ซานหลง จักรพรรดิไร้บัลลังก์

    15.สอนดีกว่าอาจารข้าเสียอีก

    “ท่านลุง!!! ท่านลุงเหลียง..” เด็กชายตัวเล็กร้องเรียก หม่าเหลียงเสียงดัง“อ้าๆๆ อย่าวิ่งสิ อย่าวิ่ง เดี๋ยวก็หกล้อมเอาหรอก”“ท่านลุง ข้าดีใจที่สุดที่ท่านกลับมารับพวกเรา”“อ้าๆๆ ลุงจำสัญญาที่ให้ไว้กับเซียวเฟิงได้เสมอเลยรู้ไหม”“ขอบคุณฮะคุณลุงที่ไม่ทิ้งพวกเรา”“ฮ้าๆๆ เด็กโง่ ข้าจะทิ้งพวกเจ้าได้อย่างไร ดูเจ้าสิ ยังไงเจ้าก็เป็นหลานรักของลุงเสมอฮ้าๆ”“ท่านลุง นายน้อยเป็นคนดีจริงๆ อาหารของนายน้อยอร่อยมาก” เซียวหลินพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น“ฮ้าๆ ใช่แล้วใช่แล้ว นายน้อยเป็นคนดีมีความสามารถ โตขึ้นพวกเจ้าต้องเอาอย่างนายน้อยรู้ไหม”“ข้ารู้ ข้าจะต้องเป็นคนดีเหมือนนายน้อยฮับ” เด็กชายเอ่ยออกมาเสียงใส แววตาเต็มไปด้วยความสุข“จริงด้วยท่านลุงหม่า พวกเราพบพี่สาว อี้หลัน เธอเป็นคนดีมากแบ่งหมั่นโถวให้ข้ากับพี่สาวกินด้วยละ”“พี่สาว พี่สาวทางนี้ค่ะ” เธอร้องเรียก อี้หลัน ที่ยืนอยู่ไม่ไกล เธอถือชามกระเบื้อง สวมเสื้อผ้าฝ้ายเปื้อนดิน หน้าตามอมแมม ส่งรอยยิ้มอันสดใสมาให้คนทั้งสาม“พี่อี้หลัน นี่ท่านลุงหม่าของข้า” เซียวหลินแนะนำ“คารวะท่านลุงหม่า” อี้หลันค้อมหัวลงคารวะอย่างงดงาม หม่าเหลียงผงะนิดหนึ่ง เมื่อถูกคารวะ“คุณหนูอีก ข้าไม่กล้ารับ” มันพูดขึ้นด้วยความนอบน้อม เรื่องราวของอี้หลันเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่ว ไม่เพียงแค่หมู่บ้านเล็กๆ นี้แต่ทั่วทั้งเมืองหน้าด่าน ต่างได้ยินข่าวหญิงสาวที่ศูนย์เสียมารดา แม้จะถูกบังคับและบีบคั้นเพียงไร ก็ไม่ยอมแต่งเข้าสกุลของสามีใหม่มารดา แม้จะต้องกลายมาเป็นขอทานก็ตาม หากมีใครจะมาบังคับเธอก็จะได้เพียงศพ หรือร่างไร้วิญญาณของเธอไปเท่านั้น“ท่านอย่าเรียกข้าว่าคุณหนูเลยแต่นี่ต่อไป ข้าไม่ใช่คุณหนูอี้อีกแล้ว แต่เป็นอี้หลัน คนร่อนเร่พเนจร คนหนึ่งเท่านั้น” เธอพูดออกมาด้วยความเด็ดเดี่ยว ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่บุคคลไร้ความสามารถ เพียงแต่ไร้อำนาจเท่านั้น มองดูเธอก็อดเป็นห่วงนายน้อยของมันไม่ได้ แต่ยังดีที่มีนายท่านอยู่ มันจึงคลายกังวลลงไปได้มาก“ข้านับถือความเด็ดเดี่ยวของท่านจริงๆ เรื่องร้ายๆ ได้ผ่านไปแล้ว ข้าเชื่อว่าแต่นี้ต่อไปเรื่องดีๆ จะเข้ามาในชีวิตของท่านแน่นอน”“ขอบคุณท่านลุงหม่า สำหรับคำอวยพร อี้หลันซาบซึ้งใจยิ่งนัก”“ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก แล้วท่านจะไปกับพวกเราหรือไม่”“คนจรอย่างข้า ไม่มีทางเลือกมากนัก หวังเพียงแต่ว่า ความสามารถของข้าจะเป็นประโยชน์แก่คนผู้นั้น” สายตาของเธอมองทอดออกไปยังทิศทางที่ ซานหลงเดินจากไป“นายน้องต้องดีใจแน่ๆ ที่ได้คนมีความสามารถอย่างคุณหนูไปช่วยงาน” หม่าเหลียงพูดออกมาอย่างจริงใจ“เขาคนนั้นต้องการทำอะไรหรือ ถึงได้รับคนยากไร้ไปดูแลมากเพียงนี้” เธอถามออกมาด้วยความใครรู้“เรื่องนี้ข้าก็ไม่อาจตอบได้ งานที่นายน้อยให้เราทำ ก็แค่เตรียมที่กัก ล่าสัตว์และออกหาพืชผักมาเป็นอาหารเท่านั้น เอาเข้ามาขายในเมืองบ้างก็เพื่อนำเงินไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น สำหรับพวกเราเองก็เท่านั้น” มันตอบออกมาซื่อๆ“เป็นเช่นนั้นหรือ...” เธอคิด“อ้า นี้ก็ใกล้มืดค่ำแล้วเราต้องรีบไปก่อนจะมืดค่ำเสียก่อน ท่านรอข้าประเดี๋ยว” เหลียงซานมองพูดขึ้น มันเดินเข้าไปหาฝูงชล ก่อนจะตะโกนก้องขึ้น“นายน้อยให้ประกาศว่า ใครใคร่เข้าร่วมกับนายน้อยก็ให้ตามพวกเรากลับไป หากใครไม่ต้องการ ข้าก็จะไม่บังคับ และที่ข้าจะบอกก็คืองานของนายน้อยมีมาก พวกเจ้าจะต้องทำงานตามความสามารถ จะไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป แต่หากจะไปขอทานที่นั่น ข้าขอให้พวกเจ้าเปลี่ยนใจ ไม่มีใครยากเลี้ยงดูพวกคนเกียจคร้าน” พูดจบมันก็พาหลานๆ และอี้หลันเดินนำไปทันที ขอทานกว่า 40 คนเดินตามพวกมันไปทันที“ท่านลุงงานของนายน้อยมีมากจริงๆ หรือ แล้วข้าจะทำงานให้นายน้อยได้หรือไม่” เด็กชายตัวเล็กถาม“อ้าๆๆ ไม่หรอก นายน้อยใจดีจะตาย งานที่ให้ทำก็เพื่อตัวพวกเราเองทั้งนั้น เด็กน้อยอย่างพวกเจ้าก็แค่นั้งใจฟังสิ่งที่นายน้อยสอนเท่านั้น”“สอนเหรอ เขาสอนสิ่งใดพวกท่าน” เสียงของอี้หลันถามแทรกขึ้นมา“สอนการดำรงชีพ นายน้อยสอนพวกเราหาอาหาร ปรุงอาหาร ล่าสัตว์ สร้างบ้าน สอนทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่พวกเราไม่เคยรู้ อธิบาย ทำให้ดู จนพวกเราทำเป็นโดยไม่หวงวิชาสักนิด พ่อแม่ของข้ายังไม่เคยสอนเรื่องพวกนี้แก่ข้าเลย ท่านรู้หรือเปล่า ต้นไผ่อ่อนในซุปกวางที่ท่านกิน นายน้อยเป็นคนสอนวิธีเก็บ วิธีเลือก วิธีปรุงพวกมันเป็นอาหาร จนออกมาอร่อยแบบนั้นแหละ”“ท่านบอกว่าสิ่งที่อยู่ในซุปกวางคือต้นไผ่อ่อนที่ทั้งขมและเฝื่อนอย่างนั้นหรือ” อี้หลันถามออกมาด้วยความตกใจ“ใช่แล้ว ท่านนึกไม่ถึงละสิ ข้าเองก็ตกใจกับรสชาติของมันเหมือนกัน ของทั้งขมและเฝื่อนแบบนั้น นายน้อยยังเอามาทำเป็นอาหารได้”“อ่า..จริงสิ พวกเจ้าจำกวีที่นายน้อยพาท่องได้หรือไม่ พวกเจ้าต้องท่องมันให้ขึ้นใจนะ มันเป็นกวีที่ดีมากๆ เต็มไปด้วยคำสอนที่เรียบง่าย เราต้องท่องทุกครั้งก่อนกินอาหารนะรู้ไหม”“ท่านลุง ข้ายังจำไม่ได้ ท่านลุงพาข้าท่องได้ไหมฮะ”“ฮ้าๆๆ ได้สิได้ เจ้าท่องตามลุงนะ”“ฮะ”“โสยงหมี่ฟ่าน. โสโหย่ฉือวู่ ปี้ซือเฉียน ปู้ซื่อเชี่ยว.....” เสียงท่องกวีพิจารอาหาร ดังก้องขึ้น เพียงไม่นานเหล่าขอทานทั้งหมดที่เดินตามมาก็ท่องตาม เมื่อกวีถูกท่องเป็นภาษาจีนโบราณ มันทำให้แต่ละถ้อยคำมีมนต์ขลังอย่างน่าอัศจรรย์เสียงกระวีดังก้องไปตลอดทาง ลูกเด็กเล็กแดงของชาวบ้านต่างท่องตามอย่างสนใจ โดยที่เจ้าของกวี ที่ดังอย่างไม่ตั้งใจ ไม่รู้เลยว่าบทพิจารอาหารสมัยประถมของเขา จะกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และมีมนต์ขลังขนาดนี้เขาจัดการซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นจอบ เสียม เคียวเกี่ยวข้าว เชือกฟ้า เกลือ และชุดผ้าฝ้ายใหม่ จำนวน 50 ชุด ทำให้เงินที่ขายเนื้อหมูมาได้ถูกใช้ไปจนหมด ชุดผ้าฝ้ายต้องเดินซื้อถึง 5 ร้านกว่าจะครบ คนขายยิ้มแก้มปริ ที่เจอลูกค้าใจป๋าอย่างเขา“ท่านแม่ เรายังต้องซื้ออะไรอีกหรือไม่” ซานหลงถามมารดา“ไม่มีแล้วลูก แม่คิดว่าครบแล้วนะ หรือเจ้าว่าเราควรซื้ออะไรเพิ่มอีก”“เปล่าขอรับท่านแม่ ข้าจะบอกว่าอัดหมดแล้ว แฮ่ๆ ....” ...มุกฝืดสิ้นดี.. มารดาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น“ที่แม่ก็มีอีกเยอะ เจ้าจะเอาเท่าไหร่ละ” ....“ที่ข้าก็มีอีก 30 ทอง” เขาไม่ได้บอกว่าที่หมดนะคือเงินขายเนื้อของวันนี้“อ่าวไหนบอกว่าอัดหมด” ...นี้มารดาไม่เข้าใจมุกควายของเขาไม่พอ ยังเข้าใจผิดกันไปใหญ่ หรือเข้าใจถูกหว่า เขายิ้มแห้งๆ“ข้าล้อเล่นนะท่านแม่ แฮ่ๆ ...” กาบินผ่าน 3 ตัว“นี่แนะลูกคนนี้นี่ เล่นอะไรของเจ้ากัน” ..มารดายิ้มออกมาหลังจากตีแขนเขาเบาๆ“ไม่มีอารมณ์ขันกันเสียเลย” นักวิจัยพันธุ์พืชบ่นอุบเบาๆ“อะไรขันๆ นะ..” มารดาได้ยินไม่ถนัดจึงถามขึ้น“ไม่มีอะไรท่านแม่ ข้าแค่จะบอกว่าเรารีบกลับกันดีกว่า แฮ่ๆ” สาวๆ เห็นท่าทางของสองแม่ลูกก็ยิ้มน้อยๆ ออกมา ให้กับความน่ารักของครอบครัวนี้“พูดจาแหลกพิกลลูกคนนี้ ไป รีบไป เดี๋ยวจะค่ำมืดเสียก่อน” นางยี่เร่งทุกคนด้วยเสียงอันนุ่มนวล ใช้เวลาเพียงไม่นาน ซานหลงและมารดา ก็กลับมาถึงบ้าน ที่ท่าน้ำ มีหมูป่าตัวใหญ่นอนอยู่ 5 ตัว บิดาของเขากับคนงานล่าพวกมันมาได้หมาดๆ ข้างเพิงที่พัก มีท่อนไม้แห้งกองเรียงกันอยู่กองโตเมื่อเห็นพวกเขาขนของใช้กลับมามากมาย ทุกคนก็กรูกันออกมารับข้าวของนั้นไปจัดการต่อ ชุดผ้าฝ้ายถูกนำไปรอไว้ที่ลานฟาง จุดที่พวกเขานั่งกินข้าว เมื่อตอนเที่ยงนั่งพักหายใจหายคอ กินน้ำกินท่าเพียงชั่วหายเหนื่อย เสียงท่องกวีพิจารอาหารสมัยเรียนชั้นประถามของเขา ก็ดังแว่วมาแต่ไกลใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจ นี่คนพวกนี้ชอบ คำพิจารอาหารมากขนาดนี้เชียวหรือ พวกเขาไม่มีอะไรให้ท่องหรืออย่างไร ร้องเพลงก็ได้ มันน่าจะเพราะกว่ากวีบทนี้ของเขาแต่พอคิดดูดีๆ ในความทรงจำของเขาไม่เคยได้ยินเสียงเพลงเลย กวีก็มีแต่ขุนนางที่มีความรู้ ท่องและจดจำได้ ชาวบ้านธรรมดาสามัญไหนเลยจะมีของจรรโลงใจพวกนั้น จะมีก็แต่เสียงนกกา หรือหริ่งเรไรร้องเท่านั้น ที่มีให้ฟังเพื่อผ่อนคลายยามหลับนอนเมื่อทุกคนเดินมาถึงปางพัก หม่าเหลียงก็พาทุกคนเดินเข้ามาหานายน้อยทันที...