“อู่หยาง?เ้าหมายถึงเสวียนอู่หยางรึ?”
ฟู่หยงจิ้นเลิกคิ้วสูงอย่างประหลาดใจครั้งก่อนเจอเ้าเด็กนั่นที่เขตผาหินก็ทำให้เขาชื่นชมไม่น้อย ทั้งสติปัญญาและความสามารถนับว่าเลิศล้ำเกินกว่าคนในรุ่นเดียวกันไปไกลแล้วอีกทั้งที่ทำให้ฟู่หยงจิ้นประทับใจที่สุดก็คือวิชาค่ายกลของเขาไม่เพียงปรับแก้ค่ายกลในบ้านของเขาได้แต่เรียนรู้ค่ายกลกักิญญาได้ด้วย
อย่างไรก็ตามเ้าเด็กนั่นดีไปเสียหมดยกเว้นความเ้าเล่ห์และความโเี้ของเขา!ฟู่หยงจิ้นเหลือบมองไปทางเย่วอิงพลางขมวดคิ้วและตัดสินใจว่าทางที่ดีไม่ควรปล่อยให้เย่วอิงได้คลุกคลีอยู่กับเ้าเด็กนั่นจะเป็การดีที่สุดทว่าฟู่หยงจิ้นยังไม่ทันพูดอะไรเสียงของเย่วอิงก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ท่านหญิงอู่หยางที่ว่าหรือจะเป็เสวียนอู่หยาง?”
“เป็เช่นนั้นส่วนเด็กหนุ่มที่แม่นางเย่วอิงเจอก็คือเสวียนเทียนชิงลูกชายคนเล็กของเขาแม่นางเย่วอิงรู้จักเสวียนอู่หยางด้วยหรือ?”
ท่านหญิงลั่วกล่าวอธิบายอย่างสงสัยเย่วอิงอายุน้อยกว่าเสวียนเทียนชิงเสียอีกอีกทั้งเสวียนอู่หยางก็อยู่แต่ในตระกูลเสวียนมานานกว่ายี่สิบปีแล้วด้วยความต่างนี้แทบจะเป็ไม่ได้เลยที่ทั้งสองคนจะรู้จักกัน
“ข้ามาคราวนี้มีธุระอยู่สองเื่เื่แรกก็คือเื่หอฟ้าเก้าอักษรส่วนอีกเื่ก็คือมาทักทายศิษย์พี่ของข้าคนหนึ่ง”
เย่วอิงยิ้มแย้มดวงตาฉายประกายตื่นเต้นทั้งยังมีความเลื่อมใสอยู่ด้วยเห็นท่าทางแบบนี้ของนางก็ทำให้ท่านหญิงลั่วพอจะเดาอะไรออกและยิ่งทำให้นางใขึ้นไปอีกส่วนฟู่หยงจิ้นก็ได้แต่เอามือตบหน้าผากเพราะเขาดันลืมเื่นี้ไปเสียได้! เื่นี้มีคนน้อยมากที่รู้ปีนั้นตอนยังเด็กเสวียนอู่หยางท่องโลกพร้อมกับองค์จักรพรรดิและคนอื่นๆจะไม่เคยไปหอฟ้าเก้าอักษรได้อย่างไร?นอกจากนี้ด้วยความสามารถของเสวียนอู่หยางเขายังมีชื่อเสียงโด่งดังบนสะพานฟ้าด้วย!
“เอ่อเย่วอิง ตอนนี้เพราะเ้าหนูเสวียนนั่นทำให้แดนเบญจภพปั่นป่วนไปหมดถึงยังไงเราก็ต้องไปที่ตระกูลเสวียนอยู่แล้ว ตอนนี้อย่าไปรบกวนเขาเลย”
ฟู่หยงจิ้นกล่าวออกมาด้วยสายตากังวลเขาไม่ได้กลัวคนในแดนเบญจภพแต่เขาไม่ชอบเื่วุ่นวายอีกทั้งยังไม่อยากให้เย่วอิงไปสนิทชิดเชื้อกับเสวียนเทียนชิงด้วยบอกตามตรงพวกฟู่หยงจิ้นนั้นในด้านความแข็งแกร่งมีแต่จะเหนือกว่าเสวียนอู่หยางแต่เขาก็ยังเลื่อมใสต่อชายผู้นี้ไม่น้อยหากมีคนถามนิยามของยอดบุรุษกับฟู่หยงจิ้นเขาก็คงบอกว่าให้ไปดูเสวียนอู่หยางซะ!
แน่นอนว่านิสัยของเสวียนเทียนชิงนั้นตรงกันข้ามกับบิดาโดยสิ้นเชิง!
จากนั้นท่านหญิงลั่วก็เริ่มเล่าสถานการณ์ตอนนี้ของเสวียนเทียนชิงให้เย่วอิงฟังสำหรับเย่วอิงแล้วแม้ไม่เคยพบกับเสวียนอู่หยางแต่ด้วยชื่อเสียงของก็ทำให้นางอยากจะเห็นบุรุษผู้นี้อย่างมากอีกทั้งตอนนั้นเสวียนอู่หยางมีวาสนาได้กราบผู้าุโท่านหนึ่งบนสะพานฟ้าเป็อาจารย์แม้จะร่ำเรียนกับผู้าุโท่านนั้นไม่กี่ปีทั้งยังเป็แค่ศิษย์ในนามแต่ก็นับว่าเป็ศิษย์พี่ของเย่วอิงเพราะตอนนี้เย่วอิงคือศิษย์ปิดสำนักของผู้าุโท่านนั้น!
ดูจากศักดิ์ฐานะแล้วเสวียนเทียนชิงก็คือศิษย์หลานของนางใช่หรือไม่?ยิ่งเย่วอิงฟังเื่ที่ท่านหญิงลั่วเล่ามานางก็ยิ่งคิดว่าควรจะให้การช่วยเหลือศิษย์หลานคนนี้เสียหน่อยถึงนางจะอายุน้อยกว่าเขาแต่นางมั่นใจในความสามารถของตัวเองว่าเหนือกว่าเขาแน่นอน
“เย่วอิงเ้าไม่คิดว่าเื่นี้มันแปลกหรอกหรือ? เสวียนอู่หยางยังอยู่ทั้งคนแต่กลับปล่อยให้บุตรชายตกระกำลำบากขนาดนี้ข้าว่าเขาคงมีเหตุผลของตัวเองหากเ้าหนูเสวียนเทียนชิงนั่นตกอยู่ในอันตรายก็ควรเป็บิดาของเขาที่ยื่นมือเขามาไม่ใช่เ้า”
ฟู่หยงจิ้นกล่าวออกมาอย่างเชื่องช้าเสวียนเทียนชิงเป็อย่างไรข้าพอจะมองออกส่วนเสวียนอู่หยางเป็คนอายุน้อยไม่กี่คนที่เขาเลื่อมใสแล้วทำไมเขาจะมองไม่ออก?เขามั่นใจว่าหากเสวียนอู่หยาง้าทำอะไรในแดนเบญจภพแห่งนี้เกรงว่าจะมีน้อยคนที่สามารถขัดขวางได้ดังนั้นเื่นี้ทางทีดีควรดูอย่างห่างๆดีกว่า
“จะว่าไปก็จริงเื่ในครอบครัวของศิษย์พี่ข้าไม่ควรเข้าไปวุ่นวายแต่คอนที่เจอศิษย์หลานข้ารู้สึกว่าเขามีอาการแปลกๆจิตใจไม่สงบทั้งพลังิญญายังผันผวนอย่างมากอีกอย่างเขายังอยู่แค่ขั้นเบิกิญญาเท่านั้นแต่จิตกระบี่กลับแข็งแกร่งพอๆกับขั้นญาณทิพย์เลยทั้งยังไม่แน่ว่าจะเป็เพียงญาณทิพย์ขั้นต้นด้วย!”
ฟู่หยงจิ้นมองเย่วอิงด้วยสายตาแปลกๆหากเสวียนเทียนชิงถูกเด็กสาวอายุน้อยกว่าเรียกว่าศิษย์หลานก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกเช่นไรสุดท้ายฟู่หยงจิ้นนั้นก็พอเข้าใจว่าเย่วอิงยังเป็แค่รุ่นเยาว์คนหนึ่งนางบังเอิญเจอคนที่ฐานะต่ำกว่าแต่กลับมีจิตกระบี่แข็งแกร่งขนาดนี้ย่อมบังเกิดความสนใจที่จะแข่งขั้นเป็ธรรมดาแต่เมื่อคิดๆดูแล้วฟู่หยงจิ้นก็รู้สึกว่าเสวียนเทียนชิงคนนี้แปลกประหลาดเหมือนกัน
สุดท้ายหลังจากกล่อมเย่วอิงอยู่นานฟู่หยงจิ้นก็ตัดสินใจว่าเขาจะเป็คนไปเสวียนเทียนชิงเองนอกจากจะช่วยแนะนำแก้ปัญหาบางอย่างแล้วยังจะช่วยตรวจดูด้วยว่าเหตุใดจิตกระบี่ของเขาถึงได้แข็งแกร่งขนาดนั้นฟู่หยงจิ้นรู้ว่าเย่วอิงเป็อัจฉริยะที่มีฐานะสูงส่งถึงนางจะไม่พูดออกมาตรงๆแต่เขาก็เดาได้ว่าบางทีจิตกระบี่ของนางเองก็คงไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าเสวียนเทียนชิงหากพูดถึงระดับขั้นของนางที่สูงกว่าแล้วมิใช่ว่านางด้อยกว่าเสวียนเทียนชิงในด้านนี้หรอกหรือ?นี่ต่างหากถึงเป็เหตุผลที่แท้จริงของเย่วอิง
ค่ำคืนผ่านไปยามรุ่งเช้าแสงอาทิตย์สาดเสวียนเทียนชิงก็ตื่นนอกเดินออกมาจากตำหนักบรรยากาศของศาลากล้วยไม้ราตีนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายอดเยี่ยมสมกับชื่อเสียงใจกลางทวีปใกล้เมืองหลวงเช่นนี้ยังจะสามารถหาที่ผ่อนคลายได้ที่ไหนอีกวันนี้ชิงเหนียวกับลู่หยายังไม่ออกจากสมาธิเพราะด้วยประสบการณ์ต่อสู้ที่ผ่านมาทำให้พวกนางยิ่งเข้าใจในพลังฟ้าดินมากขึ้นจนมีทีท่าว่าจะเลื่อนระดับเสวียนเทียนชิงไม่้าให้โอกาศนี้เสียเปล่าจึงกล่าวกับพวกนางว่าจะหยุดพักที่นี่สักสองสามวัน
เสวียนเทียนชิงออกมายืนสูดอากาศบริสุทธิ์หน้าตำหนักไม่นานก็เดินออกจากตำหนักไปครั้งก่อนไปป่าไผ่คิดว่าจะอาศัยความพิเศษช่วยฝึกกระบี่แต่กลับไปเจอนางมารน้อยไร้เหตุผลนั่นทุบตีจนต้องหนีออกมาครั้งนี้หลังจากใช้ความคิดอยู่สักพักชายหนุ่มก็ตัดสินใจเลือกยอดเขาจำลองลูกหนึ่งแทน
ูเาจำลองแม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็เพียงพอให้เสวียนเทียนชิงใช้สงบใจมองป่าผืนใหญ่และลำธารเื้ัช่างผ่อนคลายยิ่งนักแต่ถึงอย่างนั้นก็เป็แค่ของนอกจายที่ช่วยบรรเทาได้นิดหน่อยสุดท้ายแล้วจิตใจของเขาก็ยังต้องกลับมาขบคิดถึงปัญหาเดิมอยู่ดี พลังิญญาแข็งแกร่งเกินไปเช่นนี้จะร่วมเมล็ดิญญานั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
“ช่างเถอะถึงเวลาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ข้าไม่เชื่อหรอกว่าชีวิตนี้จะไม่อาจกลายเป็ปรมาจารย์ได้!”
พยายามอยู่ครึ่งวันไม่เป็ผลเสวียนเทียนชิงก็ไม่สนใจแล้วนี่ไม่ใข่เขาไม่อดทนพยายามทว่าแต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ใช่คนที่จะพึ่งพาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวอยู่แล้วตอนนี้สถานการณ์ิ่เหม่ยังต้องใช้ความสามารถอีกมากเพื่อกลับเมืองหลวง แน่นอนว่าการเลื่อนระดับเป้นสิ่งที่ดีและจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นแต่นั่นก็ไม่ใช่แค่หนทางเดียวเสียหน่อย!
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนในมือถือกระบี่เล่มหนึ่งแต่กลับไม่ใช่กระบี่ชั้นฟ้าที่ใช้ต่อสู้ในมือเขายามนี้ถือเพียงกระบี่ไม้ธรรมดาเล่มหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตามพริบตาที่เขาถือกระบี่ไม้เล่มนี้กลิ่นอายของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหากมองแค่ในแง่ของปราณกระบี่ที่แผ่ออกมานั้นยังเหนือกว่าตอนใช้กระบี่ชั้นฟ้าต่อสู้เสียอีก
‘วิถีกระบี่มากหลายไม่รู้จบจึงได้ชื่อว่าเป็าาแห่งศาสตราวุธข้าฝึกปราณมาเกือบยี่สิบปีั้แ่เด็กไม่ยึดถือหลักการใด มรรคาที่แสวงหาก็คือทำตามใจตนขอเพียงใจไม่เคลืองแคลงก็คือมรรคาแห่งข้ายามนี้วิถีกระบี่เดินมาสุดทางหากจะก้าวหน้าไปต่อเดิมทีต้องอาศัยจิตรับรู้ผสานฟ้าดินของขั้นญาณทิพย์ในเมื่อตอนนี้ใช้วิธีนั้นไม่ได้ก็ต้องลองหาวิธีอื่นดู’
เสวียนเทียนชิงหลับตาลงในมือถือกระบี่ไม้ใช้จิตรับรู้ถึงวิถีกระบี่ที่แฝงอยู่ภายในกระบี่ไม้เล่มนี้ไม่ใช่ของวิเศษอะไรแต่เป็กระบี่ไม้ที่เขาใช้ฝึกฝนั้แ่เด็ก ไม่ว่าจะเป็ความคุ้นชินหรือไอกระบี่ที่สั่งสมผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานก็ล้วนแสดงถึงตัวตนของเขาได้เป็อย่างดี
ตามบันทึกโบราณการฝึกกระบี่มีอยู่ทั้งหมดเก้าขั้นเช่นเดียวกับการฝึกศาสตราชนิดอื่นไม่ว่าจะเป็หมัด พลอง ดาบ ธนู ทั้งหมดล้วนยึดถือตามบันทึกโบราณทั้งสิ้น น่าเสียดายที่แดนเบญจภพนั้นเป็เพียงแดนมนุษย์ทั้งยังผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานทำให้การสืบทอดสูญหายไปจึงทำให้ในปัจจุบันนั้นมีบันทึกหลงเหลืออยู่เพียงสามขั้นเท่านั้น
เสวียนเทียนชิงนึกย้อนถึงตำราที่เคยอ่านในหอหนังสือของตระกูลพลางครุ่นคิดวิธีการผ่านคอขวดนี้ไปฝึกกระบี่ขั้นหนึ่งถึงสามแบ่งออกเป็ ขั้นที่หนึ่งจิตตั้งมั่น ขั้นที่สองรวมใจััขั้นที่สามผสานฟ้าดิน ตอนนี้เสวียนเทียนชิงติดอยู่ในขั้นเบิกิญญาส่วนวิถีกระบี่ของเขาก็ฝึกมาถึงขั้นสมบูรณ์ของขั้นจิตตั้งมั่นแล้วการจะฝึกให้สำเร็จขั้นที่สองอย่างขั้นรวมใจัันั้นเดิมทีก็ต้องอาศัยพลังในระดับขั้นญาณทิพย์ของปรมาจารย์ขั้นหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจฟ้าตินถึงจะฝึกฝนได้
อย่างไรก้ตามตอนนี้พลังิญญาของเสวียนเทียนชิงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปทำให้จิตของเขาสามารถััถึงฟ้าดินได้บางส่วนจึงกลายมาเป็เหตุผลที่ทำให้เย่วอิงประหลาดใจและเข้าใจผิดไปเองว่าเสวียนเทียนชิงนั้นสำเร็จวิ๔กระบี่ขั้นสองั้แ่ยังอยู่ในขั้นเบิกิญญาแน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็เพราะพร์ของเสวียนเทียนชิงด้วยหากเป็คนอื่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันยังไม่แน่ว่าจะสามารถอาศัยช่องว่างเล็กๆนี้ทำความเข้าใจพลังฟ้าดินได้
แต่ก็นั่นแหละ...ของปลอมอย่างไรก็เป็ได้แค่ของปลอมวิถีกระบี่ของเสวียนเทียนชิงแม้จะคล้ายกับขั้นสองแต่ก็ยังเป็แค่ขั้นหนึ่งเท่านั้นดูอย่างวิชากระบี่สะท้อนจันทร์ของตระกูลเสวียนที่เขาใช้ยามต่อสู้สิ หากเขาฝึกกระบี่ขั้นสองสำเร็จจริงๆมีหรือที่ปรมาจารย์ขั้นหนึ่งอย่างปรมาจารย์เฝิ่นจะทนรับไหว?
ขณะเดียวกันกับที่เสวียนเทียนชิงปล่อยใจรับรู้ยืนหลับตาถือกระบี่ไม้อยู่บนยอดเขานั้นบนยอดเขาถัดไปก็ปรากฏร่างชราของฟู่หยงจิ้นกำลังยืนมองเขาอยู่ครั้งนี้เย่วอิงไม่ได้ตามมาด้วยแต่ความสนใจที่ฟู่หยงจิ้นมีต่อเสวียนเทียนชิงก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยแต่เดิมเขาก็ประหลาดใจมากอยู่แล้วที่เด็กหนุ่มขั้นเบิกิญญาสามารถวางค่ายกลกังิญญาได้ตอนนี้ได้มาเห็นเสวียนเทียนชิงฝึกกระบี่กับตายิ่งทำให้เขาประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
“ที่แท้เ้าเด็กนี่ฝึกปราณจนสมบูรณ์ตั้งนานแล้ว...พลังิญญาของเขาแข็งแกร่งเกินไปจนยากจะรวมเมล็ดิญญาได้สินะวิธีการฝึกเช่นนี้เหตุใดถึงยังมีหลงเหลืออยู่ในแดนมนุษย์กัน?”
ฟู่หยงจิ้นขมวดคิ้วมุ่นมองดูเสวียนเทียนชิงด้วยสายตาแปลกๆหลังจากมองอยู่ครึ่งค่อนวันด้วยระดับขั้นของฟู่หยงจิ้นก็มองปัญหาของเสวียนเทียนชิงออกแล้วทั้งการรวมเมล็ดิญญาทั้งการฝึกกระบี่ของเสวียนเทียนชิงนั้นฟู่หยงจิ้นสามารถสรุปออกมาได้เพียงอย่างเดียวก็คือเป็พวกฝึกพร่องปราณพิการคนหนึ่ง!