เขาจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ แล้วก้าวผ่านคืนนี้ไปด้วยความราบรื่น มองโลกในแง่ดีไว้ก่อน บางทีรถสองคันนั่นอาจจะขับมาหาเขาจริง ๆ แต่เกิดน้ำมันหมดกลางคันหรือจะอะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องไม่ใช่อย่างที่เขาคิดไว้ในตอนแรก...
และแล้วคมกริชก็โล่งอกขึ้นมาได้ เมื่อเห็นแสงไฟจากรถยนต์เบื้องหน้าส่องใกล้เข้ามา คราวนี้มันแล่นเข้ามาหาเขาจริง ๆ ไม่ได้ถอยห่างออกไปเหมือนครั้งแรก มันเป็รถบรรทุกสินค้าขนาดย่อม คนในรถเป็คนขับคนหนึ่ง และก็คนติดตามอีก 2 คนที่นั่งคู่กันเคียงคนขับ ป้ายทะเบียนรถบ่งบอกว่ามาจากต่างจังหวัดเช่นเดียวกับเขา
รถคันนั้นแล่นผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว อาจเป็เพราะกลางคืนที่ถนนโล่งโปร่งไร้ยานพาหนะผ่านไปผ่านมาให้ระแวดระวัง คนขับจึงใส่เกียร์เร่งจนสุดฝีเท้าทะยานไปบนทางหลวงอย่างลิงโลดใจ
คมกริชแอบอมยิ้มให้กับความขี้ขลาดของตัวเอง กะอีแค่ภาพลวงตาบ้า ๆ ที่ความมืดกำลังเล่นตลกกับเขา มันปั่นหัวเขาให้กลายเป็คนตาขาวได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถ้ามันเป็คนขณะนี้คงกำลังยืนหัวเราะเยาะเย้ยชายหนุ่มอยู่เป็แน่ แต่เสียใจด้วยนะเพื่อน เพราะนายไม่มีความหมายอะไรกับฉันอีกต่อไปแล้ว ความมืดมนและเงียบสงัดที่ร่วมมือกับความหนาวเหน็บของกลางคืนฤดูหนาวจะไม่สามารถทำอะไรเขาได้
และก็เป็ดังที่คมกริชคาดคิด เมื่อรถยนต์เ้าของดวงไฟสองดวงในกระจกมองหลังแล่นทะยานเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนจ่ออยู่ที่ท้ายรถของชายหนุ่ม เขาจ้องมองมันไม่วางตา เพราะรถคันนั้นเป็รถกระบะเสริมหลังคารุ่นและยี่ห้อเดียวกันกับรถที่เขาขับอยู่นี้ แถมสีรถก็ยังดันมาเป็สีเดียวกันซะอีก
ดูเหมือนคนขับจะชะลอรถเพื่อรอเวลาจะขับแซงขึ้นข้างหน้า ผู้ชายในรถคันนั้นหน้าตาดูคุ้น ๆ ยังไงอยู่ เหมือนกับเขาเคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อน นี่ถ้าเป็ตอนกลางวันที่มีแสงสว่างเพียงพอ เขาคงต้องร้องอ๋ออย่างแน่นอน แต่ในเวลานี้ความมืดสลัว ๆ ได้โอบคลุมใบหน้าเอาไว้ให้เห็นเพียงรำไร จะตั้งใจดูยังไง ชายหนุ่มก็ยังมองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนเดิม เพ่งมองออกไปอีกทีเขาก็ยังดันสวมเสื้อแจ็คเก็ตแบบเดียวกับเขาอีกต่างหาก ที่แท้พวกก็รสนิยมเดียวกัน ถึงชอบแต่งตัวเหมือนกันอย่างนี้
เพื่อนร่วมทางยามดึกสงัดเร่งเครื่องจะแซงรถของคมกริชจนขึ้นมาตีคู่เสมอเขา แต่ชายหนุ่มกลับแกล้งเหยียบคันเร่งบ่งบอกว่าไม่ยอมให้มันแซงขึ้นไป มิหนำซ้ำยังหันไปหมายจะส่งยิ้มให้กับชายแปลกหน้าเป็เชิงทักทาย แต่ไอ้หมอนั่นกลับไม่เล่นด้วย พ่อเล่นกระทืบคันเร่งกระชากเครื่องยนต์แล่นห่างออกไปจนกลมกลืนหายเข้าไปในเงามืดเบื้องหน้า
“อะไรวะ...คนเดินทางด้วยกันแท้ ๆ จะทักทายกันสักนิดก็ไม่มี นายแน่คนเดียวหรือไง คิดว่าคืนนี้มีแค่นายงั้นสิ” คมกริชบ่นตัดพ้อคนไร้น้ำใจในค่ำคืนเงียบสงัด...
เกือบตีสองแล้ว...
รถบรรทุกสินค้าคันที่สองของค่ำคืนนี้แล่นฝ่าความมืดมองเห็นลิบลับอยู่เบื้องหน้า มันแล่นใกล้เข้ามาจนคมกริชมองเห็นคน 3 คนที่นั่งอยู่ตอนหน้าของรถ เป็คนขับ 1 คน กับเด็กหนุ่มวัยรุ่นอีก 2 คน เหมือนกับรถบรรทุกคันแรกที่ขับผ่านเขาไปเมื่อครู่
คมกริชแทบสังเกตไม่เห็นความแตกต่างของรถบรรทุก 2 คนนั้นเลย คงเป็เพราะเป็เวลากลางคืนที่แสงสว่างไม่เพียงพอ จะจับจุดสังเกตอะไรก็คงลำบากไปสักหน่อย ยิ่งทะเบียนรถที่บ่งบอกว่าเป็จังหวัดเดียวกันกับคันแรกก็ยิ่งแยกไม่ออกไปกันใหญ่
ชายหนุ่มเปิดไฟกะพริบสูงต่ำเป็การทักทายเพื่อนร่วมเดินทางยามค่ำคืน แต่ไอ้บ้าพวกนั้นกลับไม่คิดจะสนใจอะไรเขาเลยแม้แต่น้อย มันแล่นทะยานผ่านเขาไปเหมือนพายุทอร์นาโดก็ไม่ปาน
“อะไรของมันวะ ถนนนี้เป็ของพวกแกคนเดียวหรือไง ถึงไม่สนใจคนเดินทางด้วยกันบ้างเลย นั่งหน้าตั้งไม่รับรู้ร้อนหนาวเป็หุ่นกระบอกเชิดหน้าในโรงละครอยู่ได้ โดยเฉพาะไอ้คนขับ...ถ้าเผลอหลับในขึ้นมาแล้วขับแหกโค้งสักที่หนึ่ง พ่อจะหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปากเลยคอยดู ฮึ่ม...” ชายหนุ่มครางในลำคอให้กับบรรยากาศที่ไม่เป็ใจให้สักเท่าไหร่
(เชิญอ่านตอนที่ 3)
(***รบกวนฝากคอมเมนต์ด้วยนะครับ จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขในโอกาสต่อไป ท่านไหนอยากให้กำลังใจนักเขียนหรือให้ของขวัญงานเขียนชุดนี้จะเป็พระคุณอย่างสูงครับ***)