หลังผ่านวันคืนหฤหรรษ์ไปอย่างเร็วไวในเช้าวันหนึ่งมีจดหมายหย่อนเอาไว้ในตู้หนึ่งฉบับ เจสันหยิบขึ้นมาเปิดผนึกพลางดูรายชื่อผู้ส่งเขาขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
‘คุณพ่อเสียแล้วเมื่อคืนวานพิธีจัดที่โบสถ์เซนต์ ฟอร์เรน วันพุธนี้่เช้าหวังว่านายพอจะมีเวลามาไว้อาลัยท่านซักครั้ง ด้วยรัก ไมกี้ วิลเลอร์’
ถึงแม้จะเป็ข้อความเพียงสั้นๆแต่เจสันได้แต่กำจดหมายเอาไว้ด้วยมือที่สั่นเทิ้ม หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเพราะอารามสลดใจ
ไมกี้วิลเลอร์คือบุตรชายของศาสตราจารย์จอร์นสัน วิลเลอร์ บุรุษผู้มีความตรงไปตรงมาเมตตากรุณา แถมยังเป็คนที่น่านับถืออย่างสุดซึ้งเขาเป็บุคคลที่คอยสนับสนุนและช่วยเหลือเจสันในทุกด้านเมื่อเขายังศึกษาเล่าเรียน่มหาลัยหลังจากเขาจบมาถ้ามีเวลาเขาจะแวะไปเยี่ยมเยียนจอร์นสันบ้างเป็ครั้งคราวเพื่อพูดคุยเื่ราวในวันวานเพื่อย้อนถึงอดีตที่เขาเคยเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ไม่มีจุดมุ่งหมายในการใช้ชีวิตไม่มีปลายทางแห่งความสำเร็จในหน้าที่การงานหากเขาไม่ได้พบเจอกับจอร์นสัน วิลเลอร์
เจสันนึกถึง่วันวานที่เขาได้พบกับจอร์นสันเป็ครั้งแรก
‘นี่พ่อหนุ่มมานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่คนเดียวกันล่ะ’
จอร์นสันถามเด็กหนุ่มที่กำลังเปื่อยอยู่ตรงโต๊ะใต้อาคารที่ไร้ผู้คนเดินผ่านเขาเหลือบมองชายวัยกลางคนพลางตอบส่งๆ
‘ไม่มีอะไรหรอกครับอาจารย์ผมแค่นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเฉยๆเท่านั้น’
‘แต่ฉันเห็นเธอนั่งอยู่ประมาณสองชั่วโมงได้แล้วกระมังอะไรเรื่อยเปื่อยของเธอนี่มันเป็เื่หนักหนาสาหัสสากรรจ์จนต้องนั่งคิดอยู่นานขนาดนี้เลยเหรอ?’
‘อาจารย์มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ?’น้ำเสียงของชายหนุ่มออกจะรำคาญเล็กน้อย
‘ป่าวหรอก แต่ถ้าเธอมีเวลาว่างขนาดนั้นฉันรบกวนเธอมาช่วยออกแรงซักหน่อยจะได้มั้ย?’
ชายหนุ่มได้แต่มองเงียบๆแต่ก็ยอมเดินตามเขาไปสิ่งที่อาจารย์วัยกลางคนบอกว่าจะขอรบกวนก็ไม่พ้นให้เขาช่วยแบกกล่องไม้ที่ภายในบรรจุหนังสือเล่มหนาหลายเล่มเดินจากตึกหนึ่งไปยังอีกตึกหนึ่งซึ่งเป็อาคารห้องสมุดภายในห้องสมุดไร้ซึ่งผู้คนที่มักจะหาเวลาว่างมาศึกษาหาความรู้เพราะอยู่ใน่เวลาเรียน
‘วางเอาไว้ตรงนี้แหละ ขอบใจมาก’
‘ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัว....’
‘ประเดี๋ยวก่อนสิฉันอยากจะขอบคุณเธอสักเล็กน้อย ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงแล้วล่ะก็ช่วยรับหนังสือเล่มนี้ไปอ่านเสียหน่อยสิ’ชายวัยกลางยื่นหนังสือที่บรรจุในกล่องไม้ที่ชายหนุ่มถือมาให้
‘นี่มันอะไรกันครับผมไม่มีเวลาว่างพอจะมาอ่านหนังสือพวกนี้หรอกนะครับ’
‘เอาเถอะน่านี่เป็หนังสือที่ฉันเขียนขึ้นมา มันไม่ใช่พวกตำรับตำราเรียนเสียหรอกนะ มันเป็หนังสือนวนิยายที่ฉันเขียนขึ้นมาจากสมองที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อยของฉันนี่ล่ะถ้ามีเวลาว่างตอนไหนก็ลองเปิดอ่านมันดูด้วยล่ะถ้าเธออ่านจบแล้วก็นำมาคืนฉันทีหลังด้วยล่ะ’
‘แต่ผมบอกไปแล้วนะครับว่าผมไม่มีเวลาพอจะ...’
‘ไม่เป็ไรๆเธอจะอ่านตอนไหนก็แล้วแต่เธอแต่ฉันจะรอเธออยู่ที่ห้องข้างในนี้ตลอดเวลาถ้าเธอสะดวก’
เจสันได้แต่กล่าวขอบคุณแล้วเดินออกมาอย่างงุนงงเขายัดหนังสือใส่กระเป๋าไว้ลวกๆแล้วเดินออกมาจากมหาลัย หลังจากกลับมาที่ห้องพักเขาก็โยนกระเป๋าทิ้งไว้ตรงปลายเตียงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกมายังจุดชุมชน เขาเดินเข้านั่นออกนู่นไปหลายๆร้านไม่ว่าจะเป็ร้านอาหาร โต๊ะสนุกเกอร์ บ่อนพนัน ปิดท้ายด้วยร้านเหล้าหลังจากท่องเที่ยวจนเกิดพอใจก็กลับมายังห้องพักใน่เวลาสี่ทุ่มกว่าๆ
‘ร้อนชะมัด!’
ชายหนุ่มถอดเสื้อโยนทิ้งในตะกร้าจัดการอาบน้ำแต่งตัวจนสะอาดสะอ้าน ทิ้งตัวลงบนเตียงเพื่อเตรียมตัวจะเข้านอนพลันสายตาเหลือบไปเห็นสันหนังสือเล่มหนึ่งกระจายออกมาจากกระเป๋าที่โยนทิ้งมั่วซั่วไว้ด้ายความสงสัยชายหนุ่มก้มไปหยิบหนังสือขึ้นมาดู
‘บ่วงเชือกปริศนา’
เขาได้แต่ขำขันในการตั้งชื่อเื่อย่างเรียบเฉยหลังจากนอนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเปิดอ่านหนังสือในมือโดยไม่ได้คิดอะไร
สิบนาทีผ่านไปเขายังคงนั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นด้วยสีหน้านิ่งเงียบ สามสิบนาที หนึ่งชั่วโมงจนเวลาล่วงเลยผ่านไปราวสองชั่วโมง เขาก็อ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบเล่มเขาเหลือบไปมองนาฬิกาบ่งบอกเวลาเที่ยงคืน ซึ่งล่วงเลยเวลานอนมาพักใหญ่แล้วเขาวางหนังสือไว้ ปิดไฟแล้วพยายามข่มตานอนแต่ยิ่งอยากจะหลับสักเท่าไหร่ภาพเื่ราวในหนังสือที่พึ่งอ่านจนจบก็ย้อนเข้ามาในสมองจนชายหนุ่มนอนไม่หลับได้เพียงแต่พริกตะแคงไปมาอย่างงุ่มง่าม
กว่าจะหลับได้ก็เกือบจะเช้าตรู่เขาต้องรีบตื่นแบกหน้าที่ทรุดโทรมมายังมหาลัยเพื่อเรียนคลาสใน่เช้า หลังเลิกเรียนเขาแวะเวียนมายังห้องสมุดเพื่อเอาหนังสือที่อ่านจบมาคืน
่พักกลางวันมีนักศึกษาเลยคนจับจองที่นั่งกันอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้นจนละลานตาไปหมดเขาเดินผ่านคนพวกนั้นตรงไปยังห้องด้านในสุดซึ่งเป็ห้องพักครูเขาเคาะประตูตามระเบียบ เมื่อมีเสียงตอบรับเขาก็เกิดโพลงเข้าไปด้านในห้อง
กลิ่นหนังสือเก่ากระทบโสตประสาทของชายหนุ่มห้องด้านในเต็มไปด้วยกองหนังสือที่วางอย่างเป็ระเบียบอยู่บนชั้นอย่างแออัดจนต้องวางทับกันอยู่ตรงพื้นหลายๆจุด
ภายในห้องมีเพียงโต๊ะขนาดกลางวางอยู่กลางห้องถัดไปด้านในสุดมีโต๊ะทำงานหนึ่งตัว มีโน๊ตบุ๊คสำหรับทำงานวางเอาไว้ เสียงนิ้วกระทบคีย์บอร์ดดังระงมมาจากทางด้านนั้น
‘ว่าไงพ่อหนุ่มอ่านหนังสือที่ฉันให้ไปจบแล้วอย่างงั้นเหรอ’
‘ครับ นี่ครับผมเอามาคืนเป็หนังสือที่น่าทึ่งทีเดียวเลยล่ะ’
‘ฮึๆ อย่างงั้นเหรอ’
เจสันเกาแก้มอย่างเขินอายทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ กลั้นหายใจแล้วพูดออกมา
‘ถ้าไม่เป็การรบกวนอาจารย์พอจะมีหนังสือแนวนี้ให้ผมอ่านอีกสักหน่อยมั้ยล่ะครับผมยอมรับว่าตอนนี้ผมชักจะติดมันงอมแงมเสียแล้ว’
อาจารย์จอร์นสันหัวเราะหึออกมาก่อนจะลุกขึ้นไปเลือกหนังสือจากบนชั้นเอามาให้ชายหนุ่มสองสามเล่มหลังจากวันนั้นทั้งสองก็ค่อยๆสนิทสนมกันโดยไม่รู้ตัว อาจารย์ชักชวนเขาไปบ้านเพื่อทานอาหารนั่นทำให้เจสันได้รู้จักกับไมกี้ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของจอร์นสัน นับแต่นั้นมาเหตุการณ์หลายๆอย่างทำให้เจสันเริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็คนละคนมีความคิดความกล้าในอะไรหลากหลายอย่างมากขึ้นในวันที่เขาตัดสินใจโพล่งบอกอาจารย์ไปว่าเขาจะเป็นักสืบอาจารย์ได้แต่หัวเราะแล้วกล่าวสนับสนุนเขาอย่างสุดกำลังถึงแม้จะไม่ใช่สายเืเดียวกันแต่เจสันเปรียบจอร์นสันเป็ดั่งพ่อคนสำคัญสำหรับเขาทีเดียว
เมื่อระลึกถึงปัจจุบันนี่คือสาเหตุที่ทำให้เจสันต้องหลั่งน้ำตาออกมาหลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์จอร์นสัน
เจสันเฝ้ารอวันคืนจนถึงวันที่ระบุเวลาตามจดหมายนัดเขาใส่ชุดสูตรสีดำโดยสารรถมายังโบสถ์ที่ประกอบพิธีให้กับอาจารย์จอร์นสันเขาเดินผ่านผู้คนที่กำลังยืนออ จับกลุ่มพูดคุยกันระลึกถึงผู้วายชนม์เจสันเห็นไมกี้กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ตรงเก้าอี้ยาวห่างจากจุดประกอบพิธีสองร้อยเมตรเขาเดินเข้าไปแตะไหล่ชายหนุ่มเบาๆ
“เจสัน!ฉันนึกว่านายจะไม่มาเสียแล้ว”
“อะไรกันไมกี้มันจะมีเหตุอะไรที่ฉันจะต้องพลาดพิธีอันน่าเศร้าแบบนี้กันล่ะพ่อของนายเป็ผู้มีพระคุณสำหรับฉันใหญ่ยิ่งฉันไม่ปล่อยให้เขาต้องต่อว่าที่ปล่อยให้ลูกชายต้องมานั่งเศร้าอยู่แบบนี้หรอกนะ”
“ฮึก!...เจสัน”
เจสันสวมกอดชายหนุ่มเพื่อปลอบประโลมถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะดูเข้มแข็งขนาดไหนในสายตาของคนอื่นก็เถอะแต่ภายในใจของเขาก็ร่ำร้องไปอย่างปวดใจไม่น้อยกว่าบุตรชายของจอร์นสันเช่นเดียวกัน
หลังจากปลอบไมกี้อยู่พักหนึ่งเขาก็เริ่มที่จะสงบลงเขาเช็ดหยาดน้ำตาแล้วยิ้มอย่างเขินอายที่ได้แสดงกิริยาอันน่าอายให้เจสันได้เห็น
“เออนี่ ฉันได้ข่าวว่านายกำลังทำคดีสืบหาตัวฆาตกรต่อเนื่องอยู่สินะ”
“ใช่แล้วล่ะ ทำไมเหรอ?”
“ป่าวหรอกฉันแค่ได้ยินมาว่านายถึงกับหยุดพักเื่คดีไปเป็เดือนหลังจาก..ฉันว่าฉันไม่ควรเริ่มพูดเื่แบบนี้เลยลืมๆมันไปเสียเถอะ”
“ไม่เป็ไรหรอกไมกี้ นายกำลังพูดถึงไอวี่อยู่สินะ?”
“อื้มฉันต้องขอแสดงความเสียใจในเื่ของไอวี่ด้วยนะเจสันพวกนายทั้งสองเป็คู่ที่เหมาะสมกันมากจริงๆ ไม่นึกเลยว่ามันจะต้องลงเอยแบบนี้”
“มันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ทีแรกฉันก็เสียใจหนักอยู่เหมือนกัน ซึ่งฉันยอมรับทีเดียวเลยว่าตอนนี้ฉันก็ยังคิดถึงไอวี่อยู่เสมอแต่ความเ็ปที่ต้องสูญเสียเธอไปในตอนนี้ฉันเริ่มที่จะชินกับมันเสียแล้วล่ะขืนมัวแต่จมปรักกับความทุกข์อยู่แบบนี้ไอวี่คงจะเสียใจแย่”
“นั่นสินะฉันเองก็ต้องเอาแบบอย่างจากนายมาบ้างแล้วล่ะ ฮึบ!”ไมกี้ใช้แขนยันตัวลุกขึ้น
ทั้งสองพากันไปยังโลงศพสีดำมะเมื่อมที่ด้านในมีร่างของบุรุษผู้องอาจซึ่งเคยเป็ดั่งแสงสว่างสำหรับใครๆหลายคนเจสันพร่ำพูดเื่เก่าๆต่อหน้าโลงศพราวกับว่ามันเป็การพูดคุยของทั้งสองเป็ครั้งสุดท้ายเสียเพียงแต่เป็ฝ่ายเขาที่พูดพล่ามไปเป็ฝ่ายเดียว แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ความอัดอั้นที่เกาะกินอยู่ในหัวใจช่วยคลายออกราวกับแม่กุญแจที่ถูกไขปลดล็อกออกมา
พิธีเริ่มประกอบไปอย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จใน่เย็นท้องฟ้าเริ่มครึ้มเมฆฝนเตรียมตั้งเค้า เจสันบอกลาไมกี้ก่อนจะขอตัวมายังป้ายรถประจำทางเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านดูเหมือนว่ากว่าที่รถจะมาต้องรออีกหนึ่งชั่วโมงกว่า ดังนั้นตอนนี้เขาเลยว่างจนไม่รู้จะทำอะไร
ครืน!
ห่าฝนตกเทกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าเสียงเซ็งแซ่ของผู้คนบนถนนที่รีบเดินย่ำฝีเท้าหาที่หลบฝนกันพัลวัน เจสันนั่งมองสภาพอากาศตรงเก้าอี้รับรองตรงมุมร้านอาหารแห่งหนึ่งในมือถือแก้วกาแฟร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่น เขายกขึ้นจิบพลางดื่มด่ำบรรยากาศจากทัศนียภาพอันมัวซัวเสียงเพลงกระหึ่มจากหีบเพลงในร้านดังคลอไปกับเสียงสายฝนที่หยดกระทบหลังคา
เขาไร้ที่ทางไปอย่างปริยายได้แต่นั่งแกร่วอยู่ในร้านจนกว่าจะถึงเวลารถมาก็เท่านั้นไม่ได้ตระเตรียมร่มเอาไว้อย่างผิดพลาดในความไม่ระมัดระวัง ขืนออกไปด้านนอกตัวเปล่าคงได้แต่เปียกปลกๆอย่างหนาวเหน็บเป็แน่เจสันคิดแล้วก็แค่นหัวเราะออกมา
กริ๊ง! เสียงกระดิ่งดังมาจากประตูหน้าร้านก่อนที่ร่างบอบบางของใครบางคนจะเดินหุบร่มเข้ามายังในร้านเจสันเบิกตาโพลงอย่างใก่อนที่จะแสยะยิ้มออกมาอย่างเริงร่าเขารอให้ร่างนั้นไปสั่งอาหารเรียบร้อยก่อนที่จะกวักมือพร้อมเอ่ยเรียกหลังจากร่างนั้นกำลังสอดส่ายสายตาหาที่ว่าง
“นี่คุณตรงนั้นน่ะ! ถ้าไม่รังเกียจก็มานั่งที่โต๊ะกับผมได้เลยนะครับ”
“เจสัน!”
ตรงหน้าเจสันคือคริสที่กำลังถือถุงอาหารพร้อมแก้วเครื่องดื่มเธอมองเจสันอย่างประหลาดใจแต่ก็ยอมเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับเขา
“คุณมาทำอะไรที่นี่?”เธอถามน้ำเสียงประหลาดใจมองชุดสูตสีดำขลับของชายหนุ่มที่ดูแปลกหูแปลกตาไปจากเดิม
“พอดีผมมีธุระเล็กๆน้อยๆที่นี่ คุณคงเดาไม่ยากจากชุดที่ผมใส่อยู่ไม่ใช่งานศพของครอบครัวผมอย่างที่คุณกำลังคิดอยู่หรอกครับ”เจสันพูดดักทาง
“ทำไมคุณถึงรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ได้กันคะเนี่ย!”
“สีหน้าคุณมันฟ้องอยู่นี่ครับ”
“ถ้างั้นหรือว่าฟะ..แฟนของคุณเพิ่งจะเสียไปเหรอคะ?”
“ยิ่งแล้วใหญ่เลยครับแฟนผมเสียไปตั้งนานก่อนหน้านี้เสียอีกครับ”
“งะ..งั้นเหรอคะ”
คริสนั่งเงียบกริบหลังจากนั้นเธอเพิ่งจะรู้เื่นี้เป็ครั้งแรก นึกคิดว่าอาจจะเผลอพูดอะไรที่มันทำให้เขาต้องเศร้าใจไปเสียแล้วแต่เจสันได้แต่ยิ้มกริ่ม
“อะไรกัน ผมไม่ได้เศร้าใจอะไรในเื่ที่มันผ่านแล้วหรอกนะครับเพราะงั้นก็ไม่ต้องคิดมากไปหรอกนะครับ เวลาคุณยิ้มจะน่ารักกว่ากันเยอะเลย”
คริสหน้าแดงแจ๋ อดที่จะคิดไม่ได้ว่าที่เขาพูดมานั้นมีความหมายอะไรแอบแฝงเอาไว้หรือเปล่าแต่พอเห็นสีหน้าที่กำลังยิ้มเฉยแล้วก็ได้แต่สะกดอารมณ์เพ้อเอาไว้
“ที่คุณสงสัยอยู่เมื่อกี้ผมจะบอกเลยว่าเป็งานเศร้าของอาจารย์ที่ผมเคยเรียนอยู่สมัยก่อนนั่นหละ เขาเคยเป็คนที่ทำให้ผมเริ่มที่จะมาเป็นักสืบสีหน้าคุณกำลังบอกว่าเป็เื่ที่น่าสนใจสินะถ้างั้นผมจะเล่าถึงวันวานที่ผมได้ประสบพบเจอและเื่ราวของผมกับเขาให้คุณฟังก็แล้วกัน”
เจสันเริ่มสาธยายเื่ราวต่างๆให้หญิงสาวได้สดับรับฟังด้วยสีหน้าจริงจังบาง่เธอก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ บาง่ก็อมยิ้มออกมาจนสุดท้ายถึง่ที่ได้รู้ว่าอาจารย์คนนี้ลงเอยยังไงเธอก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ออกมาเสียยกใหญ่ลำบากเจสันต้องมาพูดปลอบใจเหมือนกับตอนที่เขาปลอบไม้กี้เสียไม่ผิด
“ฮือ!ฉันต้องแสดงความเสียใจสำหรับเื่นี้ด้วยนะคะ...ไม่นึกเลยว่าเื่มันจะหน้าเศร้าแบบนี้คนดีๆแบบเขาจะต้องคอยมองคุณอย่างชื่นชมจากที่ไหนสักแห่งอยู่อย่างแน่นอนเลยค่ะ”
หลังสงบสติอารมณ์ได้แล้วทั้งสองก็เริ่มทานอาหารพลางพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติสายฝนยังคงเทกระหน่ำอย่างไม่หยุดหย่อน เจสันเหลือบมองนาฬิกาเห็นใกล้จะถึงเวลารถจะมาเสียแล้ว
“น่าเสียดายดูเหมือนจะได้เวลาที่ผมจะต้องไปเสียแล้ว รถบัสกำลังจะมานู่นแล้วล่ะครับ”
“คุณเจสันไม่ได้เอารถมาหรอกเหรอคะ?”
“ของแบบนั้นผมไม่มีหรอกครับถึงคุณจะมองผมเป็นักสืบผู้มั่งมีก็เถอะแต่ตอนนี้ผมเป็เพียงนักสืบไส้แห้งคนหนึ่งเท่านั้นหล่ะครับ”
“เหรอคะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอตัวก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวค่ะ!ถ้าไม่รังเกียจแล้วล่ะก็ให้ฉันไปส่งคุณที่บ้านเอามั้ยล่ะคะ?”
เจสันชะงักเท้ากึกหันกลับมามองหญิงสาวที่กำลังนั่งหันหน้ามองเขาอย่างไม่วางตา เจสันยกนิ้วเกาแก้มพูดออกมาอายๆ
“มันจะไม่รบกวนคุณแย่เหรอครับ”
“ไม่เป็อะไรหรอกค่ะ ถ้ามีเื่อะไรก็ต้องช่วยๆกันไม่ใช่เหรอคะ?”
“เอ่อ..ครับ”
เจสันกลับมายังที่นั่งตามเดิม รถโดยสารวิ่งแล่นมาจอดตรงป้ายอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะแล่นออกไปอย่างเงียบเชียบเขารอให้คริสทานอาหารเสร็จเรียบร้อยก่อนที่ทั้งสองจะเดินมาที่รถของเธอ
“เชิญค่ะ”
ทั้งสองเข้ามาในรถท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บคริสเปิดฮีทเตอร์เพื่อคลายความหนาวรถเล่นไปตามถนนยาวเหยียดที่ค่อนข้างโล่งปลอดรถแตกต่างจาก่เช้าที่รถติดกันขนัด คริสจับพวกมาลัยบังคับรถไปตามทางหลังจากเจสันบอกตำแหน่งที่อยู่ของห้องพัก
“ถึงจะช้าไปซักหน่อยแต่ผมอยากถามว่าคุณไปทำอะไรแถวนั้นอย่างงั้นเหรอครับ?”
“เื่งานนั่นแหละค่ะ ฉันคงไม่ว่างพอที่จะไปไหนมาไหนเหมือนคุณหรอกนะคะ”
“ถ้าหูผมฟังไม่ผิดดูเหมือนว่าคุณกำลังด่าผมอยู่ลอยๆเลยนะครับ?”
“คิกๆ ฉันอำเล่นหรอกค่ะ อย่าซีเรียสขนาดนั้นสิคะ”
เจสันได้แต่สะบัดหน้าในความขี้เล่นของหญิงสาวแต่ใจหนึ่งก็อดที่จะมีความสุขจนอดยิ้มไม่ได้ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มคิดไปเองหรือเปล่าแต่เขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นตึกตักสั่นไหวราวกับจะทะลุออกจากอกเขาเหลือบมองใบหน้าครึ่งซีกของหญิงสาวที่กำลังตีสีหน้าเรียบเฉยมองไปยังถนน
“นี่คริส”
“คะ?”
“คุณว่าคำขอที่เขาได้เขียนใส่หีบเอาไว้เมื่อหลายวันก่อนมันมีโอกาสที่จะกลายเป็จริงบ้างมั้ยในความคิดของคุณเอง”
“เื่นั้น..”
ดูเหมือนคำถามของเจสันจะทำให้เธออ้ำอึ้งออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ใบหน้าของเธอแดงฉ่าราวกับติดพิษไข้ เจสันมองอย่างสงสัยรู้สึกใคร่อยากจะรู้ว่าเธอได้เขียนอะไรลงไปในกระดาษกันแน่
“นี่คุณ เป็อะไรไปหรือเปล่า? สีหน้าคุณดูไม่ค่อยดีเสียเลย”
“อ๊ะ..เปล่าค่ะ ไม่เป็ไรฉันสบายดี”
ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันไปโดยปริยายมีเพียงเสียงดนตรีด้านในรถดังคลอไปทั่วรถราวกับพยายามระงับความเงียบที่เกิดขึ้น
“เื่นั้น...ฉันคิดว่ามันก็อาจจะเป็ไปได้...นั่นแหละฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ”
“เหรอครับ”
“เรามาพูดเื่อื่นกันดีกว่าเถอะค่ะฉันได้ข่าวแล้วค่ะว่าเมื่อวันก่อนคุณเกือบจะจับฆาตกรต่อเนื่องได้อยู่หมัดแล้วสินะคะ”
“ก็แค่เกือบนั่นล่ะครับสุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวจนได้”
“แล้วคุณเห็นหน้าของฆาตกรหรือเปล่าคะ?”
“ไม่เลยตรงนั้นมันมืดมากจนแทบจะมองอะไรไม่เห็นเลยล่ะครับ ดีที่มีแสงจันทร์อยู่ ไม่งั้นผมคงไม่สามารถวิ่งไล่จับกับมันได้หรอกนะ”
“ว่าแต่คุณไม่ได้าเ็อะไรตรงไหนบ้างนะคะ?”
“ก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละครับสภาพผมตอนนี้พร้อมที่จะลุยศึกได้เทียวล่ะ แต่ดูเหมือนว่าเราควรจะเปลี่ยนเื่กันอีกจะดีกว่าเพราะว่าดูเหมือนว่าคุณกำลังพยายามที่จะหลอกถามอะไรบางอย่างในเื่คดีจากผมอยู่สินะครับผมคิดว่าผมไม่ได้ซื่อบื้อขนาดนั้นหรอกนะ”
“ชิ เกลียดคนรู้ทันจังเลยค่ะ”
คริสจิ๊ปากอย่างเสียดายดูเหมือนว่าจะเป็อย่างที่เจสันคิดไว้จริงๆเขาอมยิ้มในความเ้าเล่ห์เพทุบายของหญิงสาวที่พยายามจะล้วงความลับจากเขา
รถของเธอแล่นมาจอดตรงถนนด้านหน้าห้องพักของเจสันฝนที่ตกกระหน่ำตลอด่เย็นได้ซาลงราวกับเล่นตลก เจสันเปิดประตูรถลงมา
“ขอบคุณครับที่มาส่ง ถ้าคุณสะดวกจะขึ้นไปดื่มน้ำชาที่ห้องผมสักหน่อยมั้ยละครับ?”
“ไม่ดีกว่าค่ะฉันยังมีงานที่จะต้องไปเคลียร์ให้เรียบร้อยอีกเยอะเลยล่ะค่ะ”เธอโบกมือปฏิเสธ
“น่าเสียดายผมต้องขอโทษจริงๆที่ปล่อยให้คุณเสียเวลามาส่งผมแทนที่จะไปทำงานของคุณให้แล้วเสร็จแบบนี้”
“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะฉันบอกคุณเป็แล้วนี่คะ ว่าเราต้องช่วยเหลือกันน่ะค่ะ”
“ถ้าคุณว่าอย่างนั้นก็เอาตามนั้นล่ะครับ”
“ส่วนเื่เสื้อที่คุณให้ฉันยืมไปเมื่อวันก่อนไว้ว่างๆฉันจะเอามาคืนที่ห้องนะคะ ห้องของคุณ...”
“ห้องของผมอยู่ตรงนั้น หมายเลข 13ครับ ถ้าคุณจะมารบกวนโทรมาล่วงหน้าก่อนนะครับผมจะได้ทำความสะอาดห้องเตรียมเอาไว้เสียก่อน”
“ฉันว่าฉันจะแอบมาโดยไม่ให้คุณรู้ตัวดีกว่าจะได้รู้ว่าสภาพห้องจริงๆของคุณเป็ยังไง คิกๆ”คริสพูดขำๆ
“คุณกำลังอำผมเล่นใช่มั้ยครับเนี่ย?”
“ค่ะ ฉันอำเล่นเฉยๆหรอกค่ะ คิกๆถ้างั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ ฝันดีค่ะ”
“ฝันดีครับ”
รถเต่าของคริสเล่นออกไปเรียบร้อยแล้วเจสันมองไล่ตามรถไปจนสุดสายตาก่อนจะอมยิ้มออกมาอย่างเบิกบานใจแต่ก็ต้องรีบกระชับเสื้อเอาไว้แน่น
“รีบขึ้นห้องไปเปิดฮีทเตอร์ดีกว่าอยู่ตรงนี้นานๆแล้วหนาวะเืเสียจริง!”