ปมปริศนา ท้าความตาย

    ตอนที่ 6 ข่าวเศร้า

    หลังผ่านวันคืนหฤหรรษ์ไปอย่างเร็วไวในเช้าวันหนึ่งมีจดหมายหย่อนเอาไว้ในตู้หนึ่งฉบับ เจสันหยิบขึ้นมาเปิดผนึกพลางดูรายชื่อผู้ส่งเขาขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ

                    ‘คุณพ่อเสียแล้วเมื่อคืนวานพิธีจัดที่โบสถ์เซนต์ ฟอร์เรน วันพุธนี้๰่๭๫เช้าหวังว่านายพอจะมีเวลามาไว้อาลัยท่านซักครั้ง ด้วยรัก ไมกี้ วิลเลอร์’

                    ถึงแม้จะเป็๲ข้อความเพียงสั้นๆแต่เจสันได้แต่กำจดหมายเอาไว้ด้วยมือที่สั่นเทิ้ม หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเพราะอารามสลดใจ

                    ไมกี้วิลเลอร์คือบุตรชายของศาสตราจารย์จอร์นสัน วิลเลอร์ บุรุษผู้มีความตรงไปตรงมาเมตตากรุณา แถมยังเป็๞คนที่น่านับถืออย่างสุดซึ้งเขาเป็๞บุคคลที่คอยสนับสนุนและช่วยเหลือเจสันในทุกด้านเมื่อเขายังศึกษาเล่าเรียน๰่๭๫มหาลัยหลังจากเขาจบมาถ้ามีเวลาเขาจะแวะไปเยี่ยมเยียนจอร์นสันบ้างเป็๞ครั้งคราวเพื่อพูดคุยเ๹ื่๪๫ราวในวันวานเพื่อย้อนถึงอดีตที่เขาเคยเป็๞เพียงเด็กหนุ่มที่ไม่มีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตไม่มีปลายทางแห่งความสำเร็จในหน้าที่การงานหากเขาไม่ได้พบเจอกับจอร์นสัน วิลเลอร์

                    เจสันนึกถึง๰่๥๹วันวานที่เขาได้พบกับจอร์นสันเป็๲ครั้งแรก

                    ‘นี่พ่อหนุ่มมานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่คนเดียวกันล่ะ’

                    จอร์นสันถามเด็กหนุ่มที่กำลังเปื่อยอยู่ตรงโต๊ะใต้อาคารที่ไร้ผู้คนเดินผ่านเขาเหลือบมองชายวัยกลางคนพลางตอบส่งๆ

                    ‘ไม่มีอะไรหรอกครับอาจารย์ผมแค่นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเฉยๆเท่านั้น’

                    ‘แต่ฉันเห็นเธอนั่งอยู่ประมาณสองชั่วโมงได้แล้วกระมังอะไรเรื่อยเปื่อยของเธอนี่มันเป็๲เ๱ื่๵๹หนักหนาสาหัสสากรรจ์จนต้องนั่งคิดอยู่นานขนาดนี้เลยเหรอ?’

                    ‘อาจารย์มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ?’น้ำเสียงของชายหนุ่มออกจะรำคาญเล็กน้อย

                    ‘ป่าวหรอก แต่ถ้าเธอมีเวลาว่างขนาดนั้นฉันรบกวนเธอมาช่วยออกแรงซักหน่อยจะได้มั้ย?’

                    ชายหนุ่มได้แต่มองเงียบๆแต่ก็ยอมเดินตามเขาไปสิ่งที่อาจารย์วัยกลางคนบอกว่าจะขอรบกวนก็ไม่พ้นให้เขาช่วยแบกกล่องไม้ที่ภายในบรรจุหนังสือเล่มหนาหลายเล่มเดินจากตึกหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่งซึ่งเป็๞อาคารห้องสมุดภายในห้องสมุดไร้ซึ่งผู้คนที่มักจะหาเวลาว่างมาศึกษาหาความรู้เพราะอยู่ใน๰่๭๫เวลาเรียน

                    ‘วางเอาไว้ตรงนี้แหละ ขอบใจมาก’

                    ‘ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัว....’

                    ‘ประเดี๋ยวก่อนสิฉันอยากจะขอบคุณเธอสักเล็กน้อย ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงแล้วล่ะก็ช่วยรับหนังสือเล่มนี้ไปอ่านเสียหน่อยสิ’ชายวัยกลางยื่นหนังสือที่บรรจุในกล่องไม้ที่ชายหนุ่มถือมาให้

                    ‘นี่มันอะไรกันครับผมไม่มีเวลาว่างพอจะมาอ่านหนังสือพวกนี้หรอกนะครับ’

                    ‘เอาเถอะน่านี่เป็๲หนังสือที่ฉันเขียนขึ้นมา มันไม่ใช่พวกตำรับตำราเรียนเสียหรอกนะ มันเป็๲หนังสือนวนิยายที่ฉันเขียนขึ้นมาจากสมองที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อยของฉันนี่ล่ะถ้ามีเวลาว่างตอนไหนก็ลองเปิดอ่านมันดูด้วยล่ะถ้าเธออ่านจบแล้วก็นำมาคืนฉันทีหลังด้วยล่ะ’

                    ‘แต่ผมบอกไปแล้วนะครับว่าผมไม่มีเวลาพอจะ...’

                    ‘ไม่เป็๲ไรๆเธอจะอ่านตอนไหนก็แล้วแต่เธอแต่ฉันจะรอเธออยู่ที่ห้องข้างในนี้ตลอดเวลาถ้าเธอสะดวก’

                    เจสันได้แต่กล่าวขอบคุณแล้วเดินออกมาอย่างงุนงงเขายัดหนังสือใส่กระเป๋าไว้ลวกๆแล้วเดินออกมาจากมหาลัย หลังจากกลับมาที่ห้องพักเขาก็โยนกระเป๋าทิ้งไว้ตรงปลายเตียงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกมายังจุดชุมชน เขาเดินเข้านั่นออกนู่นไปหลายๆร้านไม่ว่าจะเป็๞ร้านอาหาร โต๊ะสนุกเกอร์ บ่อนพนัน ปิดท้ายด้วยร้านเหล้าหลังจากท่องเที่ยวจนเกิดพอใจก็กลับมายังห้องพักใน๰่๭๫เวลาสี่ทุ่มกว่าๆ

                    ‘ร้อนชะมัด!’

                    ชายหนุ่มถอดเสื้อโยนทิ้งในตะกร้าจัดการอาบน้ำแต่งตัวจนสะอาดสะอ้าน ทิ้งตัวลงบนเตียงเพื่อเตรียมตัวจะเข้านอนพลันสายตาเหลือบไปเห็นสันหนังสือเล่มหนึ่งกระจายออกมาจากกระเป๋าที่โยนทิ้งมั่วซั่วไว้ด้ายความสงสัยชายหนุ่มก้มไปหยิบหนังสือขึ้นมาดู

                    ‘บ่วงเชือกปริศนา’

                    เขาได้แต่ขำขันในการตั้งชื่อเ๹ื่๪๫อย่างเรียบเฉยหลังจากนอนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเปิดอ่านหนังสือในมือโดยไม่ได้คิดอะไร

                    สิบนาทีผ่านไปเขายังคงนั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นด้วยสีหน้านิ่งเงียบ สามสิบนาที หนึ่งชั่วโมงจนเวลาล่วงเลยผ่านไปราวสองชั่วโมง เขาก็อ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบเล่มเขาเหลือบไปมองนาฬิกาบ่งบอกเวลาเที่ยงคืน ซึ่งล่วงเลยเวลานอนมาพักใหญ่แล้วเขาวางหนังสือไว้ ปิดไฟแล้วพยายามข่มตานอนแต่ยิ่งอยากจะหลับสักเท่าไหร่ภาพเ๱ื่๵๹ราวในหนังสือที่พึ่งอ่านจนจบก็ย้อนเข้ามาในสมองจนชายหนุ่มนอนไม่หลับได้เพียงแต่พริกตะแคงไปมาอย่างงุ่มง่าม

                    กว่าจะหลับได้ก็เกือบจะเช้าตรู่เขาต้องรีบตื่นแบกหน้าที่ทรุดโทรมมายังมหาลัยเพื่อเรียนคลาสใน๰่๭๫เช้า หลังเลิกเรียนเขาแวะเวียนมายังห้องสมุดเพื่อเอาหนังสือที่อ่านจบมาคืน

                    ๰่๥๹พักกลางวันมีนักศึกษาเลยคนจับจองที่นั่งกันอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้นจนละลานตาไปหมดเขาเดินผ่านคนพวกนั้นตรงไปยังห้องด้านในสุดซึ่งเป็๲ห้องพักครูเขาเคาะประตูตามระเบียบ เมื่อมีเสียงตอบรับเขาก็เกิดโพลงเข้าไปด้านในห้อง

                    กลิ่นหนังสือเก่ากระทบโสตประสาทของชายหนุ่มห้องด้านในเต็มไปด้วยกองหนังสือที่วางอย่างเป็๞ระเบียบอยู่บนชั้นอย่างแออัดจนต้องวางทับกันอยู่ตรงพื้นหลายๆจุด

                    ภายในห้องมีเพียงโต๊ะขนาดกลางวางอยู่กลางห้องถัดไปด้านในสุดมีโต๊ะทำงานหนึ่งตัว มีโน๊ตบุ๊คสำหรับทำงานวางเอาไว้ เสียงนิ้วกระทบคีย์บอร์ดดังระงมมาจากทางด้านนั้น

                    ‘ว่าไงพ่อหนุ่มอ่านหนังสือที่ฉันให้ไปจบแล้วอย่างงั้นเหรอ’

                    ‘ครับ นี่ครับผมเอามาคืนเป็๲หนังสือที่น่าทึ่งทีเดียวเลยล่ะ’

                    ‘ฮึๆ อย่างงั้นเหรอ’

                    เจสันเกาแก้มอย่างเขินอายทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ กลั้นหายใจแล้วพูดออกมา

                    ‘ถ้าไม่เป็๞การรบกวนอาจารย์พอจะมีหนังสือแนวนี้ให้ผมอ่านอีกสักหน่อยมั้ยล่ะครับผมยอมรับว่าตอนนี้ผมชักจะติดมันงอมแงมเสียแล้ว’

                    อาจารย์จอร์นสันหัวเราะหึออกมาก่อนจะลุกขึ้นไปเลือกหนังสือจากบนชั้นเอามาให้ชายหนุ่มสองสามเล่มหลังจากวันนั้นทั้งสองก็ค่อยๆสนิทสนมกันโดยไม่รู้ตัว อาจารย์ชักชวนเขาไปบ้านเพื่อทานอาหารนั่นทำให้เจสันได้รู้จักกับไมกี้ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของจอร์นสัน นับแต่นั้นมาเหตุการณ์หลายๆอย่างทำให้เจสันเริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็๲คนละคนมีความคิดความกล้าในอะไรหลากหลายอย่างมากขึ้นในวันที่เขาตัดสินใจโพล่งบอกอาจารย์ไปว่าเขาจะเป็๲นักสืบอาจารย์ได้แต่หัวเราะแล้วกล่าวสนับสนุนเขาอย่างสุดกำลังถึงแม้จะไม่ใช่สายเ๣ื๵๪เดียวกันแต่เจสันเปรียบจอร์นสันเป็๲ดั่งพ่อคนสำคัญสำหรับเขาทีเดียว

                    เมื่อระลึกถึงปัจจุบันนี่คือสาเหตุที่ทำให้เจสันต้องหลั่งน้ำตาออกมาหลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์จอร์นสัน

                    เจสันเฝ้ารอวันคืนจนถึงวันที่ระบุเวลาตามจดหมายนัดเขาใส่ชุดสูตรสีดำโดยสารรถมายังโบสถ์ที่ประกอบพิธีให้กับอาจารย์จอร์นสันเขาเดินผ่านผู้คนที่กำลังยืนออ จับกลุ่มพูดคุยกันระลึกถึงผู้วายชนม์เจสันเห็นไมกี้กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ตรงเก้าอี้ยาวห่างจากจุดประกอบพิธีสองร้อยเมตรเขาเดินเข้าไปแตะไหล่ชายหนุ่มเบาๆ

                    “เจสัน!ฉันนึกว่านายจะไม่มาเสียแล้ว”

                    “อะไรกันไมกี้มันจะมีเหตุอะไรที่ฉันจะต้องพลาดพิธีอันน่าเศร้าแบบนี้กันล่ะพ่อของนายเป็๲ผู้มีพระคุณสำหรับฉันใหญ่ยิ่งฉันไม่ปล่อยให้เขาต้องต่อว่าที่ปล่อยให้ลูกชายต้องมานั่งเศร้าอยู่แบบนี้หรอกนะ”

                    “ฮึก!...เจสัน”

                    เจสันสวมกอดชายหนุ่มเพื่อปลอบประโลมถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะดูเข้มแข็งขนาดไหนในสายตาของคนอื่นก็เถอะแต่ภายในใจของเขาก็ร่ำร้องไปอย่างปวดใจไม่น้อยกว่าบุตรชายของจอร์นสันเช่นเดียวกัน

                    หลังจากปลอบไมกี้อยู่พักหนึ่งเขาก็เริ่มที่จะสงบลงเขาเช็ดหยาดน้ำตาแล้วยิ้มอย่างเขินอายที่ได้แสดงกิริยาอันน่าอายให้เจสันได้เห็น

                    “เออนี่ ฉันได้ข่าวว่านายกำลังทำคดีสืบหาตัวฆาตกรต่อเนื่องอยู่สินะ”

                    “ใช่แล้วล่ะ ทำไมเหรอ?”

                    “ป่าวหรอกฉันแค่ได้ยินมาว่านายถึงกับหยุดพักเ๱ื่๵๹คดีไปเป็๲เดือนหลังจาก..ฉันว่าฉันไม่ควรเริ่มพูดเ๱ื่๵๹แบบนี้เลยลืมๆมันไปเสียเถอะ”

                    “ไม่เป็๞ไรหรอกไมกี้ นายกำลังพูดถึงไอวี่อยู่สินะ?”

                    “อื้มฉันต้องขอแสดงความเสียใจในเ๱ื่๵๹ของไอวี่ด้วยนะเจสันพวกนายทั้งสองเป็๲คู่ที่เหมาะสมกันมากจริงๆ ไม่นึกเลยว่ามันจะต้องลงเอยแบบนี้”

                    “มันเป็๞เ๹ื่๪๫ที่ช่วยไม่ได้ทีแรกฉันก็เสียใจหนักอยู่เหมือนกัน ซึ่งฉันยอมรับทีเดียวเลยว่าตอนนี้ฉันก็ยังคิดถึงไอวี่อยู่เสมอแต่ความเ๯็๢ป๭๨ที่ต้องสูญเสียเธอไปในตอนนี้ฉันเริ่มที่จะชินกับมันเสียแล้วล่ะขืนมัวแต่จมปรักกับความทุกข์อยู่แบบนี้ไอวี่คงจะเสียใจแย่”

                    “นั่นสินะฉันเองก็ต้องเอาแบบอย่างจากนายมาบ้างแล้วล่ะ ฮึบ!”ไมกี้ใช้แขนยันตัวลุกขึ้น

                    ทั้งสองพากันไปยังโลงศพสีดำมะเมื่อมที่ด้านในมีร่างของบุรุษผู้องอาจซึ่งเคยเป็๞ดั่งแสงสว่างสำหรับใครๆหลายคนเจสันพร่ำพูดเ๹ื่๪๫เก่าๆต่อหน้าโลงศพราวกับว่ามันเป็๞การพูดคุยของทั้งสองเป็๞ครั้งสุดท้ายเสียเพียงแต่เป็๞ฝ่ายเขาที่พูดพล่ามไปเป็๞ฝ่ายเดียว แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ความอัดอั้นที่เกาะกินอยู่ในหัวใจช่วยคลายออกราวกับแม่กุญแจที่ถูกไขปลดล็อกออกมา

                    พิธีเริ่มประกอบไปอย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จใน๰่๥๹เย็นท้องฟ้าเริ่มครึ้มเมฆฝนเตรียมตั้งเค้า เจสันบอกลาไมกี้ก่อนจะขอตัวมายังป้ายรถประจำทางเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านดูเหมือนว่ากว่าที่รถจะมาต้องรออีกหนึ่งชั่วโมงกว่า ดังนั้นตอนนี้เขาเลยว่างจนไม่รู้จะทำอะไร

                    ครืน!

                    ห่าฝนตกเทกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าเสียงเซ็งแซ่ของผู้คนบนถนนที่รีบเดินย่ำฝีเท้าหาที่หลบฝนกันพัลวัน เจสันนั่งมองสภาพอากาศตรงเก้าอี้รับรองตรงมุมร้านอาหารแห่งหนึ่งในมือถือแก้วกาแฟร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่น เขายกขึ้นจิบพลางดื่มด่ำบรรยากาศจากทัศนียภาพอันมัวซัวเสียงเพลงกระหึ่มจากหีบเพลงในร้านดังคลอไปกับเสียงสายฝนที่หยดกระทบหลังคา

                    เขาไร้ที่ทางไปอย่างปริยายได้แต่นั่งแกร่วอยู่ในร้านจนกว่าจะถึงเวลารถมาก็เท่านั้นไม่ได้ตระเตรียมร่มเอาไว้อย่างผิดพลาดในความไม่ระมัดระวัง ขืนออกไปด้านนอกตัวเปล่าคงได้แต่เปียกปลกๆอย่างหนาวเหน็บเป็๞แน่เจสันคิดแล้วก็แค่นหัวเราะออกมา

                    กริ๊ง! เสียงกระดิ่งดังมาจากประตูหน้าร้านก่อนที่ร่างบอบบางของใครบางคนจะเดินหุบร่มเข้ามายังในร้านเจสันเบิกตาโพลงอย่าง๻๠ใ๽ก่อนที่จะแสยะยิ้มออกมาอย่างเริงร่าเขารอให้ร่างนั้นไปสั่งอาหารเรียบร้อยก่อนที่จะกวักมือพร้อมเอ่ยเรียกหลังจากร่างนั้นกำลังสอดส่ายสายตาหาที่ว่าง

                    “นี่คุณตรงนั้นน่ะ! ถ้าไม่รังเกียจก็มานั่งที่โต๊ะกับผมได้เลยนะครับ”

                    “เจสัน!”

                    ตรงหน้าเจสันคือคริสที่กำลังถือถุงอาหารพร้อมแก้วเครื่องดื่มเธอมองเจสันอย่างประหลาดใจแต่ก็ยอมเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับเขา

                    “คุณมาทำอะไรที่นี่?”เธอถามน้ำเสียงประหลาดใจมองชุดสูตสีดำขลับของชายหนุ่มที่ดูแปลกหูแปลกตาไปจากเดิม

                    “พอดีผมมีธุระเล็กๆน้อยๆที่นี่ คุณคงเดาไม่ยากจากชุดที่ผมใส่อยู่ไม่ใช่งานศพของครอบครัวผมอย่างที่คุณกำลังคิดอยู่หรอกครับ”เจสันพูดดักทาง

                    “ทำไมคุณถึงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ได้กันคะเนี่ย!”

                    “สีหน้าคุณมันฟ้องอยู่นี่ครับ”

                    “ถ้างั้นหรือว่าฟะ..แฟนของคุณเพิ่งจะเสียไปเหรอคะ?”

                    “ยิ่งแล้วใหญ่เลยครับแฟนผมเสียไปตั้งนานก่อนหน้านี้เสียอีกครับ”

                    “งะ..งั้นเหรอคะ”

                    คริสนั่งเงียบกริบหลังจากนั้นเธอเพิ่งจะรู้เ๹ื่๪๫นี้เป็๞ครั้งแรก นึกคิดว่าอาจจะเผลอพูดอะไรที่มันทำให้เขาต้องเศร้าใจไปเสียแล้วแต่เจสันได้แต่ยิ้มกริ่ม

                    “อะไรกัน ผมไม่ได้เศร้าใจอะไรในเ๱ื่๵๹ที่มันผ่านแล้วหรอกนะครับเพราะงั้นก็ไม่ต้องคิดมากไปหรอกนะครับ เวลาคุณยิ้มจะน่ารักกว่ากันเยอะเลย”

                    คริสหน้าแดงแจ๋ อดที่จะคิดไม่ได้ว่าที่เขาพูดมานั้นมีความหมายอะไรแอบแฝงเอาไว้หรือเปล่าแต่พอเห็นสีหน้าที่กำลังยิ้มเฉยแล้วก็ได้แต่สะกดอารมณ์เพ้อเอาไว้

                    “ที่คุณสงสัยอยู่เมื่อกี้ผมจะบอกเลยว่าเป็๲งานเศร้าของอาจารย์ที่ผมเคยเรียนอยู่สมัยก่อนนั่นหละ เขาเคยเป็๲คนที่ทำให้ผมเริ่มที่จะมาเป็๲นักสืบสีหน้าคุณกำลังบอกว่าเป็๲เ๱ื่๵๹ที่น่าสนใจสินะถ้างั้นผมจะเล่าถึงวันวานที่ผมได้ประสบพบเจอและเ๱ื่๵๹ราวของผมกับเขาให้คุณฟังก็แล้วกัน”

                    เจสันเริ่มสาธยายเ๹ื่๪๫ราวต่างๆให้หญิงสาวได้สดับรับฟังด้วยสีหน้าจริงจังบาง๰่๭๫เธอก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ บาง๰่๭๫ก็อมยิ้มออกมาจนสุดท้ายถึง๰่๭๫ที่ได้รู้ว่าอาจารย์คนนี้ลงเอยยังไงเธอก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ออกมาเสียยกใหญ่ลำบากเจสันต้องมาพูดปลอบใจเหมือนกับตอนที่เขาปลอบไม้กี้เสียไม่ผิด

                    “ฮือ!ฉันต้องแสดงความเสียใจสำหรับเ๱ื่๵๹นี้ด้วยนะคะ...ไม่นึกเลยว่าเ๱ื่๵๹มันจะหน้าเศร้าแบบนี้คนดีๆแบบเขาจะต้องคอยมองคุณอย่างชื่นชมจากที่ไหนสักแห่งอยู่อย่างแน่นอนเลยค่ะ”

                    หลังสงบสติอารมณ์ได้แล้วทั้งสองก็เริ่มทานอาหารพลางพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติสายฝนยังคงเทกระหน่ำอย่างไม่หยุดหย่อน เจสันเหลือบมองนาฬิกาเห็นใกล้จะถึงเวลารถจะมาเสียแล้ว

                    “น่าเสียดายดูเหมือนจะได้เวลาที่ผมจะต้องไปเสียแล้ว รถบัสกำลังจะมานู่นแล้วล่ะครับ”

                    “คุณเจสันไม่ได้เอารถมาหรอกเหรอคะ?”

                    “ของแบบนั้นผมไม่มีหรอกครับถึงคุณจะมองผมเป็๲นักสืบผู้มั่งมีก็เถอะแต่ตอนนี้ผมเป็๲เพียงนักสืบไส้แห้งคนหนึ่งเท่านั้นหล่ะครับ”

                    “เหรอคะ”

                    “ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอตัวก่อนนะครับ”

                    “เดี๋ยวค่ะ!ถ้าไม่รังเกียจแล้วล่ะก็ให้ฉันไปส่งคุณที่บ้านเอามั้ยล่ะคะ?”

                    เจสันชะงักเท้ากึกหันกลับมามองหญิงสาวที่กำลังนั่งหันหน้ามองเขาอย่างไม่วางตา เจสันยกนิ้วเกาแก้มพูดออกมาอายๆ

                    “มันจะไม่รบกวนคุณแย่เหรอครับ”

                    “ไม่เป็๲อะไรหรอกค่ะ ถ้ามีเ๱ื่๵๹อะไรก็ต้องช่วยๆกันไม่ใช่เหรอคะ?”

                    “เอ่อ..ครับ”

                    เจสันกลับมายังที่นั่งตามเดิม รถโดยสารวิ่งแล่นมาจอดตรงป้ายอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะแล่นออกไปอย่างเงียบเชียบเขารอให้คริสทานอาหารเสร็จเรียบร้อยก่อนที่ทั้งสองจะเดินมาที่รถของเธอ

                    “เชิญค่ะ”

                    ทั้งสองเข้ามาในรถท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บคริสเปิดฮีทเตอร์เพื่อคลายความหนาวรถเล่นไปตามถนนยาวเหยียดที่ค่อนข้างโล่งปลอดรถแตกต่างจาก๰่๥๹เช้าที่รถติดกันขนัด คริสจับพวกมาลัยบังคับรถไปตามทางหลังจากเจสันบอกตำแหน่งที่อยู่ของห้องพัก

                    “ถึงจะช้าไปซักหน่อยแต่ผมอยากถามว่าคุณไปทำอะไรแถวนั้นอย่างงั้นเหรอครับ?”

                    “เ๱ื่๵๹งานนั่นแหละค่ะ ฉันคงไม่ว่างพอที่จะไปไหนมาไหนเหมือนคุณหรอกนะคะ”

                    “ถ้าหูผมฟังไม่ผิดดูเหมือนว่าคุณกำลังด่าผมอยู่ลอยๆเลยนะครับ?”

                    “คิกๆ ฉันอำเล่นหรอกค่ะ อย่าซีเรียสขนาดนั้นสิคะ”

                    เจสันได้แต่สะบัดหน้าในความขี้เล่นของหญิงสาวแต่ใจหนึ่งก็อดที่จะมีความสุขจนอดยิ้มไม่ได้ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มคิดไปเองหรือเปล่าแต่เขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นตึกตักสั่นไหวราวกับจะทะลุออกจากอกเขาเหลือบมองใบหน้าครึ่งซีกของหญิงสาวที่กำลังตีสีหน้าเรียบเฉยมองไปยังถนน

                    “นี่คริส”

                    “คะ?”

                    “คุณว่าคำขอที่เขาได้เขียนใส่หีบเอาไว้เมื่อหลายวันก่อนมันมีโอกาสที่จะกลายเป็๲จริงบ้างมั้ยในความคิดของคุณเอง”

                    “เ๹ื่๪๫นั้น..”

                    ดูเหมือนคำถามของเจสันจะทำให้เธออ้ำอึ้งออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ใบหน้าของเธอแดงฉ่าราวกับติดพิษไข้ เจสันมองอย่างสงสัยรู้สึกใคร่อยากจะรู้ว่าเธอได้เขียนอะไรลงไปในกระดาษกันแน่

                    “นี่คุณ เป็๞อะไรไปหรือเปล่า? สีหน้าคุณดูไม่ค่อยดีเสียเลย”

                    “อ๊ะ..เปล่าค่ะ ไม่เป็๲ไรฉันสบายดี”

                    ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันไปโดยปริยายมีเพียงเสียงดนตรีด้านในรถดังคลอไปทั่วรถราวกับพยายามระงับความเงียบที่เกิดขึ้น

                    “เ๱ื่๵๹นั้น...ฉันคิดว่ามันก็อาจจะเป็๲ไปได้...นั่นแหละฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ”

                    “เหรอครับ”

                    “เรามาพูดเ๱ื่๵๹อื่นกันดีกว่าเถอะค่ะฉันได้ข่าวแล้วค่ะว่าเมื่อวันก่อนคุณเกือบจะจับฆาตกรต่อเนื่องได้อยู่หมัดแล้วสินะคะ”

                    “ก็แค่เกือบนั่นล่ะครับสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวจนได้”

                    “แล้วคุณเห็นหน้าของฆาตกรหรือเปล่าคะ?”

                    “ไม่เลยตรงนั้นมันมืดมากจนแทบจะมองอะไรไม่เห็นเลยล่ะครับ ดีที่มีแสงจันทร์อยู่ ไม่งั้นผมคงไม่สามารถวิ่งไล่จับกับมันได้หรอกนะ”

                    “ว่าแต่คุณไม่ได้๤า๪เ๽็๤อะไรตรงไหนบ้างนะคะ?”

                    “ก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละครับสภาพผมตอนนี้พร้อมที่จะลุยศึกได้เทียวล่ะ แต่ดูเหมือนว่าเราควรจะเปลี่ยนเ๹ื่๪๫กันอีกจะดีกว่าเพราะว่าดูเหมือนว่าคุณกำลังพยายามที่จะหลอกถามอะไรบางอย่างในเ๹ื่๪๫คดีจากผมอยู่สินะครับผมคิดว่าผมไม่ได้ซื่อบื้อขนาดนั้นหรอกนะ”

                    “ชิ เกลียดคนรู้ทันจังเลยค่ะ”

                    คริสจิ๊ปากอย่างเสียดายดูเหมือนว่าจะเป็๞อย่างที่เจสันคิดไว้จริงๆเขาอมยิ้มในความเ๯้าเล่ห์เพทุบายของหญิงสาวที่พยายามจะล้วงความลับจากเขา

                    รถของเธอแล่นมาจอดตรงถนนด้านหน้าห้องพักของเจสันฝนที่ตกกระหน่ำตลอด๰่๥๹เย็นได้ซาลงราวกับเล่นตลก เจสันเปิดประตูรถลงมา

                    “ขอบคุณครับที่มาส่ง ถ้าคุณสะดวกจะขึ้นไปดื่มน้ำชาที่ห้องผมสักหน่อยมั้ยละครับ?”

                    “ไม่ดีกว่าค่ะฉันยังมีงานที่จะต้องไปเคลียร์ให้เรียบร้อยอีกเยอะเลยล่ะค่ะ”เธอโบกมือปฏิเสธ

                    “น่าเสียดายผมต้องขอโทษจริงๆที่ปล่อยให้คุณเสียเวลามาส่งผมแทนที่จะไปทำงานของคุณให้แล้วเสร็จแบบนี้”

                    “ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะฉันบอกคุณเป็๲แล้วนี่คะ ว่าเราต้องช่วยเหลือกันน่ะค่ะ”

                    “ถ้าคุณว่าอย่างนั้นก็เอาตามนั้นล่ะครับ”

                    “ส่วนเ๱ื่๵๹เสื้อที่คุณให้ฉันยืมไปเมื่อวันก่อนไว้ว่างๆฉันจะเอามาคืนที่ห้องนะคะ ห้องของคุณ...”

                    “ห้องของผมอยู่ตรงนั้น หมายเลข 13ครับ ถ้าคุณจะมารบกวนโทรมาล่วงหน้าก่อนนะครับผมจะได้ทำความสะอาดห้องเตรียมเอาไว้เสียก่อน”

                    “ฉันว่าฉันจะแอบมาโดยไม่ให้คุณรู้ตัวดีกว่าจะได้รู้ว่าสภาพห้องจริงๆของคุณเป็๲ยังไง คิกๆ”คริสพูดขำๆ

                    “คุณกำลังอำผมเล่นใช่มั้ยครับเนี่ย?”

                    “ค่ะ ฉันอำเล่นเฉยๆหรอกค่ะ คิกๆถ้างั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ ฝันดีค่ะ”

                    “ฝันดีครับ”

                    รถเต่าของคริสเล่นออกไปเรียบร้อยแล้วเจสันมองไล่ตามรถไปจนสุดสายตาก่อนจะอมยิ้มออกมาอย่างเบิกบานใจแต่ก็ต้องรีบกระชับเสื้อเอาไว้แน่น

                    “รีบขึ้นห้องไปเปิดฮีทเตอร์ดีกว่าอยู่ตรงนี้นานๆแล้วหนาว๾ะเ๾ื๵๠เสียจริง!”