ตอนที่ 6 โลกภายนอก
ในนิยายมีเขียนไว้มารดาของพระเอกเป็จอมอาคมที่ค่อนข้างลึกลับ
ก่อนนางสิ้นใจได้ลงอาคมปกป้องเรือนไม้ไผ่หลังนี้ไว้ไม่ให้สิ่งชั่วร้าย สัตว์อสูรหรือใครหลงเข้าไปในเขตบริเวณเรือนพักได้
หานซีหนิงเคยอ่านเจอในนิยายเขตอาคมมีสี่ระดับ คือ ศิลา นิล พสุธา ์ แต่ละระดับมีสิบขั้นและเขตอาคมที่สามารถอำพรางสถานที่หนึ่งได้กว้างขวางทั้งูเาโดยที่ไม่มีสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตใดหลงเข้าไปได้เลยก็คงมีแต่ระดับ์ขั้นหนึ่งเท่านั้น
มิน่าสิบกว่าวันที่ผ่านมาหานซีหนิงถึงไม่พบใครทั้งที่เธอเดินสำรวจป่าทุกทิศจนทั่ว แท้จริงแล้วเธอไม่ได้เดินออกจากเขตอาคมเลยภายในป่าก็ไม่มีสัตว์ดุร้ายโผล่มาให้เห็น มีแต่ของกินที่อุดมสมบูรณ์ทั้งยังมีละอองหมอกหลากหลายสี ลอยวนล้อมรอบต้นพืชเ่าั้
หานซีหนิงคิดได้เช่นนั้นก็รู้สึกรักท่านแม่ที่จากไปมากเธอเดินไปบนถนนสายเล็กที่โล่งเตียนลงจากูเาตรงไปยังหมู่บ้านที่สามารถมองเห็นหลังคาเรือนและควันไฟแต่ไกล
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อหานซีหนิงก็เข้ามาในหมู่บ้าน พบผ่านผู้คนก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม พวกเขาเรียกเธอว่า 'ซีหนิง' บ้างก็... 'หนิงเอ๋อร์' ดูแล้วนิสัยของเธอไม่น่าจะแตกต่างจากซีหนิงคนก่อนมากนัก
หานซีหนิงเอ่ยตอบรับอย่างอบอุ่นเด็กหญิงยิ้มกว้างตลอดทาง พวกเขาล้วนไม่มีใครแปลกใจที่เห็นตัวเธอสะอาดสะอ้านทว่าผมกลับสั้นกุด เพราะดูอย่างไรก็ยังเป็ซีหนิงจะกละชอบทำตัวแปลกประหลาดคนเดิม
หานซีหนิงควรภูมิใจดีหรือไม่
เธอถามชาวบ้านคนหนึ่งว่าลุงฉีอยู่ที่ใดก็ได้รับคำตอบว่าเขาเมาสุราจนหัวราน้ำอยู่ที่โรงพนัน
เดินไปตามคำที่ชาวบ้านผู้นั้นเล่าในที่สุดเธอก็พบลุงฉี
เป็อย่างที่คิดไว้ชายผู้นี้มีใบหน้าและชื่อเหมือนลุงฉีคนที่คอยดูแลเธอกับพี่ชายในโลกก่อนจริงๆ...คุณลุงขับรถคนนั้น
จะว่าไปหานซีหนิงก็รู้สึกแปลกใจในหลายเื่ตัวบุคคลในโลกนี้เหมือนกับคนในโลกก่อนมากดูจะเกี่ยวข้องกันไม่เื่ใดก็เื่หนึ่ง
"ลุงฉีเ้าคะ"
ฉีชวนครางฮืออย่างขัดใจเกาศีรษะยิกๆ ฝืนปรือดวงตารีเล็กขึ้นมอง เห็นเด็กชายผมสั้นกุด ไม่ๆ นางคือเด็กหญิง"อ้อ... ซีหนิงเองรึ?" ฉีชวนลุกขึ้นนั่งก่อนจะเสียการทรงตัวเอียงล้มไปด้านข้าง
จากนั้นเขาก็หัวเราะเอ่ยเสียงอ้อแอ้"หิวรึ มาๆ แม่หนูซีหนิง วันนี้ลุงมีไก่ป่าแกล้มเหล้า เอ้า!กินให้อร่อย"
เขายื่นขาไก่ให้หานซีหนิงเธอขมวดคิ้วเล็กบนใบหน้า ก่อนจะมองไปรอบๆไม่ได้คิดจะยื่นมือไปรับขาไก่ชิ้นนั้นมาแต่อย่างใด
ยามนี้ลุงฉีนอนเมาสุราอยู่บนตั่งไม้ไผ่หน้าโรงพนันผู้คนเดินเข้าเดินออกอาคารไม้หลังเก่าแห่งนี้อยู่ตลอด เสียงโห่ร้องเฮฮาสมใจบ้างผิดหวัง ดังออกมาจากด้านในไม่ขาดสาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มอมเมาผู้คน สร้างความสุขได้เพียงชั่ววูบแต่หมดตัวนั้นของแท้
หานซีหนิงเรียกลุงฉีหลายครั้งะโเสียงดังจนเจ็บคอ นานทีเดียว เธอถึงดึงแขนลุงฉีกลับบ้านได้สำเร็จ
ฉีชวนเดินเซซ้ายขวากอดขวดน้ำเต้าสีดำที่ใช้บรรจุเหล้าผสมน้ำจนเจือจางเดินกลับไปด้วยเมื่อหานซีหนิงถามว่าเรือนของเขาอยู่ที่ใด อีกฝ่ายก็ตอบเธอมั่วซั่วจนหานซีหนิงปวดหัว เฮ้อ...ในที่สุดก็ถึงสักที
หานซีหนิงใช้น้ำเย็นเทรดหน้าลุงฉีให้เขาสร่างเมาฉีชวนส่ายหน้าอย่างมึนงง ก่อนจะยันแขนกับพื้นแล้วลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นหานซีหนิงยืนถือถังน้ำในมือ สีหน้าของเขาก็พลันเศร้าซึม คงจะนึกถึงมารดาของเด็กตรงหน้าอีกแล้ว
ร่างเล็กๆเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด ก้มหน้าคอตกอย่างท้อแท้
หลายวันต่อจากนั้นหานซีหนิงวิ่งไปวิ่งมาระหว่างเรือนไม้ไผ่บนเขากับหมู่บ้านแรงงานด้านล่าง
คนที่นี่ส่วนใหญ่แล้วปลูกพืชผักสวนครัวกินเองมีผักแลกผัก มีไข่แลกไข่ พึ่งพาอาศัยอยู่กันอย่างสงบสุข่กลางวันก็จะทำงานที่หัวหน้าหมู่บ้านมอบหมายแต่ละครัวเรือนจะมีที่ดินหนึ่งในสามส่วนสำหรับปลูกพืชสมุนไพรมีทั้งพืชสมุนไพรที่หายาก และที่พบเห็นได้ง่ายตามธรรมชาติพวกเขาดูแลมันราวกับเป็สิ่งล้ำค่า
หานซีหนิงกลัวจะเดือดร้อนจึงไม่กล้าย่างกรายเฉียดเข้าใกล้ไร่สมุนไพร
ทุกวันหานซีหนิงจะมานั่งพูดคุยกับลุงฉีทำให้เธอเข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้มากขึ้น นอกจากผักสมุนไพรที่เธอพบเห็นแล้วยังมีสัตว์เลี้ยงอีกมากที่คนที่นี่ต้องดูแลราวกับว่ามันคืองานที่ต้องทำเพื่อแลกเงินก็ไม่ผิด
หมู่บ้านนี้ค่อนข้างกว้าง ทิศเหนือใต้ และตะวันตก ล้วนเป็ป่า ป่า ป่ามรณะ ป่าอสูร ป่าเขียวขจี ฉีชวนเล่าว่า
เมื่อก่อนเขาเคยเป็ผู้ฝึกยุทธ์ในโลกใบนี้มีระดับพลังยุทธ์อยู่แปดระดับ ระดับแรกคือกายหยาบระดับที่สองที่สามและที่สี่ต่อจากนั้นคือ ก่อกำเนิดปราณยุทธ์ รวมจิติญญาและศักดิ์สิทธิ์ เหนือกว่านั้นก็มีระดับปฐี เมฆา นภา และ์แต่ละระดับมีสิบขั้น
"ในแคว้นเทียนมีผู้เยี่ยมยุทธ์ระดับเมฆาอยู่สามคน สองคนในนั้นไม่ยุ่งทางโลก ล้วนอยู่ในวังเป็พระอาจารย์สอนเหล่าเชื้อพระวงศ์... ส่วนอีกคนนั้น หึๆ อย่าพูดถึงดีกว่าเดี๋ยวจะล่วงเกินท่านผู้นั้นโดยไม่ตั้งใจ คงไม่ใช่เื่ดี"
หานซีหนิงได้ฟังลุงฉีเล่าก็รู้สึกตื่นเต้นมาก
"ท่านลุง!เช่นนั้นหนิงเอ๋อร์ฝึกพลังยุทธ์ได้ใช่หรือไม่?"
ฉีชวนได้ฟังเด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้ากระตือรือร้นภายในอกก็รู้สึกสุขล้นตามไปด้วย แต่น่าเสียดาย... เขาเอ่ยเสียงเศร้า "หากเ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านเชียงหยุนแห่งนี้อนาคตก็นับว่าสามารถฝึกพลังยุทธ์ได้อย่างอิสระ"
"เพราะเหตุใดเ้าคะ"เธอก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ดูจะเคร่งกฎอย่างมาก ทั้งยังเป็สิ่งต้องห้ามแม้แต่หานเซ่ออี้ยังลักลอบฝึกพลังยุทธ์
"ที่นี่เป็หมู่บ้านแรงงานมีหน้าที่ดูแลป่าอสูรเขตเจ็ดของแคว้นเทียนโดยเฉพาะ ป้องกันไม่ให้คนนอกบุกรุกฟังเหมือนมีเกียรติ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำงานแลกเงินดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ฝึกพลังยุทธ์ตายไปก็เป็ได้แค่อาหารของสัตว์อสูรเท่านั้น"
ตัวเขาถูกจับได้ว่าแอบฝึกพลังยุทธ์สุดท้ายก็ถูกหัวหน้าหมู่บ้านทำลายบ่อกำเนิดปราณยุทธ์จนหมดสิ้นตอนนี้จึงไม่สามารถฝึกพลังยุทธ์ได้อีก
ฉีชวนจูงมือหานซีหนิงมายังทิศเหนือของหมู่บ้านเดินผ่านแผ่นหินที่สลักอักษร 'ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นคือาา' หานซีหนิงอ่านมันออกทว่ามือยังถูกฉีชวนจูงไปทางทิศป่าอสูรเขตเจ็ด
เวลานั้นฉีชวนยกมือชี้ให้หานซีหนิงดูตรงทางเข้าป่าอสูรมีกำแพงหนาสีขาวสูงลิ่ว และประตูรั้วบานใหญ่รอบนอกมีชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบสีดำแถบน้ำเงินเฝ้ายามอยู่อย่างแ่า
"ผู้คุ้มกันเหล่านี้ระดับพลังยุทธ์ไม่ต่ำกว่าจิติญญาขั้นห้าขึ้นไป คนที่จะเข้าไปล่าสัตว์อสูรข้างในได้นอกจากต้องมีเงินแล้ว ต้องมีใบอนุญาตฝึกพลังยุทธ์อีกด้วย จะของปลอมก็ไม่ได้"
ทันใดนั้นประตูใหญ่ั์บานนั้นก็เปิดออก
หานซีหนิงขมวดคิ้วมองขบวนสัตว์อสูรที่ถูกขนออกจากกำแพงฝั่งด้านในของป่าทุกกรงขังบนรถลากถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีดำ เสียงคำรามดังกึกก้องทั่วบริเวณ
หลังจากได้ฟังลุงฉีหานซีหนิงก็เพิ่งรู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีพลังปราณให้ซึมซับในอากาศแต่ต้องล่าสัตว์อสูร เพื่อใช้ผลึกของมันซึมซับพลังในการเลื่อนขั้นดังนั้นผู้ที่ดูแลสัตว์อสูรโดยตรงจึงไม่มีสิทธิ์ฉกฉวยเอาผลประโยชน์นี้เข้าตัวซึ่งถ้าหากไม่ใช้ผลึกอสูรก็ต้องเป็หินิญญา พืชิญญา สัตว์ิญญา ผลึกิญญาหรือสถานที่ลี้ลับที่ร้อยปียากจะปรากฏ
คิดดูแล้วความต่างชั้นระหว่างคนรวยกับคนยากจนค่อนข้างห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
หานซีหนิงคิดว่า หากเธอมีเงินและซื้อหินิญญาให้หานเซ่ออี้ฝึกพลังยุทธ์ได้ เช่นนั้นเขาก็จะไม่ต้องขายเธอใช่หรือไม่
ราวกับพบทางสว่างหานซีหนิงยิ้มถามลุงฉีอย่างมีความหวัง "ท่านลุง หินิญญาที่ท่านว่าหนึ่งก้อนต้องใช้เงินซื้อเท่าไรเ้าคะ"
ฉีชวนคิดว่าคำถามของหานซีหนิงช่างไร้เดียงสานัก"หนึ่งพันเหรียญทอง"
หานซีหนิงยังไม่รู้จักค่าเงินของโลกใบนี้เธอจึงถามต่อ ซึ่งก็ได้ความรู้ใหม่มาละเอียดยิบ ทำเอาเด็กหญิงอ้าปากตะลึงค้าง
"ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเรามีให้ใช้แค่เงินขาวกับเงินดำสูงกว่านั้นก็คือเหรียญทองแดง เหรียญเงิน และเหรียญทอง"
ลุงฉียังเอ่ยต่อว่า...'หนึ่งพันเงินขาว' เท่ากับ 'หนึ่งเหรียญทองแดง' ส่วน 'หนึ่งร้อยเงินดำ' ถึงจะเท่ากับ 'หนึ่งเหรียญทองแดง'
ค่าเงินทองแดงคือเงินขั้นต่ำสุดที่ผู้คนภายนอกใช้กันดังนั้นจึงเป็เื่ที่ยากมากที่คนชนชั้นแรงงานจะไถ่ตัวเองออกจากรายชื่อแรงงานที่หัวหน้าหมู่บ้านรับผิดชอบและนำเงินที่ได้ไปซื้อใบอนุญาตฝึกยุทธ์ ซื้อสิทธิ์ในการปลุกพลังสายเืซื้อทรัพยากรในการฝึก
ในโลกของชนชั้นแรงงานการจะมีเงินเหรียญทองแดงไว้สักเหรียญนั้นเป็เื่ที่ไกลเกินเอื้อมยิ่งแค่เงินขาวเงินดำจะเก็บให้ถึงหนึ่งพันหรือหนึ่งร้อยโดยไม่กินไม่ใช้เท่านั้นก็แทบรากเืแล้ว
ผลไม้ข้างนอก หนึ่งลูกคือราคาสามเหรียญทองแดง 'หนึ่งพันเหรียญทองแดง' ถึงจะเท่ากับ 'หนึ่งเหรียญเงิน' และ 'หนึ่งร้อยเหรียญเงิน' ก็เท่ากับ 'หนึ่งเหรียญทอง'
"แม่หนูซีหนิงเ้าคิดว่าชาตินี้จะซื้อหินิญญาในราคาหนึ่งพันเหรียญทองได้หรือไม่"
หานซีหนิงยิ้มไม่ออกแต่เมื่อคิดว่า "พวกเราก็เอาผลไม้ไปขาย หนึ่งลูกได้เงินสามเหรียญทองแดงเช่นนั้นก็มากกว่าเงินขาวเงินดำตั้งไม่รู้กี่เท่า"โลกก่อนหานซีหนิงเติบโตมากับสกุลเงิน เื่อัตราแลกเปลี่ยนเงินและการคำนวณฟังลุงฉีพูดเพียงครั้งเดียวเธอก็เข้าใจแล้ว
"เช่นนั้นเ้าก็ต้องมีใบอนุญาตค้าขายหนึ่งร้อยเหรียญเงินและต้องต่ออายุสิบเหรียญเงินทุกปีกิจการขยายใหญ่ก็ต้องจ่ายค่าคุ้มครองมากเท่านั้น"
หานซีหนิงแทบกระอักเื"ท่านลุง พวกเราหนีไปจากแคว้นนี้กันเถอะเ้าค่ะ"
ฉีชวนหัวเราะพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กหญิงอย่างเอ็นดูมือใหญ่เหี่ยวย่นปัดไปตามเส้นผมสั้นกุดของเธอ "เช่นนั้นเ้ากับข้าก็ต้องมีใบอนุญาตออกจากแคว้น"
บัดซบ!
เป็ผู้ใดที่คิดใบอนุญาตนี้ขึ้นมา...อ้า...นักเขียนไทยที่นามปากกาพิลึกผู้นั้นแน่เลย
ฉีชวนเอ่ย"อยู่ที่นี่พวกเ้าจะปลอดภัยในเมื่อเป็ชนชั้นแรงงานที่ขึ้นทะเบียนรายชื่อผูกติดกับตระกูลเจียงพ่อค้าทาสหน้าเืไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลใหญ่เช่นนี้ได้แน่นอนดังนั้นที่ทุกคนยังอยู่และใช้ชีวิตที่นี่อย่างปลอดภัยก็เพราะได้อิทธิพลของตระกูลเจียงคอยคุ้มครอง"
"ท่านพูดถึงตระกูลเจียงด้วยเหตุใดเ้าคะ"หานซีหนิงรู้สึกใจหวิว
"ป่าอสูรเขตเจ็ดเป็สิทธิ์สัมปทานในของตระกูลเจียง หมู่บ้านเชียงหยุนคือหนึ่งในยี่สิบกว่าหมู่บ้านที่อยู่ในความดูแลของตระกูลเจียง..."
หานซีหนิงอ้าปากพะงาบ"มะ...แม่ง!"
"หือ?" ฉีชวนเลิกคิ้วไม่เข้าใจว่าคำอุทานของหานซีหนิงหมายถึงอะไร
เด็กหญิงหลุบตามองต่ำในใจคิด...ชนชั้นแรงงานก็ทาสตระกูลเจียงนั่นแหละ เพียงแต่เรียกให้ดูดีกว่าและมีอิสระกว่าพวกที่ได้ชื่อว่าเป็ทาสตรงๆ
หานซีหนิงรู้สึกว่าอนาคตของเธอช่างมืดมนนัก