หลังจากนั้นหลิวจื้อโหยว ก็กลับเข้าห้องลับ เพื่อเก็บสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็เม็ดยา สมุนไพรต่างๆ รวมถึงสิ่งของที่สำคัญ ในการเอาชีวิตรอด หินลมปราณระดับต่ำจำนวนหนึ่งพันก้อน เหรียญทองอีก ห้าร้อยเหรียญ ซึ่งเป็สมบัติส่วนตัวของท่านพ่อเขา จากนั้นเขาเปิดตู้เก็บคำภีร์ โดยมีทั้งคำภีร์หมัดมวย กระบี่ หอก ดาบ รวมทั้ง คำภีร์ปรุงยา และสิ่งสุดท้ายในตู้คือ “กล่องลวดลายโบราณ” ซึ่งตัวของพ่อเขาเองก็ไม่สามารถเปิดได้ หลิวจื้อโหยว ก็ไม่รู้ว่าภายในกล่องบรรจุด้วยอะไร เสียงหลิวฟางอี้ดังขึ้นในความคิดของเด็กน้อย ในวันที่ท่านพ่อได้รับกล่องมาจากสุสานโบราณแห่งหนึ่ง “จื้อโหยว ในกล่องนี้พ่อก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ซึ่งพ่อยังไม่มีความสามารถเปิดมันได้ แต่เ้าเชื่อพ่อได้เลยว่า มันต้องเป็สิ่งของสำคัญแน่ๆ ไม่เช่นนั้นมันจะไม่ถูกเก็บไว้ในสุสานโบราณนั้น” เมื่อถึงวันที่พวกเรามีความสามารถพอก็จะได้รู้เองว่าคืออะไร ลูกจงจำไว้อย่าบอกเื่นี้กับใครเด็ดขาด หากพ่อเป็อะไรขึ้นมา เ้าจงเก็บรักษามันไว้ให้ดี ไม่แน่เ้าพบเจอปาฏิหาริย์ก็ได้”
น้ำตาเด็กน้อยไหลลงเต็มหน้า “ท่านพ่อท่านแม่ ครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ลูกจะร้องไห้ ต่อไปไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน เสียใจแค่ไหน ลูกก็จะไม่ยอมให้น้ำตาไหลออกมาเด็ดขาด” จากนั้นเด็กน้อยหลิวจื้อโหยว ก็เช็ดน้ำตาตัวเอง พร้อมกับนั่งพักผ่อนเพื่อเดินลมปราณ จากวันที่เขาออกไปเจอศพคนในตระกูล เป็เวลา 5 วันแล้วที่เขาไม่ได้หลับนอนแม้นจะแสนเหนื่อยล้ายังไงเขาก็ไม่ยอมหยุด คิดดูเอาเองเถอะว่า เด็กน้อยอายุแค่ 6 ปี จะสามารถทนรับเื่เสียใจไว้ได้ขนาดไหน ขนาดเป็ผู้ใหญ่ทั่วไปคงจะสติแตกไปแล้ว
สภาพจิตใจของหลิวจื้อโหยว นั้นแข็งแกร่งมาก หลังจากนั้นผ่านไป 6 ชั่วยาม ท้องฟ้าก็สว่างจ้า หลิวจื้อโหยว เปิดประตูห้องลับออกมา เพื่อออกเดินทางออกค้นหาฆาตกร และฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง เขากลายเป็เด็กที่เก็บความรู้สึก ไม่ยอมแสดงออกทางสายตา ไม่ว่าจะเป็ทุกข์ หรือสุข เด็กน้อยวางแผนการว่าจะหลบเข้าไปในป่าเพื่อฝึกฝนวิชาตามคำภีร์ต่างๆให้สำเร็จเสียก่อน รวมทั้งการค้นหาสมุนไพร เพื่อนำมาหัดปรุงยา
จากนั้นค่อยออกค้นหาเบาะแสฆาตกร เขาคิดถึงหยกชิ้นนั้น อดนำออกมาลูบคล้ำมิได้
“รอก่อนเถอะ พวกเ้าต้องชดใช้ให้กับตระกูลหลิว” จากนั้นเด็กน้อยหลิวจื้อโหยว ก็ออกเดินทางเข้าป่า ทิ้งหมู่บ้านตระกูลหลิวไว้เื้ั “อนาคตจะเป็ยังไง ตัวเราเท่านั้นที่กำหนดเอง”