียงแค่เอ่ยถามกลับไปอย่างเรียบเฉยว่า
“เหตุใดจึงบอกข้า?”
เหยียนหยางเหวินที่เดินเคียงอยู่ด้านข้างตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“ให้พูดตามตรง...ข้าคิดว่าคนที่ควรได้รับสืบทอดตำแหน่งจากท่านพ่อมากที่สุด...ควรเป็นท่าน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “ส่วนเหยียนไป๋หรง...อืม ช่างเขาเถอะ”
เมื่อกล่าวถึงชื่อของน้องชายคนรองน้ำเสียงของเหยียนหยางเหวินก็พลันแฝงแววเอือมระอาอย่างปิดไม่มิดชัดเจนว่าเจ้าตัวไม่คิดจะเอ่ยถึงบุคคลผู้นั้นอีก
เหยียนไป๋เฉินเงียบไปเพียงอึดใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาทอดมองไกลออกไปในความเงียบสงัดของทางเดินที่ร่มครึ้มใต้เงาไม้และเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“หากพี่ใหญ่ยังอยู่...ก็คงจะดีที่สุด”
คำพูดนั้นไม่ได้กล่าวเพียงเพื่อเติมเต็มบทสนทนาหากแต่สะท้อนความรู้สึกลึกซึ้งในใจของเขา เพราะไม่เพียงแต่เหยียนไป๋เฉินเท่านั้นหากแต่ผู้คนมากมายภายในจวน รวมถึงขุนนางระดับสูงล้วนยอมรับตรงกันว่า...เหยียนเจิ้งหลง แม้จะไม่ใช่ยอดฝีมือในเชิงยุทธแต่กลับเป็นบุรุษที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในการแบกรับตำแหน่งซื่อจื่อ มีทั้งความสุขุม การมองการณ์ไกลและสามารถควบคุมจัดการสถานการณ์ได้ดียิ่ง
“แต่ตอนนี้ท่านคือคนที่เหมาะสมที่สุด” เหยียนหยางเหวินเอ่ยขึ้นพร้อมส่ายหน้าเล็กน้อย “แม้กระทั่งท่านพ่อ...ก็คิดเช่นเดียวกัน”
คำพูดของเขานั้นหนักแน่นแต่ก็ไม่เร่งเร้าออกจะคล้ายการวางใจเสียมากกว่า
ยังไม่ทันที่เหยียนไป๋เฉินจะกล่าวสิ่งใดตอบกลับเหยียนหยางเหวินก็หันตัวไปอีกทิศ “อืม...ข้าว่าน่าจะไปได้แล้ว”
เขาเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินออกจากทางเดินที่ร่มสงบแห่งนั้น โดยไม่หันหลังกลับมาอีก