เกล็ดหิมะสีโลหิตที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเหนือตำหนักหยกเย็นเริ่มจับตัวหนาแน่นขึ้นจนเปลี่ยนผืนแผ่นดินศิลาขาวให้กลายเป็ลานสีแดงฉาน บรรยากาศระหว่างหลินเฟิงและอัครมเหสีมู่หรงเสวี่ยตึงเครียดจนถึงขีดสุด แรงกดดันิญญาระดับ์ขั้นต้นของสตรีในชุดคลุมหงส์ปะทะกับรังสีฆ่าฟันอันบ้าคลั่งของเด็กหนุ่มหน้ากากเหล็กจนเกิดเป็เสียงฟ้าผ่าเปรี๊ยะ ๆ กลางอากาศอย่างไร้ที่มา
หลินเทียนห่าวนั่งอยู่บนเก้าอี้หินหยกขาวที่ห่างออกไปสามสิบวา แววตาของอดีตแม่ทัพใหญ่สั่นสะท้านเล็กน้อย มืออันผอมแห้งกำแน่นจนเล็บจมเข้าเนื้อ ยามที่เขามองเห็นสตรีผู้ทำลายชีวิตของตนและครอบครัวยืนอยู่เบื้องหน้า ความแค้นที่ถูกสุมทรวงมาตลอดสิบหกปีเดือดพล่านจนทำให้กระแสปราณในร่างรวนเร
"มู่หรงเสวี่ย..." หลินเทียนห่าวเอ่ยเสียงต่ำลึก แฝงความเกลียดชังอันไร้ขอบเขต "สิบหกปีก่อน เ้าแสร้งทำเป็มิตร เข้าหาตระกูลหลินของข้าเพื่อสืบหาความลับของศิลาสามภพ ท้ายที่สุดกลับร่วมมือกับคนทรยศ วางยาพิษข้าและล้างบางพี่น้องตระกูลหลินนับพันชีวิต... จิตใจของเ้าช่างทำด้วยสิ่งใดกัน!"
มู่หรงเสวี่ยปรายสายตาสีครามอันเ็าไปมองหลินเทียนห่าว มุมปากของนางยกยิ้มเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง "หลินเทียนห่าว... เ้ามันก็แค่คนโง่ที่ยึดติดกับคุณธรรมจอมปลอม โลกแห่งผู้ฝึกตนตัดสินกันที่ความแข็งแกร่ง ตระกูลหลินสมบัติที่เกินตัว แต่กลับไร้พลังพิทักษ์รักษา ข้าเพียงแค่ช่วยสงเคราะห์เอาของล้ำค่าเ่าั้มาอยู่ในมือของผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น จะเรียกว่าทรยศได้อย่างไร?"
"นั่นรวมถึงสายเืวิหคน้ำแข็ง์ของท่านแม่ข้าด้วยงั้นรึ?!" หลินเฟิงเอ่ยแทรก เสียงของเขาเยือกเย็นจนทำให้หิมะสีเืในรัศมีสิบวารอบตัวละลายกลายเป็ไอ
"อ้อ? เ้าหมายถึงมู่หรงซู่ซู่น่ะรึ?" มู่หรงเสวี่ยหัวเราะเสียงแหลมสูง แฝงความบ้าคลั่ง "นางเป็เพียงลูกอนุชั้นต่ำของตระกูลสายหลัก แต่กลับโชคดีตื่นรู้สายเืโบราณที่บริสุทธิ์ที่สุดในรอบพันปี... พร์ระดับนั้นหากอยู่ในร่างของนางก็คงเป็ได้แค่ของไร้ค่า ข้าขูดกระดูก เลาะเนื้อ และสูบสายเืของนางมาหลอมรวมเข้ากับตัวข้า ยามนี้ข้าจึงได้กลายเป็หงส์์ที่แท้จริง! ส่วนนาง... ป่านนี้ดวงิญญาคงแหลกสลายอยู่ในหุบเขาไร้ญาติไปนานแล้ว!"
"เ้า... ต้อง... ตาย!"
สิ้นคำประกาศของหลินเฟิง เนตรมรรคาไร้ลักษณ์เื้ัหน้ากากเหล็กหมุนวนจนกลายเป็วงแหวนสีทองเจิดจ้า ร่างของเด็กหนุ่มเลือนหายไปจากจุดเดิมทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงะเิของชั้นบรรยากาศ *ปัง!*
*ฟุ่บ!*
หลินเฟิงปรากฏตัวขึ้นเหนือหัวของมู่หรงเสวี่ยในระยะประชิด กระบี่เพลิงมรรคาถูกง้างสุดแขน ใบกระบี่แปรเปลี่ยนเป็สีทองแดงเดือดพล่าน ปลดปล่อยเปลวไฟสัจธรรมขั้นสูงสุดที่สามารถหลอมละลายได้กระทั่งจิติญญา ฟาดฟันลงมาเป็แนวเฉียงหมายจะแยกจำเลยแค้นออกเป็สองซีก
"เพลงกระบี่มรรคาภพ ขั้นที่สอง: ทะเลเพลิงผลาญอนัตตา!"
คลื่นเพลิงสีทองแดงขนาดสามสิบเมตรพุ่งทะยานลงมาดั่งัเพลิงพิโรธ ความร้อนแรงของมันทำให้น้ำแข็งในสระรอบตำหนักระเหยกลายเป็ไอสีขาวหนาทึบทันที
ทว่ามู่หรงเสวี่ยกลับไม่ได้ขยับเขยื้อนหลบหลีก แววตาสีครามของนางฉายประกายดูแคลน นางเพียงแค่นิ้วชี้ขวาขึ้นฟ้าช้า ๆ พลังปราณระดับ์ขั้นต้นปะทุออกจากร่างอย่างมหาศาล ควบแน่นเป็โล่ห์น้ำแข็งผลึกหกเหลี่ยมขนาดั์โบราณลอยตระหง่านอยู่เหนือศีรษะ
"ศาสตร์วิหค์: เกราะผลึกเหมันต์นิรันดร์!"
*เปรี้ยงงงงงงงงง!*
กระบี่เพลิงมรรคาปะทะเข้ากับเกราะผลึกน้ำแข็งอย่างรุนแรง เสียงสะท้อนของพลังงานสองขั้วดังสนั่นเลื่อนลั่นไปทั่วทั่วนครหลวงตี้ตู เปลวไฟสีทองแดงพยายามแผดเผาทำลายน้ำแข็ง ทว่าเกราะของมู่หรงเสวี่ยยามนี้แฝงไปด้วย **"กฎแห่งขอบเขต์"** ซึ่งมีความหนาแน่นและสมบูรณ์กว่าพลังงานระดับมนุษย์ทั่วไปหลายเท่า ทำให้น้ำแข็งที่ถูกละลายกลับคืนรูปและแข็งตัวขึ้นมาใหม่ในพริบตา
"หลินเฟิง... ต่อให้วิชาของเ้าจะพิสดารเพียงใด แต่ช่องว่างระหว่างระดับแก่นแท้และระดับ์ มันคือระยะห่างระหว่างผืนดินและสรวง์ที่เ้าไม่มีวันข้ามผ่านได้!" มู่หรงเสวี่ยตวาดลั่น พร้อมทั้งสะบัดฝ่ามือซ้ายออกไปข้างหน้า
"กรงเล็บวิหค์กลืนิญญา!"
ไอเย็นสีฟ้าครามควบแน่นกลายเป็กรงเล็บนกน้ำแข็งขนาดั์ห้าแฉก พุ่งแหวกอากาศเข้าตะปบหน้าอกของหลินเฟิงด้วยความเร็วปานสายฟ้า กรงเล็บนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีกายภาพ ทว่ามันแฝงด้วยอักขระเยือกแข็งดวงจิต หากถูกััเพียงนิด ทะเลิญญาจะถูกแช่แข็งกลายเป็ก้อนหินทันที
หลินเฟิงััได้ถึงอันตรายอันใหญ่หลวง เขาไม่เลือกปะทะตรง ๆ ทว่าโคจรพลังกายาัจักรพรรดิขั้นที่สี่ทันที เกล็ดัสีทองจาง ๆ ปรากฏขึ้นใต้ิั พร้อมทั้งใช้ศาสตร์ควบคุมมิติเบี่ยงเบนทิศทาง
"มหาหัตถ์พลิกสามภพ ขั้นที่หนึ่ง: มิติบิดผัน!"
*วิ้งงง!*
กรงเล็บน้ำแข็งขนาดั์ที่พุ่งเข้ามา ทันทีที่เข้าใกล้ร่างของหลินเฟิงในระยะหนึ่งคืบ กลับพุ่งทะลุผ่านภาพลวงตาของเขาออกไปด้านหลัง กระแทกเข้ากับสะพานหินหยกขาวจนสะพานหินหนานับสิบฟุตะเิกลายเป็เศษน้ำแข็งพุ่งกระจาย ส่วนร่างจริงของหลินเฟิงพุ่งถอยฉากออกมาตั้งหลักอยู่ห่างออกไปสิบวา
"โอ้? วิชาเคลื่อนย้ายมิติงั้นรึ?" มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายประกายความโลภ "สมแล้วที่เป็มรดกของมรรคาภพ วิชาล้ำค่าเช่นนี้หากตกอยู่ในมือของข้า ข้าคงสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับ์ขั้นกลางได้ในเร็ววัน... จงส่งมันมาให้ข้าซะ!"
นางก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างทรงหงส์สีทองคำพลันสยายปีกพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ท้องฟ้านครหลวงตี้ตูที่เคยถูกปกคลุมด้วยเมฆฝน บัดนี้กลายเป็แดนน้ำแข็งสีเือย่างสมบูรณ์ ฝูงหงส์น้ำแข็งจากค่ายกลหมื่นหงส์กลืนโลหิตที่เหลืออยู่ นับหมื่นตัวพุ่งมารวมตัวรอบกายของนาง ดั่งราชินีผู้ควบคุมกองทัพอสูร
"หลินเฟิง... ข้าจะให้เ้าได้เห็นว่า พลังที่แท้จริงของระดับ์ที่ผสานค่ายกลโบราณ มันไร้เทียมทานเพียงใด!"
มู่หรงเสวี่ยชูมือทั้งสองขึ้นฟ้า ฝูงหงส์น้ำแข็งหมื่นตัวส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนปานิญญาร่ำไห้ ก่อนที่ร่างของพวกมันจะแปรเปลี่ยนเป็ **"ดาบน้ำแข็งโลหิตหมื่นเล่ม"** ลอยแน่นขนัดเต็มผืนฟ้า ดาบแต่ละเล่มสลักด้วยอักขระต้องห้ามของสำนักโอสถดำ แผ่ไอพิษเยือกแข็งและรังสีฆ่าฟันที่สามารถสยบยอดฝีมือระดับนภาทั้งสำนักได้ในคราวเดียว
"ค่ายกลหมื่นหงส์: ดาบโลหิตล้างปฐี!"
*ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!*
ดาบน้ำแข็งโลหิตหมื่นเล่มพุ่งดิ่งลงมาจากสรวง์พร้อมกัน ครอบคลุมพื้นที่ตำหนักหยกเย็นทั้งหมดอย่างไร้ช่องว่าง มันเป็การโจมตีที่มีความหลากหลายและไร้ทางเลี่ยง ดาบน้ำแข็งจะบดขยี้ร่างกาย ไอพิษจะกัดกินลมหายใจ และอักขระโลหิตจะสูบกลืนพลังปราณของผู้ที่อยู่ภายในค่ายกล
หลินเทียนห่าวที่เห็นภาพนี้ ใบหน้าซีดเผือดลงทันที "เฟิงเอ๋อร์! หลบไป! อย่ารับการโจมตีนี้ตรง ๆ!"
"หลบงั้นรึครับ? ไม่มีประโยชน์หรอกครับท่านพ่อ... และข้าก็ไม่คิดจะหลบด้วย" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตาสีทองกลับลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความบ้าคลั่ง
เขาปักกระบี่เพลิงมรรคาลงบนพื้นศิลาขาว ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปด้านข้าง กางฝ่ามือออกกว้าง ทะเลิญญาร้อยส่วนในร่างเดือดพล่านจนถึงขีดสุด พลังงานสีทองแดงอันบริสุทธิ์เริ่มแผ่ออกมาจากรูขุมขน ควบแน่นกลายเป็เงาร่างัทองั์โบราณสี่ตัวลอยหมุนวนรอบกาย
*‘เ้าหนู... นี่ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผยไพ่ตายทั้งหมด!’* เสียงของิญญามรรคาภพดังก้องเตือนในจิตสำนึก
*‘ท่านผู้เฒ่า... ศัตรูอยู่ตรงหน้า หนี้เืของมารดาและบิดาข้าสุมทรวง หากวันนี้ข้าไม่ใช้พลังทั้งหมดบดขยี้นาง ข้าจะมีหน้าไปเผชิญหน้ากับบรรพชนตระกูลหลินได้อย่างไร!’* หลินเฟิงตอบกลับในจิตด้วยความเด็ดเดี่ยว
"กายาัจักรพรรดิ ขั้นที่สี่: ัสี่ทิศพิทักษ์โลกา!"
*โฮกขวากกกกกกกก!*
เสียงคำรามของัทองทั้งสี่ตัวดังก้องฟ้าะเืดิน พวกมันพุ่งทะยานขึ้นไปประสานร่างกันกลางอากาศ เหนือหัวของหลินเฟิงและหลินเทียนห่าว เกิดเป็ม่านพลังป้องกันสีทองคำหนาทึบ สลักลวดลายเกล็ดัจักรพรรดิโบราณที่แผ่กลิ่นอายแห่งความะ
*ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!*
ดาบน้ำแข็งโลหิตหมื่นเล่มพุ่งกระแทกเข้ากับม่านพลังเกล็ดัอย่างต่อเนื่อง เสียงะเิทำลายล้างดังสนั่นหวั่นไหวราวกับวันสิ้นโลก เศษน้ำแข็งสีแดงและประกายไฟสีทองพุ่งกระจายไปทั่วทุกทิศทาง ทุกครั้งที่ดาบน้ำแข็งะเิ แรงกระแทกจะทำลายสิ่งก่อสร้างรอบข้างจนตำหนักหยกเย็นเริ่มพังทลายลงมาทีละส่วน ทว่าม่านพลังเกล็ดัของหลินเฟิงยังคงตั้งตระหง่านอยู่ได้อย่างมั่นคง ดั่งโขดหินั์กลางทะเลคลั่งที่ไม่หวั่นไหวต่อเกลียวคลื่น
มู่หรงเสวี่ยยืนมองภาพเบื้องล่างด้วยความใและลนลานเป็ครั้งแรก ดาบโลหิตล้างปฐีที่เป็วิชาไพ่ตายผสมค่ายกลของนาง กลับไม่อาจระคายเคืองม่านพลังสีทองของเด็กหนุ่มระดับแก่นแท้ได้แม้แต่น้อย พลังกายาและพลังิญญาของหลินเฟิงมันเหนือล้ำกว่าขอบเขตที่มนุษย์จะเข้าใจไปแล้ว
"ไม่จริง! เป็ไปไม่ได้! เ้าเป็แค่เด็กเหลือขออายุไม่ถึงยี่สิบปี จะมีพลังป้องกันที่ต้านทานขอบเขต์ได้อย่างไร!" นางร้องลั่น ใบหน้างดงามเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความกลัวที่คืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจ
หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองนาง แววตาสีทองส่องประกายแสงลึกลับดั่งพญามัจจุราชที่กำลังจะพิพากษาโทษ ม่านพลังเกล็ดัค่อย ๆ สลายตัวลง เผยให้เห็นร่างของเด็กหนุ่มชุดดำที่ไร้ซึ่งรอยขีดข่วน เขาดึงกระบี่เพลิงมรรคาขึ้นมาจากพื้นช้า ๆ ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินหน้าไปหามู่หรงเสวี่ย แผ่รังสีพลังกดดันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนชั้นบรรยากาศรอบตัวนางเริ่มบีบอัดจนหายใจลำบาก
"มู่หรงเสวี่ย... วิชาของเ้าหมดลงแล้วใช่หรือไม่?" หลินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดังก้องในโสตประสาทของนางดั่งเสียงระฆังอวสานชีวิต "ต่อไป... ถึงตาข้าลงทัณฑ์เ้าบ้างแล้ว!"
ก้าวต่อไปของหลินเฟิงจะเป็การปิดฉากหนี้เืสิบหกปี และศาสตร์แห่งมรรคาภพขั้นสูงสุดกำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาเพื่อบดขยี้อัครม
เหสีผู้ทรยศให้ดับสูญไปจากแผ่นดิน!