รถคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานหน้าบ้านหลังใหญ่ด้วยความเร็วคงที่ก่อนเครื่องยนต์จะดับสนิทชายวัยกลางคนลงจากรถแล้วอ้อมไปเปิดประตูให้กับหญิงสาวซึ่งเป็ทายาทคนเดียวของเ้านายที่ล่วงลับไปแล้วหลังจากนั้นจึงนำรถเคลื่อนไปเก็บโรงรถรอเ้าของคนใหม่มาจัดการเองเพราะนี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่เขาจะอยู่รับใช้กฤติยาพิทักษ์ดำรงกุล ลูกสาวคนเดียวของนายไกรเกริกและคุณหญิงวิมาลา พิทักษ์ดำรงกุลผู้ล่วงลับไปแล้ว
“ขอบคุณค่ะ ลุงแก้ว”
กฤติยายิ้มให้คนขับรถอย่างเศร้าพร้อมกล่าวขอบคุณก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่บ้านแห่งความทรงจำในวัยเด็กที่เป็มรดกชิ้นสุดท้ายของพ่อกับแม่ซึ่งตอนนี้มันได้กลายไปเป็ของนายเกรียงไกร พิทักษ์ดำรงกุล คุณลุงผู้เป็พี่ชายฝาแฝดของพ่อเรียบร้อยแล้ว
ด้วยเหตุผลที่ว่าก่อนนายไกรเกริกจะประสบอุบัติเหตุพร้อมกับภรรยานั้นได้ล้มละลายทางธุรกิจจึงต้องขายบ้านหลังนี้ให้กับพี่ชายเมื่อกฤติยาลูกสาวคนเดียวกลับมาจากอเมริกาหญิงสาวจึงต้องมาเผชิญชะตาที่ต้องยอมรับแบบเลี่ยงไม่ได้อีกทั้งไม่ค่อยจะรู้เื่ราวอะไรเลยสักอย่างเกี่ยวกับธุรกิจของพ่อมิหนำซ้ำยังไม่มีสิ่งใดของครอบครัวเหลืออยู่เลย
แม้จะรู้ว่ามีนายเกรียงไกรพี่ชายของพ่อเป็ญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในตระกูลแต่หญิงสาวก็ไม่รู้จักไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้สักแค่ไหน ความจำอันเลือนรางั้แ่เด็กจำได้เพียงแต่ว่าคุณย่ามอบสมบัติให้คุณลุงคนนี้มากกว่าพ่อเพราะรังเกียจเธอกับแม่และตอนนี้คุณลุงจะหวังดีกับเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้
“คุณหนูคะ”เสียงของป้านิ่มแม่บ้านที่อยู่มาเนิ่นนานเดินเข้ามาหาหญิงสาวทั้งน้ำตากฤติยาวิ่งเข้าไปกอดภรรยาลุงแก้วพร้อมร้องไห้ออกมาอย่างสุดใจในชีวิตนี้เธอคงไม่เหลืออะไรอีกแล้วนอกจากป้านิ่มกับลุงแก้วคนที่เลี้ยงดูเธอมาพร้อมกับครอบครัวั้แ่เด็กจนกระทั่งเธอถูกส่งไปเรียนต่ออเมริกา
“ไม่เป็ไรค่ะคุณหนูอย่าร้องไห้นะคะ คุณหนูยังมีป้ากับลุงแก้ว” เธอบอกปลอบหญิงสาวทั้งที่ตัวเองนั้นก็ร้องไห้ไม่แพ้กันเลย
“ขอบคุณมากค่ะอย่างน้อยน้ำก็ยังโชคดีมีลุงกับป้า” กฤติยาพูดเสียงสั่น
“ถ้าคุณหนูไม่มีที่ไปคุณหนูไปอยู่กับลุงก็ได้นะครับ บ้านที่คุณหนูเคยไปเที่ยวตอนเด็ก ๆบ้านสวนที่อัมพวา” ลุงแก้วพูดอย่างปลอบโยนพร้อมส่งไมตรีด้วยความหวังดีและห่วงใย
“ขอบคุณค่ะแล้วน้ำจะไปเยี่ยมลุงกับป้านะคะและฝากความคิดถึงเก่งด้วยน้ำขอจัดการกับเื่ทางนี้ก่อนกลับอเมริกา ถ้าว่างน้ำจะไปหาทุกคน”หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อสองสามีภรรยานั้นยังคอยอยู่ข้างเธอเสมอเธอบอกกล่าวยิ้มลาทั้งสองพร้อมฝากความคิดถึงให้กับเก่งหลานชายของทั้งสองด้วย
“ลุงกับป้ายินดีต้อนรับคุณหนูทุกเมื่อค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
จบคำขอบคุณลุงแก้วกับป้านิ่มทั้งสองก็กล่าวลาหญิงสาวก่อนที่จะหอบกระเป๋าเดินออกจากบ้านไปทั้งน้ำตา
เมื่อไม่เหลืออะไรอีกแล้วกฤติยาก็ได้แต่เดินไปทั่วบ้านภาพความทรงจำที่เธอเคยอยู่กับครอบครัว เคยอยู่กับพ่อแม่ เคยมีเสียงหัวเราะมีแต่ความสุข แต่ต่อจากนี้มันไม่มีอีกแล้วไม่มีอีกแล้วชีวิตลูกคุณหนูที่เพียบพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างต่อจากนี้เธอคงต้องพยายามยืนด้วยตัวเอง อยู่อย่างเข้มแข็ง…ตัวคนเดียว
หลังจากเดินขึ้นไปเอากระเป๋าที่ป้านิ่มจัดไว้ให้อยู่บนห้องนอนหัวใจดวงน้อยก็ต้องปล่อยวางทุกสิ่งในบ้าน แม้ความรู้สึกจะอาลัยอาวรณ์เธออดที่จะกวาดสายตามองไม่ได้ว่าที่แห่งนี้คือบ้านของเธอ...บ้านหลังสุดท้ายที่เธอจะไม่มีวันลืมมันไปตลอดชีวิตซึ่งนับจากนี้ต่อไปของทุกชิ้นในบ้านหลังนี้ก็คงจะไม่ใช่ของเธออีกแล้ว
“ช้านะ...กฤติยา”
เสียงชายคนหนึ่งพูดดังจากหน้าประตูขณะที่หญิงสาวกำลังเคลื่อนกระเป๋าใบใหญ่ลงมาจากบันไดสายตาของต้นเสียงจ้องมองมาที่เธอราวกับมนตร์สะกดทำให้ต้องหยุดนิ่งสายตาคมอาฆาตร้ายนั้นมันทำให้หญิงสาวหวาดกลัวเพราะตอนนี้ในบ้านไม่มีใครเลยนอกจากเธอที่กำลังจะออกไปจากที่นี้
“คุณเป็ใคร มาทำอะไรที่นี่คะ”
กฤติยาถามขึ้นอย่างสุภาพกับคนที่ยืนอยู่หน้าประตูแม้เขาจะดูน่ากลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรังมีเพียงจมูกเป็สันกับแววตาคมเข้มเท่านั้นที่ดูเด่นชัดสภาพก็ราวกับคนเถื่อน โดยเฉพาะร่างกายกำยำภายใต้กางเกงยีนสีซีดกับเสื้อกล้ามสีขาวขุ่นนั้นชวนให้หวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“ขอโทษนะคะเราไม่เคยรู้จักกันใช่ไหมคะ”
เมื่อเดินลากกระเป๋ามาหยุดอยู่ที่หน้าเขากฤติยาจึงถามซ้ำอีกครั้งโดยที่ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับ สายตาคมยังจ้องอยู่อย่างนั้นไม่มีทีท่าว่าจะตอบอะไรกลับมาเลยจึงทำให้เธอได้แต่หลบตาอย่างหวั่น ๆ
“ผมมารับเชลย”
“คุณว่ายังไงนะคะ”กฤติยาทวนคำที่ได้ยินแว่ว ๆ อย่างไม่แน่ใจจนกระทั่งเสียงของชายคนดังกล่าวดังขึ้นอีกจนน่าใจหาย
“คุณต้องชดใช้ในสิ่งที่ครอบครัวและตัวคุณเองทำ”
“ฉันไม่เข้าใจครอบครัวฉันไปทำอะไรให้คุณ ฉันว่าเราไม่เคยรู้จักคุณด้วยซ้ำ”
“ทำไมจะไม่รู้จักรู้จักดีซะด้วย” เขาเดินประชิดตัวพร้อมกับพูดเสียงขรึม
“ฉันว่าไม่”กฤติยาส่ายหัวปฏิเสธทันควันพร้อมกับถอยหลังห่างออกจากเขา แต่ยิ่งถอยห่างร่างสูงก็ยิ่งสาวเท้าก้าวหาเร็วขึ้น
“จำไม่ได้รึไง พ่อคุณเป็คนทำลายครอบครัวผมยังจะมาทำใสซื่ออีก”
เขาเอื้อมมือมาจับต้นแขนทั้งสองข้างของหญิงสาวแล้วออกแรงบีบจนสีหน้าของเธอบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บและพยายามที่จะปัดมือเขาออกแต่ก็ไม่เป็ผล
ดวงตาคมจ้องหญิงสาวด้วยความแค้นเขารอมานานแค่ไหนที่จะเห็นครอบครัวเธอพังพินาศรอมานานเท่าไหร่ที่จะเห็นเธอจนตรอกอย่างน้องสาวเขา…เขารอจนหญิงสาวนั้นไม่เหลืออะไรสักอย่าง
“ปล่อยนะช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยด้วย” กฤติยาพยายามร้องเรียกให้คนช่วยทั้ง ๆที่ก็รู้ว่าบ้านหลังใหญ่นี้ไม่มีใครเลยนอกจากเธอกับเขา
เสียงของหญิงสาวเป็ผลเมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้าประตูมาแต่ใจดวงน้อยก็ต้องหวั่นยิ่งขึ้นเมื่อคนคนนั้นเป็ชายร่างสูงไม่ต่างไปจากคนที่บีบแขนล็อกเธอเอาไว้สิ่งนั้นทำให้ตากลมโตเบิกกว้าง เธอไม่อยากจะคิดต่อไปเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นและที่จะทำได้ในตอนนี้ก็คือ…
“ปล่อยนะฉันไม่เคยรู้จักคุณ ปล่อยฉันเถอะ”ใบหน้าหวานเริ่มร้อนผ่าวเมื่อมองหน้าเขาคนที่จับเธอแน่นแต่สายตาที่อ้อนวอนกลับต่างกันลิบลับกับดวงตาคมคู่นั้น
“ไม่มีใครช่วยอะไรคุณได้ทั้งนั้นคุณควรจะสำนึกรู้จักรับผิดชอบการกระทำของครอบครัวคุณบ้าง คนที่กล้าทำลายคนอื่นมันก็สมควรที่จะได้รับการตอบสนอง”
“ฉันไปทำอะไรให้คุณ ฉันไม่รู้จักคุณแม้แต่ครอบครัวของคุณก็ด้วย” เธอส่ายหน้าแล้วพยายามดิ้นหนี
“งั้นก็คอยดูว่าผู้หญิงตอแหลอย่างคุณมันจะปากแข็งไปได้นานแค่ไหน”
“ฉันไม่... ว้าย!!!”กฤติยาร้องเสียงหลงเมื่อมือแกร่งดั่งคีมเหล็กนั้นเปลี่ยนมารวบตัวเธอขึ้นพาดบ่าหนา
“ผู้หญิงอย่างคุณมันต้องเจออย่างผม...กฤติยา” เขากระซิบแ่เบาเมื่อเธอกำลังดิ้นอยู่บนบ่า และเมื่อเดินออกไปจากตัวบ้านก็มีรถตู้สีดำจอดรออยู่ด้านนอกอยู่แล้วราวกับวางแผนมาเป็อย่างดี
“ปล่อยฉันนะจะพาฉันไปไหน ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย”กฤติยาทั้งร้องทั้งดิ้นแต่ก็ไม่เป็ผลเพราะแรงอันน้อยนิดของเธอไม่ทำให้เขาะเืได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อโยนร่างบางที่อยู่บนบ่าให้หายเข้าไปในรถได้เขาก็ไม่รอช้ารีบจัดการมัดมือมัดเท้าหญิงสาวไว้ทันทีแม้จะมีแรงขัดขืนดิ้นรนแต่คนตัวโตก็ไม่สนใจ มิหนำซ้ำยังใช้ผ้าผืนเล็กอุดปิดเสียงร้องโวยวายที่ดังออกมาจากเรียวปากอิ่มทันที
“ออกรถ” เสียงทุ้มดังขึ้นก่อนที่จะหันหน้าไปมองยังหญิงสาวที่ดิ้นขลุกขลักอยู่บนเบาะด้วยสายตายิ้ม ๆ แต่แฝงไปด้วยความหยามเหยียด
“ครับนาย”
“อื้อ... อื้อ ๆ ๆ”เสียงร้องที่ไม่เป็ภาษาดำดังออกมาเพื่อทักท้วงเขาตลอดทางจนทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างกันชักรำคาญ
“หุบปากแล้วเงียบซะน่ารำคาญ”
เสียงโหดทุ้มต่ำสบถขึ้นทำให้ร่างบางสะดุ้งออกห่างจากตัวเขา หญิงสาวทำได้เพียงแต่นิ่งจ้องหน้าคมไม่ละสายตาดวงตาเริ่มเอ่อคลอไปด้วยน้ำใสที่ไหลออกมาพร้อมกับเสียงสะอึกเล็ก ๆแต่ไม่มีใครช่วยเธอได้เลย ชายคนที่นั่งขับรถอยู่ก็นิ่งราวกับมนุษย์หินทำเหมือนกับเธอและเขาไม่มีตัวตนไม่ว่าเขาจะพูดอะไรทั้งชายคนนั้นก็รับคำเขาหมด ไม่มีทักท้วงอะไรเลย
‘นี่มันเื่อะไรกันคนพวกนี้จะพาเธอไปไหน’ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวจนอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนจากเสียงร้องเป็น้ำตาแทน
“มารยา บอกให้เงียบไงทำเป็สำออยบีบน้ำตาเห็นแล้วอุบาทว์”เขาหันมองมาแล้วก็ส่งสายตารังเกียจอย่างไม่พอใจ
และถึงแม้จะหยุดความน่ารำคาญของหญิงสาวไม่ได้เขาก็ไม่ได้สนใจปล่อยให้ลูกน้องขับรถต่อไปอยู่หลายชั่วโมงจนถึงที่หมายเมื่อรถจอดเสียงเหี้ยมก็ดังขึ้นจนกฤติยาถึงกับสะดุ้ง
“ลงไป”
เขาแก้เชือกที่มัดข้อเท้าไว้แล้วผลักเธอลงรถสายตาของหญิงสาวมองไปรอบ ๆ บริเวณ อย่างหวาดกลัวในบรรยากาศยามพระอาทิตย์ใกล้ตกก่อนที่จะหยุดนิ่งเมื่อสังเกตเห็นว่าที่นี่ไม่มีบ้านคนไม่มีผู้คนเดินไปมา มีเพียงทางเดินสายยาวที่ขรุขระด้วยพื้นดินแดงสองข้างทางเป็ป่ารกทึบ ไม่มีแม่เสียงนกร้องหรือเสียงสัตว์ ทุกอย่างที่แล่นเข้ามาสู่ความคิดทำเอาหัวใจดวงน้อยหล่นวูบแต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งที่ทำให้ต้องสะดุ้งอีกครั้ง
“เดิน... ใครบอกให้หยุด”เสียงตะคอกจากทางด้านหลังดังขึ้น เขาเดินตามหลังเธอไม่ห่างส่วนรถที่นั่งมานั้นเขาก็สั่งให้สองคนนั้นเอาไปเก็บแต่ไม่รู้ว่าที่ไหน
“อื้อ อื้อ”
“จะร้องอะไรหนักหนาเดิน!” เขาตะคอกพร้อมผลักเธอให้เดินไปข้างหน้าอีก แต่พอเดินมาเรื่อย ๆสักพักใหญ่กฤติยาก็รู้สึกปวดหนึบ ๆ ที่เท้าแล้วนั่นก็เป็สาเหตุที่ทำให้เธอเริ่มเดินช้าลงก็เพราะเธอใส่ส้นสูงอยู่มันทำให้เธอเดินไม่สะดวก
“อื้อ อื้อ”
“เงียบแล้วเดินดี ๆ”
“อื้อ อื้อ”เธอร้องท้วงเขาไม่ยอมหยุดจนสายตาคมอดไม่ได้ที่จะมองอย่างโมโหแล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่นัก
“จะเอาอะไร”เสียงต่ำนุ่มลึกแต่แฝงด้วยความน่ากลัวถามออกมา
“อื้อ อื้อ”เขาแกะผ้าปิดปากออกก่อนจะถามด้วยความรำคาญ
“จะไปไหนคุณคุณจะพาฉันไปไหน”
“นรก”