ห้องนอนใหญ่สุดภายในบ้านมีผู้คนนั่งทานซาลาเปากันอยู่อย่างครึกครื้น ชายชราถูกประคองให้กึ่งนั่งกึ่งนอนหลังพิงกำแพงอยู่บนเตียง สายตามีชีวิตชีวาขึ้นกว่าแต่ก่อนกวาดมองลูกหลานนั่งพูดคุยกัน นิ้วมือกระดิกเคาะกับเตียงแผ่วเบา
“ท่านเป็นเช่นไรบ้าง อยากทานซาลาเปาหรือไม่” จ้าวเฉิงหยอกล้อกับชายชรา มองใบหน้าที่เพยิดให้
“วันนี้ท่านยังทานซาลาเปาไม่ได้ รอให้แข็งแรงก่อน”
“ท่านปู่ทวด” เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองถือซาลาเปามานั่งทานอยู่ข้างชายชรา
จางซื่อมัวยุ่งอยู่กับการจัดห้องให้กับแขกจึงปล่อยแขกพูดคุยกับพ่อสามี บ้านหลังนี้มีเก้าห้องนอน หกห้องมีเจ้าของจับจอง อีกสามห้องที่ว่างเป็นของหลานสาวที่ไปเป็นสาวใช้อยู่ในอำเภอกับบุตรสาวที่ออกเรือนไป อีกห้องยังว่างเพราะหลานสาวตัวน้อยทั้งสองนอนด้วยกัน
“ท่านย่าหายปวดเหงือกหรือยังเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงรินชาให้กับเฝิงเหล่าฮูหยิน
“หายแล้ว ไม่มีอาการปวดเลยสักนิด”
“ข้าเชื่อเจ้าค่ะ ดูจากการทานซาลาเปาแล้ว ข้าเชื่อว่าท่านหายปวดเหงือก”
“เจ้าช่างล้อคนแก่” ตีแขนหลานสาวแผ่วเบา เสสายตามองไปทางท่านน้าของสามี ยามแก่ชรามิรู้ว่าจะมีสภาพเช่นไร อายุยืนมากก็ไม่ดี เป็นภาระบุตรหลาน
ยามนี้นางก็หกสิบแล้วจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปี เกรงว่าอาจจะอยู่ได้อีกไม่เกินสิบปีเสียด้วยซ้ำ ก่อนนางจะสิ้นชีพสิ่งเดียวที่อยากเห็นคือความผาสุกของสกุลจ้าว
ตุบ! ตุบ!
“ผู้ใดอยู่ในบ้าน เปิดประตูออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้”
ประตูหน้าบ้านถูกทุบเสียงดังแข่งกับเสียงตะโกนราวกับโกรธแค้นผู้ใดมาสิบชาติ
ชางเหลียนกับชางหลินรีบเข้ามาเกาะแขนจ้าวลู่ชิงด้วยความหวาดกลัว เสียงที่ได้ยินต้องเป็นเสียงของผู้ปกครองเด็กพวกนั้นแน่ ๆ
“วันนี้ข้าตบปากพวกเด็กนิสัยไม่ดีมาเจ้าค่ะ ผู้ปกครองของเด็กพวกนั้นคงมาเอาเรื่อง” จ้าวลู่ชิงบอกกับผู้อาวุโสทุกคน
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้ หากพวกเจ้าไม่เปิดได้เห็นดีกันแน่” น้ำเสียงดุร้ายตะโกนดังลั่น
โม่เอินเปิดประตูหน้าบ้านหลังจากได้รับสัญญาณจากจ้าวลู่ชิง คนที่แหกปากอยู่หน้าประตูหน้าคว่ำเข้ามาเป็นแถบ
“ทุกท่านมายืนตะโกนหน้าบ้านผู้อื่น มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ใช่เจ้าหรือไม่ ที่ตบบุตรชายพวกข้าจนฟันหลุด” ชาวบ้านบอกว่าเห็นพวกเด็ก ๆ วิ่งตามคนบ้านนี้ไป
“เหตุใดท่านถึงพุ่งเป้ามาที่ข้า”
“หากไม่ใช่คนแปลกหน้าอย่างพวกเจ้าที่เข้ามาในหมู่บ้านแล้วผู้ใดจะกล้าลงมือกับเด็กพวกนี้”
“ข้าลงมือกับพวกเจ้ารึ?” จ้องมองกลุ่มเด็กที่ปากเจ่อ ใบหน้าบวมแดง เด็กทั้งหมดก้มหน้าลงต่ำมิได้ตอบคำถาม
“เป็นเจ้าที่ทำแน่นอน ดูสิลูกพวกข้ากลัวเจ้ากันทุกคน”
“ท่านน้าอย่าได้คิดเองเออเอง ขนาดทางการจับกุมตัวผู้ร้ายยังต้องมีหลักฐาน ท่านเป็นผู้ใดถึงได้มาวางท่าใหญ่โต ชี้นิ้วให้ร้ายว่าข้าเป็นคนทำร้ายเด็กพวกนี้”
“ชาวบ้านเห็นว่าเด็กพวกนี้วิ่งตามพวกเจ้า”
“อ้อ วิ่งตามข้าแล้วอย่างไร ข้ามิใช่หญิงใจดำที่จะทำร้ายเด็กบริสุทธิ์หรอกนะ”
“เจ้าอย่าได้ปัดความรับผิดชอบ วันนี้หมู่บ้านชางมีคนแปลกหน้าอย่างพวกเจ้าเข้ามาแล้วเด็กในหมู่บ้านถูกทำร้าย ถ้าไม่ให้สงสัยพวกเจ้าแล้วจะให้ไปสงสัยผู้ใด” พยายามปลุกระดมชาวบ้านให้จัดการกับคนแปลกหน้า
จ้าวลู่ชิงเหลือบตามองชาวบ้านที่มายืนมุงดู หมู่บ้านแห่งนี้ต้องมีเรื่องสนุกให้นางรอชมแน่นอน ดูจากการไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
“หมู่บ้านชางเขียนป้ายติดประกาศว่าห้ามคนนอกหมู่บ้านเข้ามารึ”
“ไม่ได้ติด”
“ไม่ได้ติด? หากวันหนึ่งมีคนเข้ามาเป็นร้อย แล้วบุตรชายท่านถูกทำร้ายคนพวกนั้นก็ต้องยอมรับว่าเป็นคนลงมือทำร้ายหรอกหรือ”
“เจ้าอย่าได้ปัดความผิดให้พ้นตัว”
เสียงสตรีอีกคนดังขึ้น ด้านหน้านางมีบุตรชายตัวเล็กแต่มีน้ำมีนวลยืนแก้มบวม น่าจะตัวเล็กเพราะกรรมพันธุ์ ดูมารดาสิตัวเล็กราวกับชิวาว่าที่คนในยุคที่นางจากมาชอบเลี้ยง
“พวกท่านถามบุตรชายคนดีของตนเองก่อนเถิด ว่าไปทำให้ผู้ใดโกรธเคืองหรือไม่ ถึงได้มีสภาพน่าสังเวชจนผู้คนนึกว่าไปฟัดกับหมาป่ามา” จ้าวลู่ชิงเน้นย้ำคำว่าหมาป่า เด็กพวกนั้นสะดุ้งกันใหญ่
“ถ้าไม่มีเรื่องที่เป็นประโยชน์ก็ไม่ต้องเสนอหน้ามาเคาะประตู เข้าใจที่ข้ากล่าวหรือไม่” นางไม่ได้มีความอดทนมากมายนัก หากล้ำเส้นจนเกินไปนางจะมอบบทเรียนที่ไม่มีวันลืมสลักไว้ในสมอง
“เจ้า! นังเด็กสารเลว”
เพียะ!
ซูเซียงตบปากสตรีที่กล้ามาผรุสวาจาใส่หน้าคุณหนูของนางจนฟันหลุดกระเด็นออกมาจากปาก
ส่วนคนที่ถูกตบยังมึนงง บนฝ่ามือที่กุมปากมีฟันหลุดออกมาหนึ่งซี่
เพ้ย!
“นังเด็ก………” ปากที่กำลังจะผรุสวาจาเงียบลงเมื่อเห็นฝ่ามือที่ยกขึ้นมาขู่
“พวกท่านกลับไปดีกว่า หากยังไม่ฟังคำเตือนฟันทั้งปากของพวกท่านคงถูกเลาะออกหมด” ซูเซียงข่มขู่
“พวกเจ้ารอให้พ่อสามีกับสามีข้ากับมาก่อนเถิด” สายตาโกรธแค้นจดจ้องราวกับจะฆ่ากันให้ตาย
“ปิดประตู”
ปัง!
ประตูบานใหญ่ปิดกระแทกหน้าผู้ใดบ้างพวกนางหาได้สนใจ
“พี่สาวเก่งมากเจ้าค่ะ” ชางเหลียงกระโดดปรบมือ
“ไปก่อเรื่องอีกแล้วหรือ” จ้าวเฉิงถามหลานสาวก่อนจะหัวเราะแผ่วเบา
“ข้ารู้สึกว่าบ้านหลังนี้ต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ ข้าเห็นสายตาของสตรีที่เป็นแม่ของเจ้าเด็กตัวอ้วนนั่นแล้ว นางดูอาฆาตมาดร้าย”
“รอให้คนในบ้านกลับมาจากทำงานก่อนเถิด จะได้รู้สักทีว่าเกิดอันใดขึ้น”
เวลาผ่านไปจนดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า จ้าวลู่ชิงพาเด็ก ๆ เก็บฟองเต้าหู้ที่ตากแดดเข้าไปเก็บไว้ในร่ม
เด็กทั้งสองสนุกกับงานที่ทำ เหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือมีความสุขที่ได้เล่นกับพี่สาวที่พวกตนเพิ่งรู้จัก
ชางเฉียงพร้อมบุตรชายทั้งสอง ลูกสะใภ้ และหลานชาย เดินกลับมาจากทำงานในตำบลกว่าจะถึงบ้านก็มืดค่ำ กลิ่นหอมที่ลอยออกมานอกบ้านทำให้ทุกคนสงสัยว่าหญิงชราที่อยู่เฝ้าบ้านกำลังทำอันใดเป็นอาหารมื้อเย็น
“เสี่ยวเหลียน เปิดประตูให้พ่อหน่อย” ชางต๋าบุตรชายคนโตของชางเฉียงเคาะประตูเรียกบุตรสาวคนเล็ก
ชางเหลียนได้ยินเสียงเรียกจึงรีบวิ่งมาเปิดประตู “ท่านปู่ มีคนมาบ้านเราเจ้าค่ะ” เปิดประตูออกมาเจอหน้าท่านปู่ก็รีบบอกทันที
“ผู้ใด”
“ท่านปู่จ้าวเฉิงเจ้าค่ะ”
“ญาติผู้พี่มารึ” ชางเฉียงตกใจก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปภายในบ้านราวกับเด็ก
ทุกคนที่ยังยืนอยู่หน้าบ้านมองหน้ากันสักพักค่อยก้าวตามเข้าไปในบ้าน
“พี่ใหญ่” ชางเฉียงเรียกญาติผู้พี่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พวกตนไม่ได้เจอหน้ากันหลายสิบปีแล้ว จากวัยหนุ่มล่วงเลยเข้าสู่วัยชราแต่ทั้งสองก็ยังจำกันได้
“หยุด!” จ้าวเฉิงยกมือห้ามชายชราที่ร้องไห้ราวกับเด็กกำลังจะวิ่งเข้ามากอด
เฮ้อ! เขาคงละเลยญาติของท่านแม่ไปจริง ๆ มิคิดว่าเงินทองที่ท่านแม่นำกลับมาช่วยเหลือญาติพี่น้องทางบ้านเดิมจะสูญเปล่า ดูสภาพของคนตรงหน้าสิ ขอทานในฉางอันยังสวมเสื้อผ้าดีกว่า
“นี่ท่านปู่ของพวกเจ้า คารวะเร็วเข้า” ชางเฉียงบอกบุตรหลานอย่างร้อนรนเพราะเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่
“คารวะท่านปู่”
จ้าวเฉิงพยักหน้ารับการคารวะจากคนสกุลชาง “เมื่อไหร่เจ้าจะบอกข้าว่าเกิดอันใดขึ้นกับครอบครัวพวกเจ้า เหตุใดถึงได้ปล่อยให้ท่านน้าผอมโซจนเหลือแต่กระดูก พวกเจ้ามันช่างอกตัญญูยิ่งนัก ผู้อาวุโสคนเดียวยังเลี้ยงดูมิได้”
ชางเฉียงปล่อยโฮโดยไม่อายลูกหลาน เคยใช้ชีวิตสุขสบายมาหลายปี กลับต้องมาตกอับในช่วงบั้นปลายชีวิต
“พวกเจ้าทุกคนไปอาบน้ำล้างคราบเหงื่อไคลออกก่อนเถิด” จ้าวเฉิงทนเห็นใบหน้าสกปรกของคนสกุลชางไม่ได้จึงไล่ให้ไปทำความสะอาด
“พี่ใหญ่รอข้าสักครู่นะขอรับ” ชายอายุห้าสิบกว่า ๆ รีบวิ่งไปทำความสะอาดร่างกาย
หลวนซื่อสะใภ้คนโตกลับมาจากรับจ้างซักเสื้อผ้าตามบ้านเศรษฐีในตำบล รีบเข้าครัวเพื่อไปช่วยงานแม่สามีหลังรู้ว่ามีแขกมาบ้าน ผู้คนที่อยู่ในห้องครัวทำให้นางประหม่า ท่าทางของแต่ละคนราวกับผู้สูงศักดิ์
“นี่สะใภ้คนโตของข้า” จางซื่อแนะนำลูกสะใภ้ให้ทุกคนรู้จัก หลังจากพวกนางสนิทสนมกันมากขึ้น
“จ้าวลู่ชิงคารวะน้าสะใภ้เจ้าค่ะ”
“มิต้องทำแบบนี้” หลวนซื่อโบกไม้โบกมือด้วยความตกใจที่ดรุณีน้อยตรงหน้าคารวะตน
จางซื่อแนะนำลูกสะใภ้ให้รู้จักกับทุกคนก่อนจะไล่นางให้ไปอาบน้ำล้างคราบสกปรก
จ้าวเฉิงนั่งเผชิญหน้ากับชางเฉียงสองคน
“เจ้าพูดมาเถิด ว่าเกิดอันใดขึ้น”
ชางเฉียงถอนหายใจก่อนจะยอมเล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว
“สามปีที่แล้ว ภรรยาของบุตรชายคนเล็กข้าแอบวางยานอนหลับคนทั้งบ้าน จากนั้นก็ขโมยทรัพย์สินไปกับชายชู้จนหมด พอพวกข้ารู้ว่านางหนีไปกับผู้ใดก็รีบตามไปทวงทรัพย์สินกลับมา
ระหว่างที่โต้เถียงกันพวกข้าพลั้งมือทำร้ายร่างกายชายคนนั้นจนขาหัก หลังจากทุกอย่างจบลงพวกข้าจึงได้รับรู้ว่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ชายที่พวกข้าทำร้ายไม่ใช่ชายชู้ของนังผู้หญิงสารเลว
หากพวกข้าไม่อยากเข้าคุกต้องจ่ายเงินหนึ่งร้อยก้วนให้กับชายที่ถูกทำร้าย
ยามนั้นพวกข้าไม่มีเงินสักเหวินเดียวจึงไปยืมเงินหัวหน้าหมู่บ้านก่อน หนึ่งปีต่อมาจากเงินที่ยืมไปหนึ่งร้อยก้วน หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าเพิ่มขึ้นไปเป็นสองร้อยก้วน พวกข้ามีเงินไปจ่ายหนี้เพียงสิบก้วนจึงถูกยึดที่นาชั้นดีห้าสิบหมู่ไปจนหมด หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าแค่ที่นาห้าสิบหมู่ไม่พอใช้หนี้จึงให้โอกาสพวกข้าอีกหนึ่งปี
หากระยะเวลาหนึ่งปีหาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้จะยึดบ้านเพื่อชดใช้หนี้ที่ค้าง พอท่านพ่อได้ยินแบบนั้นจึงล้มป่วยมาตลอด”
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าให้ส่งบุตรชายเข้าสำนักศึกษา จะได้ไม่โง่งมจนถูกเอารัดเอาเปรียบ” จ้าวเฉิงโมโหกับความโง่งมของคนสกุลชาง เงินหนึ่งร้อยก้วนเพิ่มเป็นสองร้อยก้วน! ถูกยึดที่นาชั้นดีไปห้าสิบหมู่! อีกไม่นานก็จะถูกยึดบ้าน! มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ยอมให้เอาเปรียบ
“ข้าส่งบุตรชายคนเล็กเข้าสำนักศึกษา แต่ว่าบุตรชายข้าเกเรเกินไปจึงถูกไล่ออกจากสำนักศึกษา” ชางเฉียงกล่าวเสียงแผ่วเบาด้วยความอับอายกับบุตรที่ไม่เอาไหน
“พอส่งหลานชายไปเรียนก็ต้องออกกลางคันเพราะบ้านไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน”
“เหตุใดเจ้าถึงได้โง่งมไปยืมเงินหัวหน้าหมู่บ้าน บ้านท่านลุงใหญ่ทำไมเจ้าไม่ไปยืม”
“ท่านก็รู้ว่าตระกูลพวกเราเริ่มจะห่างเหินกันไปตามชั่วอายุคน ฝั่งนั้นไม่ยอมให้พวกข้ายืมเงินเป็นร้อยก้วน”
“สารเลว! ญาติพี่น้องไม่รักใคร่กันผู้ใดจะมารัก” จ้าวเฉิงโมโหกับครอบครัวทางฝั่งพี่ชายของมารดา ท่านลุงตายไปแล้วคงเหลือแค่รุ่นลูกหลานสินะถึงได้ใจจืดใจดำ
“พาข้าไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้านพวกเจ้าเดี๋ยวนี้” คนชั่วช้ากล้าเอาเปรียบผู้อื่นเช่นนี้ไม่ควรหายใจบนแผ่นดินต้าถัง
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันหน้าประตูบ้านก็เต็มไปด้วยผู้คน