นางสวมใส่ผ้าไหมชั้นดี สีเหลืองสดใสราวแสงอาทิตย์ยามเช้า ลวดลายดอกไม้มงคลถูกปักอย่างประณีต ไล่ระดับสีอย่างละเมียดละไม ช่วยขับผิวขาวผ่องให้ดูนวลตา เรือนกายบอบบางได้สัดส่วน ไหล่ตั้งตรง หลังเหยียดงาม แสดงถึงการอบรมในตระกูลสูงศักดิ์มาอย่างดี
เรือนผมดำขลับเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย ประดับด้วยปิ่นทอง และเครื่องประดับลวดลายดอกไม้ เสริมให้ภาพลักษณ์ของนางดูสูงส่ง เพียงยืนอยู่ตรงนั้น ฮูหยินใหญ่แห่งจวนตระกูลโจว ก็ดูราวกับศูนย์กลางของความอบอุ่นภายในเรือนใหญ่ ภรรยาเอกผู้มั่นคง เคียงข้างผู้นำตระกูล
“ฮูหยิน...เ้าสบายดีหรือไม่”
โจวซือหม่าเอ่ยถามเสียงต่ำมั่นคง พร้อมยื่นมือออกไปประคองร่างฮูหยินโจวโยวหลานอย่างแ่เบา ด้วยท่าทางสุขุมระหว่างนั้นสายตาคมกริบก็เหลือบมองไปรอบจวน ราวกับตรวจตราทุกสิ่งด้วยความคุ้นเคย
จวนตระกูลโจว ตั้งตระหง่านด้วยโครงสร้างไม้สักทั้งหลัง สีไม้เข้มขลับสะท้อนแสงอุ่นอย่างสง่างาม เสาและคานแต่ละต้นสลักลวดลาย เมฆมงคล และลายเถาดอกไม้อย่างประณีต ฝีมือช่างชั้นครูทำให้ทุกเส้นสายดูมีชีวิต บานประตูและหน้าต่างแบ่งช่องเป็ระเบียบ เปิดรับแสงและลมได้อย่างพอเหมาะ
เรือนพักถูกแบ่งออกเป็หลายหลัง เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินไม้ยกระดับ แยกสัดส่วนชัดเจนสำหรับสมาชิกในครัวเรือนใหญ่ ทั้งเรือนหลัก เรือนฮูหยิน เรือนบุตรหลาน และเรือนบริวาร ทุกหลังล้วนโอ่อ่าแต่กลมกลืน ไม่ทับซ้อน ไม่อึดอัด แสดงถึงการวางผังอย่างรอบคอบ และฐานะอันมั่งคั่ง
ภายในอาณาเขตกว้างขวาง มีสวนใหญ่จัดแต่งอย่างงดงาม ต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา ดอกไม้นานาพันธุ์ผลิบานสะพรั่งตลอดทางเดิน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยคลุ้งในอากาศ บ่อน้ำใสสะอาดอยู่ใจกลางสวน ปลาหลากสีแหวกว่ายอย่างสงบ ดอกบัวชมพูและขาวบานรับแสงแดด พลิ้วไหวตามลมราวภาพวาดมีชีวิต
เสียงน้ำกระทบผิวน้ำแ่เบา เสียงใบไม้ไหวคลอไปกับความเงียบสงบ ทั้งจวนอบอวลไปด้วยความหรูหราโอ่อ่า แต่ไม่ฟุ้งเฟ้อ เป็ความงดงามที่สั่งสมจากกาลเวลา สมกับตระกูลโจว ผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลทางด้านการค้าที่สุดในเมืองหลวง
“เ้าค่ะ ข้าสบายดี”
ฮูหยินใหญ่โจวโยวหลาน พยักหน้ารับ ทั้งคู่เดินเข้าไปข้างในจวนไม้หลัก ประจำตระกูล
“คนอื่น ๆ ไปไหนกันหมด”
นายท่านโจวซือหม่านั่งลงที่เก้าอี้ไม้สักชั้นดี ในท่าทางสุขุม สายตาคมกริบมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง
“ข้าให้คนไปแจ้งพวกเขาแล้วเ้าค่ะ คาดว่าอีกไม่นานก็ออกมาต้อนรับท่านแล้ว”
ฮูหยินใหญ่โจวโยวหลานกระแอ่มไอ ส่งสัญญาณให้บ่าวในเรือน เร่งไปตามคนอื่น ๆ ออกมา
“ช่างเถอะ ๆ ข้าเองก็เดินทางมาไกล อยากจะพักสักหน่อย...”
นายท่านโจวซือหม่าบอกปัด อย่างไม่ใส่ใจ
“พี่ใหญ่!”
แต่แล้ว เสียงเรียกหนึ่งก็ดังขึ้น จากทางเดินด้านหน้า ก่อนที่ร่างชายวัยกลางคนผู้หนึ่งจะปรากฏตัว เขาคือ ‘โจว จื่อโม่’
น้องรองแห่งตระกูลโจว ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางไม่คล่องนัก ขาข้างหนึ่งก้าวช้ากว่าอีกข้าง ไม้เท้าเนื้อแข็งในมือช่วยประคองร่างให้มั่นคง ทุกย่างก้าวแม้จะกระเผกเล็กน้อย หากแผ่นหลังยังตั้งตรง ไม่ยอมให้ความบกพร่องบดบังศักดิ์ศรีของตน
เขาสวมอาภรณ์สีเรียบ สุภาพสมฐานะ ดวงหน้าซีดเล็กน้อยแต่แววตากลับแน่วแน่ เมื่อมองเห็นโจวซือหม่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สัก สายตานั้นก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ปนด้วยความยินดีและความผูกพันที่ยากจะเอ่ย