ราตรีกาลอันเงียบสงัดภายในด่านถงกวนนั้นแตกต่างจากรัตติกาลในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ปราศจากเสียงดนตรีขับกล่อมยามค่ำคืน ปราศจากเสียงจอแจของผู้คนที่ยังคงสัญจรไปมา มีเพียงเสียงลมที่พัดหวีดหวิวผ่านช่องเขาและเสียงคำรามอันไกลโพ้นของแม่น้ำฮวงโหที่ดังคลอเคล้าอยู่ตลอดเวลา...
ทว่า...ความเงียบสงบนั้นก็ดำรงอยู่ได้เพียงไม่นาน...
ก่อนที่แสงแรกแห่งทิวาจะทันได้สาดส่องลงมาจับขอบฟ้าด้วยซ้ำ...
ตึง...ตึง...ตึง...ตึงงงงงงง !
เสียงกลองศึกอันทรงพลังก็พลันดังกระหึ่มขึ้น! มันไม่ใช่เสียงกลองที่นุ่มนวล แต่เป็เสียงทุ้มต่ำที่ก้องกังวานและหนักแน่น ราวกับเป็เสียงหัวใจของพญาัที่กำลังเต้นเป็จังหวะ มันดังสะท้านะเืไปทั่วทั้งปฐี ปลุกทุกชีวิตที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นจากนิทราอย่างฉับพลัน!
เซี่ยหยางที่กำลังนอนหลับใหลอย่างเป็สุขอยู่ในห้องพักที่ดีที่สุดของโรงเตี๊ยมถึงกับสะดุ้งสุดตัว! ร่างระหงดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงในทันที ดวงตาที่ยังคงพร่ามัวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก!
‘เสียงอะไรน่ะ!’ จิติญญาของเสิ่นอี้กรีดร้องขึ้นในใจ ‘แผ่นดินไหวรึ? หรือว่ามีข้าศึกบุกเข้ามาในด่าน!’
ยังไม่ทันที่นางจะได้ประมวลผล...เสียงแตรเขาสัตว์ที่แหลมสูงและเปี่ยมด้วยพลังก็ดังแทรกขึ้นมา! ตามมาด้วยเสียงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด...เสียงฝีเท้าของเหล่าทหารนับพันที่กระทบพื้นดินอย่างพร้อมเพรียงกันจนเกิดเป็เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินกำลังจะถล่มทลาย!
“ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”
เสียงโห่ร้องที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารอันแรงกล้าดังประสานกันขึ้นราวกับเป็เสียงของคนๆ เดียว! มันคือเสียงที่ปลุกสัญชาตญาณดิบและทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกหวาดหวั่นไปถึงกระดูกสันหลัง!
“คุณชาย! คุณชายเ้าขา!”
เสี่ยวชุ่ยวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องนอน นางมีสภาพไม่ต่างกันนัก ผมเผ้ายังคงยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่นนอน
“เกิดอะไรขึ้นเสี่ยวชุ่ย!” เซี่ยหยางเอ่ยถามเสียงสั่น “มีศัตรูบุกเข้ามาหรือ!”
“มะ...ไม่ใช่เ้าค่ะ!” เสี่ยวชุ่ยรีบโบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน “บ่าว...บ่าวเพิ่งไปถามเสี่ยวเอ้อร์มาเมื่อครู่...เขาบอกว่า...นี่เป็เสียงฝึกซ้อมยามเช้าของเหล่าทหารในด่านเ้าค่ะ! เป็เช่นนี้ทุกวัน!”
สิ้นคำอธิบายนั้น...ความตื่นตระหนกบนใบหน้าของเซี่ยหยางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็ความงุนงง...และจากความงุนงง...ก็กลายเป็ความหงุดหงิดใจอย่างสุดซึ้ง!
เขาทรุดกายลงนอนบนเตียงอีกครั้ง ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมโปงจนมิดศีรษะ
“์...” เสียงอู้อี้ที่ลอดออกมาจากใต้ผ้าห่มนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “ที่นี่เขานิยมใช้เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นาฬิกาปลุกกันหรืออย่างไรนะ...น่ารำคาญสิ้นดี!”
เสี่ยวชุ่ยที่เห็นท่าทางของคุณชายก็อดที่จะหัวเราะคิกออกมาเบาๆ ไม่ได้ นางรีบเดินเข้าไปข้างเตียงแล้วค่อยๆ ดึงผ้าห่มลง “คุณชายเ้าขา...ตื่นเถิดเ้าค่ะ...เดี๋ยวบ่าวจะให้คนเตรียมน้ำอุ่นให้ล้างหน้าล้างตานะเ้าคะ”
เซี่ยหยางยอมโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มในที่สุด เขานั่งขยี้ตาด้วยท่าทางที่ยังคงงัวเงีย...เสียงฝึกซ้อมจากภายนอกยังคงดังกระหึ่มเข้ามาไม่หยุดหย่อน...ดูเหมือนว่าอรุณรุ่งแห่งค่ายทหารนี้...จะเป็ประสบการณ์ที่เขาคงจะไม่มีวันลืมเลือนไปตลอดชีวิต...
หลังจากผ่านพ้นอรุณรุ่งอันแสนจะอึกทึกครึกโครมไปแล้ว ขบวนของเซี่ยหยางก็ได้ลงมารับประทานมื้อเช้าที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม แม้จะยังคงได้ยินเสียงฝึกซ้อมของเหล่าทหารดังแว่วมาเป็ระยะๆ แต่บัดนี้มันก็ได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของบรรยากาศในด่านถงกวนแห่งนี้ไปเสียแล้ว
เซี่ยหยางกำลังใช้ตะเกียบคีบซาลาเปาลูกเล็กเข้าปากอย่างเชื่องช้า พลางลอบสังเกตผู้คนรอบกาย...ที่นี่แตกต่างจากเมืองหัวอินโดยสิ้นเชิง...ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่คือเหล่าทหารหาญร่างกำยำและพ่อค้าที่ดูสมบุกสมบัน ทุกคนต่างมีแววตาที่แข็งกร้าวและระแวดระวัง นี่คือเมืองที่ตั้งอยู่บนปากประตูแห่งอันตรายอย่างแท้จริง
ขณะนั้นเอง...ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเต็มยศของนายทหารผู้หนึ่งก็เดินตรงมายังโต๊ะของพวกเขา!
เสี่ยวชุ่ยถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ในขณะที่อู๋อิ่งขยับมือไปวางบนด้ามกระบี่อย่างเตรียมพร้อม...ทว่า...ซูเหวินจื่อกลับแย้มยิ้มออกมาอย่างกว้างขวาง
“พี่จ้าว!” เขาลุกขึ้นยืนทักทายอย่างสนิทสนม
นายกองจ้าวผู้นั้นหัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆๆ! คุณชายซู! ข้าได้ยินจากลูกน้องว่าท่านมาพักอยู่ที่นี่ จึงรีบมาเยี่ยมเยียนหลังจากเสร็จสิ้นการคุมทัพยามเช้า”
ทั้งสองทักทายกันอย่างคุ้นเคย ก่อนที่นายกองจ้าวจะหันมาประสานมือทำความเคารพเซี่ยหยางอย่างนอบน้อม “ท่านคงจะเป็คุณชายใหญ่สกุลเซี่ยสินะขอรับ ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้ได้พบตัวจริงนับเป็เกียรติยิ่งนัก”
เซี่ยหยางรีบลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะตอบอย่างสุภาพ “ท่านนายกองจ้าวกล่าวหนักไปแล้ว”
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย นายกองจ้าวก็เอ่ยขึ้นด้วยอัธยาศัยอันดีงาม “คุณชายทั้งสอง...วันนี้อากาศดีนัก ไม่ทราบว่าจะสนใจไปเดินชม ‘ที่พัก’ ของพวกข้าสักหน่อยดีหรือไม่? จะได้เห็นว่าเหล่าชายชาติทหารนั้นฝึกฝนกันเข้มแข็งเพียงใด!”
คำว่า “ที่พัก” ของเขา แน่นอนว่าย่อมหมายถึง "ลานฝึกซ้อมใหญ่" ของกองกำลังทหารนั่นเอง!
ซูเหวินจื่อผู้มีสายเืทหารอยู่เต็มตัวถึงกับมีดวงตาเป็ประกาย! “เป็ความคิดที่ดีอย่างยิ่ง! ข้าเองก็ไม่ได้เห็นบรรยากาศเช่นนี้นานแล้ว!” เขารีบหันมาทางสหายรัก “ไปกันเถิดเสี่ยวหยาง! รับรองว่าเ้าจะต้องตื่นตาตื่นใจเป็แน่!”
ตรงกันข้ามกับซูเหวินจื่อโดยสิ้นเชิง...จิติญญาของเสิ่นอี้นั้นกำลังร้องโอดครวญอยู่ภายใน
‘ลานฝึกซ้อม?’ นางนึกอย่างเบื่อหน่าย ‘สถานที่ที่เต็มไปด้วยเสียงะโโหวกเหวก...กลิ่นเหงื่อไคล...และฝุ่นดินคละคลุ้งน่ะหรือ? ให้ตายเถอะ...มันมีสิ่งใดน่าเจริญหูเจริญตาตรงไหนกัน’
นางปรารถนาที่จะปฏิเสธอย่างนุ่มนวลที่สุด...ทว่า เมื่อนางสบเข้ากับสายตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังของซูเหวินจื่อ และสายตาที่เป็มิตรของนายกองจ้าว...นางก็พลันตระหนักได้ว่า...
‘ไม่ได้การ...’ นางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ‘การปฏิเสธคำเชิญของนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในสถานที่เช่นนี้ ถือเป็การหักหน้าและเสียมารยาทอย่างรุนแรง...มันอาจจะสร้างปัญหาให้การเดินทางของเราในอนาคตได้...เฮ้อ...ไปก็ไป’
เมื่อคิดได้ดังนั้น...นางจึงคลี่ยิ้มออกมาอย่างสุภาพที่สุด “หากท่านนายกองจ้าวกรุณาถึงเพียงนี้...ก็คงต้องขอรบกวนแล้วขอรับ”
เมื่อเซี่ยหยางก้าวเท้าเข้าสู่ลานฝึกซ้อมใหญ่...ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้จิติญญาของเสิ่นอี้ถึงกับต้องหยุดชะงักไปชั่วขณะ...
เบื้องหน้าของนางคือมหาสมุทรแห่งบุรุษเพศ!
เหล่าชายชาติทหารร่างกำยำสูงใหญ่กำลังฝึกซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น ท่อนบนของพวกเขาส่วนใหญ่เปลือยเปล่า อวดให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวอย่างทรงพลังภายใต้แสงแดดยามสาย แผ่นหลังกว้างดั่งขุนเขา...แผงอกหนาแน่น...และหยาดเหงื่อที่ไหลรินเป็ทางยาวไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้อง ที่หาได้ยากยิ่งในยุคสมัยนี้...
‘โอ้...พระเ้า...’ เสิ่นอี้ถึงกับต้องกรีดร้องอยู่ในใจ ‘นี่มัน...นี่มัน...บุฟเฟต์ชายชาตรีชั้นเลิศชัดๆ!’
นางแสร้งยกพัดขึ้นมาบังแดดอย่างเชื่องช้า แต่แท้จริงแล้ว...คือการซ่อนรอยยิ้มที่มุมปากและสายตาที่กำลังลวนลามเหล่าทหารหาญอยู่ด้วยความหิวกระหาย!
‘ดูคนนั้นสิ...กล้ามแขนน่าขบกัดชะมัด...แล้วคนนั้น...แผ่นหลังนั่น...น่าจะกว้างพอให้ข้าวิ่งเล่นได้เลยนะนั่น! แม่เ้าโว้ย! ข้ามภพมาครั้งนี้...อย่างน้อยก็มีอาหารตาดีๆ ให้เจริญใจบ้างสินะ!’
นางต้องแสร้งทำเป็เบือนหน้าหนีด้วยท่าทีรังเกียจกลิ่นเหงื่อไคล...แต่ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังพัดนั้น...กลับ เปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับเด็กน้อยที่ได้พบเจอร้านขายขนมหวาน!
นายกองจ้าวและซูเหวินจื่อไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีที่ผิดปกตินี้...แต่ทหารหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังยืนพักเหนื่อยอยู่ไม่ไกลนักกลับสังเกตเห็นเข้าพอดี!
เขามองเห็นคุณชายรูปงามผู้สูงศักดิ์กำลังจ้องมองมายังลานประลองด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและเป็ประกายเจิดจ้า...
‘ดูคุณชายผู้นั้นสิ...’ ทหารหนุ่มคิดในใจด้วยความชื่นชม ‘แววตาเป็ประกายถึงเพียงนั้น...ต้องเป็ผู้ที่หลงใหลในเพลงดาบเพลงทวนอย่างแน่นอน! ท่าทางสูงศักดิ์เช่นนี้...วรยุทธ์ต้องไม่ธรรมดาเป็แน่แท้!’
ความเข้าใจผิดครั้งยิ่งใหญ่...ได้บังเกิดขึ้นแล้ว..!
และเมื่อซูเหวินจื่อได้เข้าประลองฝีมือกับสหายทหารตามคำเชื้อเชิญ...สายตาที่ “เปล่งประกาย” ของเซี่ยหยางก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นไปอีก! เพราะซูเหวินจื่อเองก็มีรูปร่างที่ดีไม่แพ้ใคร!
ดังนั้น...หลังจากที่การประลองจบลง...ทหารหนุ่มคนเดิมที่เข้าใจผิดไปไกลแล้ว จึงจะเดินตรงเข้ามาหาเซี่ยหยางด้วยความนับถือ พร้อมกับเอ่ยคำท้าประลองนั้นออกมา...
ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิเสธเสียงหลง ของเซี่ยหยาง ที่ไม่ได้มาจากความรังเกียจการต่อสู้เพียงอย่างเดียว...แต่ยังมาจากความรู้สึกที่ว่า ‘อะไรกัน! ของดีๆ มีไว้ให้ชื่นชม ไม่ได้มีไว้ให้เข้าไปทุบตีให้เนื้อตัวต้องเ็ปเสียหน่อย..!’
เสียงหัวเราะอันครื้นเครงของเหล่าทหารหาญยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ขณะที่นายกองจ้าวได้นำขบวนของคุณชายทั้งสองเดินลึกเข้ามาในใจกลางของด่านถงกวน บรรยากาศรอบกายนั้นแตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ที่นี่ทุกย่างก้าวคือระเบียบวินัย ทุกสายตาคือความระแวดระวัง ทหารในชุดเกราะเดินสวนสนามกันอย่างแข็งขัน พ่อค้าที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาค้าขายก็ดูจะมีท่าทีที่นอบน้อมกว่าปกติ
“ทางด้านซ้ายมือนั่นคือโรงเสบียงขอรับคุณชาย” นายทหารจ้าวชี้ชวนให้ดูอย่างภาคภูมิใจ “ส่วนทางขวานั่นคือโรงน้ำชา...เป็ที่ที่เหล่าทหารและนักเดินทางเช่นพวกท่านนิยมไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจกันมากที่สุด”
เซี่ยหยางกวาดสายตามองไปยังโรงน้ำชาสองชั้นที่ทำจากไม้เนื้อแข็งหลังนั้น มันดูสมบุกสมบันและอึกทึกกว่าเรือนชาชิวสุ่ยอันแสนสงบในเมืองหัวอินหลายเท่าตัว เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังลอดออกมาไม่ขาดสาย...ทว่า...ในขณะที่สายตาของเขากำลังจะละจากไปนั้นเอง...
สัญชาตญาณของพญาหงส์...ก็พลันกรีดร้องขึ้นมาในใจ..!
เขารู้สึกได้...ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องลงมาจากชั้นบนของโรงน้ำชาแห่งนั้น มันไม่ใช่สายตาที่ชื่นชมในความงดงามของเขาเหมือนเช่นเคย...แต่เป็สายตาที่เยือกเย็น...เฉียบคม...และกำลัง “ประเมินค่า” เขาราวกับเป็เหยื่อในกรงเล็บของพญาเหยี่ยว
เสิ่นอี้แสร้งทำเป็ยกพัดขึ้นมาบังแดด แต่ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังพัดนั้นกลับหรี่ลงเล็กน้อย นางตวัดสายตามองขึ้นไปยังหน้าต่างบานนั้นอย่างรวดเร็ว...เห็นเพียงเงาตะคุ่มของร่างผู้หนึ่งที่ไหววูบหายไปหลังฉากกั้นไม้เท่านั้น
‘มีคนกำลังจับตาดูเราอยู่’ ความคิดนั้นผุดวาบขึ้นมาในหัว แต่ใบหน้าของนางกลับไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย การแสดงความตื่นตระหนกในตอนนี้ คือการเผยจุดอ่อนให้ศัตรูเห็น...นางจึงแสร้งหันไปสนใจอาคารคลังอาวุธที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแทน ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ขณะที่จิตใจของเขากำลังจมอยู่กับปริศนาใหม่นั้นเอง...เสียงและกลิ่นบางอย่างที่แตกต่างออกไปก็ลอยมาปะทะโสตประสาท!
เคร้ง.! เคร้ง.! เคร้ง.!
เสียงค้อนโลหะขนาดใหญ่ที่กระทบกับแท่งเหล็กดังกึกก้องมาแต่ไกล ตามมาด้วยกลิ่นเขม่าควันไฟอันเป็เอกลักษณ์ และคลื่นความร้อนที่แผ่ออกมาจนััได้แม้จะยังอยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว
นายกองจ้าวชี้ไปยังอาคารหลังใหญ่ที่ดูมืดทึบแต่กลับมีแสงไฟสีแดงฉานสาดส่องออกมาจากภายใน “นั่นคือโรงตีเหล็กหลวงขอรับ! เป็หัวใจสำคัญในการซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดในด่านแห่งนี้!”
ทันทีที่เดินเข้าไปใกล้...คลื่นความร้อนระอุราวกับยืนอยู่หน้าเตาหลอมขนาดั์ก็ปะทะเข้ากับร่างของทุกคนในทันที! หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ พลันผุดขึ้นบนใบหน้านวลผ่องของเซี่ยหยางอย่างห้ามไม่ได้
ภาพเบื้องหน้าทำให้จิติญญาของเสิ่นอี้ถึงกับตื่นตาตื่นใจ!
ช่างตีเหล็กผู้มีร่างกายกำยำล่ำสันนับสิบคนกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้น เปลวไฟสีส้มแดงจากเตาหลอมลุกโชนสะท้อนเงาของพวกเขาให้ดูราวกับเป็ั์ในเทวตำนาน เสียงค้อนเหล็กหนักอึ้งที่ถูกเหวี่ยงลงมากระทบแท่งเหล็กที่ถูกเผาจนแดงฉานดุจโลหิตนั้น ดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระจายไปทั่วทุกครั้งที่เกิดการปะทะ
ฉ่าาาาาาาาาา..!
เสียงเหล็กร้อนที่ถูกจุ่มลงในอ่างน้ำเย็นจัดดังขึ้นอย่างรุนแรง กลุ่มไอน้ำสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาสู่เพดานจนมืดครึ้ม...
มันคือการผสมผสานอันทรงพลังระหว่างไฟ...น้ำ...เหล็ก...และหยาดเหงื่อของบุรุษเพศ...
ซูเหวินจื่อมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ชื่นชมในความแข็งแกร่ง ในขณะที่เสี่ยวชุ่ยถึงกับต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความตื่นกลัวในความร้อนและเสียงที่ดังสนั่น
แต่เซี่ยหยางกลับยืนนิ่ง...จ้องมองภาพนั้นด้วยความทึ่งอย่างแท้จริง
ในโลกเก่าของนาง...การผลิตเหล็กคือเื่ของเครื่องจักรกลอันไร้ชีวิต...คือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ไร้ซึ่งจิติญญา...
แต่ที่นี่...มันคือ “ศิลปะ”...คือการร่ายรำอันดุดันระหว่างมนุษย์กับธาตุทั้งสี่...คือการหลอมรวมพละกำลังและประสบการณ์เข้าด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์อาวุธที่สามารถตัดสินชะตาชีวิตของผู้คนได้...
เขาก้าวเข้าไปใกล้เตาหลอมแห่งหนึ่งอย่างลืมตัว จ้องมองช่างตีเหล็กผู้หนึ่งที่กำลังใช้คีมเหล็กคีบดาบที่ร้อนแดงขึ้นมาวางบนทั่ง แล้วใช้ค้อนตอกลงไปอย่างแม่นยำ...พับเหล็ก...ตอก...พับ...แล้วก็ตอกอีกครั้ง...
“คุณชาย! ระวังขอรับ!” อู๋อิ่งรีบเข้ามาขวางไว้ด้วยความเป็ห่วง
เซี่ยหยางเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา เขาถอยห่างออกมาเล็กน้อย แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่กระบวนการนั้นไม่วางตา
“ไม่น่าเชื่อ...” เขาพึมพำออกมาเบาๆ “...นี่คือการตีเหล็กทบชั้นในตำนานสินะ...”
คำพูดนั้นทำให้นายกองจ้าวถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “คุณชายรู้จักเื่พวกนี้ด้วยหรือขอรับ?”
เซี่ยหยางรู้ตัวว่าเผลอหลุดปากในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป จึงรีบแสร้งทำเป็หัวเราะกลบเกลื่อน “ข้า...ข้าเพียงเคยอ่านเจอในตำราโบราณเท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นกับตาตนเองในวันนี้”
ทว่า...แม้จะหันมาสนใจสิ่งอื่นแล้ว...แต่ในใจของเขานั้น...ยังคงไม่ลืมเลือนสายตาอันเยียบเย็นที่จับจ้องลงมาจากโรงน้ำชาแห่งนั้น...
...ในด่านถงกวนที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งและปลอดภัยแห่งนี้...ดูเหมือนจะมีเงาร้ายบางอย่าง...กำลังเฝ้ารอการมาเยือนของเขาอยู่เงียบๆ...