บทที่ 43 เปลี่ยนใจแล้ว
“คุณลุงคะ หนูมีงานใหญ่ให้ลุงทำสนใจไหมคะ?”
เสิ่นเมิ่งวางมือบนพนักพิงเบาะรถแท็กซี่ หันมาพูดกับคนขับพร้อมกับกระพริบตาปริบ ๆ ดวงตากลมโตเป็นประกาย
คนขับแท็กซี่เป็นชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าปี เป็นช่วงวัยที่ต้องแบกรับภาระครอบครัวทั้งลูกทั้งเมีย อยากจะหาเงินมาจุนเจือครอบครัวให้มากขึ้น พอได้ยินดังนั้นก็รู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที “งานใหญ่อะไรเหรอ?”
“คือแบบนี้ค่ะ เพื่อนของหนู เขาไปปีนผาแล้วขาหัก ตอนนี้อยู่บนหน้าผารอคนช่วยอยู่ แต่ว่า… หน่วยกู้ภัยไปช้า หนูกลัวว่าเขาจะทนไม่ไหว ลุงพอจะไปรับเขาให้หน่อยได้ไหมคะ?”
เสิ่นเมิ่งยังคงกระพริบตาปริบ ๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นดูน่าสงสารและน่ารักน่าเอ็นดู
ดูจากการแต่งตัวของเด็กสาวคนนี้แล้ว รู้เลยว่าเป็นลูกคนรวย ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคนี้สมัยนี้ ใครจะไปมีเวลาว่างไปปีนผาเล่นกันในวันทำงาน มีแต่คุณชายลูกเศรษฐีเท่านั้นแหละที่มีเวลาว่างขนาดนี้! งานนี้น่าจะได้เงินไม่น้อยแน่ ๆ!
ลุงคนขับแท็กซี่รีบคว้าโอกาสนั้นไว้ทันที “โอ้! เรื่องช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องใหญ่! งานนี้ยังไงก็ต้องรับไว้ เพื่อนหนูรออยู่ที่ไหน? พวกเราไปกันเดี๋ยวนี้เลย!”
“อยู่ที่เขาเหมาหมิงค่ะ เขาบอกว่านั่งอยู่บนหน้าผา ไปถึงก็เห็นค่ะ!” เสิ่นเมิ่งพูดด้วยน้ำเสียงใส
เขาเหมาหมิง! นั่นมันไกลจากตัวเมืองตั้งเยอะ! ถ้าคิดตามมิเตอร์ แค่ขาไปก็ปาไปห้าร้อยหยวนแล้ว ถ้าหากไปกลับก็เป็นพันหยวนเลยนะ!
หากรับงานนี้มา มันก็คุ้มค่าสุด ๆ ไปเลย!
“ได้เลย งั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ!” ลุงคนขับแท็กซี่พูดจบก็หมุนพวงมาลัยรถกลับรถมุ่งหน้าไปยังภูเขาเหมาหมิงทันที
แต่ว่า รถวิ่งไปได้เพียงห้านาที เสิ่นเมิ่งที่นั่งอยู่เบาะหลังก็กุมท้องร้องออกมาว่า “โอ้ย ปวดท้องจังเลย!”
“หนูเป็นอะไรไป? ทานอะไรผิดสำแดงมารึเปล่า?” ลุงคนขับแท็กซี่ก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย ถ้าเด็กสาวคนนี้ไม่สบายต้องลงจากรถ งานนี้เขาก็อดได้เงินน่ะสิ?
เสิ่นเมิ่งเงยหน้าขึ้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย ขนตายาวสั่นระริก “ไม่ใช่... ไม่ใช่ทานอะไรผิดสำแดงค่ะ คือ ฉัน โรคเก่ากำเริบ…”
“ห๊า?! โรคเก่าอะไรงั้นเหรอ? ต้องให้ลุงพาไปโรงพยาบาลไหม?” ลุงคนขับแท็กซี่เป็นห่วงขึ้นมาจริง ๆ เพราะสีหน้าของเด็กสาวคนนี้ซีดเซียวจนน่าตกใจ
แต่เสิ่นเมิ่ง รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล...โอ้ย!”
“ไม่ได้นะหนู หน้าซีดขนาดนี้แล้ว ไม่ไปโรงพยาบาลได้ยังไง?” ลุงคนขับหันรถกลับทันที “ไม่ได้ ๆ พวกเราต้องรีบไปโรงพยาบาล!”
“ไม่ได้ค่ะ! เพื่อนหนูยังรอหนูอยู่บนหน้าผา หนูเสียเวลาไม่ได้ค่ะ ลุง หนูทนได้ ไปรับเขาก่อนเถอะค่ะ” เสิ่นเมิ่งเอามือกุมท้องไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งโบกมือให้ลุงคนขับแท็กซี่อย่างยากลำบาก
เห็นได้ชัดว่าเธออ่อนเพลียมาก แม้แต่การโบกมือก็ยังดูไร้เรี่ยวแรง
ลุงคนขับกัดริมฝีปากอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่านึกวิธีที่ดีที่สุดได้แล้ว เขารีบเหยียบเบรกแล้วหันไปมองเด็กสาวหน้าซีดที่นั่งอยู่เบาะหลัง
“หนู ลุงว่าแบบนี้ดีไหม? ลุงพาหนูไปโรงพยาบาลก่อน แล้วลุงค่อยไปรับเพื่อนหนูมาให้ มาเจอกับหนูที่โรงพยาบาล”
“แบบนั้นได้เหรอคะ? ลุงไปคนเดียวจะหาที่เจอเหรอคะ?” เสิ่นเมิ่งขมวดคิ้วอย่างลังเล
“จะหาไม่เจอได้ยังไง ลุงขับรถมาสิบกว่าปีแล้ว ไม่มีที่ไหนที่ลุงไม่รู้จักหรอก” ลุงคนขับพูดอย่างมั่นใจพลางตบที่อก
เสิ่นเมิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก “งั้นก็ดีเลยค่ะ หนูขอจ่ายเงินลุงก่อน หนู…”
เธอหยิบกระเป๋าเงินออกมา ค้นไปค้นมา แต่มีแต่ธนบัตรห้าสิบหยวน
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอยู่พักหนึ่ง แต่กลับเปิดเครื่องไม่ได้
เสิ่นเมิ่งกำธนบัตรห้าสิบหยวนไว้แน่น น้ำตาแทบไหล “ลุงคะ โทรศัพท์หนูแบตหมด เหลือเงินอยู่แค่ห้าสิบหยวน…”
“เธอ…” ลุงคนขับพูดไม่ออก จริง ๆ แล้วการที่เขาเสนอตัวอาสาไปรับเพื่อนเธอมาก็ถือว่าช่วยเหลือแล้ว แต่เด็กคนนี้มีเงินติดตัวแค่ห้าสิบหยวน จะให้เป็นค่ามัดจำก็คงไม่ได้!
“งั้น… ไม่เป็นไรค่ะ ให้เขารออยู่บนหน้าผาไปก่อนแล้วกันค่ะ เดี๋ยวตอนเย็นหนูหายดีแล้ว ค่อยเอาเงินมา…” เสิ่นเมิ่งถอนหายใจแล้วเก็บธนบัตรห้าสิบหยวนกลับเข้าไปในกระเป๋าเหมือนเดิม
“เดี๋ยวก่อน!”