หวังซื่อแต่งกายและสวมหมวกให้กับบุตรสาวทั้งสอง วันนี้พวกตนสามแม่ลูกและเสี่ยวเฟิงจะออกไปเก็บของทะเล เพื่อนำมันไปแลกเงินกับเถ้าแก่ที่มาจากตัวอำเภอ
ก่อนออกจากบ้าน ฮั่วิจูก็มิวายกระซิบบางอย่างกับแม่นมเจียง
ทั้งสี่เดินออกจากบ้าน เหลือเพียงแม่นมเจียงที่คอยอยู่ดูแลนายท่านสาม และทำงานบ้านที่เหลือ ดวงตาของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา สงสารเ้านายทั้งสามที่ต้องออกไปหาเงิน เพื่อนำมันมาจุนเจือครอบครัว
หลังคนทั้งสี่ออกไปจากบ้าน บรรยากาศในบ้านก็เงียบเหงา ฮั่วหนานอันมองหาบุตรสาวที่คอยวิ่งเข้ามาพูดวาจาเรื่อยเปื่อยกับตนอยู่บ่อยครั้ง
“เสี่ยวเฟิง”
ร้องเรียกหาบ่าวรับใช้ที่หายหน้าไป กลับไม่มีเสียงตอบรับ จึงร้องเรียกอีกครั้ง
“เสี่ยวเฟิง!”
“มาแล้วเ้าค่ะ” แม่นมเจียงวิ่งเข้ามาในห้อง
“นายท่านมีเื่ใดให้บ่าวรับใช้หรือเ้าคะ”
ฮั่วหนานอันเรียกหาเสี่ยวเฟิง แต่แม่นมเจียงกลับวิ่งเข้ามา แล้วเสี่ยวเฟิงหายหน้าไปไหน
“เสี่ยวเฟิงหายหัวไปที่ใด ข้าเรียกจนเจ็บคอ ไม่โผล่หน้ามาสักที”
ฮัวหนานอันลูบบริเวณลำคอ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเจ็บคออย่างที่ปากว่า
“เสี่ยวเฟิงตามฮูหยินกับคุณหนูทั้งสองไปยังชายทะเลเ้าค่ะ”
“ไปยังชายทะเล ไปทำไมกัน”
แม่นมเจียงเงียบไปสักพัก ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่เริ่มไหลออกมาอีกครั้ง
“สหายของคุณหนูิจู มาชวนคุณหนูไปหาของทะเล เพื่อนำไปแลกเงินเ้าค่ะ ฮูหยินและคุณหนูเจินจูเห็นว่าเงินที่มีอยู่ใกล้จะหมดเต็มที จึงตามไปด้วย
เสี่ยวเฟิงก็ถูกฮูหยินเรียกให้ไปช่วยงานด้วยเ้าค่ะ ตอนนี้ที่บ้านเหลือเพียงบ่าว นายท่าน้าอันใดบอกบ่าวชราได้เลยเ้าค่ะ”
ฮั่วหนานอันได้ยินแม่นมเจียงบอกว่าภรรยาและบุตรสาวไปเก็บของทะเลเพื่อนำไปแลกเงินก็นิ่งงัน ก้มมองสภาพตัวเองที่นอนสบายอยู่บนเตียง ความรู้สึกผิดหลั่งไหลเข้ามาเล่นงานจิตใจ
“เ้าออกไปเถิด” โบกมือไล่แม่นมเจียงให้ออกไปจากห้อง
แม่นมเจียงเดินออกมาจากห้อง เช็ดน้ำตาที่ไหลออกจากใบหน้า นางรายงานนายท่านตามที่คุณหนูบอกทุกคำ
บริเวณชายหาดเต็มไปด้วยชาวบ้านที่เป็สตรีเสียส่วนใหญ่
บุรุษในครอบครัวนั่งเรือออกไปหาปลา สตรีก็มิอาจอยู่เฉย ทุกคนต่างขยันขันแข็งช่วยแบ่งเบาภาระโดยการออกมาขุดพวกหอยและสัตว์ทะเลอื่นๆ ไปแลกเงิน
ฮั่วิจูพยายามใช้มือเล็ก ๆ จับพลั่วขุดหาหอยตลับที่ฝังตัวอยู่ในทราย หอยตลับมีราคารับซื้อถึงจินละหนึ่งอีแปะ ตอนนี้นางขุดได้เพียงห้าตัวเท่านั้น แต่เด็กในหมู่บ้านกลับขุดได้มิดก้นถัง
( 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม)
เด็กในหมู่บ้านทั้งเชี่ยวชาญและแข็งแรง ผิดกับฮั่วิจูที่ร่างกายอ่อนแอ ไร้เรี่ยวแรงมาั้แ่เกิด งานหนักพวกนี้นางเคยทำเสียที่ไหน
“ิจู”
เด็กน้อยนางหนึ่งเรียกฮั่วิจู ทว่าสายตาของนางกลับมองแต่บริเวณเท้าของสหาย
“เรียกข้าทำไม”
ฮั่วิจูโยนหอยตลับลงในถัง แล้วหันไปทางสหายอีกคนที่เสี่ยวหม่านแนะนำให้รู้จัก สหายคนนี้มีนามว่าไฉ่หง
“รองเท้าเ้าทำมาจากอะไร มันกันน้ำได้ดียิ่งนัก”
ไฉ่หงมองรองเท้าหุ้มส้นของสหายกับพี่สาว เด็กคนอื่นสวมใส่เพียงรองเท้าแตะที่ทำมาจากฟาง นางอดอิจฉาสองพี่น้องไม่ได้ ขนาดเสื้อผ้าที่ทั้งสองสวมใส่มาหาอาหารทะเลยังเนื้อดีกว่าเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดของพวกตน
“ข้าไม่รู้เหมือนกัน รองเท้าคู่นี้ท่านพ่อข้าซื้อให้นานแล้ว”
ฮั่วิจูไม่อยากบอกให้ใครรู้ว่า รองเท้าที่นางกับพี่สาวใส่อยู่ทำมาจากหนังวัว กลัวว่าจะเป็เป้าสายตาของคนอื่น บางพื้นที่ในต้าฉีนับถือวัวดุจเทพเ้า ถ้าเกิดรู้ว่าหนังสัตว์ที่เคารพถูกนำมาทำเป็รองเท้า คนที่สวมใส่คงถูกรุมประชาทัณฑ์
ไฉ่หงไม่ได้ถามต่อ นางเคยได้ยินคนในหมู่บ้านจับกลุ่มสนทนากันว่า ครอบครัวของฮั่วิจูเคยเป็สกุลคหบดีมาก่อน แต่เพราะเกิดเื่บางอย่างจึงทำให้พวกเขาตกอับ รองเท้าที่ดีขนาดนี้ คงเป็ของที่มีั้แ่ก่อนจะตกอับ
“ท่านพ่อข้าเคยบอกว่า หากล่าฉลามได้จะนำหนังของมันมาทำรองเท้าให้ข้ากับน้องชาย” ไฉ่หงรำพึงรำพันถึงสัญญาที่บิดาเคยให้ไว้
“ท่านพ่อของเ้า บอกกับเ้าั้แ่เมื่อสามปีที่แล้ว จนตอนนี้เ้ายังไม่เคยได้สวมใส่มันเลย” เสี่ยวหม่านขำสหายที่ชอบเอ่ยถึงรองเท้าจากหนังฉลาม
“ฉลามไม่ได้ล่าง่ายๆ สักหน่อย” ไฉ่หงโต้กลับ เห็นสหายขบขันยิ่งทำให้นางถอนหายใจกับคำสัญญาที่เคยได้รับเมื่อสามปีที่แล้ว
“ิจู พวกเราไปทางนั้นกันดีไหม” เสี่ยวหม่านลุกขึ้น แล้วชักชวนสหายไปทางโขดหิน
“แถวนั้นมันอันตราย เด็กไม่ควรไป” ฮั่วเจินจูกล่าวห้าม
เสี่ยวหม่านกลัวพี่สาวของสหาย จึงนั่งลงขุดหอยตลับตามเดิม หน้าตาของพี่สาวคนนี้ดูนิ่งๆ พูดก็น้อย ไม่ได้อัธยาศัยดีเหมือนกับผู้เป็น้องสาว
ฮั่วิจูมองไปทางโขดหิน นางเบื่อการขุดหอยตลับ ถ้าเกิดว่าจับได้สัตว์ทะเลชนิดอื่นคงจะดีไม่น้อย
“พี่สาว พวกเราลองไปเสี่ยงโชคบริเวณโขดหินดีหรือไม่ เผื่อว่าจะพบของดี จะได้นำมาแลกเงิน”
ฮั่วเจินจูถลึงตาใส่น้องสาวผู้ชื่นชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ เกิดล้มหัวฟาดโขดหินผู้ใดจะรับผิดชอบ
“พี่สาว”
ฮั่วิจูกะพริบตาปริบๆ อ้อนขอให้พี่สาวพานางไปบริเวณนั้น
“เ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าไปขออนุญาตท่านแม่ก่อน” บอกน้องสาวจบ ฮั่วเจินจูก็รีบวิ่งไปหามารดาที่ขุดหอยอยู่ลึกลงไปใกล้ทะเล
“พี่สาวของเ้าน่ากลัวมาก” เสี่ยวหม่านเห็นว่าฮั่วเจินจูวิ่งไปไกล จึงกระซิบบอกกับสหาย
“พี่สาวของข้าดีที่หนึ่ง นางใจดีมาก”
ฮั่วิจูเอ่ยชมพี่สาวให้ทุกคนฟัง ผู้อื่นที่ไม่เคยคบค้ามักจะบอกว่าพี่สาวของนางน่ากลัวและเย่อหยิ่ง ถ้าคนพวกนี้เจอพี่น้องคนอื่นๆ ในสกุลฮั่วต้องกลัวจนฉี่ราดแน่ๆ พี่สาวเ่าั้แข็งแรงและเก่งกาจในด้านวรยุทธ์คล้ายคลึงกับบุรุษทีเดียว
“ท่านแม่อนุญาต แต่ให้เสี่ยวเฟิงตามไปด้วย แล้วเ้าก็ห้ามลงไปในที่อันตราย” ฮั่วเจินจูวิ่งกลับมาที่เดิม แล้วถ่ายทอดข้อความที่มารดาฝากมาบอก
พอได้รับอนุญาต เสี่ยวหม่านก็พาสหายทั้งหลายไปยังบริเวณที่เป็โขดหินยาวสุดลูกหูลูกตา
“คุณหนูระวังนะขอรับ” เสี่ยวเฟิงเอ่ยเตือน เนื่องจากบริเวณนี้มีแต่โขดหินเต็มไปหมด
“ว้าว! นี่เป็บ่าวรับใช้ที่บ้านเ้าหรือ”
ไฉ่หงถามขึ้น นางเพิ่งเคยได้ยินบุรุษผู้นี้พูด แถมยังเรียกฮั่วิจูว่าคุณหนูอีกต่างหาก นึกว่าเป็พี่ชายของสหายเสียอีก
“พี่เสี่ยวเฟิงเป็คนในครอบครัวข้า”
มาอยู่ในหมู่บ้านที่กินอาหารพอประทังชีวิต ไม่ได้กินให้อิ่มท้อง เพื่อไม่ให้เกิดคำครหาในอนาคต ฮั่วเจินจูจึงบอกกับคนอื่นว่าเสี่ยวเฟิงเป็คนในครอบครัว หาใช่บ่าวรับใช้
ไฉ่หง “แต่เขาเรียกเ้าว่าคุณหนู”
“ข้ามิใช่คุณหนู ตอนนี้ข้าตกอับ เป็คุณหนูไม่ได้แล้ว” ฮั่วิจูกล่าวขบขันกับสหาย
“เ้าดีจัง ยอมรับความจริงได้”
ไฉ่หงรู้สึกว่าสหายผู้นี้สามารถปรับตัวได้ดี นางเคยได้ยินว่าคุณหนูในเมืองไม่ต้องหยิบจับอะไร งานทุกอย่างล้วนมีบ่าวรับใช้ทำให้ คุณหนูบางคนพอครอบครัวตกอับ ยอมรับสภาพไม่ได้จึงฆ่าตัวตาย แตกต่างจากฮั่วิจูที่ดูสดใสอยู่ตลอดเวลา แถมยังกล้ายอมรับว่าตนเองเป็คุณหนูตกอับ
“เ้าอย่าลงไปลึกล่ะ”
ไฉ่หงะโบอกฮั่วิจูและพี่สาวที่เดินลงไปในโขดหินโดยไม่เกรงกลัว ด้านหลังนางมีบุรุษตัวสูงใหญ่เดินตามไปไม่ห่าง
“พวกนางดูบอบบางมาก ผิวก็ขาว ดูน่าทะนุถนอม แตกต่างจากพวกเราที่ผิวหยาบกร้าน”
แขนทั้งสองข้างของไฉ่หงถูกยกขึ้น แล้วเทียบกับใบหน้าของฮั่วิจูและพี่สาว
“ท่านน้าหวังงดงามปานนั้น เป็ธรรมดาที่พวกนางสองพี่น้องจะงดงามตาม”
เสี่ยวหม่านยังนึกถึงรอยยิ้มอันงดงามของหวังซื่อ นางอยากให้ท่านแม่ของตนเองยิ้มแบบนี้บ้าง พอนึกถึงใบหน้าดุ ๆ ของมารดาตนเอง รีบส่ายหน้าทันที
“ท่านพ่อของพวกนางก็รูปงาม เสียอย่างเดียว ชอบคบค้ากับพวกอันธพาล ไม่รู้จักทำงานทำการอีกต่างหาก”
พวกนางเป็เด็กที่เกิดในชนบท เห็นบุรุษในครอบครัวทำงานหนักกันทุกคน มีเพียงพวกเกียจคร้านที่ไม่ยอมทำงานทำการ แล้วชอบผันตัวไปเป็โจรคอยขโมยของผู้อื่น
ฮั่วิจูไม่รู้ว่าพวกสหายกล่าวถึงครอบครัวนาง ตอนนี้นางกำลังตามจับกุ้งัตัวใหญ่ที่มุดอยู่ในโขดหิน
“พี่เสี่ยวเฟิง ช่วยข้าที” ร้องขอความช่วยเหลือ
เสี่ยวเฟิงจับกุ้งัใส่ถังเรียบร้อย จึงเดินไปจับอีกตัวที่คุณหนูค้นพบ กุ้งัตัวใหญ่ถูกมือของเสี่ยวเฟิงจับแน่น แล้วดึงออกมาจากโขดหิน
แน่นอนว่าเสี่ยวเฟิงเป็คนของสกุลฮั่ว ต้องเก่งกาจด้านวรยุทธ์ มิเช่นนั้นเหลียงอ๋องคงไม่วางเขาเอาไว้ข้างกายบุตรชายคนที่สาม การจับกุ้งัตัวใหญ่มิใช่เื่ยากสำหรับคนร่างกายแข็งแรง
แต่ที่เสี่ยวเฟิงสงสัยและอยากรู้ เหตุใดคุณหนูิจูถึงได้สายตาดีขนาดนี้ สามารถมองเห็นว่ากุ้งัอยู่ที่ใด แม้กระทั่งในโขดหินที่มองเห็นไม่ง่าย ยังรู้ว่ามีกุ้งัอยู่ในนั้น
ฮั่วิจูยิ้มกริ่มกับกุ้งัสองตัวที่อยู่ในถัง กุ้งัหลบซ่อนในโขดหินเป็อย่างดี แต่ที่ฮั่วิจูสามารถค้นพบได้ง่ายเป็เพราะเถียนเถียนน้อยผู้เมตตา
[เถียนเถียน เ้าเห็นกุ้งัอีกหรือไม่] สื่อสารกับเถียนเถียนน้อยผ่านกระแสจิต
เถียนเถียนยืนอยู่บนโขดหิน มีเพียงฮั่วิจูคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็น เนื่องจากเถียนเถียนมาในรูปกายละเอียด เป็ถึงสัตว์เทพย่อมสามารถถอดกายละเอียดออกจากกายหยาบได้อยู่แล้ว
[นายท่านมองลงไปใต้ก้อนหินที่ยืนอยู่ กุ้งัตัวนี้ปรับตัวให้กลมกลืนกับสีของหญ้าทะเล]
ฮั่วิจูยิ้มแย้มทันที นางก้าวไปยังก้อนหินก้อนอื่น แล้วมองลงไปยังก้อนหินที่ยืนอยู่ก่อนหน้า แสร้งทำเป็ส่องหาเข้าไปในหญ้าทะเล
“พี่เสี่ยวเฟิง” กวักมือเรียกเสี่ยวเฟิง
“ตรงนี้มีอีกแล้ว” กระซิบเสียงเบา แล้วชี้ไปยังบริเวณหญ้าทะเลใต้ก้อนหิน
เสี่ยวเฟิงก้มลงมองเข้าไปในกลุ่มหญ้าทะเล จึงพบกุ้งัตัวขนาดใหญ่ ั์ตาขยายใหญ่ ไม่คิดเลยว่าคุณหนูจะพบกุ้งัอีกแล้ว แถมยังตัวใหญ่กว่าสองตัวที่จับได้ ชายทะเลที่นี่อุดมสมบูรณ์เสียจริง
ฮั่วเจินจูนั่งเฝ้าถัง คอยมองน้องสาวที่ค้นพบกุ้งัตัวแล้วตัวเล่าด้วยความสงสัย นี่คือการมาทะเลครั้งแรก เหตุใดน้องสาวของนางถึงได้หากุ้งัได้เก่งขนาดนี้
ยามอยู่ในสกุลฮั่ว พวกตนเคยได้ลิ้มลองกุ้งัเพียงไม่กี่ครั้ง ท่านย่าเคยบอกว่ากุ้งันั้นหายากมาก แต่น้องสาวกลับลบล้างคำพูดของท่านย่าไปจนหมด