“ท่านอ๋องน้อย”เสิ่นอ้ายฉิงกล่าวทักทายมู่หยางจินระหว่างทางไปห้องน้องสาว
“นี่คืออะไรหรือ”มู่หยางจินมองอาหารในถาดที่เด็กรับใช้เดินถือตามหลังท่านหญิงของจวนมา
“อาหารของคนป่วยเป็โจ๊กข้าวฟ่าง กับไข่ตุ๋น เยว่เยว่ชอบทานสองอย่างนี้ ท่านอ๋องน้อยอยากทานหรือไม่ข้าจะให้เด็กจัดส่งไปให้” เสิ่นอ้ายฉิงเปิดฝาภาชนะทั้งสองให้มู่หยางจินดูเขามองอาหารสีสันสดใสอย่างสนใจ ไม่เคยเห็นโจ๊กที่้าตกแต่งด้วยกลีบดอกไม้มาก่อน
“ไม่รบกวนว่าที่พี่สะใภ้แต่ว่าดอกไม้นี่ กินได้อย่างนั้นหรือ” เสิ่นอ้ายฉิงใกับคำเรียกตนของท่านอ๋องน้อยแต่ก็เก็บอาการไว้ ท่านอ๋องน้อยผู้นี่ช่างเป็คนแปลกเสียจริง
“ดอกกุหลาบนี้กินได้เยว่เยว่ชอบดอกไม้ทุกชนิด โดยเฉพาะดอกกุหลาบ จวนเราจึงปลูกไว้มาก ข้าเพิ่งไปตัดมาว่าจะเอาไปให้เยว่เยว่ จะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น” เสิ่นอ้ายฉิงผายมือไปยังดอกไม้หลายชนิดที่เด็กรับใช้ถืออยู่ที่ด้านหลังนางมู่หยางจินมองตามก็พบว่ามีดอกกุหลาบสีแดงสดมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่น
“ข้าไม่รบกวนว่าที่พี่สะใภ้ไปดูแลน้องสาวแล้วข้าขอตัวก่อน” เสิ่นอ้ายฉิงทำความเคารพมู่หยางจิน รอจนเขาเดินพ้นทางเดินนางจึงก้าวเดินไปที่ห้องน้องสาว
“ท่านพ่อท่านแม่ น้องตื่นหรือยังเ้าค่ะ ลูกทำโจ๊กข้าวฟ่างกับไข่ตุ๋นที่น้องชอบมาให้”
“รู้สึกตัวเล็กน้อยตอนที่ท่านอ๋องน้อยมาเยี่ยมอีกประเดี๋ยวค่อยปลุกให้กินข้าวแล้วกัน”
“ท่านอ๋องน้อยมาเยี่ยมเยว่เยว่หรือเ้าค่ะ”เสิ่นอ้ายฉิงถามอย่างประหลาดใจ บุคลิกของท่านอ๋องน้อยออกจะเ็าท่าทางของเขาก็เหมือนเป็คนประเภทที่จะไม่สนใจผู้ใดนางจึงไม่คิดว่าเขาจะมาเยี่ยมเสิ่นเยว่เอ๋อร์
“ใช่ท่าทางตอนที่คุยกับน้องสาวของเ้าช่างอ่อนโยนนัก ไม่เชื่อเ้าก็ลองถามท่านพ่อดูท่านพ่อของเ้ามาเห็นเข้าพอดี” เสิ่นอ้ายฉิงมองท่านพ่อของนางเขาก็พยักหน้าว่าจริงอย่างที่ท่านแม่ของนางพูด
“ท่านอ๋องน้อยคนนี้เสียครอบครัวไปั้แ่ยังเด็ก เลยดูจะเป็คนเ็าไปบ้างอีกทั้งข้างกายของท่านก็มีแต่เหล่าแม่ทัพขุนศึกเจนสนามทั้งนั้นหน้าตาท่าทางจะดูแข็งกร้าวไปบ้างก็ไม่แปลกอะไร” เสิ่นอี้เฉินอธิบายถึงมู่หยางจินให้บุตรสาวฟัง
“เมื่อสักครู่ลูกพบท่านอ๋องน้อยท่านเรียกลูกว่าว่าที่พี่สะใภ้”
“ทำตัวทำใจให้ชินเถอะอ้ายอ้ายท่านอ๋องน้อยผู้นี้ดื้อดึงนัก ถึงเ้าจะขอให้ท่านเรียกเพียงชื่อของเ้าพ่อคิดว่าท่านก็คงจะเรียกแบบที่ท่านสะดวกอยู่ดี”
“อ้ายอ้ายท่านอ๋องน้อยบอกกับแม่ว่าจะเขียนจดหมายไปขอพระราชทานอนุญาตต่อฮ่องเต้ ให้เลื่อนการเดินทางออกไปอีกหน่อยท่านบอกว่าอยากให้เ้าได้อยู่กับน้องสาว”
“จริงหรือเ้าค่ะท่านแม่ท่านช่างมีน้ำใจกับลูกและเยว่เยว่นัก”
“แม่คิดว่าท่านอ๋องน้อยก็มีมุมอ่อนโยนอยู่เ้าอยู่ทางโน้นก็ผูกมิตรกับท่านเอาไว้ ฮ่องเต้มีท่านอ๋องน้อยเป็ญาติเพียงคนเดียวเ้าต้องดูแลท่านด้วยนะ”
“เ้าค่ะลูกจะไม่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องผิดหวัง”
“ปลุกเยว่เยว่มาทานข้าวเถิดน้องเ้าจะได้มีแรงและหายป่วยไวๆ”
“เ้าค่ะท่านแม่”
“เยว่เยว่น้องสาว ตื่นมากินข้าวนะ พี่ทำโจ๊กข้าวฟ่างกับไข่ตุ๋นมาให้เ้า”
“อื้อ พี่หญิงข้าปวดมากเ้าค่ะ” เสิ่นเยว่เอ๋อร์สะลึมสะลือพูดกับพี่สาวด้วยเสียงแหบพร่านางกอดพี่สาวอย่างออดอ้อนเมื่อยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่มาก
“เ้าปวดหัวหรือปวดตัวด้วยใช่หรือไม่” เสิ่นเยว่เอ๋อร์พยักหน้าเบาๆกับอกพี่สาว นางอยากนอนพัก ไม่อยากจะกินดื่มหรือทำอะไรทั้งนั้น
“เ้าดูสิพี่เอาดอกกุหลาบที่เ้าชอบมาให้ด้วยนะ เ้าลองดมดูสิว่าได้กลิ่นหรือไม่”เสิ่นเยว่เอ๋อร์ดมดอกไม้ในมือพี่สาวแล้วส่ายหน้านางเป็หวัดจึงไม่ได้กลิ่นที่ชื่นชอบ หากแต่ก็ยังคงถือดอกไม้นั้นไว้ในมือ
“ข้ามองพี่หญิงไม่ชัดเลยข้าปวดตามากเ้าค่ะ” เสิ่นเยว่เอ๋อร์หลับตาลงเพราะมองอะไรก็ไม่ชัดเจนทุกอย่างล้วนมัวไปหมดใบหน้าพี่สาวที่ใกล้ถึงเพียงนี้นางก็มองไม่ชัด
“ถ้าอย่างนั้นคนดีของพี่ก็หลับตานะพี่จะป้อนข้าวให้เ้าเอง อิ่มแล้วจะได้ดื่มยาและนอนพักนะ”
“ข้าไม่อยากดื่มยาเ้าค่ะพี่หญิงท่านพ่อ ท่านไม่มีผลไม้รสหวานมาให้ลูกหรือเ้าค่ะเมื่อคืนท่านแม่ไม่ให้ลูกกินผลไม้หลังดื่มยาเลย” เสิ่นเยว่เอ๋อร์หลับตากอดพี่สาวอย่างออดอ้อนพร้อมกับฟ้องท่านพ่อของนาง
“ผลไม้รสหวานที่จวนหมดแม่จึงไม่ได้เอาให้เ้ากิน เมื่อคืนแม่ก็บอกกับเ้าแล้วนี่แล้วเยว่เยว่ของแม่ก็บอกว่าโตแล้ว เหตุใดยังกลัวการดื่มยาอยู่เล่า”
“ลูกยังเล็กยังไม่โตเลยเ้าค่ะ” คนป่วยตอบเสียงเบาเมื่อจำได้ว่าเมื่อคืนนางพูดอะไรกับท่านแม่บ้าง
“อ้ากินข้าวดีกว่านะ อย่ามัวคุยอยู่เลย โจ๊กของเ้าจะเย็นหมดแล้ว”เสิ่นอ้ายฉิงตักโจ๊กข้าวฟ่างจ่อที่ปากน้องสาว เป็การบังคับกลายๆให้นางเลิกพูดและกินข้าวเสียที
“โจ๊กของพี่หญิงจืดมากเลยเ้าค่ะทำไมวันนี้ไม่อร่อยเลย”
“เ้าป่วยอยู่ย่อมไม่รู้รสเป็ธรรมดาฝืนกินหน่อยเถอะจะได้มีแรง หายป่วยไวๆ”เสิ่นเยว่เอ๋อร์กินอาหารที่พี่สาวป้อนได้อย่างละนิดนางก็อิ่ม
“กินเพียงเท่านี้เมื่อไหร่จะหายป่วยกันนะ” เสิ่นอ้ายฉิงบ่นน้องสาวไม่จริงจังนัก
“ข้าไม่อยากดื่มยาไม่ดื่มได้หรือไม่พี่หญิง” คนป่วยหันหน้าหนีเมื่อพี่สาวพยายามจะป้อนยาให้ดื่ม
“ไม่ได้หากเยว่เยว่ไม่ดื่มยาเ้าก็จะไม่หายปวดหัวปวดตัวนะ”
“แต่ยานี้รสขมมากท่านพ่อไปซื้อผลไม้รสหวานมาให้ลูกได้หรือไม่ ตอนนั้นลูกค่อยดื่มยานะเ้าค่ะท่านพ่อ”
“ไม่ได้ยาต้องดื่มตอนที่ยังอุ่นอยู่ หากเย็นแล้วเ้าก็ดื่มไม่ได้ จะต้องให้คนไปต้มใหม่เ้าอยากให้พวกเขาต้มยาอีกครั้งหรือ”เสิ่นอี้เฉินเดินเข้ามาหาบุตรสาวหวังจะพูดเอาใจแต่ก็ไม่ทันได้พูดสิ่งที่คิดก็ถูกภรรยาของเขาเข้ามาพูดตัดหน้ากำราบเด็กดื้อที่ไม่ชอบดื่มยาเอาเสียก่อน
“ผลไม้รสหวานมาแล้วเ้าค่ะ”เด็กรับใช้รีบถือกล่องผลไม้รสหวานเข้ามาในห้อง จัดการเปิดกล่องยื่นให้เ้านายทันที
“ผู้ใดเป็คนส่งผลไม้พวกนี้มาหรือ”พระชายาฟู่ฟางิถามเด็กรับใช้อย่างประหลาดใจเพราะนางยังไม่ได้ให้ใครออกไปซื้อผลไม้รสหวานมาเลย
“ท่านชายใหญ่ซื้อมาจากตลาดเ้าค่ะส่วนห่อนี้ท่านอ๋องน้อยฝากมาให้ท่านหญิงเยว่เ้าค่ะ”พระชายารับห่อกระดาษจากมือเด็กรับใช้ เปิดออกดูก็พบถุงหอมสีแดงใบหนึ่ง
“พี่ใหญ่ของเ้าช่างรู้ใจน้องสาวยิ่งนักพาท่านอ๋องน้อยไปเที่ยวชมเมืองแล้วยังไม่ลืมซื้อผลไม้รสหวานมาให้เ้าด้วย”ฟู่ฟางิป้อนยาให้บุตรสาวแล้วหยิบผลไม้รสหวานใส่มือให้นางได้ถือกินเองตามใจ
“นี่ของฝากของเ้าจากผู้มีพระคุณ”เมื่อเห็นว่าบุตรสาวกินผลไม้รสหวานในมือหมดแล้วก็เช็ดทำความสะอาดมือของนางแล้วยื่นถุงหอมให้
“ของพี่จินหรือหอมจังเ้าค่ะท่านแม่” เสิ่นเยว่เอ๋อร์รับของฝากมาถือไว้อย่างดีใจ นางจับถุงหอมขึ้นมาดมแสร้งบอกว่าหอมเหลือเกินทั้งที่ไม่ได้กลิ่นใดๆเลย
“เยว่เยว่เ้าบอกพี่ว่าไม่ได้กลิ่นไม่ใช่หรือ” เสิ่นอ้ายฉิงแกล้งล้อน้องสาวเสิ่นเยว่เอ๋อร์ไม่สนใจคำกล่าวของพี่สาว นางทำเพียงนอนลงและกอดถุงหอมของนางไว้เท่านั้น
“เ้านอนแล้วหรือเยว่เยว่พี่ว่าเ้ายังไม่หลับนะ” เสิ่นอ้ายฉิงพูดแกล้งน้องสาวที่แกล้งหลับ
“ข้าหลับแล้วเ้าค่ะพี่หญิง”คนป่วยที่กลัวว่าพี่หญิงของนางจะไม่เชื่อว่านางหลับจริงๆรีบเอ่ยขึ้น
“หลับแล้วก็ดีพักผ่อนให้มากนะ จะได้หายป่วยไวๆ” เสิ่นเยว่เอ๋อร์หลับไปแล้วจริงๆพ่อแม่และพี่สาวของสาวน้อยต่างก็มองนางด้วยความรักและเอ็นดู