การที่เหมาเว่ยตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางทำการค้านับเป็นรากฐานที่ไม่เลว เขาที่เป็นคนจากต่างโลกยังไม่สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆที่มีในโลกใบนี้ได้มากนัก จะให้ผู้ที่ยังไม่ทราบเรื่องอะไรเลยออกเดินทางฝึกวิชาก็ใช่ว่าจะเป็นหนทางที่ถูก แหล่งข่าวที่มาพร้อมกับแขกที่เข้าพักโรงเตี๊ยมนับเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับเหมาเว่ยเป็นอย่างยิ่ง
“เถ้าแก่เหมา ไม่มีผู้ใดสนใจเข้ามาชิมเมนูใหม่ที่ท่านคิดค้นขึ้นเลย แท้ที่จริงก็ออกจะอร่อยตั้งเพียงนั้น ข้าน้อยยังนึกถึงรสชาติของมัน จากที่ท่านให้เราพี่น้องได้ลองชิมดู ขนาดอยู่ไกลตั้งเพียงนี้ยังได้กลิ่นหอมเตะจมูก กลิ่นหมูสับ!”อาเปียวกล่าวจบก็มีอาการเลียริมฝีปาก
แน่นอน การทำการค้าครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของเหมาเว่ย จะให้เกิดประสบผลสำเร็จตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เมื่อได้ยินคำพูดจากปากอาเปียว เหมาเว่ยก็เริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา เพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาพักกินอาหารในโรงเตี๊ยมหมี่เหลือง
“อาเปียว เจ้าไปหาฆ้อง ไปตีที่หน้าโรงเตี๊ยมและป่าวประกาศให้คนที่ผ่านไปมาได้ทราบโดยทั่วกัน วันนี้ถือเป็นวันแรกในการเปิดโรงเตี๊ยม ใครก็ตามที่เข้ามาข้าจะให้กินฟรีไปเลย”
“จะดีหรือเถ้าแก่ หากมีคนจำนวนมากให้ความสนใจ กิจการท่านไม่พังหรอกรึขอรับ?”อาเปียวเผยสีหน้ากำลังสงสัย
“เอาน่า รีบไปทำตามที่ข้าสั่ง เร็ว”
“ขอรับเถ้าแก่ ข้าจะรีบทำตามที่ท่านสั่ง เตรียมรอรับพวกต้องการกินฟรีได้เลย”อาเปียวรีบวิ่งออกไปดูห้องเก็บของด้านหลังเพื่อนำสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมออกมาตามที่ถูกสั่ง
‘จะพังได้ไง ต้นทุนออกจะต่ำ หากเปรียบกับค่าเงินของที่นี่และโลกที่ข้าจากมา..หึ แต่ถ้าเกิดเป็นไปตามที่คิดจริงๆ ต่อไปข้าคงต้องหาคนมาทำงานเพิ่มเป็นแน่แท้’เหมาเว่ยฉีกยิ้มก่อนที่จะคิดถึงจำนวนโต๊ะและจำนวนห้องในโรงเตี๊ยมเท่าที่รับได้’ห้องพักมีสิบห้องพอดี ส่วนโต๊ะอาหารก็มีประมาณยี่สิบโต๊ะเห็นจะได้ หากวันใดที่นี่เกิดโด่งดังขึ้นมา เห็นทีข้าคงรวยเละ’
เป๊ง เป๊ง เป๊งงงงง!!
“กินฟรีจ้ากินฟรี โรงเตี๊ยมของเราเพิ่งจะเปิดใหม่วันแรก วันนี้กินฟรี เชิญเลย เชิญ....!!”
ไม่นานนักเสียงฆ้องที่อาเปียวนำไปตีเรียกแขกหน้าร้านพลันส่งเสียงดัง พร้อมทั้งคำพูดเชิญชวนให้เข้ามาลิ้มลองเมนูใหม่ จึงทำให้มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเหมาเว่ยยังทำการปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาตั้งบนโต๊ะตัวหน้าสุดของโรงเตี๊ยม พลางใช้พัดโบยสะบัดจนส่งผลให้กลิ่นหอมๆลอยโชยออกไป จนมีผู้ที่สนใจเป็นจำนวนมากมายืนออรวมตัวกันอยู่หน้าทางเข้า
“กลิ่นอะไร”
“กลิ่นหอมๆ คล้ายกลิ่นหมู”
“หอม นี่มันคืออะไร”
“เชิญเลยเชิญเลย วันนี้ข้าเปิดโรงเตี๊ยมใหม่ และยินดีเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารพวกท่านเอง เชิญๆ เข้ามาได้เลย”เหมาเว่ยเปล่งเสียงร้องเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจเข้ามาชิม
“เถ้าแก่ ท่านพูดจริงเรอะ ให้พวกเรากินฟรี”
“จริงๆนะเถ้าแก่”
“จริงสิ เชิญพ่อแม่พี่น้องทุกท่านเข้ามานั่งได้เลย ข้าจะเลี้ยงพวกท่านด้วยเมนูบะหมี่ที่ข้าเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาเอง เป็นเส้นบะหมี่สีเหลืองตามชื่อโรงเตี๊ยมของเรา เชิญๆอย่าได้เกรงใจ วันนี้วันเดียว”
ท้ายที่สุดวิธีเรียกแขกของเหมาเว่ยอย่างง่ายๆก็เกิดผลสำเร็จ มีผู้ให้ความสนใจมากมายเข้ามาลองชิมเมนูที่เขาปรุงขึ้น จนแทบจะล้นทะลักไม่มีโต๊ะพอให้สำหรับคนที่ต้องการชิม แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น เสียงตอบรับยังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ที่ได้ลิ้มลองต่างเอ่ยปากชมอย่างไม่ขาดสายทั้งยังถามถึงเมนูเผ็ดร้อนโดยเฉพาะบะหมี่ต้มยำกุ้งอีกด้วย
“เถ้าแก่ เมนูที่ข้ากินเข้าไปเรียกว่าอะไร มันช่างมีรสชาติกลมกล่อมเผ็ดเปรี้ยวลงตัวยิ่งนัก เส้นบะหมี่สีเหลืองก็แสนนุ่มเหนียว เข้ากับน้ำซุปสีแดงๆได้ดีทีเดียว กุ้งพวกนี้ก็นับว่าเป็นของสดมากๆเด้งดีเหลือเกิน”
“ส่วนข้าเห็นว่าเมนูที่ใส่หมูสับอร่อยกว่านะ กลิ่นหอมหมูสับและน้ำซุปนี่ก็ช่างเข้มข้น ข้าขออีกสักชามได้รึไม่? เถ้าแก่”
“เมนูนั้นเรียกว่าบะหมี่ต้มยำกุ้ง ส่วนนั่นเรียกว่าบะหมี่หมูสับ หากพวกท่านพอใจข้าก็ยินดี ส่วนผู้ใดต้องการจะชิมอีกสักชามข้าก็ไม่มีปัญหา วันนี้ฟรีตลอดทั้งวัน เชิญเลยอย่าได้เกรงใจ”เหมาเว่ยบริการผู้ที่เข้ามาอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีเสียงถามถึงเมนูใหม่อย่างไม่ขาดสาย ถ้าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอีกไม่ช้าโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองต้องเป็นที่รู้จักเป็นแน่
“เสียดายอย่างเดียว ที่นี่ไม่มีสุรา”
‘สุรา ใช่ๆ ยังไม่ได้ซื้อเหล้ามาขายเลย แต่จะว่าไปข้าจะใช้เหล้าที่นี่หรือจากบ้านข้าดีล่ะ’เหมาเว่ยให้ความสนใจต่อคำติชมเพื่อพร้อมในการนำไปปรับปรุง ส่วนตัวเขานอกจากจะออกมาต้อนรับลูกข้า ยังต้องเร่งกลับไปปรุงเมนูที่ใช้เวลาไม่นานในครัว ก็สามารถจะนำออกมาเสิร์ฟได้
แม้ว่าจะมีผู้คนมากมายให้ความสนใจ แต่ผู้ที่ต้องการจะพักแรมก็ยังไม่มีแม้แต่คนเดียว หลังจากที่ผ่านไปจนถึงช่วงเย็นวัตถุดิบสดๆที่เตรียมไว้ก็ได้หมดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่สิ้นสุดการเปิดให้มีการกินฟรีภายในโรงเตี๊ยมใหม่แห่งนี้
“ข้าต้องกลับมากินแน่นอน เถ้าแก่ บะหมี่ของท่านแปลกใหม่และเลิศรสโดยแท้ ข้าจะช่วยกระจายข่าวเมนูของท่านไปให้ทั่วเมืองเลย เพื่อเป็นการตอบแทนให้พวกข้าได้กินฟรี”ชายหนุ่มร่างผอมหน้าแดงก่ำเนื่องจากความเผ็ดร้อนที่ได้สัมผัสจากบะหมี่ต้มยำกุ้ง
“ขอบคุณ ขอบคุณ ไว้พบกันโอกาสหน้า อย่าลืมแวะมากินล่ะ”เหมาเว่ยยืนปาดเหงื่อพลางช่วยเสี่ยวเอ้อทั้งสองเก็บชามเข้าไปยังด้านหลัง”เหนื่อยชะมัด แค่ต้มมาม่าก็ยังเหนื่อยขนาดนี้เลยหรือ แฮ่กก แฮ่กก”
แต่เมื่อปิดให้ชิมฟรี ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมก็แทบไม่มีผู้คนนั่งอยู่เลย จะเหลือก็แต่ชายสูงอายุที่แต่งกายด้วยชุดเก่าๆผมเผ้ายาวรุงรังนั่งจิบชาอยู่เพียงผู้เดียว และเมื่อเหมาเว่ยจัดการเรื่องภายในครัวจนเสร็จโดยปล่อยให้เสี่ยวเอ้อทั้งสองช่วยกันล้างชาม ก็เดินออกไปทักทายแขกผู้ที่ยังไม่ยอมจากไปไหนเล็กน้อย
“ท่านลุง บะหมี่ที่นี่หมดแล้ว แต่ท่านจะนั่งอยู่ต่อข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ รึว่าท่านสนใจจะพักแรมที่นี่?”เหมาเว่ยถามถึงความต้องการของชายสูงอายุ
“เดี๋ยวข้าก็ไปแล้ว ขอบคุณสำหรับอาหารแสนเลิศรสของเจ้า ใจจริงข้าก็อยากจะค้างที่นี่ เพียงแต่ข้าไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะเดียว”ชายดังกล่าวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงทุ้มใหญ่
“ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ข้าให้ท่านค้างฟรีที่นี่หนึ่งคืนก็ได้นะท่านลุง ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถือซะว่าเป็นการ...”
“ข้าไม่เคยติดหนี้บุญคุณใครมาก่อน บะหมี่ของเจ้าก็ทีหนึ่งแล้ว บอกมาเจ้าอยากได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนสำหรับค่าอาหาร?”
‘เป็นลุงที่หัวดื้อเสียจริง’เหมาเว่ยโบกมือพร้อมทั้งกล่าวปฏิเสธ”ไม่ต้องหรอก ข้าเป็นคนป่าวประกาศเองว่าให้กินฟรี ท่านอย่าได้ใส่ใจ และเมื่อเป็นความต้องการของข้า ก็นับว่าไม่ใช่การติดหนี้บุญคุณ ท่านสบายใจได้”
ปึงง!!
ชายดังกล่าวทุบโต๊ะพร้อมกับตะเบ็งเสียงลั่น“ไม่ได้”
“..........”เหมาเว่ยนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก็จะเอ่ยออกไปว่า“ข้าอยากเรียนวรยุทธ! ท่านช่วยข้าได้ไหมล่ะ?”
“ก็แค่วรยุทธ!!”
“หมายความว่าท่านสอนข้าได้งั้นหรอ?”เหมาเว่ยเริ่มมีอาการหัวใจเต้นแรง
“ข้ามีความจำเป็นบางอย่าง ตัวข้าในยามนี้คงจะช่วยให้เจ้าสมหวังไม่ได้ แต่ก็พอจะช่วยชี้แนะให้เจ้าเล็กๆน้อยๆได้”
“ท่านพูดจริงรึเปล่า อย่าหลอกข้านะ”
ชายมีอายุชำเลืองมองรูปร่างเหมาเว่ยเล็กๆก่อนจะเอ่ยว่า“หน่วยก้านเจ้าก็นับว่าไม่เลว คงจะเคยผ่านการฝึกร่างกายมาเป็นเวลานาน เหมาะกับการฝึกวรยุทธเดินในเส้นทางผู้ฝึกตนเป็นอย่างยิ่ง”
“ยอดเลย เพียงมองปราดเดียวท่านก็มองข้าออก ถ้าเช่นนั้นเริ่มจากการที่ท่านบอกถึงพื้นฐานเบื้องต้น หรือช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับวรยุทธให้ข้าฟังจะได้รึไม่? ถือซะว่าเป็นการตอบแทนอย่างที่ท่านต้องการก็ได้”
“เริ่มจากพื้นฐาน?”
“ถูกต้อง ข้าต้องการเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานเลย ระดับพลังหรืออะไรก็ได้ที่เป็นพื้นฐาน ข้าการต้องฟังทั้งหมด”เหมาเว่ยกล่าวจบก็นั่งลงตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“ย่อมได้ เพียงแต่เจ้าก็มิใช่อายุน้อยๆ ไม่ทราบเรื่องพวกนี้เลยหรือ?”
“ข้าไม่ทราบเลย ท่านรีบเล่าให้ข้าฟังเถอะท่านลุง เอาตั้งแต่วรยุทธคืออะไรเลยก็ได้ ข้าต้องการจะฟังมันทั้งหมด”
“ได้ เริ่มจากวรยุทธนับเป็นวิชาการต่อสู้โดยใช้ปราณหรือกำลังภายในในการแสดงอนุภาพ ส่วนระดับความสูงล้ำของกำลังภายในหรือปราณ กระทั่งสิ่งที่แยกระดับการบ่มเพาะของผู้ฝึกยุทธนั้น จะเรียกว่าพลังยุทธ โดยแบ่งออกเป็นหลายระดับเริ่มตั้งแต่ ระดับแรกเริ่ม ก่อตั้ง หลอมรวม แก่นแท้ กษัตริย์ จักรพรรดิ ไปจนถึงระดับราชันจักรพรรดิ ทุกๆระดับจะแบ่งย่อยเป็นสิบขั้นด้วยกัน”
“สูงสุดของระดับพลังยุทธคือราชันจักรพรรดิใช่ไหม? ท่านลุง”เหมาเว่ยขมวดคิ้วเผยสีหน้าอันแสนจริงจัง
“แท้ที่จริงระดับผู้ฝึกตนหรือพลังยุทธมีระดับที่สูงกว่านั้น เพียงแต่ยามนี้จากที่ข้าทราบมา ผู้ที่มีพลังยุทธสูงสุดในอาณาจักรแห่งนี้อยู่ที่ระดับราชันจักรพรรดิ และเมื่ออาณาจักรแห่งนี้ถือเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้าเชื่อว่าคงไม่มีผู้ใดจากอาณาจักรอื่นมีพลังยุทธสูงล้ำไปมากกว่านี้เป็นแน่แท้”
“เช่นนี้นี่เอง ท่านกำลังจะบอกข้าว่า ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในอาณาจักรนี้?”
“เรื่องนั้นข้าก็ยังไม่มั่นใจ แผ่นดินนี้กว้างใหญ่นัก ทั่วทั้งใต้หล้าอาจจะมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ข้าจึงไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปาก แต่ว่าสำหรับเจ้าถือว่ายังอีกไกลนัก ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังต่อถึงเรื่องยุทธภัณฑ์และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง อย่าได้มัวแต่สงสัย ฟังข้าให้จบแล้วค่อยถามก็ยังไม่สาย”