เวลาไม่เช้าแล้ว ที่เรือนรับรองแขกของพรรคห้าเซียนในเวลานี้ครึกครื้นกว่าทุกวัน ถังจื่อฉวนกำลังร่ำลาซุนอวี้ด้วยถ้อยคำสุภาพ แม้ทั้งสองมีวัยไล่เลี่ยกัน ซุนอวี้เองก็มิได้วางท่าเป็ประมุขพรรคให้แตกต่าง การมาของถังจื่อฉวนในครานี้แม้ไม่สามารถนำตัวยาสำคัญกลับไปได้ตามที่ประมุขสกุลถังสั่งการมา แต่ซุนอวี้ก็มอบตัวยาสมุนไพรล้ำค่าให้นำกลับไปไม่น้อย
แม้สกุลถังจะไม่ขาดแคลนสมุนไพร แต่สิ่งที่ซุนอวี้มอบให้ต่างก็เป็ตัวยาที่หาได้ยากที่ช่วยบำรุงธาตุองครักษ์ยาง แม้ไม่อาจช่วยขจัดพิษเย็นในตัวของเฉวียนหวาฉี แต่อย่างน้อยยังสามารถระงับอาการไอ หนาวเย็นลงได้บ้าง
ที่ด้านนอกของเรือนรับรอง คนของพรรคห้าเซียนเร่งรีบนำคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาที่เรือนรับรองแขก
“เรียนท่านประมุข มีคนของสกุลถังแจ้งว่ามีเื่สำคัญ ้าพบคุณชายถังขอรับ”
ถังจื่อฉวนได้ยินคำว่าเื่ด่วนจากสกุลถังก็หยุดการสนทนากับซุนอวี้ในทันที พอหันไปมองก็พบว่าผู้ที่มาเป็คนของสกุลจริง คนสกุลถังผู้นั้นพอพบเห็นถังจื่อฉวนก็รีบกล่าว
“เรียนคุณชาย ท่านประมุขให้ข้ารีบนำจดหมายมามองให้คุณชายขอรับ”
ถังจื่อฉวนรับเดินไปรับจดหมาย กล่าวดุว่าอย่างไม่พอใจคำหนึ่ง
“เ้าอย่าได้เสียมารยาทต่อหน้า ประมุขซุน”
ซุนอวี้เข้าใจมารยาทอันดีในยุทธภพ ไม่้ารับทราบเื่ราวในตระกูลของผู้อื่น เพียงยิ้มแย้มโบกมือ
“คุณชายถังไม่ต้องมากมารยาท ข้ากับคนของพรรคห้าเซียนจะออกไปด้านนอกสักครู่ รอพวกท่านหารือให้แล้วเสร็จเถอะ”
ถังจื่อฉวนรีบกล่าว
“ตอนนี้สกุลถังกับพรรคห้าเซียนต่างก็นับถือเป็สหาย สกุลถังไม่มีความลับใดบอกกล่าวไม่ได้”
ถังจื่อฉวนรีบอ่านจดหมายในทันทีโดยไม่รอให้ ซุนอวี้ทันได้ออกไปด้านนอก สีหน้าของถังจื่อฉวนเมื่ออ่านจดหมายแล้ว แม้มิสู้ดีนักหากแต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความมั่นใจ ถังจื่อฉวนมอบจดหมายที่แนแล้วส่งต่อให้กับซุนอวี้โดยไม่ลังเล
ซุนอวี้ชมชอบ ถังจื่อฉวนที่มีน้ำใจจริงแท้ไม่ปิดบังอย่างที่กล่าว ในเมื่อถังจื่อฉวนมีน้ำใจ ซุนอวี้ย่อมยินดีรับมา หลังจากซุนอวี้อ่านจดหมายแล้วก็กล่าว
“คุณชายถัง ในเมื่อเื่เป็เช่นนี้พวกท่านก็อยู่ที่พรรคห้าเซียนสักหลายวันเถอะ เื่ในเมืองเฉิงตู ข้าเชื่อว่าประมุขสกุลถังสมควรมีวิธีรับมือ”
หลัวเซียนที่อยู่วงนอก ไม่ทราบว่าที่แท้เกิดเื่ราวใด ถังจื่อฉวนจะอยู่ที่พรรคห้าเซียนต่อก็เื่ถังจื่อฉวน แต่ตนเองบอกกับหงสือเมิ่งว่าจะออกมาเพียงสามวันแล้วก็จะกลับไป วันนี้เข้าวันที่สี่แล้วหากหลัวเซียนยังไม่กลับไปที่อารามซินเซียง ที่หงสือเมิ่งกับพวกรออยู่ หงสือเมิ่งคงต้องส่งคนไปตามที่สกุลถังเป็แน่ หากเป็เช่นนั้น ความจริงที่หลัวเซียนมิได้ไปพักที่สกุลถังก็คงปกปิดเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
“นี่ หากข้าไม่กลับเข้าเมืองเฉิงตูวันนี้ อาจารย์ข้าตีข้าตายแน่ ๆ’ หลัวเซียนร่ำร้อง
ถังจื่อฉวนส่ายหน้าไปมา แต่เฉวียนหวาฉีกลับแสดงสีหน้าเสียใจ
ถังจื่อฉวนกล่าว
“เช่นนั้นเ้าก็กลับไปพร้อมกับคนของสกุลถังก็แล้วกัน”
ถังจื่อฉวนชี้มือไปยังคนของสกุลถังที่นำจดหมายมาส่ง ถังจื่อฉวนคิดว่าจะให้ผู้คุ้มกันของตนเองติดตามไปด้วย แต่เมื่อนึกถึงว่า ดูเหมือนหลัวเซียนจะมีฝีมือสูงส่งกว่าผู้คุ้มกันของสกุลถัง หากเกิดเื่ขึ้นจริงยังไม่แน่ว่าผู้ใดจะคุ้มกันผู้ใดจึงมิได้เอ่ยปาก
หลัวเซียนลุกขึ้นประสานมือกล่าว
“ข้ายังอยู่ที่เมืองเฉิงตูอีกหลายวัน อย่างน้อยก็จนกว่าผลการสอบเชิงหยวนจะประกาศอย่างเป็ทางการ หากถึงวันนั้นแล้วพวกท่านยังไปกลับไป ข้าจะฝากจดหมายถึงพวกท่านไว้ที่สกุลถัง เมืองถงซือแม้จะไกลจากเมืองเฉิงตูอยู่บ้าง หากพวกท่านมีเวลาก็แวะไปเยี่ยมข้าที่เมืองถงซือได้ตลอดเวลา”
ป้อมสกุลถังวันนี้ดูวุ่นวายนัก ด้านนอกมีทหารถือหอกหลายร้อยนายเฝ้าทางเข้าออก มีทหารลาดตระเวนคอยเดินตรวจตามกำแพงทุกด้านป้องกันผู้คนลักลอบหลบหนี ภายในสกุลถัง ที่ทางเข้าเรือนรับรองส่วนนอก พ่อบ้านของสกุลถังกำลังประสานมือเจรจากับ ผู้ที่นำกองทหารที่เข้าไปจนถึงด้านใน
“ใต้เท้า พวกท่านล้อมสกุลถังเอาไว้เช่นนี้ ไหนจะขอเข้าตรวจค้นที่ด้านใน การกระทำเช่นนี้ ออกจะ ออกจะ”
จางหลี่เจินเ้าเมืองเฉิงตูเป็ผู้นำกองทหารเข้ามาด้านในด้วยตนเอง กล่าวไม่เกรงอกเกรงใจแต่อย่างใด
“ถังหลี่ สกุลถังแม้ใหญ่โตในเมืองเฉิงตู ยังต้องเคารพกฎหมาย มีคนแจ้งว่าสกุลถังเ้าให้ที่หลบซ่อนคนร้าย หากข้าไม่ตรวจค้นดูให้แน่ใจ ปลดปล่อยคนร้ายหนี้ไปได้ สกุลถังเ้ารับผิดชอบแทนข้าได้หรือ”
ถังหลี่ พ่อบ้านสกุลถังนึกสบถในใจ จางหลี่ละเอียดจินนี้หน้าหนานัก ที่ผ่านมาคอยประจบสอพลอคนของสกุลถังมาโดยตลอด มาวันนี้กลับยกอ้างกฎหมายนำกำลังเข้ามาตรวจค้น นี่แสดงว่าจางหลี่เจินผู้นี้มีคนถือหางที่สามารถรับมือสกุลถังได้ หรือไม่ก็จางหลี่เจินคงไม่คิดจะอยู่ที่เมืองเฉิงตูอีกต่อไปแล้ว
“ใต้เท้า คำว่าซุกซ่อนคนร้าย ไม่อาจกล่าวโดยไม่มีหลักฐาน สกุลถังหากปล่อยให้ผู้ใดเข้ามาตรวจค้นโดยง่าย ก็มิใช่สกุลถังแล้ว”
ถังหลี่กล่าวยืนกราน
จางหลี่เจินได้ยินที่พ่อบ้านสกุลถังกล่าวก็ไม่ทราบสมควรทำเช่นไร สกุลถังไหนเลยตอแยได้โดยง่ายดาย จางหลี่เจินหันซ้ายขวา คล้ายมองหาผู้ช่วยเหลือ ที่ด้านหลังของจางหลี่เจินยังมี คนผู้หนึ่งแต่งกายไม่โดดเด่นเท่าใด ในตอนแรกถังหลี่ยิ่งไม่ทันสังเกตเห็น คนผู้นั้นก้าวมาด้านหน้าของจางหลี่เจิน กล่าวด้วยเสียงอันดัง
“ทหารของทางการอยู่ที่นี่ เ้าเมืองเฉิงตูก็อยู่ที่นี่ สกุลถังเ้า้าเป็ฏหรืออย่างไร ถึงได้ขัดขืนไม่ยอมทำตาม หากนับถึงสาม พวกเ้ายังไม่หลบไป เช่นนั้นข้าจะให้ทหารบุกฝ่าเข้าไป ผู้ใดขัดขวางถือว่าเป็ฏ”
ผู้นำสารของผังจี๋มาจากเมืองหลวง แม้รู้เื่ราวของสกุลถังมาบ้างแต่ตนเองมีราชครูผังจี๋เป็ผู้หนุนหลังยังต้องเกรงกลัว ชาวยุทธบ้านนอกเหล่านี้ไปทำอะไร
“หนึ่ง”
“สอง”
ยังไม่ทันที่ผู้นำสารจะนับถึงสาม เสียงอันทรงพลังของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาแทรก เสียงของคนผู้นี้ดังกังวานแจ่มชัดราวกับกล่าววาจาที่ข้างหู ทั้งยังให้ความรู้สึกแหนบหนาวจนต้องลอบสยิวกาย
“ในเมื่อ ใต้เท้ายืนกราน้าตรวจค้น เช่นนั้นก็ตรวจค้นเถอะ”
สิ้นคำว่า เถอะ ร่างของคนผู้หนึ่งในชุดสีเขียวอ่อนก็ปรากฏกายอยู่ด้านหน้าของถังหลี่พ่อบ้านสกุลถังในทันที ถังเจิ้นหั่วในวัยเกือบสี่สิบปี เป็บิดาของถังจื่อฉวน คำรงตำแหน่งรองประมุขสกุลถัง ว่าที่ประมุขสกุลถังคนถัดไป ในยุทธร่ำลือว่าถังเจิ้นหั่วผู้นี้มีพลังฝีมือไม่ด้อยไปกว่าประมุขสกุลถัง ถังกั๋วชินผู้เป็บิดา
ถังเจิ้นหั่วประสานมือคราหนึ่ง พลันเกิดพลังลมหนาวเหน็บพัดออกไปด้านหน้า จางหลี่เจินที่ยืนอยู่ถึงกลับล้มไปด้านหลัง ทหารหลายสิบคนไม่อาจประคองตนเอาไว้ได้ ผู้นำสารที่กล่าววาจาข่มขู่ในตอนแรก ต้องเกร็งกำลังภายในจนใบหน้าแดงก่ำจึงต่อต้านเอาไว้ได้ แต่ถึงกระนั้นยังต้องถอยหลังไปหลายก้าว
“นี่เ้าทำอะไร คิดทำร้ายคนของทางการหรืออย่างไร”
ถังเจิ้นหั่วยิ้มเยาะ กล่าวว่า
“ชาวยุทธบ้านนอกอย่างข้า ไม่ทราบวิธีการควบคุมกำลัง ทำให้ใต้เท้าต้องใแล้ว มา มา ข้าจะนำพวกท่านตรวจค้น สกลุถังของข้าโดยละเอียด”
ผู้นำสารไหนเลยกล้าเอ่ยปากท้าทายอีก ทำได้เพียงส่งเสียงไม่พอใจคำหนึ่งเดินนำหน้าถังเจิ้นเข้าสู่ด้านในของป้อมสกุลถัง
ป้อมสกุลถังนั้นกว้างใหญ่นัก เรือนน้อยใหญ่หลายสิบหลังปลูกเรียงรายเป็ระเบียบสวยงาม ทั้งยังแบ่งเป็เรือนส่วนนอก เรือนส่วนใน ด้านในป้อมยังมีสวนสมุนไพรกว้างใหญ่ ทหารหลายสิบคนแยกกันตรวจค้น ผ่านไปค่อนวันยังไม่พบ “คนร้าย” ที่สกุลถังให้ที่หลบซ่อน
ผู้นำสารของผังจี๋เดินเข้าเรือนนั้นออกเรือนนี้ ชี้มือสั่งการให้ทหารเข้าตรวจดูจนทั่ว จนกระทั่งเดินผ่านเรือนไม้สะดุดตาหลังหนึ่งที่สร้างเอาไว้กลางสระน้ำ
“เรือนไม้ตรงกลางสระนั่น ยังมิได้ตรวจค้น”
ถังเจิ้นหั่วรีบะโเข้าขวาง
“ใต้เท้า ท่านค้นสกุลถังเราจดทั่วแล้วยังไม่เจอคนร้ายที่ว่า เรือนหลังนั้นท่านพ่อของข้าใช้เพื่อพักผ่อน ท่านผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ไม่้าให้ผู้ใดรบกวน”
ผู้นำสารสายตาเป็ประกาย
“ต่อให้เป็ที่พักผ่อนของอวี่หวงต้าตี้ ในวันนี้ก็ต้องตรวจค้นให้ได้”
*** อวี่หวงต้าตี้ หรือที่ไทยเราคุ้นเคยว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ ****
ที่เรือนกลางน้ำที่ว่า ประตูเรือนถูกเปิดออกมา มีคนสองคน หนึ่งชราหนึ่งบุรุษเดินเคียงกันออกมาที่ด้านนอก ผู้ที่เป็บุรุษ ดูหล่อเหลาคมคายที่เอวสะพายกระบี่ ปลายด้ามมีพู่สีทองยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือห้อยเอาไว้ บุรุษผู้นั้นหันไปกล่าวกับผู้ที่ชรากว่า
“ป้อมสกุลถังที่สงบร่มเย็นกลับมีผู้มาทำลายความสงบเสียแล้ว”
ผู้นำสารของผังจี๋เผ่งมองอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง พอเห็นจนแน่ชัดแล้วถึงกลับถอยหลังอย่างลืมตัว ปากอุทานว่า
“จั่น จั่นเจา”
จั่นเจาไม่รอช้า สะกิดเท้าลอยออกมาจากเรือนกลางสระน้ำในทันที ถังกั๋วชินที่ยืนอยู่ด้วยกันไม่รอช้าติดตามมาในทันที ทั้งสองคนมีวิชาตัวล้ำเลิศระยะทางไม่กี่ร้อยก้าวนี้ยังไม่เห็นว่าผู้ใดเหนือกว่าผู้ใด
จั่นเจาจดจำผู้นำสารของผังจี๋ออก เมื่อมาถึงฝั่งจึงกล่าว
“นึกว่าผู้ใดกล้ามาส่งเสียงดังถึงในสกุลถัง ที่แท้ก็องครักษ์เซียวนี่เอง”
เซียวเหวินเสียนเป็องครักษ์วังหลวงขั้นสี่เที่ยบเท่ากับจั่นเจา แต่ยังไม่มีสิทธิ์พกพากระบี่เข้าวัง ในหมู่องครักษ์วังหลวงขั้นสี่ทั้งหมดเกือบร้อยคน มีเพียงจั่นเจาเท่านั้นที่ได้รับพระบรมาานุญาตจากฮ่องเต้ให้สามารถพกพากระบี่ภายในวังหลวงได้
เซียวเหวินเสียนลักลอบออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้ามายังเมืองเฉิงตูโดยไม่หยุดพัก ด้วยทราบข่าวในทางลับว่ากัวหวาฉี ทายาทเพียงคนเดียวของถานกั๋วกงทำทีเป็เสียชีวิตจัดงานศพขึ้นในเมืองหลวง แต่ตัวของกัวหวาฉีแอบหลบหนีมาจนถึงเมืองเฉิงตูโดยความช่วยเหลือของสกุลถัง หากถือโอกาสเข้าตรวจค้นสกุลถังโดยไม่ทันตั้งตัว จะอย่างไรต้องหาตัวกัวหวาฉีเจอจนได้ แต่นึกไม่ถึงว่าผู้ที่พบเจอกลับกลายเป็จั่นเจา เช่นนี้แล้วแสดงว่า เปาเจิ้งต้องพบเจอเบาะอันใดถึงได้ส่งจั่นเจามาที่เมืองเฉิงตู ไม่แน่ว่าที่จั่นเจาอยู่สกุลถังในวันนี้เพราะทราบถึงแผนการของ ท่านราชครูเข้าแล้ว
เซียวเหวินเสียนยิ่งคิดยิ่งหวาดระแวง แต่หารู้ไม่ว่า จั่นเจายังไม่พบเจอเบาะแสอันใดแต่ตอนนี้ ท่าทางพิรุธของเซียวเหวินเสียนกลับทำให้จั่นเจาเชื่อมโยงไปจนถึงราชครูผังจี๋แล้ว นี่เรียกได้ว่าพบโจรใจหวาดหวั่นยิ่งปกปิดยิ่งเผยพิรุธ
เซียวเหวินเสียนกล่าวเสียงตะกุกตะกัก
“ข้า ข้าออกมาสืบคดี ในเมื่อองครักษ์จั่นอยู่ที่นี่แล้ว ข้า ข้าก็คงไม่มีสิ่งใดให้ตรวจค้นแล้ว”
จั่นเจายังคงกล่าว
“อ่อ ที่แท้องครักษ์เซียวก็ออกมาสืบคดี ที่แท้เป็คดีของกรมอาญาหรือว่าของศาลต้าหลี่ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะช่วยเหลืออีกแรง”
“ไม่รบกวนองครักษ์จั่น คดีนี้ไม่เกี่ยวกับกรมตรวจการ ลายละเอียดของคดีไม่อาจเปิดเผย ต้องขออภัย องครักษ์จั่นถนอมตัว ข้าขอลา”
เซียวเหวินเสียนกล่าวว่าลาก็หันหน้าจากไปโดยไม่รีรอ ปล่อยให้จางหลี่เจินเ้าเมืองเฉิงตูยืนสีหน้าขาวซีดอยู่กับทหารหลายสิบคนที่ไม่ทราบจะทำเช่นไร จางหลี่เจินยิ้มแหยะ ประสานมือให้กับประมุขสกุลถัง จากนั้นจึงนำทหารที่เข้าตรวจค้นสกุลถังทั้งหมดกลับไป
ถังเจิ้นหั่วหันมาทางบิดา กล่าวว่า
“แผนขององครักษ์จั่นนี้ช่างน่าเลื่อมใสนัก แต่ว่าทำเช่นนี้มิใช่เป็การแหวกหญ้าให้งูตื่น”
ถังกั๋วชินมิได้กล่าวอันใดเพียงแววตาที่แสดงออกว่าบุตรชายยังเรียนรู้อีกมากนัก
จั่นเจากล่าวตอบ
“จะอย่างไรอีกฝ่ายนั้นหวาดระแวงว่าใต้เท้าเปาต้องเข้ามาสืบคดีแน่อยู่แล้ว ตอนนี้ข้าปรากฏตัวออกมา ทางฝ่ายนั้นไม่ทราบว่าที่แท้ใต้เท้าเปาสืบไปจนถึงขั้นไหน นี่ต้องกล่าวว่ายิ่ง้าปกปิดกลับยิ่งมีพิรุธ ฝ่ายนั้นคงต้องรีบกลับไปที่เมืองหลวงเพื่อลงมือบางอย่าง ข้าจะรีบส่งข่าวไปให้ใต้เท้าเปาเพื่อให้คอยจับตา มองเอาไว้”