“นี่...นี่มันลายมือของม่านม่าน!”
“คุณชายว่าอย่างไรนะขอรับ นี่คือลายมือของคุณหนูกู้หรือขอรับ?” เฮ่อหลงรีบเดินเข้ามาดูบทกลอนที่เขียนอยู่บนภาพวาด เขาติดตามรับใช้เ้านายมานาน เขาย่อมต้องเคยเห็นลายมือของคุณหนูกู้มาก่อน “นี่...นี่มันลายมือของคุณหนูกู้จริงๆ หลายปีมานี้คุณหนูกู้คงมีความเป็อยู่ที่ดีเป็แน่เลยขอรับ”
เฮ่อหลานจวินมองลายมือที่แสนคุ้นเคยอย่างมีความสุข หลายปีที่ผ่านมาเขากังวลกับความเป็อยู่ของนางมาตลอดเพราะกลัวว่านางจะไปตกระกำลำบากอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย แต่พอได้ยินคำพูดของเฮ่อหลง เขากลับมีความสุขมากขึ้นไปอีกหลายร้อยหลายพันเท่า “เหตุใดเ้าจึงคิดเช่นนั้น”
“ก็เพราะลายมือของคุณหนูกู้ยังคงงดงาม แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือความคมชัดและแฝงความหนักแน่นไว้บนอักษรเ่าั้ นั่นย่อมหมายความว่าคุณหนูได้ใช้พู่กันอยู่เสมอ หากคุณหนูกู้ไม่ได้มีความเป็อยู่ที่ดี คุณหนูกู้จะมีเวลามาฝึกคัดอักษรได้อย่างไรขอรับ”
“ที่เ้าพูดมาก็ถูก กระดาษ พู่กัน และแท่นฝนหมึกล้วนเป็สิ่งของที่มีราคาแพง อีกทั้งการฝึกคัดอักษรต้องใช้เวลา หากนางไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แล้วนางจะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลามาทำเื่เหล่านี้ได้อย่างไร” เฮ่อหลานจวินยิ้มกว้าง “ไป! เ้าไปเอาอุปกรณ์เครื่องเขียนของข้ามา ข้าจะเขียนจดหมายหาพี่ใหญ่กู้อีกครั้ง บางทีครั้งนี้ข้าอาจจะไปรับนางกลับบ้านด้วยตัวเอง”
“ขอรับคุณชาย ข้าจะไปเอาอุปกรณ์เขียนหนังสือของท่านมาเดี๋ยวนี้เลยขอรับ” เฮ่อหลงขานรับอย่างยินดี หกปีแล้วที่เขาไม่ได้เห็นคุณชายมีความสุขเช่นนี้ แม้ลึกๆ จะรู้สึกเสียใจว่าครั้งนี้อาจเป็ครั้งสุดท้ายที่คุณชายจะได้เจอกับคุณหนูกู้ก็ตาม
“ทำไมเ้าทานมื้อกลางวันไปนิดเดียวเองเล่า” กู้หยูม่านมองชามบะหมี่ของลูกชาย “ปกติแล้วเ้ามักจะขอเติมอีกหนึ่งชามไม่ใช่หรือ หรือว่าบะหมี่ที่แม่ทำไม่ถูกปากเ้าแล้ว”
“ไม่ใช่ขอรับ บะหมี่ของท่านแม่ยังอร่อยเหมือนเดิม แต่ว่า...” กู้เฟิงเฉิงทำท่าทางลังเล “วันนี้ข้ามีนัดกับท่านลุงเฮ่อ ไหนๆ ท่านแม่ก็อนุญาตให้ข้าเอาบะหมี่ไปฝากท่านลุงเฮ่อแล้ว ข้าก็เลยเก็บพื้นที่ว่างในท้องไว้ไปทานบะหมี่พร้อมกับท่านลุงเฮ่อด้วยขอรับ”
“จะไม่เป็การรบกวนเขามากไปหรือ?” กู้หยูม่านถาม
“ไม่รบกวนหรอกขอรับ ท่านลุงเฮ่อทานอาหารได้น้อยมาก ข้าคิดว่าหากท่านลุงเฮ่อมีเพื่อนร่วมโต๊ะ เขาคงทานอาหารได้เยอะขึ้น อาการป่วยของเขาก็อาจจะหายขอรับ”
“เฟิงเฉิง ทำไมเ้าถึงได้ชอบท่านลุงเฮ่อของเ้านัก”
กู้เฟิงเฉิงมองหน้าพี่ชายทั้งสองคน ก่อนจะหันไปมองมารดา ‘เพราะข้าอยากให้เขามาเป็ท่านพ่อของข้าน่ะสิ ท่านแม่ไม่รู้หรอกว่าเราสามคนพี่น้องหน้าตาเหมือนท่านลุงเฮ่อมากขนาดไหน ผิดกับหลิ่วซานกั๋วคนใจดำคนนั้น ข้าไม่อยากนับถือเขาเป็บิดาเลยสักนิด’
“ว่าอย่างไรเ้าลูกชาย ทำไมเ้าไม่ตอบคำถามแม่”
“คือว่า...ข้าอธิบายไม่ถูกขอรับ รู้แค่ว่าข้าชอบท่านลุงเฮ่อเอามากๆ” กู้เฟิงเฉิงไม่ตอบความจริง “พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านจะไปบ้านท่านลุงเฮ่อกับข้าหรือไม่ขอรับ”
“ข้าไม่ไปหรอก เ้าเป็คนบอกเองไม่ใช่หรือว่าท่านลุงเฮ่อไม่ค่อยสบาย หากเรายกโขยงกันไปอาจเป็การรบกวนไม่ให้เขาได้พักผ่อน” กู้เฟิงอวี่ตอบอย่างมีเหตุผล “เ้าแน่ใจนะว่าที่เ้าไปที่นั่นไม่ได้ไปรบกวนท่านลุงเฮ่อจริงๆ”
“ส่วนข้าก็ไม่ไป ข้าจะไปช่วยท่านน้าตัดหญ้ามาเลี้ยงม้ากับเลี้ยงวัว” กู้เฟิงิบอก “ท่านน้า เราไปกันเถิดขอรับ”
กู้เฟิงเฉิงไม่สนใจพี่ชาย เขาอยากไปหาท่านลุงเฮ่อจะแย่แล้ว อีกอย่างเขากลัวว่าจะเลยมื้อเที่ยงของท่านลุงเฮ่อไปเสียก่อน “ท่านแม่ขอรับ ข้าเอาปิ่นโตไปเลยนะขอรับ”
“อืม...ไปเถอะ แต่อย่าไปรบกวนท่านลุงเฮ่อเข้าล่ะ หากเขา้าพักผ่อนเ้าก็รีบกลับบ้าน เข้าใจหรือไม่” กู้หยูม่านไม่ลืมที่จะกำชับลูกชาย
กู้เฟิงเฉิงไม่ได้ตอบแต่กลับยิ้มแล้วหิ้วปิ่นโตวิ่งไปที่ช่องทางลับของตนเองทันที
“ท่านลุงเฮ่อหลง ช่วยข้าด้วย ช่วยมารับของข้าด้วยขอรับ” กู้เฟิงเฉิงะโอยู่ที่ข้างรั้ว
เฮ่อหลงมายืนรอที่ช่องหมาลอดอยู่ก่อนแล้ว เขารู้ว่าเ้าหนูกู้เฟิงเฉิงจะต้องมาพร้อมกับเสียงดังสดใส แต่เวลานี้คุณชายของเขากำลังใช้สมาธิอย่างหนักเพื่อที่จะเขียนจดหมายไปหาคุณชายใหญ่กู้เทียนโหย่ว และจดหมายอีกหนึ่งฉบับคุณชายจะเขียนถึงคุณหนูกู้
“เ้าเบาเสียงหน่อย” เฮ่อหลงบอก “คุณชายของข้ากำลังเขียนหนังสืออยู่”
“ท่านช่วยรับปิ่นโตไปก่อนขอรับ แล้วเดี๋ยวข้าจะมุดรั้วตามเข้าไป” กู้เฟิงเฉิงถอดปิ่นโตออกทีละชั้นแล้วยื่นผ่านช่องหมาลอดไปให้กับเฮ่อหลง “ข้าให้ท่านแม่ทำบะหมี่มาให้ แต่ปิ่นโตสามชั้นมันสูงเกินไป ข้าจะส่งให้ท่านทีละชั้นนะขอรับ”
เฮ่อหลงรีบก้มลงไปรับปิ่นโตใส่บะหมี่หอมกรุ่นมาทีละชั้นจนครบ จากนั้นกู้เฟิงเฉิงก็มุดรั้วตามมา
“ท่านลุงเฮ่อ!” กู้เฟิงเฉิงวิ่งไปหาเฮ่อหลานจวินอย่างดีใจ “ข้าให้ท่านแม่ทำบะหมี่แสนอร่อยมาให้ ท่านหยุดงานแล้วรีบมาทานบะหมี่ก่อนเถิดขอรับ ทานตอนที่บะหมี่ยังร้อนอยู่จะอร่อยมาก”
เฮ่อหลานจวินใที่กู้เฟิงเฉิงวิ่งมาหาตนในระยะประชิด ทำให้เขาตวัดพู่กันพลาดจนทำให้กระดาษแผ่นนั้นเลอะน้ำหมึกไปหมด
เฮ่อหลงแทบหยุดหายใจ หากเป็เมื่อก่อนมีคนมาขัดจังหวะเวลาที่คุณชายเขียนหนังสือ คุณชายคงไล่ตะเพิดไปแล้ว แต่ผิดคาด คุณชายของเขาไม่ต่อว่าแต่กลับหันมายิ้มให้เด็กน้อยอย่างอารมณ์ดี “ไหนบอกว่าจะมาหาข้าตอนบ่าย แล้วทำไมเ้าถึงมาเร็วนักเล่า”
กู้เฟิงเฉิงยิ้มกว้าง “ข้าให้ท่านแม่ทำบะหมี่มาให้ เราทานบะหมี่กันก่อนแล้วเดี๋ยวท่านค่อยทำงานต่อดีหรือไม่ขอรับ”
“ได้สิ ข้ากำลังหิวอยู่พอดี” เฮ่อหลานจวินตอบรับ
เฮ่อหลงที่ยืนอยู่ถึงกับไปไม่เป็ ‘ไม่โมโหรึ? ไม่พูดอะไรสักคำเลยรึ? แล้วคุณชายยังบอกว่าหิวอีกด้วย คุณหนูกู้มีอิทธิพลกับคุณชายถึงเพียงนี้เลยรึ?’
“ท่านลุงเฮ่อหลง ท่านก็มาทานกับเราสิขอรับ ข้าให้ท่านแม่ทำมาเผื่อท่านด้วย” กู้เฟิงเฉิงหันไปเรียกเฮ่อหลง
จากนั้นทั้งสามคนก็นั่งทานบะหมี่กันอย่างเอร็ดอร่อย แต่เพราะเฮ่อหลานจวินป่วยมานาน แม้เขาจะรู้สึกหิว แต่พอต้องกินเข้าไปจริงๆ เขากลับกินบะหมี่ไปได้แค่สามคำและซดน้ำซุปไปได้แค่ห้าช้อนเท่านั้น
“ท่านลุงทำไมทานได้น้อยเพียงนี้ มิน่า...ท่านทานข้าวน้อยแค่นี้ถึงได้ไม่สบาย” กู้เฟิงเฉิงตบพุงตัวเอง “สู้ข้าก็ไม่ได้ ที่ข้าแข็งแรงมากก็เพราะข้าทานข้าวได้หลายชามเลย”
“เ้าก็ทานบะหมี่ไปได้แค่ครึ่งชามเหมือนกัน ยังมาบอกว่าตัวเองทานได้มากอีกหรือ” เฮ่อหลานจวินพูดยิ้ม
“ก่อนหน้าที่ข้าจะมาหาท่าน ข้าทานบะหมี่ไปแล้วหนึ่งชามใหญ่ ข้าแค่เก็บพื้นที่ว่างในท้องบางส่วนมาทานพร้อมกับท่านเท่านั้นขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้” เฮ่อหลานจวินหันไปมองที่โต๊ะอีกตัว “เฟิงเฉิง วันนี้ข้าต้องขอโทษเ้าด้วยนะที่ข้าอยู่เล่นกับเ้าไม่ได้ ข้ายังมีงานอื่นที่ต้องทำ เอาไว้วันหลังเราค่อยมาเล่นด้วยกันใหม่ดีหรือไม่”
“งานของท่านลุงด่วนมากหรือขอรับ” กู้เฟิงเฉิงถามเสียงเบา วันนี้เขาอุตส่าห์ขออนุญาตท่านแม่และยังยอมอดนอนกลางวันเพื่อมาเล่นกับท่านลุง แต่ท่านลุงกลับไม่อยากเล่นกับเขา
เฮ่อหลานจวินเห็นท่าทางของเด็กชายก็รู้สึกผิด เขาลูบผมเด็กชาย “เอาอย่างนี้ เ้าคัดอักษรเป็เพื่อนข้าดีหรือไม่”
“ข้ายังไม่เคยเรียนหนังสือจึงคัดอักษรไม่เป็ขอรับ”
“อะไรกัน ไม่ใช่ว่าเ้าอายุห้าขวบแล้วหรือ ตอนที่ข้าอายุสามขวบ ข้าคัดอักษรได้หลายคำแล้วนะ” เฮ่อหลานจวินถามอย่างแปลกใจ
“ก่อนที่ข้า ท่านแม่ และพี่ชายจะย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขามีชีวิตที่ยากลำบากมากเลยขอรับ” กู้เฟิงเฉิงถามเฮ่อหลานจวิน “ท่านอยากฟังเื่ในอดีตของข้าหรือไม่”
“เ้าอยากเล่าให้ข้าฟังหรือไม่เล่า” เฮ่อหลานจวินยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กชายอีกครั้ง “แต่หากเื่ในอดีตจะทำให้เ้าเสียใจ เ้าไม่ต้องเล่าให้ข้าฟังก็ได้ ไม่จำเป็ที่เ้าต้องตอกย้ำอดีตของตัวเอง”
“ไม่ขอรับ ข้าไม่เสียใจและข้าอยากเล่าให้ท่านลุงฟังทุกเื่เกี่ยวกับตัวข้า” กู้เฟิงเฉิงยิ้มให้เฮ่อหลานจวินอย่างจริงใจ “ข้าชอบท่านลุงขอรับ”
“ได้ เช่นนั้นข้าจะฟังเื่ราวของเ้าอย่างดี”
“ก่อนหน้านี้ท่านแม่ ข้า และพี่ชายอีกสองคนอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหลิ่วเจีย ตำบลไห่ถง ท่านพ่อของข้ามีนามว่าหลิ่วซานกั๋ว เขาไม่ใช่คนดีอะไร พอมีโอกาสได้ร่ำเรียนจนสอบได้ซิ่วไฉ เขาก็ทิ้งท่านแม่และพวกเราไป ซ้ำยังบอกว่าเราสามคนไม่ใช่ลูกชายของพวกเขา และยังบอกว่าท่านแม่ไม่ใช่ภรรยาของเขา...” กู้เฟิงเฉิงเล่าเื่ราวในอดีตของตนเองให้เฮ่อหลานจวินกับเฮ่อหลงฟังอยู่นาน
เฮ่อหลานจวินบ้างก็นั่งกำมือ บ้างก็นั่งกัดฟันด้วยความโมโห ทั้งยังคิดว่าแม่นางกู้กับลูกชายทั้งสามคนของนางต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพียงใดกัน แล้วสามีบัณฑิตที่ไร้คุณธรรมผู้นั้นยังเป็คนอยู่หรือไม่ ยามลำบากก็บังคับให้ภรรยากับลูกๆ ทำงานหนักเพื่อส่งเสียตนเองเรียน แต่พอได้ดีกลับไล่ภรรยาและลูกออกจากบ้าน
เฮ่อหลานจวินคว้าตัวเด็กชายเข้ามากอด “พอแล้ว ไม่ต้องเล่าต่อแล้ว เ้าลืมเื่ร้ายในอดีตให้หมดไปเถอะ ต่อไปนี้ข้าจะดูแลเ้าเอง”
“ท่านลุงยินดีจะดูแลข้าหรือขอรับ” กู้เฟิงเฉิงยิ้มอย่างดีใจ ‘หรือว่าคำอธิษฐานของข้าจะเป็ความจริง ท่านลุงกำลังจะมาเป็ท่านพ่อของข้าแล้วใช่หรือไม่’
เฮ่อหลานจวินมองดูเด็กชาย แต่เมื่อนึกถึงอายุขัยของตนเอง รอยยิ้มที่มีก็คล้ายว่าจะหายไป
“ข้า...ข้าพูดอะไรให้ท่านลุงไม่พอใจหรือไม่ขอรับ” กู้เฟิงเฉิงถามอย่างไม่แน่ใจ ก่อนหน้านี้ท่านลุงยังยิ้มให้เขาอยู่เลยไม่ใช่หรือ
เฮ่อหลานจวินรู้ว่าตนเองเผลอทำกิริยาไม่เหมาะสม เขาจึงรีบเบี่ยงประเด็น เฮ่อหลานจวินคลี่ภาพวาดอย่างเบามือ “เฟิงเฉิง ในเมื่อเ้ายังคัดอักษรไม่เป็ เช่นนั้นข้าจะให้เ้าดูภาพวาดใบหนึ่ง”
กู้เฟิงเฉิงยิ้มเมื่อมองเห็นบทกลอนที่เขียนอยู่บนภาพวาด “ลายมือของท่านแม่ ท่านแม่ของข้าเป็คนคัดกลอนบทนี้ขอรับ”
“ท่านแม่อย่างนั้นหรือ?” เฮ่อหลานจวินพูดเสียงสั่น “เฟิงเฉิง ท่านแม่ของเ้ามีนามว่าอะไร?”