ตอนที่ 20 เพลิงพิโรธ
“ข้าจำแผนที่ได้! แผนที่พวกนี้ราชสำนักใช้ขุนนางไปสำรวจั้แ่สมัยรัชกาลที่แล้ว แผนที่พวกนั้นไม่มีทางอย่างผิดแน่นอน แต่ในวังหลวงมีผู้ใดอ่านบ้างเล่าแผนที่พวกนั้น มีแต่เพียงข้านี่แหละที่อ่านหลายรอบจนจำขึ้นใจ”
“ท่านจำแผนที่ได้หมดงั้นหรือ?” ผางเยว่ถามอย่างประหลาดใจ เขารู้ดีว่านางชอบอ่านหนังสือ แต่ไม่นึกว่าสตรีผู้นี้อ่านแม้นกระทั่งเอกสารแผนที่ที่เป็เื่แสนน่าเบื่อด้วย
“ใช่” นางกล่าวอย่างมั่นใจ ภาพของเส้นทางและภูมิประเทศที่ถูกบันทึกอย่างละเอียดในเอกสารเ่าั้ที่นางอ่านฆ่าเวลาเมื่อครั้งเป็ฮองเฮาผู้ถูกลืมในวังหลวงก็ฉายขึ้นมา
“แต่ท่านไม่เกรงหรือว่าวังหลวงจะชิงลงมือก่อนด้วยการวางแผนล่อหลอกบิดาท่านก่อน”
เสวียนฮวาส่ายหน้า “ไม่...หากข้าถูกปะาที่วังหลวงข้าคงจะห่วงพ่อข้า แต่สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วผางเยว่ ข้ามั่นใจว่าเ้าชั่วนั่นคิดอีกอย่าง”
“อย่างไรหรือ? ท่านโปรดแจ้งข้าที”
“มันคงคิดว่าเ้าเป็คนของพ่อข้า ก่อนหน้านี้มันแค่สงสัยว่าพ่อข้าจะก่อการฏแล้วชิงลงมือก่อนเหมือนสมัยฏห้าอ๋อง แต่ตอนนี้มันคงคิดว่าพ่อข้าไม่ไว้ใจมันถึงส่งเ้ามาเป็ผู้ช่วยชีวิตข้า หากมันรู้เื่ของเ้ากับข้า มันจะมาวางแผนสร้างหลักฐานเท็จใส่ร้ายข้าไปไย ฮองเฮาไม่รักดีที่หลงรักทหารองครักษ์ในวังหลวงเื่นี้ไม่ทำลายข้าให้ย่อยยับกว่าการกุเื่ข้าทำเสน่ห์ใส่ฮ่องเต้ชั่วผู้นั้นอีกหรือ?”
“....” ผางเยว่เงียบ
“เ้าหวังฮุ่ยมันชั่วนัก แต่ละวันพอกินข้าวอิ่มแล้วมิมีสิ่งใดทำก็เอาแต่เฝ้าระแวงขุนนางตัวเอง ตอนนี้มันคงรีบรวบรวมกำลังทหารเตรียมพร้อมทำศึกกับพ่อข้าแล้ว การที่เ้าช่วยข้าทำให้พ่อของข้าเผชิญหน้ากับหวังฮุ่ยอย่างตรงไปตรงมาด้วยซ้ำ”
จริงหรือ? พ่อนางจะเผชิญหน้ากับราชสำนักจริงหรือ? พอกล่าวถึงตรงนี้เเสวียนฮวาก็เริ่มไม่แน่ใจ ในเมื่อความจริงท่านพ่อนั้นถือคุณธรรมเหนือสิ่งอื่นใด นางเชื่อเหลือเกินว่าพ่อนางยอมตายยิ่งกว่าที่จะทรยศต้าเฉิงเสียอีก แต่เื่นั้นก็เป็อีกเื่หนึ่ง ถึงอย่างไรเ้าหวังฮุ่ยก็คงจะไม่ยุ่งกับหยวินหนานจนกว่ามันจะมีกองทัพพรักพร้อมเป็แน่ กว่าจะรวบรวมทหาร กว่าจะเดินทัพไปถึง ใช้เวลาหนึ่งปีก็เร็วมากเสียด้วยซ้ำ แถมผิงซีอ๋องก็มีทหารประจำการอยู่ยี่สิบหมื่น ปากทางตีเข้าไปยังเสฉวนกับหยวินหนานนั้นก็แสนลำบากนัก นางยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ
“แต่ตอนนี้ข้าเบื่อเสื้อฮองเฮานี่เหลือเกิน ข้าอยากถอดมันทิ้งจะแย่อยู่แล้ว พวกเราต้องรีบเปลี่ยนชุดเสียจะได้ไม่เป็จุดเด่น เ้าเองก็รีบถอดเสื้อเกราะทิ้งซะ สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปหาชุดชาวบ้านมาใส่ก่อนเป็อันดับแรก” เสวียนฮวาเอ่ยอย่างหงุดหงิด
ผางเยว่ยิ้ม เขาคุ้นกับนางที่ยังมีชีวิตชีวา ช่างวางอำนาจ ช่างบัญชาแบบนี้มากกว่าคนที่เรียกร้องขอความตายจากเขาหลายเท่านัก มือของชายหนุ่มก็เริ่มซุกซนจับหน้าก้อนเนื้ออวบหยุ่นที่เขาหลงใหล
“เ้า! อย่านะ!” เสวียนฮวาดุเขา แต่ผางเยว่มิฟังเลยก็ยังคลึงเคล้นก้อนเนื้อนุ่มนิ่มนั้นต่ออย่างไม่ยั้งมือ
ไป๋อี้ยังคงวิ่งไปข้างหน้า เสียงฝีเท้าของมันคงจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว ทว่าตอนนี้ก็มีเสียงของเสวียนฮวาที่ร้องเอ็ดสารถีที่นั่งซ้อนหลังนางไม่หยุดปาก ไม่กี่อึดใจเสียงของนางเริ่มกระเส่าพร่า ปลายถันของนางก็ชูชันสู้มือเขาขึ้นมา...
อิงจงฮ่องเต้นั่งบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างสงบ พระหัตถ์ถูกยกขึ้นมากำแน่นเท้ากับพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความขุ่นมัว
นายพลจงอี้นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า เหล่าเสนาอำมาตย์ที่อยู่ในนั้นต่างก็นิ่งเงียบ ทว่าในหัวใจของแต่ละคนนั้นเต้นไม่เป็ส่ำ เพราะทุกคนรู้พระราชหฤทัยฮ่องเต้พระองค์นี้ดีว่า ยิ่งทรงกริ้วเท่าใดก็ยิ่งสงบนิ่งเท่านั้น
“ฏผู้เดียวแบกหญิงชั่วไว้บนหลังมิพอ แค่ปล่อยให้มันหนีออกไปนอกกำแพงวังได้ก็เหลือเกินแล้ว นี่ยังปล่อยเสือเข้าป่าให้มันหนีออกจากเมืองหลวงได้อีก”
“กระหม่อมสมควรตายพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็รู้ตัวนี่...”
จงอี้ยังคงคุกเข่าก้มหน้าจรดพื้น เขาทำศึกมาก็ไม่น้อย ครานี้เป็ความอัปยศในชีวิตราชการของเขาที่สุด จริงอยู่ที่ผางเยว่ผู้นั้นมีฝีมือเยี่ยมยุทธ แต่คนผู้เดียวฝ่าทั้งขันทีทั้งทหารเกือบร้อยคนหนีรอดออกไปได้นั้นนับว่าเป็ความผิดพลาดที่ไม่อาจจะให้อภัย
“และข้าช่างโชคดีเหลือเกิน ที่ไม่ถูกคนของผิงซีอ๋องเสวียนเจานั่นสังหารข้า ข้ามีขุนนางที่โง่บัดซบพอที่จะปล่อยให้คนของมันถือดาบอยู่ข้างกายข้าอยู่ได้มาตั้งนาน” หวังฮุ่ยตรัสออกมาอย่างเจ็บแค้นขมขื่น
“หลี่ต้ง” ฮ่องเต้หนุ่มเรียกชื่อผู้เป็อัครมหาเสนาบดี
“พ่ะย่ะค่ะ” ชายชรารับคำ
“สั่งการลงไป ศพของของหวงจ้งเสนาบดีกรมวังอย่าได้ให้พี่น้องมันเอาไปทำศพ วางเอาไว้ที่กลางตลาดให้เป็อาหารหมาอยู่อย่างนั้นแหละ สั่งริบทรัพย์บ้านสกุลหวงให้สิ้นแล้วเนรเทศลูกเมียมันไปใช้แรงงานที่ชายแดนให้หมด!”
“ฝ่าาโปรดทบทวนด้วยพ่ะย่ะค่ะ ถึงอย่างไรหวงจ้งก็ตายในหน้า...”
“หุบปาก!” อิงจงฮ่องเต้แผดสุรเสียงดังลั่น “ข้าไม่ปะามันทั้งตระกูลก็ดีเท่าไหร่แล้ว ลูกน้องข้างกายมันเป็ขบถมันยังโง่บัดซบไม่รู้ความ นี่ไม่ใช่ความผิดอีกหรือ หรือจะให้ข้าส่งลูกสาวเ้าไปขายตัวในซ่องแทน!”
“กระหม่อมขอพระราชทานอภัยโทษพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ต้งละล่ำละลักแล้วก็รีบเขียนพระราชโองการตามพระประสงค์ทันที
“ส่วนเ้า...จงอี้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ายังให้โอกาสเ้า...เ้าจงไปตามล่าสองคนนั้นมาให้ข้า เ้าจงจำเอาไว้ หากเ้าล้มเหลว ข้าไม่ได้หัวของสองคนนั้น ถึงแม้นเ้าจะถูกมันสังหารตายก็ดี ข้าก็จะเอาพ่อแม่พี่น้องเ้าทั้งตระกูลมาต้มทั้งเป็!”
“ขอบพระทัยฝ่าาพ่ะย่ะค่ะๆๆๆ” นายพลจงอี้โขกศีรษะครั้งแล้วครั้งเล่าทว่าในหัวใจเขานั้นกลับรู้สึกถูกกดดันเหมือนหนึ่งถูกยัดก้อนหินหนักสักหมื่นชั่งเข้าไปข้างใน
“ไสหัวไปได้แล้ว!” หวังฮุ่ยตะคอก
จงอี้กราบบังคมทูลลาแล้วรีบพาร่างของตนเองออกไปจากห้องทรงพระอักษร
หลิวเส้ากวง กับ จางเซ่อ ต่างก็ก้มหน้านิ่ง ความจริงฮ่องเต้ระแวงผิงซีอ๋องมานานแล้วและมีความปรารถนาที่จะปลดเสวียนฮองเฮามาหลายครั้ง เขาทั้งสองต่างก็เป็กลุ่มขุนนางที่แสดงความไม่เห็นด้วยที่จะให้ปลดเสวียนฮองเฮา เพราะไม่เห็นว่าพระนางกระทำผิดอันใด การปลดเสวียนฮองเฮาอย่างไร้เหตุผลนอกจากจะทำให้เสื่อมพระเกียรติแล้วยังเป็การไม่เคารพพระราชประสงค์ของสมเด็จพระพันปีที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อห้าปีก่อน และจะเป็การสร้างความบาดหมางระหว่างผิงซีอ๋องที่มีกำลังกล้าแข็งกับต้าเฉิงโดยเปล่าประโยชน์
การที่องค์ฮ่องเต้ทรงกลั่นแกล้งเสวียนฮองเฮานั้น เหล่าขุนนางทุกคนต่างคาดหวังกันว่าพระนางคงจะทรงทนความกดดันมิได้ แล้วปลงพระชนม์ตัวเองเสียหรือไม่พระนางจะทรงทำอะไรสักอย่างที่ผิดพลาดแล้วโดนลงโทษเอง หากเื่เป็เช่นนั้น ฮ่องเต้ก็จะสามารถแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่ได้อย่างไม่ลำบาก
มิคาด เสวียนฮองเฮากลับวางตัวสงบนิ่งดุจเขาไท้ซาน องค์ฮ่องเต้ทรงโปรดให้นางเป็อย่างไร นางก็ยิ้มรับและยินดีทำตามพระราชประสงค์ มิหนำซ้ำยังคงพระอิสริยยศได้ดั่งเดิมโดยมิได้ทำสิ่งใดเสื่อมเสียเลย
คนทั้งสองต่างรู้ดีว่าเื่ทำเสน่ห์อะไรนั่นคือแผนการที่หลี่ต้งและลูกสาวเป็คนเสนอให้พระองค์ต่างหาก
“ท่านเสนาบดีจาง ท่านคิดว่าข้าควรจะจัดการเื่นี้อย่างไรดี”
“การถึงเพียงนี้ คงเป็ที่แน่ชัดแล้วพ่ะย่ะค่ะว่าผิงซีอ๋องคงคิดการฏจริง ที่ผ่านมานั้นกระหม่อมทัดทานพระองค์เื่ปลดเสวียนฮองเฮานั้น ช่างเป็เื่โง่เขลานัก ขอพระองค์ทรงโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ” จางเซ่อรีบหาทางเอาตัวรอดทันที ไยเขาจะไม่รู้เล่าว่าความจริงนั้นเสวียนฮวาถูกใส่ร้ายชัดๆ แต่เพลิงโทสะของพระองค์ยามนี้แรงกล้านัก หากพลาดพลั้งพูดสิ่งใดมิต้องพระราชประสงค์ ก็อาจจะหัวหลุดจากบ่าได้ง่ายๆ
หวังฮุ่ยพยักหน้า
“ประการแรก ขอให้พระองค์ทรงสั่งการให้เพิ่มทหารที่ด่านเจียเิกับที่เขาติ้งจวินอันเป็ปากทางเข้าสู่เสฉวนก่อนพ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าว “กระหม่อมได้เตรียมร่างพระราชโองการเอาไว้แล้ว รอแต่ให้พระองค์ทรงวินิจฉัยและพระราชทานพระาานุญาติเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้รับกระดาษจากจากจางเซ่อ พิจารณาข้อความในนั้นแล้วหยิบตราพระราชลัญจกรประทับลงไป เสียงกระแทกของตราหยกกับแผ่นกระดาษบนโต๊ะนั้นรุนแรงหนักแน่นนัก บอกถึงความกดดันในใจฮ่องเต้หนุ่ม
“ท่านอำมาตย์หลิว เตรียมหาทางเก็บภาษีเพิ่มได้แล้ว ข้าจะเตรียมรับศึกใหญ่กับผิงซีอ๋อง แล้ววันพรุ่งนี้เมื่อว่าราชการในท้องพระโรง...เราจะหารือเื่นี้กัน”
ขุนนางทั้งสองรับคำ พลางได้แต่คิดเื่ความไม่พอใจของราษฎรที่มีอยู่ทั่วหล้า ภัยแล้งเพิ่งผ่านไปวังหลวงก็ไม่เคยยกเว้นภาษี มาบัดนี้จะก่อาเพิ่ม เงินในคลังก็ใช่ว่ามีมากมาย
แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือการเอาตัวรอดจากโทสะของพระองค์ต่างหากเล่า ตอนนี้มีร่างของทหารและขันทีแขวนอยู่ที่กำแพงเมืองเกือบสองร้อยร่าง เสียงโอดครวญด้วยความเ็ปดังระงมอยู่ตลอดเวลา พระนครเหมือนกับนรกบนดินไม่มีผิด
คนที่มีสติดีอยู่ย่อมไม่อยากจะเอาตัวเองไปเสี่ยงกับเพลิงพิโรธของฮ่องเต้เป็แน่