บทที่ 4 การกลับมาของประมุขตระกูล
ในโถงประชุมาุโที่เพิ่งถูกปกคลุมด้วยความสิ้นหวังเมื่อครู่ บัดนี้กลับอบอุ่นและสว่างไสวราวกับมีดวงตะวันใหม่ผุดขึ้นกลางความมืดมิด แต่ความตึงเครียดยังคงลอยคลุ้ง ราวกับสายหมอกที่ไม่ยอมจางหาย แม้ประมุขจะกลับมา แต่าแจากสิบสองปีที่ถูกกัดกินยังคงเ็ปร้าวรานหัวใจทุกคน
เฉาหลินหยวนนั่งลงบนเก้าอี้หัวโต๊ะอย่างเงียบสงบ อาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ไร้ฝุ่นแม้จะปิดด่านนานสิบสองปี ดวงตาคู่หนึ่งใสกระจ่างแต่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง มองไปรอบโถงด้วยสายตาที่ทั้งอบอุ่นและเย็นเยียบในคราวเดียวกัน
ผู้าุโทั้งห้ายังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ต่างมองประมุขของตนด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความปีติยินดี ความไม่อยากเชื่อ และความละอายใจที่ยากจะปกปิด ความเงียบที่หนักอึ้งปกคลุมอีกครั้ง ราวกับทุกคนกำลังรอให้พายุคลื่นอารมณ์ะเิออกมา
เฉาเสวียนเหิงที่เป็าุโใหญ่มานานนับร้อยปี ผู้เคยเป็เสาหลักของตระกูลมาตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา เป็คนแรกที่ทรุดตัวลงคุกเข่าช้า ๆ มือทั้งสองสั่นระริกกุมกันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด น้ำตาไหลลงแก้มเหี่ยวย่นโดยไม่สนใจเกียรติยศอีกต่อไป เสียงแหบพร่าของชายชราดังก้องในโถงเงียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเ็ปที่สะสมจนแทบะเิ
“ท่านประมุข... ข้า... ข้าต้องขออภัยด้วยชีวิต! ข้าสมควรถูกปะาเพื่อล้างมลทินให้ตระกูล!”
ทุกคนต่างตกตะลึง แม้แต่เฉาจี๋หยวนที่ใจร้อนที่สุดยังยืนนิ่งไม่ขยับ เฉาเสวียนเหิงก้มหน้าลงต่ำจนหน้าผากแตะพื้นโถงไม้สน เสียงสั่นเครือด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจมานานนับปี
“ตลอดสิบสองปีที่ท่านปิดด่าน ข้าในฐานะผู้าุโใหญ่ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลตระกูลแทน... กลับปล่อยให้ตระกูลเฉาถดถอยลงถึงเพียงนี้! ให้ตระกูลหูและตระกูลอื่นรุมกัดกินทีละน้อย... ให้รุ่นเยาว์ขาดแคลนทรัพยากรจนพร์หลายคนต้องดับสูญ... ให้ศักดิ์ศรีของตระกูลเฉาถูกเหยียบย่ำราวกับเศษธุลี! ข้าล้มเหลว... ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง! หากข้ามีความสามารถมากกว่านี้ ตระกูลเราคงไม่ต้องตกต่ำถึงขั้นถูกข่มเหงราวกับสุนัขข้างทาง!”
น้ำเสียงของเฉาเสวียนเหิงสั่นเทา แต่กลับแฝงไว้ด้วยความโกรธเคืองต่อตนเองที่ไม่อาจให้อภัยได้ ผู้าุโที่เหลือต่างทรุดตัวลงคุกเข่าตามกันโดยไม่ต้องสั่งการ เฉาเฉิงิกำหมัดแน่นจนเืซึม เฉาฮวาปิงกัดริมฝีปากจนเืไหล เฉาจี๋หยวนตัวสั่นด้วยความโกรธและละอาย เฉาอวิ๋นเช่อหลับตาลง น้ำตาไหลเงียบ ๆ บรรยากาศในโถงยิ่งตึงเครียดขึ้นราวกับเชือกที่กำลังจะขาด
เฉาหลินหยวนมองภาพตรงหน้า ดวงตาเปล่งแววอ่อนโยนผสมความเ็ป เขาลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปข้างหน้า วางมือลงบนไหล่ของเฉาเสวียนเหิงเบา ๆ ปราณิญญาที่อบอุ่นแผ่ซ่านออกมา ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านทุ่งหญ้าแห้งแล้ง แต่แม้กระนั้น ความตึงเครียดยังไม่คลายลง…
“ลุกขึ้นเถิด ท่านผู้าุโใหญ่”
เสียงทุ้มนุ่มแต่เปี่ยมพลัง ทำให้ร่างกายของชายชราที่สั่นเทาหยุดนิ่งชั่วขณะ
“สิบสองปีที่ข้าปิดด่าน... ท่านคือคนที่แบกรับตระกูลไว้ทั้งหมด หากไม่มีท่าน ตระกูลเฉาคงล่มสลายไปั้แ่หลายปีก่อนแล้ว ท่านไม่เคยล้มเหลว... ท่านเพียงเผชิญกับศัตรูที่ฉวยโอกาสจากความสูญเสียของเราเท่านั้น และศัตรูเ่าั้... ไม่ใช่แค่ตระกูลหู แต่ยังมีูเาลูกั์ที่คอยหนุนหลังพวกมัน”
เฉาเสวียนเหิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ “แต่... ตระกูลเราถูกบีบให้จนตรอกถึงเพียงนี้... ข้า...”
เฉาหลินหยวนพยักหน้าเบา ๆ หันกลับไปนั่งที่หัวโต๊ะ โบกมือให้ทุกคนลุกขึ้นนั่ง บรรยากาศยังคงตึงเครียด ราวกับทุกคนกำลังยืนอยู่หน้าผาชันที่อาจถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
“เล่าให้ข้าฟังที... เกิดอะไรขึ้นกับตระกูลเราในสิบสองปีที่ผ่านมา”
เฉาเสวียนเหิงสูดหายใจลึก ถอนหายใจยาว ก่อนเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งที่แฝงไว้ด้วยความขมขื่นและสิ้นหวัง
“หลังจากที่ท่านประมุขปิดด่านได้สามปี ตระกูลหูเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ ก่อน พวกมันส่งคนไปสำรวจเหมืองศิลาปราณรอบนอก แล้วอ้างว่าพบ ‘หลักฐาน’ ว่าเส้นแร่บางส่วนอยู่ในเขตแดนของพวกมัน... เราโต้แย้ง แต่ในตอนนั้นยังไม่มีาเปิดเผย แต่ยิ่งเวลาผ่านไป พวกมันยิ่งกล้าขึ้น เพราะได้รับการหนุนหลังจาก... หุบเขาหลอมอัคนี!”
ทุกคนในโถงพยักหน้า เฉาฮวาปิงเสริมด้วยน้ำเสียงขมขื่นที่สั่นเล็กน้อย
“หุบเขาหลอมอัคนี... ไม่ใช่แค่สำนักธรรมดา แต่เป็หนึ่งในกองกำลังชั้นแนวหน้าของอาณาจักรเทียนเหอ รองเพียงห้าสำนักใหญ่เท่านั้น! เล่าลือกันว่าหุบเขานี้ซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาเพลิงอัคนีทางทิศตะวันตกของอาณาจักร สถานที่ที่ปกคลุมด้วยเปลวเพลิงและลาวาร้อนระอุ ผู้ใดที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปใกล้ย่อมถูกเผาไหม้กลายเป็เถ้าถ่านในชั่วพริบตา! สำนักนี้เชี่ยวชาญการบ่มเพาะรากิญญาไฟ เคล็ดวิชาเพลิงเฉพาะตัวที่พิศดารสามารถหลอมรวมธาตุไฟเข้ากับปราณิญญา ทำให้พลังต่อสู้ของศิษย์แต่ละคนแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกัน!”
เฉาอวิ๋นเช่อพูดเสียงเบาแต่ชัดเจน น้ำเสียงแฝงความหวาดกลัวที่ยากจะปกปิด “เล่าลือกันว่าหุบเขาหลอมอัคนีมียอดฝีมือระดับจินตันคอยหนุนหลังอย่างน้อยสามถึงสี่คน แต่บางกระแสข่าวจากสำนักอื่น ๆ บอกว่าอาจมีถึงห้าคน โดยมีเ้าหุบเขา “ฮั่วม๋อหราน” ที่เป็ผู้ฝึกตนระดับจินตันขั้นเจ็ด่ปลายแล้ว ไม่รู้ว่าปัจจุบันจะทะลวงขั้นแปดหรือยัง…
หูเฟิงที่มีอาจารย์เป็ผู้าุโหลักในหุบเขาหลอมอัคนีอย่าง ‘ฮั่วซานโหยว’ ผู้ซึ่งทะลวงสู่จินตันขั้นสอง่ปลายมานานหลายร้อยปี! ส่วนผู้ฝึกตนระดับหนิงม่ายขั้นสูง... มีมากกว่าทั้งห้าตระกูลใหญ่ในเมืองหย่งหนิงของเรารวมกันเสียอีก โดยเฉพาะศิษย์รุ่นเยาว์ชั้นยอดของพวกมันยังได้รับการฝึกตนในเตาหลอมศิลาเพลิงที่เป็สมบัติล้ำค่ายิ่งของหุบเขาหลอมอัคนี ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า และเคล็ดวิชาเพลิงของพวกเขาสามารถแผดเผาศัตรูให้มอดไหม้ในชั่วพริบตา!”
เฉาจี๋หยวนกัดฟันกรอด น้ำเสียงสั่นด้วยความโกรธ “การล่วงเกินหุบเขาหลอมอัคนีคือการหาเื่กวาดล้างตระกูล! เคยมีตระกูลใหญ่แห่งหนึ่งในอาณาจักรที่เคยสังหารศิษย์ของพวกเขาเพียงคนเดียว... ผลคือหุบเขาส่งยอดฝีมือจินตันหนึ่งคนมาถล่มตระกูลนั้นในคืนเดียว จนเหลือเพียงซากปรักหักพังและเถ้าถ่าน! ไม่มีใครกล้าต่อกรกับพวกเขา เพราะแม้แต่ห้าสำนักใหญ่ยังต้องให้เกียรติอย่างน้อยสามส่วนในฐานะพันธมิตร!”
เฉาเฉิงิเสริมด้วยน้ำเสียงเ็า แต่แฝงความสิ้นหวัง “ด้วยบารมีของหุบเขาหลอมอัคนีหนุนหลัง ตระกูลหูจึงกล้าทำตัวกรางขนาดนี้ ไม่ใช่แค่่ชิงทรัพยากรจากเราเท่านั้น แต่ยังกดราคาสินค้าของเราในตลาด ข่มขู่พ่อค้าที่ค้าขายกับเรา และที่ร้ายที่สุด... คือตระกูลฟาง ตระกูลจี๋ และตระกูลหม่า ต่างก็เริ่มประจบตระกูลหู คอยส่งข่าวลับให้กัน ราวกับพร้อมจะรุมทึ้งเราเมื่อถึงจังหวะ พวกมันกลัวหุบเขาหลอมอัคนีเช่นกัน จึงเลือกที่จะประสมโรงเพื่อเอาตัวรอด!”
เฉาเสวียนเหิงก้มหน้าลงอีกครั้ง มือสั่นระริก “ทั้งหมดนี้... เป็เพราะเราไม่มีผู้ฝึกตนระดับจินตันคอยคุ้มกันตระกูล หากท่านประมุขล้มเหลวการทะลวงขั้นจินตัน... เช่นนั้นตระกูลเฉาคงถึงกาลอวสานจริง ๆ และข้า... ในฐานะผู้ดูแล... จะเป็คนบาปที่ทำให้ตระกูลล่มสลาย!”
เฉาหลินหยวนฟังอย่างเงียบตลอดเวลา ดวงตาคู่หนึ่งเปล่งประกายเย็นะเืยิ่งขึ้นเมื่อเื่จบลง ความตึงเครียดในโถงยิ่งหนักอึ้ง ราวกับทุกคนกำลังยืนอยู่หน้าประตูสู่นรกที่อาจเปิดออกได้ทุกเมื่อ
เขายกมือขึ้นเบา ๆ ลมปราณิญญาของขอบเขตจินตันแผ่ซ่านออกมาเป็วงกว้าง ทำให้โคมไฟทุกดวงในโถงสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฝงไว้ด้วยพลังที่ทำให้อากาศสั่นะเื
“ดี... ข้าเข้าใจแล้ว”
เสียงของเขานุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่ทำให้ทุกคนในโถงรู้สึกถึงความหวังที่กำลังฟื้นคืน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงกดทับ
“สิบสองปีที่ตระกูลเราถูกกดขี่... สิบสองปีที่ศัตรูฉวยโอกาสจากความสูญเสียของเรา... แม้จะมีปราการเหล็กั์อย่างหุบเขาหลอมอัคนีหนุนหลังพวกมัน”
เขาหยุดชั่วครู่ ยิ้มเย็นบาง ๆ ที่แฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าฟัน
“จากนี้ไป... ถึงคราวที่เราจะเรียกเก็บดอกเบี้ยแล้ว และไม่ว่าจะเป็ตระกูลหู หรือหุบเขาหลอมอัคนี... ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า การรังแกตระกูลเฉา... มีราคาแพงเพียงใด!”
ผู้าุโทั้งห้าต่างเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายด้วยแสงแห่งความหวังที่ยาวนานถึงสิบสองปี ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย
ประมุขของพวกเขา... ได้กลับมาแล้ว!
และครั้งนี้... กลับแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็มาเสียอีก ราวกับดาบที่ถูกหลอมในเพลิงอัคนีเอง
ตระกูลเฉา... กำลังจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง และคราวนี้ จะไม่มีผู้ใดสามารถกดทับลงได้อีก แม้แต่ั์ใหญ่ในใต้หล้าก็ตาม!