ป่วยการจะเถียงเพราะบางครั้งเขาเองก็ยังต้องให้เซียวซีช่วยหลายครั้งที่ทั้งสองผลัดกันรับคมดาบแทนอีกฝ่ายจนตัวเองาเ็
“เอาเถอะว่าแต่องค์ชายฉินตรัสกับเ้าเพียงเท่านั้นจริงรึ”เฉิงอี้ไม่อยากเชื่อว่าคนเป็ถึงองค์ชายจะยอมถ่อมาถึงนี่และขอความสนับสนุนเอาจากลูกของพระสนมไม่มีหัวนอนปลายเท้า คำนี้เขาไม่ได้พูดเองแต่คนทั้งวังหลังกล่าวร้ายมารดาของเซียวซีเช่นนี้จริง ๆ
“จริงสิท่านก็เห็นว่าเราคุยกันเพียงชั่วครู่เดียว”ตอบพลางจ้องตาแน่นิ่งเพื่อเน้นย้ำในคำกล่าวอ้างของตน
เฉิงอี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาเป็ประกายวูบไหวเขาเห็นเพียงเงาสะท้อนของตนจากั์ตาโศกไม่บ่อยนักที่เซียวซีจะปิดบังสิ่งใดจากเขาได้ แต่ในครั้งนี้แม้ไม่มีพิรุธให้เห็นแต่ก็ไม่ได้มีคำโกหกชัดแจ้งให้เขาได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ
“ถึงอย่างไรเ้าก็ต้องระวังให้มาก”
“ท่านไม่คิดว่าองค์ชายฉินจะมาดีเลยหรือ”
“ข้าไม่รู้ข้ามีสิทธิ์จะคิดว่าเขาเพียง้าให้เ้าเชื่อใจแล้วอาจตลบหลังเราทีหลังก็เป็ได้”
“ข้าไม่เชื่อใจใครอยู่แล้ว”
“เป็เช่นนั้นก็ดี”
“ข้าไม่อยากคิดเื่นี้แล้ว วันนี้ท่านจะไปที่ใดต่อ”
“เราต้องเข้าไปดูการเตรียมทัพไม่ว่าเ้าหรือข้าก็ไม่ควรได้ไปที่อื่นใดทั้งสิ้น” เขาเน้นคำ
“อาากำลังจะมาถึงสินะ”
ดูเหมือนเซียวซีจะลืมไปว่าจะต้องกลับเข้าสู่สมรภูมิในไม่ช้าหรืออาจเป็เพราะไม่มีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น รวมถึงเื่การแต่งตั้งองค์รัชทายาทที่ดึงความสนใจไปจนหมดแต่เมื่อถูกเตือนสติ เขาก็กลับเข้าสู่บทบาทรองแม่ทัพรีบเดินกลับเข้าไปแต่งตัวด้วยชุดเกราะหนาหนักที่สร้างความน่าเกรงขามและองอาจให้กับผู้สวมใส่
การปรากฏตัวของทั้งสองสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกองทัพเป็อย่างสูงแต่งานที่ล้นมือและไม่คืบหน้าเท่าใดนัก ก็ทำให้ทุกคนยังต้องทำงานหนักทหารชั้นประทวนแบกขนอาวุธเดินกันจนฝุ่นตลบขณะที่ในท้องพระคลังกำลังร่อยหรอเนื่องจากราคาของาที่จะต้องจ่ายนั้นมีค่ามหาศาลการาในครั้งนี้จึงต้องอาศัยจิตใจอันแน่วแน่และความฮึกเหิมรวมถึงการเดินทัพอันชาญฉลาดเป็หลัก
“ไม่เกินคืนพระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้าเราคงจะเคลื่อนทัพได้” เขาออกความเห็น
“เร็วเช่นนั้นเชียวหรือดูเหมือนท่านกระเหี้ยนกระหือรือจะออกรบเสียจริง”
“เพราะข้าไม่ชอบให้เ้าอยู่ในวังหลวงใน่เวลานี้อย่างน้อยอยู่ที่นั่น ข้าก็ยังรู้ว่าใครคือศัตรูของเ้า”ที่นั่นของเขาหมายถึงสนามรบที่มีชายบ้าเืนับพันคนพุ่งหอกและฟาดฟันดาบใส่กันอย่างบ้าคลั่ง
“เฉิงอี้ท่านกังวลเื่ของข้าจนเกินไป มันจะทำให้เสียงานใหญ่” เซียวซีออกปากเตือน
เขาทำเสียงในลำคอไม่อยากจะบอกว่าหากคนตรงหน้าเป็อะไรไป หัวเขาคงหลุดจากบ่าต่อให้เขาจะเป็ถึงชินอ๋องก็เถอะ
“ท่านแม่ทัพใหญ่เชิญทางนี้หน่อยขอรับ”
“มีอะไร”
“เื่เสบียงขอรับ”
บทสนทนาหยุดลงชั่วครู่เฉิงอี้ผละจากเซียวซีเพื่อไปดูเื่เสบียงซึ่งกำลังเป็ปัญหาเพราะเวลากระชั้นชิดและการเก็บเกี่ยวพืชผลประจำฤดูกาลไม่อุดมสมบูรณ์เท่าที่ควรหมายความว่าเขาเหลือเพียงสองทางเลือกคือยืดเวลาเดินทัพออกไปเพื่อเกณฑ์เสบียงให้มากขึ้นหรือเร่งเดินทัพ จัดการฏให้เด็ดขาดโดยเร็วก่อนเสบียงจะหมดและทั้งสองทางก็ล้วนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งคู่
“ท่านแม่ทัพข้าเพิ่งรู้เื่เสบียง” ลี่หยางที่เดินมาสมทบเอ่ยเสียงร้อนรน
“เ้าคิดเห็นเช่นไร”
ลี่หยางกลืนน้ำลายลงคอคำถามนั้นไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็ล้วนแล้วแต่กวนอารมณ์ท่านแม่ทัพให้ขุ่นมัวได้ทั้งสิ้นเขาเหลือบไปมองทางด้านหลังหวังจะเห็นตัวช่วยเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะทานอารมณ์ของแม่ทัพใหญ่ได้แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อไม่พบองค์ชายเซียวซีอยู่ในบริเวณนั้น
“ท่านรองแม่ทัพไปไหนหรือ”
“ข้าจะไปถามเขาทีหลังตอนนี้ข้าถามเ้าอยู่”
“ข้าคิดว่าเราควรจะรออีกสักหน่อยให้เสบียงพร้อมได้ที่หากทหารรู้ว่าเสบียงมีไม่พอ พวกเขาจะเกิดความกลัวและขาดกำลังใจได้”
เป็เื่ยากที่จะบอกว่าเฉิงอี้คิดกับคำตอบนั้นเช่นไรเพราะใบหน้านิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกนั้นอ่านอย่างไรก็อ่านไม่ออก
“แล้วนี่เ้าได้ข่าวเื่เสบียงจากใคร”
“จากทหารคนสนิทของข้าเอง”
เฉิงอี้พยักหน้าช้าๆ โดยปราศจากคำพูด ทว่าแท้จริงแล้วลี่หยางถือเป็สหายคนหนึ่งที่สนิทสนมกับท่านอ๋องมาั้แ่ยังเยาว์แต่ก็มีบางครั้งที่คนเป็เพื่อนไม่สามารถเข้าใจหรือตามความคิดของเขาได้ทัน
“เย็นนี้ร่ำสุรากันสักหน่อยเถอะ”เขาโพล่งขึ้นด้วยรอยยิ้มกริ่มเล่นเอาคนงง
“ท่านมีแผนอะไรกันแน่”
“เอาเป็ว่ามาหาข้ายามโหย่วก็แล้วกัน”เฉิงอี้ทิ้งท้าย แล้วเดินยิ้มค้างให้กับแผนอันฉลาดหลักแหลมของตัวเองกลับตำหนัก โดยไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของปัญหาที่ตัวเองกำลังแบกเอาไว้