รถม้าสองคันจอดคู่กันอยู่หน้าสำนักศึกษาหญิงไม่ไกล สายตาของแต่ละคนแสดงถึงความชื่นชมเซี่ยหรงซิ่งอยู่ไม่น้อย พวกเขาไม่คิดว่าแม่นางน้อยขี้อายคนหนึ่งจะกลายเป็แม่เสือตัวน้อยๆ ไปเสียแล้ว
“คุณหนูซิ่งเอ๋อเก่งมากเลยขอรับ แม้แต่คุณหนูิจูผู้ร้ายกาจยังไม่ใช่คู่ต่อสู้” ฝูเจ๋อกั๋วพูดพร้อมกับปรบมืออย่างชอบใจ
“ิจูก็แค่ผู้หญิงนิสัยไม่ดีคนหนึ่ง นอกจากชอบวางอำนาจไปวันๆ ที่เหลือก็ไม่มีความสามารถใด” เซี่ยจ้านถิงพูดขึ้น ตอนอาศัยอยู่ในตระกูลเซี่ย นอกจากครอบครัวของท่านลุงสามแล้ว คนที่เหลือล้วนรังแกครอบครัวของเขา เมื่อก่อนเขาไม่กล้าพูดความคิดของตัวเองออกมา แต่เวลานี้เขาออกมาอาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองแล้ว คำพูดต่างๆ เขาก็ไม่อยากจะเก็บเอาไว้อีกต่อไป ชอบก็บอกชอบ เกลียดก็บอกเกลียด เหมือนอย่างตอนนี้ที่เขากล้าพูดข้อเสียของญาติผู้น้องออกมาตรงๆ
“ต้องยกความชอบนี้ให้พี่สะใภ้อย่างเ้าแล้วหรือไม่ เ้าสอนนางได้ดีจริงๆ” เซี่ยลี่หยางหันไปยิ้มให้ภรรยา
“เ้ากำลังจะบอกว่าข้าสอนให้ซิ่งเอ๋อกลายเป็คนที่ชอบทะเลาะเบาะแว้งสินะ” หลี่เหิงเยว่ย่นจมูกใส่สามี
“จะหมายความเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าหมายถึงที่ซิ่งเอ๋อกลายเป็คนเข้มแข็งก็เพราะมีเ้าเป็แบบอย่าง” เซี่ยลี่หยางรีบอธิบาย
“ใช่ขอรับพี่สะใภ้ อย่าเห็นว่าเวลาอยู่ที่บ้าน ซิ่งเอ๋อจะดูร่าเริงสดใสไม่กลัวใคร แต่ความจริงแล้วนางไม่กล้าแม้แต่จะต่อว่าใครไปตรงๆ ยิ่งกับเซี่ยิจู เมื่อก่อนนางก็ถูกผู้หญิงคนนั้นรังแกอยู่บ่อยๆ แต่วันนี้นางกลับกล้าลุกขึ้นมาสู้ ข้าอยากเห็นน้องสาวเป็คนเข้มแข็งเช่นนี้มานานแล้วขอรับ” เซี่ยเหวินซูอธิบายด้วยอีกคน
“ข้าถึงบอกพวกเ้าว่าให้ตั้งใจลุกขึ้นมาออกกำลังกายกับฝึกวรยุทธ์ให้ดี อย่างน้อยพวกเ้าก็สามารถใช้วิชาเ่าั้มาป้องกันตัวเองได้” เซี่ยลี่หยางบอก
“แต่ท่านยังไม่เชิญอาจารย์มาสอนวรยุทธ์ให้เราเลยนะขอรับ” เซี่ยเหวินซูหันไปมองพี่ชายอย่างคาดหวัง “ท่านคงไม่ได้ลืมคำพูดของตัวเองไปแล้วใช่หรือไม่พี่ใหญ่”
“ข้าไม่ลืมหรอก เอาเป็ว่าพอเห็นเหตุการณ์ของซิ่งเอ๋อวันนี้แล้วก็ทำให้ข้าตัดสินใจได้ พวกเ้าควรมีผู้ติดตามที่เป็วรยุทธ์”
“ผู้ติดตามหรือขอรับ? แล้วท่านจะไปหาคนพวกนั้นมาจากที่ไหน” เซี่ยเหวินซูถาม
“ก็ต้องเป็ตลาดค้าทาสอยู่แล้ว แต่วันนี้คงไม่ทันแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ข้ากับพี่สะใภ้จะไปจัดการให้ก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นเซี่ยหรงซิ่งเดินไปขึ้นรถม้ากับเซี่ยฮูหยิน รถม้าทั้งสองคันก็เคลื่อนตัวออกจากหน้าสำนักศึกษาหญิงเพื่อตรงกลับบ้าน แต่รถม้าของหลัวถิงถิงกับรถม้าของเซี่ยิจูกลับยังจอดอยู่ที่เดิม ทั้งสองมองตามหลังเซี่ยหรงซิ่งด้วยสายตามุ่งร้าย
ตกดึกขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับภายใต้อากาศเย็นสบาย เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่กลับสวมชุดรัดรูปสีดำแล้วนั่งอยู่บนหลังคาบ้านของตนเองพร้อมกับจิบเบียร์เย็นๆ กันอย่างสบายอารมณ์
“คืนนี้อากาศเย็นสบายและลมก็แรงดีไม่น้อย จากเกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาจริงๆ คงยากที่จะควบคุมเพลิงไว้ได้” หลี่เหิงเยว่ป้อนไก่ทอดไม่มีกระดูกชิ้นหนึ่งเข้าปากสามี “ดื่มเบียร์เย็นๆ กับของทอดมันเข้ากันมาก”
“วันนี้เ้าดูจะอารมณ์ดีเป็พิเศษนะ” เซี่ยลี่หยางยิ้ม
“ข้าคิดว่าการที่เราทะลุมิติมาก็ดีเหมือนกันนะเ้าคะ เรามีทั้งมิติวิเศษ มีวรยุทธ์ มีความสามารถที่หลากหลาย ทั้งยังมีครอบครัวที่น่ารัก ไม่เหมือนชีวิตที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็อาชีพการงานที่ต้องเจอกับเื่เครียดๆ ทุกวัน และยังมีครอบครัวที่วุ่นวายแบบนั้น ไหนจะการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในแต่ละวันอีก มาใช้ชีวิตในยุคนี้มันมีความสุขกว่ากันตั้งเยอะ ถึงแม้บางครั้งจะมีคนน่ารำคาญมาคอยก่อกวน แต่ก็ถือว่าพวกเขามาเติมเต็มให้ชีวิตของเรามีสีสันขึ้นก็แล้วกัน” หลี่เหิงเยว่ยกเบียร์กระป๋องขึ้นมาจิบ อย่ามองว่านางมีอาชีพเป็หมอแล้วนางจะไม่ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ เพราะนางกับเซี่ยลี่หยางก็เป็นักดื่มพอๆ กัน
“ก็เหมือนกับที่เ้าเคยถามข้าว่าข้าไม่เสียดายวิชาความรู้ด้านการทหารของข้าบ้างหรือ ที่ข้ายังไม่ตอบเ้าก็เพราะข้าไม่ได้รู้สึกเสียดาย เพราะข้าสามารถเอาวิชาความรู้และความสามารถเ่าั้มาสร้างอาชีพใหม่ๆ ในยุคนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็สำนักข่าวกรองหรือแม้แต่เปิดสำนักฝึกการต่อสู้ แต่นั่นก็เป็เพียงแิซึ่งข้ายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะลงมือทำ” เซี่ยลี่หยางยกเบียร์ขึ้นมาดื่มเข้าไปอึกใหญ่ “ในชีวิตที่แล้วก็เพราะอาชีพทหารถึงทำให้ข้าไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว หรือแม้แต่เวลาจะออกไปเจอหน้าเ้าก็ยังไม่ค่อยจะมี เพราะมีภารกิจที่ต้องออกไปทำอยู่ตลอดไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ แต่ละภารกิจก็เสี่ยงตายเป็อย่างมาก หากชีวิตนี้ข้ายังคิดจะกลับเข้าไปเป็ทหารอีก ข้าก็คงต้องอาศัยอยู่แต่ในกองทัพ สุดท้ายชีวิตข้าก็คงเหมือนเดิมคือไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและคนที่ตัวเองรัก ข้าไม่้าชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว เป็พ่อค้าแล้วหาอะไรใหม่ๆ ทำ ชีวิตแบบนี้มันน่าสนุกมากกว่า”
“เช่นนั้นเราคงต้องขอบคุณโจวเจิ้งซี (มีพูดถึงในบทที่ 1 นะคะ) เสียแล้วที่เขาทำให้เราถูกส่งมาอยู่ที่นี่ เรามาชนแก้วให้เขากัน” หลี่เหิงเยว่ยกกระป๋องเบียร์ขึ้นชนกับสามี
สองสามีภรรยานั่งดื่มเบียร์และมองดวงดาวบนท้องฟ้าอย่างรอคอย สักพักคนที่พวกเขารอก็มาถึง ทั้งคู่ก้มลงมองดูชายร่างกายกำยำทั้งสองคนกำลังจะราดน้ำมันที่กำแพงบ้าน เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่ก็ะโลงไปจัดการกับคนร้ายจนทั้งสองคนนั้นจนพวกเขาสลบไป
‘ไฟไหม้! เร็วเข้าพวกเรามาช่วยกันดับไฟ’
‘ลมแรงอย่างนี้แล้วเราจะทำอะไรได้ ดูสิลมพัดเปลวไฟไปถึงโรงเก็บฝ้ายแล้ว’
‘แย่แล้ว! บ่อน้ำถูกปิดตาย ใครมันเอาหินมาปิดปากบ่อไว้กัน เฮ้ย! ไฟจะลามไปถึงโรงเก็บข้าวสารแล้ว รีบมาช่วยกันดับไฟเร็วเข้า’
ที่คลังเก็บสินค้าแห่งใหม่ของตระกูลเซี่ยเรียกได้ว่าจ้าละหวั่นกันมากทีเดียว คลังเก็บสินค้าแห่งนี้สร้างเสร็จไปได้ถึงแปดส่วนแล้ว และบังเอิญที่วันนี้พวกเขาเริ่มขนย้ายสินค้าบางส่วนเข้ามาเก็บไว้อย่างเช่นฝ้ายเนื้อดีที่มีราคาสูง อีกทั้งยังมีข้าวสารที่เพิ่งส่งมาจากเมืองวั่งโจว มูลค่าของสินค้าทั้งสองชนิดมีสูงถึงสองแสนตำลึง แต่เวลานี้ไฟกำลังจะลามไปที่โรงเก็บสินค้าทั้งสองหลังนั่นแล้ว
ลุงใหญ่เซี่ย ลุงรองเซี่ย และอาห้าเซี่ยรู้ข่าวก็รีบเดินทางมาที่คลังเก็บสินค้าแห่งใหม่นี้ทันที พวกเขามองดูเปลวไฟที่ลุกไหม้ด้วยดวงตาแดงก่ำ สินค้าเหล่านี้คือสินค้าเกือบครึ่งหนึ่งของครอบครัวเชียวนะ หากมันถูกเผาไปจนวอด สภาพคล่องทางการเงินของพวกเขาต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติแน่
ลุงใหญ่เซี่ยโกรธจนแทบจะกระอักเื ไม่ใช่ว่าวันนี้ไฟควรจะไหม้โรงสุราหยางซูซิ่งหรอกหรือ แต่ทำไมไฟถึงมาไหม้คลังเก็บสินค้าของตนเองได้
“ส่งคนไปตรวจสอบดูรอบๆ ว่าเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร” ลุงใหญ่เซี่ยะโสั่ง
“เราพบศพของผู้ชายสองคนอยู่ใกล้กับโรงเก็บฝ้ายขอรับ แต่...” พ่อบ้านสกุลเซี่ยไม่กล้าพูด
“แต่อะไร! ยังไม่รีบพูดมาอีก” ลุงใหญ่เซี่ยตะคอก
“แต่พวกเขาชิงฆ่าตัวตายตัดหน้าไปแล้วขอรับ พวกเขายังทิ้งจดหมายไว้ด้วยหนึ่งฉบับ”
ลุงใหญ่เซี่ยรับจดหมายมาจากมือพ่อบ้านก่อนจะเปิดอ่านอย่างรีบร้อน เนื้อความในจดหมายบอกไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับเื่ที่ตัวเขาแอบซุกบ้านเล็กและมีบุตรชายอายุสิบขวบอยู่หนึ่งคน ทั้งยังเื่ที่เขาแอบชอบน้องสะใภ้สามจนเคยวางแผนวางยานาง แต่ตอนนั้นน้องสะใภ้กลับรอดไปได้ อีกทั้งในจดหมายยังบอกอีกว่าพวกเขาทั้งสองเป็คนที่ถูกท่านลุงใหญ่เซี่ยส่งไปทำเื่ชั่วๆ อีกมากมาย ตอนนี้พวกเขาสำนึกผิดกับการกระทำทั้งหมดและไม่อยากเป็เครื่องมือที่ถูกส่งไปทำร้ายใครอีกแล้ว พวกเขาตั้งใจวางเพลิงคลังเก็บสินค้าของตระกูลเซี่ยเพื่ออยากระบายความแค้นให้กับผู้เสียหายที่พวกเขาเคยล่วงเกิน ไม่ต้องเสียเวลาคิดลุงใหญ่เซี่ยก็รู้แล้วว่าคนร้ายที่วางเพลิงทั้งสองคนคือใคร ยังดีที่ลุงรองเซี่ยกับอาห้าเซี่ยไปตรวจดูความเสียหายทางอื่น
ลุงใหญ่เซี่ยเดินเข้าไปหาพ่อบ้านคนนั้นแล้วใช้มีดแทง ก่อนที่เขาจะลากร่างของพ่อบ้านโยนเข้าไปในกองไฟพร้อมกับจดหมายที่อยู่ในมือ คนตายเท่านั้นถึงจะเก็บความลับได้ จากนั้นเขาก็เดินสำรวจรอบๆ อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีร่องรอยใดเหลืออยู่แล้ว เขาก็ะโขอให้คนมาช่วยดับไฟ ถึงแม้คนงานจะมาช่วยกันดับไฟได้ทัน แต่ร่างของพ่อบ้านก็ถูกไฟไหม้ไปแล้วหลายส่วน หากจะเอาศพไปชันสูตรก็คงไม่พบหลักฐานใด
แต่สิ่งที่ลุงใหญ่เซี่ยไม่รู้คือคนร้ายทั้งสองคนนั้นที่พ่อบ้านกล่าวถึงยังไม่ตาย พวกเขาถูกเซี่ยลี่หยางส่งไปขังไว้ที่อื่น แต่ร่างทั้งสองที่ตายอยู่ในกองไฟเป็เพียงตุ๊กตายางขนาดเท่าคนจริงและโครงกระดูกที่เขาสั่งซื้อมาจากมิติวิเศษเพื่อใช้ในการตบตาเท่านั้น
ดังนั้นในเช้าวันต่อมา เมื่อเ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของอำเภอเข้ามาตรวจสอบเพลิงไหม้ก็พบว่าเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นเป็เพราะคนงานลืมดับไฟในเตาหลังจากที่ทำอาหารเสร็จ คนงานทั้งสองคนกลัวความผิดจึงเขียนจดหมายสารภาพผิดแล้วฆ่าตัวตายในกองไฟ ส่วนพ่อบ้านสกุลเซี่ยที่เสียชีวิตในกองไฟไปด้วยนั้นสันนิษฐานว่าอาจจะเป็เพราะโรคประจำตัว เพราะพ่อบ้านมักจะป่วยและมีอาการหน้ามืดอยู่บ่อยๆ การมาช่วยดับไฟครั้งนี้คงทำให้เขาใและเหนื่อยมากจนหมดสติและล้มไปในกองเพลิง ซึ่งหลักฐานเหล่านี้เป็ลุงใหญ่เซี่ยที่สร้างขึ้นมาทั้งนั้น