ความฝันที่ถูกทำลายและชีวิตที่ผันเปลี่ยน
“ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ชีวิตที่เคยมีแต่ความสุขและความหวังจะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในชั่วข้ามคืน การเดินทางไปญี่ปุ่นที่ครั้งหนึ่งฉันเคยคิดว่าจะเป็การเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต กลับกลายเป็การเปิดประตูสู่นรกที่ฉันไม่อาจหนีไปไหนได้อีก ทุกย่างก้าวในดินแดนที่แปลกตา กลับพาฉันสู่การถูกกักขังในคุกที่หนาวเย็นและโหดร้ายที่สุด”
“เสียงประตูเหล็กที่ปิดสนิทตามหลัง กลิ่นอับของความเหงาที่ปะทะจมูกทันทีเมื่อก้าวเข้ามาในห้องขังครั้งแรก สายตาที่เ็าของเ้าหน้าที่ที่ดูเหมือนจะไร้ความรู้สึก ทำให้ฉันรู้ว่าั้แ่วินาทีนี้ไป ชีวิตฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
“ทุกวันที่ต้องเผชิญกับการขาดอาหาร การอดทนต่อความหิวโหย และการถูกกดขี่จากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ทำให้ฉันเริ่มตั้งคำถามกับความยุติธรรมในโลกใบนี้ ฉันต้องต่อสู้กับความรู้สึกโดดเดี่ยวที่คอยกัดกินหัวใจ สถานที่ที่ฉันอยู่ ไม่ได้เป็เพียงคุกที่ขังร่างกายฉัน แต่ยังขังิญญาฉันให้ติดอยู่ในความทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”
“น้ำตาที่หลั่งไหลทุกคืนไม่ได้ทำให้ความเ็ปลดลง แต่กลับทำให้ความจริงที่โหดร้ายมากขึ้น ทุกคนที่นี่ต่างก็มีเื่ราวของตัวเอง มีความทุกข์ของตัวเอง แต่ความทุกข์ของฉันกลับหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าใคร เพราะฉันไม่เคยเตรียมใจสำหรับความโหดร้ายที่ต้องเจอในที่แห่งนี้”
“ความฝันที่จะได้กลับบ้าน กลับไปหาคนที่รักและห่วงใย กลายเป็ฝันที่เริ่มเลือนหายไปเมื่อวันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ แต่ในความมืดมนของชีวิตนี้ ฉันก็ยังคงหวัง หวังว่าในสักวันหนึ่ง จะมีใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากนรกที่ไม่มีวันจบสิ้น
ความหวังที่เลือนรางในเงามืด
“ในขณะที่ฉันนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเล็กๆ ที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องผ่าน ฉันรู้ว่าชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาล ความหวังที่เคยสว่างไสวกลับกลายเป็เพียงแสงริบหรี่ในเงามืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ฉันอาจจะไม่รู้ว่าวันนี้พรุ่งนี้จะเป็อย่างไร แต่ฉันรู้ว่าฉันจะต้องสู้ต่อไป เพราะการยอมแพ้ไม่เคยเป็ทางเลือกของฉัน”
ความลับในห้องเรียนที่หัวใจไม่เคยบอก
ในแต่ละเดือน เรือนจำโทชิกิจะมีสองวันที่แตกต่างไปจากวันอื่นๆ เพราะเป็วันที่เราไม่ต้องทำงานหนักเหมือนปกติ แต่จะได้เรียนหนังสือและดูรายการทีวีที่เ้าหน้าที่เปิดให้ดู วันเหล่านี้เป็วันที่ฉันตั้งตารอคอย แม้จะเป็วันที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบมากมาย ไม่ว่าจะเป็การขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ หรือแม้แต่ดื่มน้ำก็ต้องขออนุญาตจากเ้าหน้าที่ แต่ฉันก็ยินดีที่จะนั่งเรียนและดูทีวีมากกว่าทำงานหนัก
วันเรียนแรกของเดือน เ้าหน้าที่เรียกชื่อฉันเพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่น ฉันก็ทำตามคำสั่งอย่างดี ระหว่างที่กำลังจะเดินเข้าห้องเรียน ฉันบังเอิญเจอกับเ้าหน้าที่ระดับสูงที่มักจะชอบมองมาที่ฉันเสมอ และฉันก็ยอมรับว่า ฉันเองก็มองไปที่เขาบ่อยๆ เหมือนกัน เขาสูงถึง 180 เิเ ขาว อวบ และหล่อเหมือนหนุ่มเกาหลีในวง K-Pop ทุกครั้งที่เห็นเขาเดินผ่าน ฉันก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกว่าฉันยิ้มไม่ไหวเลย เพราะเ้าหน้าที่ผู้หญิงจ้องมองมาที่ฉันอยู่ แต่ฉันก็ยังแอบยิ้มเบาๆ แม้ว่าปกติแล้วฉันจะเป็คนที่ยิ้มเก่ง ไม่ว่าฝนจะตกหรือฟ้าจะผ่า ฉันก็ยังคงยิ้มให้กับชีวิตของตัวเองเสมอ
เขาเปิดประตูให้พวกเราเข้าไปในห้องเรียนก่อน แน่นอนว่าฉันต้องพยายามทำหน้าตัวเองให้เป็ปกติเร็วๆ เพื่อไม่ให้เ้าหน้าที่ผู้หญิงสงสัยว่าฉันแอบชอบเขา เมื่อเข้าไปในห้องเรียนได้ไม่นาน เ้าหน้าที่ระดับสูงอีกคนก็เข้ามาตรวจห้อง และมาสอนฉันเขียนตัวหนังสือตัวเทะเขาบอกว่าหางมันยาวไปต้องสั้นกว่านี้ ฉันจึงยื่นปากกาให้เขาเพื่อให้เขาเขียนให้ดูเป็ตัวอย่าง พอเขาเขียนเสร็จ เขาก็ยื่นปากกาให้ฉันกลับคืน ตอนนั้นทุกคนในห้องก็มองมาที่ฉัน แต่ฉันกลับหันไปมองที่เ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้น ซึ่งกำลังแอบมองฉันอยู่
แล้วก็มีจังหวะหนึ่งที่ฉันหันไปสบตาเขาพอดี เขาทำท่างอนใส่ฉันซะงั้น (เขาคงคิดว่าฉันอ่อยเ้าหน้าที่ระดับสูงคนนั้น แต่ฉันเขียนผิดจริงๆ นะ) เขามองมาที่ฉันแล้วสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นแบบประชดประชัน (นั่นไง ประชดละสิ… ฉันบ่นในใจ ทำได้น่ารักมาก อยากจะบอกเขาตรงนั้นเลย แต่ทำไม่ได้เพราะมันผิดกฎระเบียบเรือนจำ)
ฉันอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ ความจริงฉันอยากจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยซ้ำ แต่กลัวเป็เป้าสายตาอีกรอบ เลยต้องรีบเอามือปิดปากไว้ ใจหนึ่งก็อยากจะบอกว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจอ่อยนะ แค่เขียนผิดจริงๆ” แต่ทำได้แค่เก็บไว้ในใจแล้วยิ้มไปกับตัวเอง
สัปดาห์ถัดมา เป็วันเรียนอีกครั้ง พอเข้าห้องเรียนปุ๊บ เ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นก็ดูจู้จี้ขี้บ่นกว่าเดิม เขาเริ่มเดินมาจู้จี้กับทุกคนในห้อง แล้วก็มาหยุดที่ฉัน เขาบ่นว่าเขียนยังไง ตัวเทะหางมันยาวไปต้องสั้นกว่านี้สิ ฉันเลยยื่นดินสอให้เขาเขียนให้ดู ในใจพลางต่อว่าเขา…เหมือนงวดที่แล้วไม่มีผิดรู้หรอกว่าหึงรู้หรอกว่าตั้งใจประชดฉันได้แต่อมยิ้ม เขาสอนฉันเขียนตัวหนังสืออีกครั้ง แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังสังเกตฉันอย่างละเอียด จนฉันเริ่มรู้สึกว่าอาจมีอะไรซ่อนอยู่ในใจของเขา
ยังไม่จบเขาไม่พอใจที่ฉันเขียนยังบ่นนี่… เธอเขียนผิดนะ ต้องเขียนแบบนี้” ฉันจึงยื่นดินสอให้เขาเพื่อให้เขาเขียนให้ดูเป็ตัวอย่าง เขาเขียนให้ดูหนึ่งครั้ง ฉันก็เขียนตามอีกครั้ง แล้วก็ขอบคุณเขา แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าเขากำลังจ้องมองมาที่ฉันอีกครั้ง ทำให้ฉันต้องพยายามหยิกตัวเองเพื่อไม่ให้เผลอยิ้มออกมา ในจังหวะที่เขายื่นดินสอคืนมาให้และฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ฉันเห็นในดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยความจริงจังและจริงใจ ราวกับว่าเขา้าให้กำลังใจและบอกเป็นัย ๆ ว่าเขาชอบฉัน ฉันจึงส่งสายตากลับไปอย่างเบา ๆ ราวกับบอกให้เขาวางดินสอลงที่โต๊ะ และในที่สุดเขาก็ทำตามนั้น
เมื่อเรียนจบวันนั้น ฉันเป็คนสุดท้ายที่ออกจากห้องเรียน เพราะฉันชอบนั่งหลังห้อง เ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่มีทั้งอาจารย์ที่สอนซึ่งสามารถพูดภาษาสเปนได้และเ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการผู้หญิงอีกคน ฉันเดินไปขอบคุณอาจารย์ท่านแรกและท่านที่สอง แต่พอถึงเขาคนนั้น ฉันหยุดชะงักแล้วขอบคุณเบาๆ แต่เขาทำเป็ไม่ได้ยิน ฉันเลยต้องพูดซ้ำอีกรอบ “ขอบคุณค่ะ” เขายังแกล้งทำเป็ไม่ได้ยินอีก จนฉันต้องพูดดังๆ พร้อมยกมือไหว้ “ขอบคุณค่ะ อาริกาโตะโกไซมาสุ” แล้วฉันก็รีบเดินออกจากห้อง พร้อมหันไปฆ้อนเขานิดหนึ่งแบบลับๆ(เดี๋ยวโดน)
ในใจฉันรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้มีอะไรมากกว่าที่ฉันจะมองเห็น และฉันก็รู้ว่าหัวใจของฉันเองก็ค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยสีสันที่เขาเพิ่มเข้ามาในชีวิตของฉัน แม้ว่าจะมีกฎห้ามรักเ้าหน้าที่ แต่เขาก็ทำให้ฉันคิดว่า บางที… กฎนั้นอาจมีไว้ให้เราแหกได้ ถ้าเราฉลาดพอ วันนี้ชีวิตฉันเริ่มมีสีสันขึ้นมาเล็กน้อย แม้แต่กับข้าวที่ไม่มีเนื้อไก่ก็ยังไม่เป็ไร เพราะใจฉันมันอิ่มแล้วจริงๆ
ความจริงแล้วฉันไม่ได้มาเรียนหนังสือหรอก… ฉันมาที่นี่เพื่อแอบมองผู้ชายคนนี้ต่างหาก แล้วเขาก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าการมาเรียนวันนี้มันพิเศษมากกว่าทุกวัน และใช่… ฉันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าใจฉันเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่มองตากัน
เป็ไปได้หรือไม่ที่ในที่มืดมิดที่สุดของเรือนจำโทชิกิ อุ๊ย ไม่ใช่สิต้องเรียกว่ามหาลััยโทชิกิกลับปรากฏแสงสว่างอันเป็สัญญาณของความรัก หรือนี่เป็เพียงภาพลวงตาจากความเหงา? อย่างไรก็ตาม หนึ่งสิ่งที่แน่นอน คือ ฉันพบเหตุผลที่ทำให้ต้องตื่นเต้นกับวันเรียน ไม่ใช่เพราะตัวเลขและคำศัพท์เท่านั้น แต่เพราะได้พบกับเขา… และตอนนี้ ฉันไม่แน่ใจว่าใครจะสามารถขัดขวางความรู้สึกนี้ได้ ถึงแม้ว่ากฎเหล็กของเรือนจำจะห้ามไม่ให้เราเข้าใกล้กัน…”
ในวันที่แสงแดดของชีวิตดูเหมือนจะมืดมนที่สุด กลับมีแสงสว่างแห่งความหวังปรากฏขึ้น การเรียนในวันที่เรียกว่า ‘วันเอสเอ’ นั้นไม่เพียงแต่เติมเต็มความรู้ภาษาให้กับฉันเท่านั้น แต่ยังเป็วันที่เติมเต็มหัวใจฉันด้วยความรู้สึกที่ไม่คาดฝัน
ในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยคำสั่งและกฎเกณฑ์ มีเสียงหัวใจบอกฉันว่ายังมีอะไรบางอย่างที่กฎหมายไม่สามารถควบคุมได้ นั่นคือความรู้สึกที่ฉันมีต่อเ้าหน้าที่คนหนึ่ง ผู้ที่ทำให้ทุกครั้งที่เขาสบตากับฉัน ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ฉันรู้ว่ามันเป็สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่หัวใจไม่เคยเรียนรู้จากหนังสือ เขากลายเป็ความลับที่ฉันซ่อนไว้ในทุกหน้าหนังสือที่เรียน ในทุกคำที่เขียน และในทุกหยดน้ำตาที่หล่นลงบนหน้ากระดาษ การพบกันของเราอาจไม่ได้เขียนไว้ในดาว แต่มันเขียนไว้ในหัวใจฉัน
ในเมื่อความรักไม่อาจถูกขัง และหัวใจไม่อาจถูกคุมขัง ตอนจบของเื่นี้จะเป็อย่างไร? ความรักที่เริ่มต้นในที่ที่ไม่คาดคิดที่สุด จะนำพาฉันไปสู่ชะตากรรมใด? ความจริงที่ว่าเราไม่ควรรักกัน จะเป็อุปสรรคที่ใหญ่พอที่จะหยุดยั้งหัวใจที่้าเป็อิสระหรือไม่?
แสงจันทร์เริ่มลอยขึ้นบนท้องฟ้า ประกายแสงอ่อนๆ ส่องผ่านหน้าต่างกรุแก้วเล็กๆ ในห้องขังของฉัน ราวกับมันพยายามบอกให้ฉันรู้ว่า แม้ในความมืดมิดของคืนนี้ ยังมีความหวังที่จะมาเยือน ในขณะที่เสียงระฆังดังขึ้นสามทุ่ม เป็สัญญาณบอกว่าถึงเวลาเตรียมตัวเข้านอน ฉันก็ขยับตัวเข้าไปนั่งที่เตียงเล็กๆ ในมุมห้อง
หัวใจของฉันยังคงเต้นแรงเมื่อคิดถึงเขา คนที่แม้แต่ในความฝัน ฉันก็ยังไม่กล้าหวังว่าจะได้พบ แต่คืนนี้ ฉันหวังว่าฉันจะได้พบเขาในฝันอีกครั้ง คนที่ทำให้ฉันยิ้มได้แม้กระทั่งในวันที่ท้อแท้ที่สุด
“ที่รัก, แม้ว่าเราจะไม่ได้พูดคุยกัน แต่ในทุกๆ คืน, ฉันเชื่อว่าความคิดของเรายังคงพบกันในโลกแห่งฝัน ฉันจะเจอคุณที่นั่น… ในฝัน”
ฉันหลับตาลง และภาพของเขาก็ปรากฏขึ้นทันที หน้าตาที่อบอุ่น ยิ้มที่เต็มไปด้วยความห่วงใย และสายตาที่มองมาที่ฉันอย่างเข้าใจทุกอย่าง มันทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ฉันมีเขาและเขามีฉันในความฝัน และนั่นทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจ พร้อมที่จะเผชิญกับอีกหนึ่งวันที่จะต้องมาถึง