หอกใบโพธิ์ทั้ง 6 เล่มพุ่งเข้ามาจนเกือบจะถึงตัวของสมิทธิ์ถูกหยุดไว้ด้วยมือของชายคนหนึ่ง
“พอได้แล้ว เจ้าคิดจะทำอะไรน่ะ” เสียงชายหนุ่มฟังดูคุ้นเคยดังขึ้น
สมิทธิ์หันกลับมา ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าของเขาพอดีชายคนนี้สวมใส่เสื้อสูทสีดำ แต่สีของโจงกระเบนที่เขานุ่งกลับเป็นสีทองหรูหราต่างจากยุทธ์และลูกน้องของเขาลิบลับ ชายคนนี้รุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา ขอบตาทั้ง2 ข้างเขียนด้วยเครื่องสำอางสีดำเข้มขับใบหน้าจากเดิมที่ดูคมขำให้เด่นขึ้นมามากกว่าเดิม ผมของเขาถูกมัดรวบไปด้านหลังครึ่งล่างของศีรษะเป็นสีขาว สมิทธิ์จำได้ว่าเคยได้ยินเสียงของเขาคนนี้มาก่อนแต่ก็ไม่แน่ใจว่าได้ยินมาจากที่ไหนเมื่อไหร่
“ท่าน กฤษณะ” เสียงของยุทธ์อ่อนลงทันทีเมื่อได้เห็นชายหนุ่มที่เพิ่งมาทีหลัง
เมื่อเห็นชุดร่างทรงระดับ 2ของยุทธ์สลายไปอย่างรวดเร็ว สมิทธิ์ก็คลายสภาพร่างทรงระดับ 2 ของเขาเช่นกันดูเหมือนว่าท่านกฤษณะคนนี้ จะอยู่ในตำแหน่งเหนือ รปภ. เอ๊ย!... หัวหน้าหน่วยรบของภาคีสหเทพเพราะท่าทีของยุทธ์เมื่อได้เห็นเขา เหมือนกับนักเรียนที่โดนคุณครูดุไม่มีผิดเพี้ยนยิ่งไปกว่านั้น กฤษณะคนนี้น่าจะเก่งไม่เบา เพราะเขาสามารถมาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของสมิทธิ์ได้โดยที่สมิทธิ์ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“เข้าไปข้างในเถอะ ทุกคนรอเจ้าอยู่”กฤษณะหันกลับมาพูดกับสมิทธิ์ เขาผายมือไปทางประตูทางเข้าของวิหารเป็นเชิงเชื้อเชิญ“เจ้าด้วย ยุทธ์”
“ค... ครับ” ยุทธ์สะดุ้งโหยงเขาก้มหน้าไม่กล้าสบตากฤษณะด้วยซ้ำ
กฤษณะเดินนำเข้าไปก่อน สมิทธิ์และยุทธ์ทยอยก้าวตามเขาไประหว่างที่ยุทธ์รั้งท้ายนั้นเขาก็เหลือบมองไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า
“เฮ้ย! นั่นมันหอกของข้า”
ปลายหอกใบโพธิ์ของเขาถูกตัดขาดวางอยู่บนพื้นรอยตัดราบเรียบเหมือนถูกของมีคมเฉือน ยังมีร่องรอยกระแสไฟฟ้าวิ่งอยู่บนใบหอกนั้น หลังจากที่ยุทธ์สลายชุดของร่างทรงระดับ2 เขายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหอกของเขาถูกตัดกระเด็นไปแล้ว
“สายฟ้า? ฝีมือเจ้าเด็กนั่นรึ” ยุทธ์มองอาวุธของเขาสลับกับมองไปที่สมิทธิ์อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ระหว่างที่สมิทธิ์กำลังเดินตามกฤษณะเข้าไปยังวิหารนั้นสรรค์ก็ส่งเสียงขึ้นมาจากเครื่องมือสื่อสารในหูของสมิทธิ์พอดี
“มีอะไรรึเปล่า?” สรรค์ถามด้วยความเป็นห่วงแต่น้ำเสียงของเขาราบเรียบเหมือนเคย
“ไม่มีอะไรหรอก ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน”สมิทธิ์พยายามใช้เสียงให้เบาที่สุดจนเหมือนกระซิบ
เขาเดินผ่านประตูวิหาร เข้ามายังด้านใน
“ตั้งแต่ชั้นมาถึงภาคีสหเทพ นอกจากพวกลิ่วล้อ ก็มีแค่ร่างทรงระดับ2 เพิ่มมาคน 2 คน...” ยังไม่ทันที่สมิทธิ์จะพูดจบ เขาก็ต้องอ้าปากค้างตกตะลึงกับภาพที่อยู่ตรงหน้า
ด้านในวิหารบูชาเทพเจ้าที่ทำด้วยหิน แสงอาทิตย์ลอดมาจากช่องเปิดด้านบนส่องให้เห็นที่นั่งขนาดใหญ่ซึ่งดูเหมือนบัลลังก์ของศาลที่ใช้พิจารณาคดีสูงขึ้นไป 3ชั้น ตรงฐานของที่นั่งนั้นทำด้วยหินสลักสัญลักษณ์รูปเทพเจ้าซึ่งมี 3 หน้า 6 แขน แต่ละชั้นมีสมาชิกภาคีสหเทพที่น่าจะเป็นร่างทรงระดับ 2 ทั้งหมด แต่ละคนมีที่นั่งประจำตัวนับรวมกันได้ราวโหลหนึ่งพอดี
สายตาของคนทรงทุกคนจับจ้องมาที่สมิทธิ์เป็นสายตาที่พอเดาได้ว่าทุกคนรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร
“ขอแนะนำตัวก่อน ข้าชื่อกฤษณะ ร่างทรง เทพแห่งการคุ้มครองขอต้อนรับสู่การประชุมใหญ่ของภาคีสหเทพ” กฤษณะแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เขายืนรอสมิทธิ์อยู่ด้านหน้าประตูวิหารก่อนที่จะเดินขึ้นไปยังที่นั่งของเขา
คนทรงแต่ละคนเริ่มแนะนำตัว เริ่มจาก 2 คนแรกที่นั่งอยู่ชั้นบนสุดที่นั่งชั้นนี้มีเพียง 3 ที่ ด้านซ้ายสุดเป็นที่นั่งของกฤษณะ
“ข้า ภูเบศวร์ ร่างทรง เทพแห่งการทำลาย”คนทรงที่นั่งอยู่ตรงกลางเอ่ยขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำทรงพลัง
ชายผมยาว โดยผมส่วนหนึ่งแบ่งมัดเป็นมวยไว้ด้านหลังเส้นผมครึ่งล่างของศีรษะเป็นสีขาว เขาอยู่ในชุดสูทสีดำเช่นเดียวกับกฤษณะ แต่ที่ทำให้สมิทธิ์จำเขาได้ไม่ลืมแน่ก็คืองูพิษที่อยู่บนคอของเขา ซึ่งมีลายเหลืองสลับดำพันอยู่ที่คอของเขาดูเหมือนเครื่องประดับมากกว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง
คนทรงชุดดำที่นั่งข้างกัน เป็นชายชราผมสีขาวทั้งหัวเขาไว้เครายาว สักรูปดวงตาไว้ด้านข้างศีรษะ เรียงกันด้านละ 3 ดวง
“ส่วนข้า ธาดา ร่างทรง เทพผู้สร้างทั้งข้า ภูเบศวร์ และกฤษณะ พวกเรา 3 คนเป็นผู้ก่อตั้งและประธานของภาคีสหเทพ”
เสียงของชายแก่แหลมเล็กฟังดูคุ้นเคย ไม่ผิดแน่เขาทั้ง 3 คนคือคนทรง 3 เทพสูงสุดที่สมิทธิ์เคยเจอมาแล้วตอนที่พวกเขาปรากฏตัวขึ้นอย่างปริศนา แล้วใช้เปลวเพลิงแผดเผาจบชีวิตของคราสคนทรงเทพแห่งความมืด ก่อนที่สมิทธิ์จะหมดสติไป
ยุทธ์เป็นคนพูดคนถัดไป สมิทธิ์คงรู้จักเขาดี(เกินไปมาก) แล้ว เขาจึงแนะนำสมาชิกคนทรงคนอื่นแทน
“เด็กที่นั่งเงียบอยู่นั่นชื่อ คชาร่างทรงเทพแห่งปัญญา เขาเป็นหัวหน้าหน่วยวางแผนของภาคี และเป็นน้องชายของข้าด้วย”
ยุทธ์กำลังพูดถึงคนทรงเด็กในเสื้อสูทสีดำเขาอายุน่าจะพอๆ กับนิรุทธ์และนิรุช นั่งคนละฝั่งกันกับยุทธ์บนที่นั่งชั้น 2
คนทรงเด็กคนนี้ไม่มีทีท่าจะสนใจสมิทธิ์สักเท่าไหร่เขาถือดินสอไว้ในมือ เอาแต่จดโน่นนี่หรือวาดรูปเล่นบนกระดาษหน้าตาของเขาเฉยชาไร้อารมณ์ คิ้วบางเหมือนพี่ชายของเขา ทรงผมสั้นของเขารวบชี้โด่เด่ขึ้นไป2 ข้างซ้ายขวา ดูเป็นเด็กผู้ชายที่ดื้อเงียบไม่เบา
“ส่วนที่เหลือคือ 9 ดาราสมาชิกของภาคีที่ได้รับเลือกจากร่างทรงระดับ 2 ที่เก่งกาจที่สุดในโลก”ยุทธ์มองไปที่กลุ่มคนซึ่งนั่งเรียงกันอยู่บนที่นั่งชั้นที่ 1
เมื่อสมิทธิ์กวาดตาไป ก็เจอคนทรงหนุ่มที่คุ้นหน้าคุ้นตาซึ่งเขาไม่มีวันลืมได้อย่างเด็ดขาด
“นายคือคนที่ทำร้ายนิษฐานี่!” สมิทธิ์ตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์พลางชี้หน้าไปที่คนทรงหน้าหวานที่นั่งริมสุดด้านซ้าย
“โทษทีนะ ที่ข้าทำไปก็เพื่อภาคีน่ะ” โซมะหน้าหยกหมอทำเสน่ห์ที่หน้าตาหล่อเหลาและอายุน้อยที่สุด
วันนี้เขามาในชุดลำลองสวมใส่เสื้อไหมถักแขนยาวคอเต่าราวกับอยู่เมืองหนาว เมื่อไม่มีหมวกของร่างทรงระดับ2 ก็เผยให้เห็นทรงผมหยักศกของเขาย้อมเป็นสีเหลืองอ่อน ปัดเป๋ไปด้านหนึ่ง
“ร่างทรงเทพแห่งสงครามรึข้าอยากจะลองกำลังด้วยเสียจริง” มังคลาก้ามปู หมอผีรื้อศาลด้วยมือเปล่า
คนทรงคนนี้เหมือนหลุดออกมาจากหนังเรื่องชาวบ้านบางระจันเขาไว้ผมสั้นเปิดข้าง หนวดเขี้ยว เปลือยท่อนบนเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆเหมือนนักกีฬาเพาะกาย
“ข้าเองล่ะ คนทรงในชุดเขียวที่เป็นคนบอกเจ้าให้มาที่นี่” พูธีอุส เจ้าของรายการ ทุกข์ที่มีคำตอบรับตอบปัญหาและส่งพลังผ่านคำพูดทางสถานีโทรทัศน์ช่องดัง
แม้ว่าสมิทธิ์เคยเจอกับเขาแล้วตอนที่เขาบุกไปยังเทวาลัยแห่งโชคชะตากับโซมะแต่ไม่มีทางที่สมิทธิ์จะจำเขาได้อย่างเด็ดขาดรูปลักษณ์ของเขาเมื่ออยู่ในร่างทรงระดับ 2 ดูลึกลับน่าขนลุก แต่พออยู่ในร่างคนปกติเขากลับดูเหมือนวัยรุ่นประเภทที่จะโดนแกล้งในโรงเรียน
เขาไว้ผมทรงกะลาครอบปิดใบหน้า โผล่ให้เห็นแค่ดวงตาเพียงข้างหนึ่งสวมใส่ชุดเอี๊ยมสีเขียวสดใส
“พลังเทพของเขาเหนือกว่าพวกเรา 9 ดาราตามที่ท่านภูเบศวร์คิดไว้จริงๆ ค่ะ” คูรุ สแกนวิญญาณ หมอดูที่เพียงมองก็รู้ถึงข้อมูลทุกอย่าง
สาวแว่นที่มีดวงตากลมโต เธอจ้องเขม็งมาที่สมิทธิ์มือข้างหนึ่งถือคอมพิวเตอร์แบบพกพา ผมยาวสีส้มหยักศกของเธอรวบเป็นหางม้าติดเครื่องประดับรูปร่างเหมือนกะโหลกไขว้เอาไว้ซึ่งสมิทธิ์เองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นโครงกระดูกของจริงหรือไม่
“ข้าก็สัมผัสได้ ตอนนี้ยังขนลุกอยู่เลย” ศุสัมผัสสยอง คนทรงที่รับรู้และติดต่อพลังเหนือธรรมชาติได้ทุกประเภท
หญิงสาวคนทรงอีกคนใน 9 ดาราเธออยู่ในเสื้อยีนแขนยาวเข้ารูป หน้าตาสะสวย แต่งหน้าเข้มผมยาวสีน้ำตาลเข้มของเธอเกล้าเป็นมวยไว้ด้านขวาของศีรษะเธอลูบไล้เนื้อตัวพลางจ้องมองมาที่สมิทธิ์ด้วยสายตาวาบหวิว
“ข้าไม่ยอมรับง่ายๆ หรอกนะยะ” ซานิบ้านกุมารเทวะ คนทรงผู้ผลิตของต้องสาปยอดนิยม
ในบรรดา 9 ดาราต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนทรงที่ดูโดดเด่นมีเอกลักษณ์มากที่สุดแม้ว่าการพูดการจาหรือท่าทางของเขาจะดูตุ้งติ้งออกสาว แต่ชายผิวคล้ำจนเกือบดำคนนี้ไว้เคราเฟิ้มตัดแต่งอย่างดีเขาอยู่ในชุดอินเดีย สวมหมวกผ้าขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนหมวกอาบน้ำ คล้องพวงมาลัยดอกดาวเรืองไว้ที่คอ
โต๊ะด้านหน้าของเขา มีตุ๊กตาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆวางอยู่ในท่านั่ง บนหน้าผากของตุ๊กตาเขียนตัวอักษรที่อ่านไม่ออกเอาไว้
“ดูจากหน่วยก้านแล้วก็ไม่เลว 9ดารานับวันจะยิ่งน้อยลง เกตุเองก็ไม่ค่อยอยู่” สูรย์ เอกซเรย์ ว่ากันว่าไม่มีอะไรที่ตาของเขามองไม่เห็น
ชายผิวสีทองแดงเหมือนชาวเกาะ เป็นคนทรงที่สมิทธิ์คิดว่าดูเท่ที่สุดใน9 ดารา ร่างกายของเขากำยำล่ำสันสูงใหญ่ ผมด้านบนของเขาเป็นสีน้ำตาลอ่อนสว่างจนเกือบขาวส่วนเส้นผมครึ่งล่างของศีรษะถักแบ่งเป็นหลอดพันกันแน่นเหมือนกลุ่มด้ายมัดรวมกันไว้ด้านหลังเขาสวมใส่แว่นตาดำปิดบังดวงตา ถ้าไม่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเรียวยาวของเขาก็คงไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่
“ถ้าเขามาแทนคราส ข้าก็ไม่มีปัญหาหรอก”สูรย์พูดพลางหันไปทางสมิทธิ์ มือทั้ง 2 ประสานไว้ใต้คาง
“ว... ว่ายังไงนะ” สมิทธิ์เสียงสั่น
การได้มาเห็นสมาชิกระดับสูงของภาคีสหเทพที่แต่ละคนมีบุคลิกลักษณะที่ฉูดฉาดก็เหนือความคาดหมายสำหรับสมิทธิ์ไปมากแล้ว แต่การประชุมเพื่อเปิดตัวสมิทธิ์กับภาคีว่าเขาจะได้อยู่ใน 9 ดารา ตำแหน่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นร่างทรงระดับ 2ที่เก่งกาจที่สุดในโลก อยู่นอกเหนือแผนที่เขาและสรรค์วางเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
