ห้องสอบสวนเล็กๆ ภายในสถานีตำรวจอบอวลไปด้วยความเงียบและความกดดันที่หนักอึ้ง แสงไฟจากหลอดไฟนีออนสีขาวนวลที่ติดอยู่บนเพดาน ส่องลงมายังโต๊ะไม้เก่าๆ ที่มีร่องรอยของการใช้งานมาอย่างยาวนาน รอยขีดข่วนและรอยด่างบ่งบอกถึงเื่ราวการสอบสวนมากมายที่เกิดขึ้นในห้องนี้ เก้าอี้สองตัวถูกวางไว้ตรงข้ามกัน ตัวหนึ่งสำหรับเ้าหน้าที่สอบสวน และอีกตัวหนึ่งสำหรับพยาน บรรยากาศภายในห้องดูอึดอัดและกดดัน กลิ่นอับของห้องผสมกับกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดจางๆ ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
พยานปากเอกที่เรากำลังรอคอยคือนางหลี่ หญิงชราวัยหกสิบกว่าปี ผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ิัที่หย่อนคล้อย และดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและร่องรอยของความทุกข์ระทม เธอนั่งตัวสั่นอยู่บนเก้าอี้ มือทั้งสองกำผ้าเช็ดหน้าสีขาวไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหลุดลอยไป หรือราวกับว่ามันเป็สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอไว้ เสื้อผ้าของเธอเก่าและเรียบง่าย บ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ดีนัก
เหมยฮัวนั่งลงตรงข้ามกับนางหลี่ เธอสังเกตเห็นถึงความหวาดกลัวที่ฉายชัดในแววตาของหญิงชรา ความกลัวที่ฝังลึกและยากที่จะลบเลือน เธอมองเห็นความกังวล ความไม่มั่นใจ และความทุกข์ทรมานในดวงตาคู่นั้น เหมยฮัวจึงตัดสินใจที่จะใช้วิธีการที่นุ่มนวลและเข้าอกเข้าใจ เพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจและดึงข้อมูลออกมาจากนางหลี่
“สวัสดีค่ะคุณหลี่” เหมยฮัวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเป็มิตร พยายามส่งรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดให้หญิงชรา
“ดิฉันเหมยฮัว เป็เ้าหน้าที่ตำรวจ ดิฉันขอขอบคุณที่คุณสละเวลามาให้ข้อมูลกับเราในวันนี้”
นางหลี่เงยหน้าขึ้นมองเหมยฮัวอย่างช้าๆ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความไม่ไว้วางใจ เธอเม้มปากแน่นและไม่พูดอะไร ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะเชื่อใจคนตรงหน้าได้หรือไม่
“ดิฉันเข้าใจว่าคุณอาจจะรู้สึกหวาดกลัว” เหมยฮัวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและเข้าใจ
“แต่ดิฉันอยากให้คุณรู้ว่าเราอยู่ที่นี่เพื่อช่วยเหลือคุณ เรา้าที่จะจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุร้ายแรงเหล่านี้ และเรา้าความช่วยเหลือจากคุณ”
นางหลี่ถอนหายใจออกมาเบาๆ เสียงถอนหายใจของเธอแฝงไปด้วยความทุกข์และความเหนื่อยล้า
“ฉัน…ฉันกลัว” เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ราวกับเสียงกระซิบ
“ฉันกลัวว่าเขาจะกลับมา”
“เราจะดูแลคุณให้ปลอดภัย” เหมยฮัวรับประกันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
“เราจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคุณได้ เราจะให้ความคุ้มครองคุณอย่างเต็มที่”
เหมยฮัวใช้เวลาพูดคุยกับนางหลี่อย่างใจเย็น เธอถามถึงเื่ทั่วไป เช่น ชีวิตประจำวันของเธอ ครอบครัวของเธอ และความสนใจของเธอ เธอพยายามสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกสบายใจให้กับนางหลี่ โดยการพูดคุยในเื่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีก่อน เพื่อให้นางหลี่รู้สึกผ่อนคลายและไว้วางใจเธอมากขึ้น
หลังจากผ่านไปสักพัก นางหลี่ก็เริ่มผ่อนคลายลงบ้าง ร่องรอยความตึงเครียดบนใบหน้าของเธอลดลงเล็กน้อย เธอเริ่มพูดคุยกับเหมยฮัวมากขึ้น และความหวาดกลัวในแววตาของเธอก็เริ่มลดลง เหมยฮัวรู้สึกได้ว่าเธอกำลังเข้าใกล้นางหลี่มากขึ้น และนางหลี่เริ่มที่จะเปิดใจให้เธอ
“ในคืนนั้น…” นางหลี่เริ่มเล่าเื่ราวด้วยเสียงเบา ราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน
“ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากตรอกข้างบ้าน ฉันจึงแอบมองออกไปทางหน้าต่าง ฉันเห็นชายคนหนึ่ง…” เธอหยุดพูดและตัวสั่นเล็กน้อย ดวงตาของเธอกลับมาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ไม่เป็ไรค่ะคุณหลี่ ค่อยๆ เล่าก็ได้” เหมยฮัวให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเข้าใจ เธอััได้ถึงความเ็ปและความกลัวที่นางหลี่กำลังเผชิญ
“ฉันเห็นชายคนหนึ่งกำลังลากหญิงสาวเข้าไปในตรอก” นางหลี่เล่าต่อ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือมากขึ้น
“ฉันจำหน้าเขาได้ไม่ชัด เพราะมันมืดมาก แต่ฉันจำเสื้อผ้าของเขาได้ เขาใส่เสื้อคลุมสีดำยาว และสวมหมวกแก๊ปสีดำ”
“คุณเห็นอะไรอีกไหมคะ” เหมยฮัวถามอย่างใจเย็น พยายามควบคุมความตื่นเต้นของตัวเอง
“ฉันเห็น…ฉันเห็นรอยสักที่มือของเขา” นางหลี่กล่าวด้วยเสียงที่เบาลง ราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน
“เป็รูป…รูปพระจันทร์เสี้ยว”
เหมยฮัวและหลงเทียนที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ตลอดการสอบสวน มองหน้ากันด้วยความใและตื่นเต้น รอยสักรูปพระจันทร์เสี้ยว…มันคือสัญลักษณ์เดียวกันกับที่พบที่ข้อมือของเหยื่อทั้งสามคน นี่เป็หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงฆาตกรเข้ากับคดี
“คุณหลี่คะ รอยสักนั้นอยู่ตรงไหนของมือคะ” เหมยฮัวถามอย่างใจจดใจจ่อ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้แสดงความตื่นเต้นออกมามากเกินไป
“อยู่ตรงข้อมือขวาค่ะ” นางหลี่ตอบด้วยเสียงที่เบาหวิว
ข้อมูลที่ได้จากนางหลี่นั้นสำคัญมาก มันนำไปสู่การระบุตัวผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ ตำรวจได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรที่มีรอยสักรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือขวา และพบว่ามีชายคนหนึ่งชื่อหวังเฟย มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีทำร้ายร่างกายและเคยถูกจับกุมในข้อหาพกพาอาวุธ
หลงเทียนสั่งให้ทีมตำรวจไปจับกุมหวังเฟยทันที เขา้าที่จะนำตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบสวนและหาความจริงให้ได้
ไม่นานนัก ทีมตำรวจก็พบหวังเฟยกำลังเดินอยู่ในตลาดแห่งหนึ่ง ตลาดที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เสียงพ่อค้าแม่ค้าขายของ เสียงต่อรองราคา และเสียงพูดคุยจอแจ เมื่อหวังเฟยเห็นตำรวจ เขาก็แสดงท่าทีใและพยายามวิ่งหลบหนี เขาพยายามที่จะหลบหนีจากสิ่งที่เขากลัว
หวังเฟยวิ่งหนีเข้าไปในซอยแคบๆ พลางผลักผู้คนไปมา สร้างความวุ่นวายให้กับตลาด เหมยฮัวและหลงเทียนวิ่งไล่ตามเขาอย่างกระชั้นชิด พวกเขาไม่ยอมให้หวังเฟยหลุดรอดไปได้
ในที่สุด เหมยฮัวก็สามารถจับตัวหวังเฟยไว้ได้ เธอใช้ทักษะการต่อสู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในการควบคุมตัวเขา หลงเทียนเข้ามาช่วยควบคุมตัวเขาและใส่กุญแจมือ หวังเฟยดิ้นรนและต่อต้าน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้
หวังเฟยถูกนำตัวกลับมาที่สถานีตำรวจในสภาพที่อิดโรยและโกรธเกรี้ยว เขาดิ้นรนและโวยวายตลอดทาง แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของตำรวจได้ ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธและความกลัว เขาถูกนำตัวไปยังห้องควบคุมตัวชั่วคราว ก่อนที่จะถูกนำไปสอบสวนอย่างเป็ทางการ
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศในห้องสืบสวนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้จะจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว แต่เหมยฮัวและหลงเทียนยังคงมีความรู้สึกไม่สบายใจ พวกเขารู้สึกว่ายังมีบางสิ่งที่ขาดหายไป บางสิ่งที่ยังไม่ลงตัว
“หวังเฟยมีประวัติอาชญากรรมก็จริง แต่เขาไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม”
เหมยฮัวกล่าวกับหลงเทียนขณะที่ทั้งสองยืนอยู่หน้าห้องควบคุมตัวชั่วคราว มองผ่านกระจกเข้าไปเห็นหวังเฟยนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างหงุดหงิด
“และวิธีการฆ่าที่แตกต่างกันของเหยื่อแต่ละราย บ่งบอกว่าฆาตกรอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ตรงกับพฤติกรรมของหวังเฟย”
หลงเทียนพยักหน้าเห็นด้วย
“ผมก็คิดเช่นเดียวกัน” เขากล่าว
“รอยสักรูปพระจันทร์เสี้ยวอาจจะเป็แค่เบาะแสที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเรา หรือหวังเฟยอาจจะถูกใช้เป็เครื่องมือโดยใครบางคน”
ความรู้สึกกดดันและความรับผิดชอบถาโถมเข้ามาในใจของทั้งสอง พวกเขารู้ว่าพวกเขากำลังแข่งกับเวลา และพวกเขายังคงต้องหาความจริงให้ได้
“เราต้องสอบสวนหวังเฟยอย่างละเอียด” หลงเทียนกล่าว
“และเราต้องตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างหลิวฟางและเหลียงจงให้มากขึ้น”
การสอบสวนหวังเฟยเริ่มต้นขึ้น หลงเทียนและเหมยฮัวผลัดกันสอบสวนเขา แต่หวังเฟยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เขาอ้างว่าเขาไม่รู้จักเหยื่อ และเขาไม่เคยไปในสถานที่ที่เกิดเหตุ
“ผมไม่รู้เื่อะไรทั้งนั้น! พวกคุณจับคนผิดแล้ว!” หวังเฟยะโด้วยความโกรธ “ผมไม่ได้ทำอะไรผิด!”
แต่เหมยฮัวสังเกตเห็นความไม่มั่นคงในแววตาของหวังเฟย เธอรู้สึกว่าเขากำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
ในขณะเดียวกัน ทีมตำรวจอีกส่วนหนึ่งก็กำลังตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคดีของเหลียงจง และความเชื่อมโยงระหว่างเขากับหลิวฟาง
หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมงของการสอบสวนที่ไร้ผล หลงเทียนตัดสินใจที่จะปล่อยตัวหวังเฟยไปก่อน แต่เขาก็สั่งให้ตำรวจติดตามหวังเฟยอย่างใกล้ชิด
“เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะตั้งข้อหาเขา” หลงเทียนกล่าวกับเหมยฮัวหลังจากที่หวังเฟยถูกปล่อยตัวไป
“แต่ผมเชื่อว่าเขาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
เหมยฮัวพยักหน้าเห็นด้วย
“เราต้องจับตาดูเขาให้ดี และเราต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม”
ในขณะที่ทีมกำลังวางแผนการสืบสวนต่อไป ก็มีรายงานเข้ามาว่าพบพยานอีกคนหนึ่งที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์บางอย่างในคืนที่จางเหมยถูกฆาตกรรม พยานคนใหม่นี้เป็ชายหนุ่มชื่อเสี่ยวหลง เขาเป็คนขายหนังสือพิมพ์อยู่ใกล้โรงแรมร้างที่จางเหมยถูกพบ
หลงเทียนและเหมยฮัวรีบไปพบเสี่ยวหลงทันที พวกเขาพบเขาที่แผงหนังสือพิมพ์เล็กๆ ของเขา เสี่ยวหลงดูหวาดกลัวและลังเลที่จะให้ข้อมูล
“ผม…ผมกลัว” เสี่ยวหลงพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“ผมกลัวว่าพวกเขาจะทำร้ายผม”
“เราจะปกป้องคุณ” หลงเทียนรับประกัน
“บอกเรามาว่าคุณเห็นอะไร”
เสี่ยวหลงเล่าว่าในคืนนั้น เขาเห็นชายสองคนเดินเข้าไปในโรงแรมร้าง เขาจำได้ว่าชายคนหนึ่งใส่เสื้อคลุมสีดำยาว และอีกคนหนึ่งตัวสูงใหญ่
“พวกเขามีรอยสักรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ข้อมือหรือไม่” เหมยฮัวถามอย่างใจจดใจจ่อ
เสี่ยวหลงส่ายหน้า
“ผมไม่เห็นครับ มันมืดมาก ผมเห็นแค่เงาของพวกเขา”
ข้อมูลนี้ทำให้เหมยฮัวและหลงเทียนรู้สึกสับสนมากขึ้น ถ้าหวังเฟยเป็ฆาตกรจริง ทำไมเสี่ยวหลงถึงไม่เห็นรอยสักของเขา? หรือว่ามีคนอื่นเกี่ยวข้องกับคดีนี้อีก?
ในขณะที่พวกเขากำลังคิดหาทางออก ก็มีรายงานเข้ามาว่าหวังเฟยได้หลบหนีการติดตามของตำรวจ
“บ้าจริง! เขาหนีไปแล้ว!” หลงเทียนสบถด้วยความโกรธ
“เราต้องจับเขาให้ได้!”
การไล่ล่าหวังเฟยเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ตำรวจกระจายกำลังกันออกตามหาเขาในทุกพื้นที่ของเมือง ในที่สุด ตำรวจก็พบหวังเฟยซ่อนตัวอยู่ในโกดังร้างแห่งหนึ่งทางชานเมือง เมื่อหวังเฟยเห็นตำรวจ เขาก็พยายามหลบหนีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้หนีไปอย่างง่าย ๆ เหมือนก่อนหน้านี้ หวังเฟยหยิบมีดพกออกมาและเข้าต่อสู้กับตำรวจ หวังเฟยใช้มีดพยายามทำร้ายตำรวจ ในขณะที่ตำรวจพยายามควบคุมตัวเขาโดยไม่ให้เกิดอันตราย
เหมยฮัวและหลงเทียนเข้าไปในโกดังและเห็นภาพการต่อสู้ เหมยฮัวตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือตำรวจ เธอใช้ทักษะการต่อสู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในการควบคุมตัวหวังเฟย เธอหลบหลีกการโจมตีของหวังเฟยอย่างคล่องแคล่ว และใช้จังหวะที่เหมาะสมในการจับข้อมือของเขาบิด ทำให้มีดหลุดออกจากมือของเขา ในที่สุดหลงเทียนก็เข้าควบคุมตัวหวังเฟยได้สำเร็จ และใส่กุญแจมือเขาอีกครั้ง
หวังเฟยถูกจับกุมได้อีกครั้ง แต่ความสงสัยในใจของเหมยฮัวและหลงเทียนยังคงอยู่ พวกเขายังคงรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ถูกปิดบังอยู่ และพวกเขาจะไม่หยุดจนกว่าจะพบความจริงทั้งหมด