‘เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาลองใหม่อีกครั้ง...’
เฌอลัญจ์ โฮล์ม อนุมานสกุลถอนหายใจใส่มือถือเมื่อความพยายามตลอดครึ่งวันที่ผ่านมาไร้ผล
ใน่หลายวันมานี้พอมีเวลาว่างเธอมักจะหยิบโทรศัพท์กดโทรออกหาใครคนหนึ่งเสมอและครั้งนี้ก็เป็เหมือนเช่นหลายๆ ครั้งก่อนหน้าเมื่อเสียงสัญญาณรอสายดังไปจนถึงจุดหนึ่ง เสียงอัตโนมัติก็จะแจ้งว่าติดต่อไม่ได้
“มัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนนะ...ไอ้พี่บ้า”
เด็กสาววัยสิบหกปีพึมพำถึงพี่ชายที่ขาดการติดต่อโดยสิ้นเชิงเขาคือ ‘ไววัลย์ โฮล์มอนุมานสกุล’ นักสืบผู้ได้ฉายาว่า ‘เชอร์ล็อก โฮล์ม แห่งศตวรรษ ที่ 21’
“ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมานั่งทำการบ้านวิเคราะห์อนุมานเื่บ้าบอส่งทุกวัน เฮอะ!”
เฌอลัญจ์กอดอกพยายามคิดหาข้อดีในการที่พี่ชายไม่กลับมาบ้านอย่างน้อยเธอจะได้ไม่ต้องเรียนรู้เื่วิชาอนุมานศาสตร์ ถึงจะเป็วิชาประจำตระกูลแต่มันก็ไม่ใช่เื่ง่ายเลยสำหรับเด็กสาวที่เกลียดเื่สืบสวนเอามากๆ อย่างเธอแล้วกลับยังต้องมาคลุกคลีอยู่ในตระกูลซึ่งญาติส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นักสืบ ตำรวจไม่ก็ทนายทั้งนั้น
เฌอลัญจ์หวนนึกถึงสาเหตุประจำที่จะทำให้ไววัลย์ไม่กลับบ้านนั่นก็คือเ้าตัวออกไปสืบคดี และครั้งนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเื่เดิมๆแต่จะว่าไปก็แปลก เพราะแทบไม่มีเลยสักครั้งที่ไววัลย์จะขาดการติดต่อนานขนาดนี้ฝ่ายตำรวจที่เป็เพื่อนร่วมงานกับไววัลย์เองก็ติดต่อพี่ชายของเธอไม่ได้จนแทบจะโทรมาที่บ้านทุกสามวันเพื่อถามข่าวคราวของเขา
“น่าแปลกชะมัดปกติถึงจะสืบคดียุ่งยังไงก็จะโทรมาถามว่าที่บ้านเรียบร้อยดีไหมไม่ก็โทรมาสั่งการบ้านเรานี่นา”
เฌอลัญจ์อดที่จะบ่นพึมพำไม่ได้ พลางก้าวออกจากห้องนอนและทันทีที่พ้นประตูห้องเธอก็ได้กลิ่นหอมของอาหารเช้าสไตล์ฝรั่งกลิ่นของขนมปังปิ้งทาเนย ไข่ดาวที่เพิ่งทอดสุก และกลิ่นของไส้กรอกร้อนๆที่ยังได้ยินเสียงฉ่าบนเตา กระตุ้นความอยากอาหารแทนที่ความรู้สึกหดหู่ในใจ
สาเหตุที่พักนี้เธอได้ทานอาหารสไตล์ฝรั่งบ่อยขึ้นก็เพราะ…
เฌอลัญจ์หยุดที่หน้าห้องครัวยืนมองชายหนุ่มร่างสูงผู้มีผมสีเงิน และดวงตาสีเขียวสวยเขาคือผู้อาศัยคนใหม่ของบ้านมีชื่อว่า ‘จอห์น เอช. วัตสัน’ชายหนุ่มแนะนำตัวเองว่าเขาคือตุ๊กตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็คู่หูของยอดนักสืบ‘เชอร์ล็อก โฮล์ม’ เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วและลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเป็ปริศนาในบ้านโฮล์ม อนุมานสกุล
ตุ๊กตางั้นเหรอ...บอกว่าเป็คนโรคจิตยังน่าเชื่อมากกว่าเจอกันครั้งแรกก็แก้ผ้าโป๊เปลือยซะขนาดนั้นแล้วนะ
ฮึ้ย... แต่จะว่าไป ถ้าตอนนั้นหมอนั่นไม่โผล่มาทันเวลาฉันก็คงจะถูกฆาตกรจีระ...
ราวกับรู้ตัวว่าถูกจ้องดวงตาว่างเปล่าอันแสนเ็าจึงหันมาสบตากับเฌอลัญจ์ในชั่วเสี้ยววินาทีเด็กสาวสะดุ้งหลุดจากห้วงความคิดแต่วัตสันซึ่งสวมผ้ากันเปื้อนลายหมากรุกสีน้ำเงินกลับไม่สนใจเขาหันหลังกลับไปหั่นมะเขือเทศเป็ชิ้นพอดีคำ แล้วจัดวางใส่จานสองใบอย่างเรียบร้อย
การกระทำอันเพิกเฉยต่อเฌอลัญจ์โดยสิ้นเชิงนี้ไม่รู้ว่าเป็การจงใจหรือเปล่า
“อรุณสวัสดิ์”
เฌอลัญจ์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเกร็งๆแปลกดีที่เธอรู้สึกว่าต้องใช้ความกล้าเกินธรรมดาในการเอ่ยทักชายหนุ่มเด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกก่อนก้าวเข้าไปในครัว พอดีกับที่วัตสันทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ววางจานอาหารสองใบลงบนโต๊ะ
่หลายวันที่อยู่ด้วยกัน เด็กสาวได้รู้อะไรใหม่ๆหลายอย่างเกี่ยวกับชายหนุ่ม
อันดับแรกถึงเ้าตัวจะบอกว่าตัวเองเป็ตุ๊กตาแต่ก็ต้องกินอาหารอย่างที่สองคือวัตสันทำอาหารเป็ และอร่อยมากด้วย เพราะฉะนั้นบางมื้อก็จะเป็อาหารฝรั่งฝีมือวัตสันแทนที่จะเป็ฝีมือป้าแจ่มหรือแม่บ้านคนอื่นๆ
พอป้าแจ่มรู้ว่าวัตสันทำอาหารเป็และดูเหมือนจะทึกทักเอาเองว่าวัตสันชอบทำอาหารบ่อยครั้งเวลาออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารป้าแจ่มก็มักจะถามว่าวัตสันอยากได้วัตถุดิบอะไรบ้าง
“นายทำอาหารอร่อยดีนะ คราวหน้าไม่ลองขอให้ป้าแจ่มสอนวิธีทำอาหารไทยดูบ้างล่ะ”เฌอลัญจ์ชวนคุยโดยที่ปากก็ยังเต็มไปด้วยมะเขือเทศชิ้นใหญ่ “นายชอบกินอะไรเหรอ”
“................”
เมื่ออีกฝ่ายไม่คิดแม้แต่จะปริปากตอบเฌอลัญจ์เลยคิดว่าบางทีเธอคงถามเื่ส่วนตัวมากเกินไป
เฌอลัญจ์ใช้มีดหั่นไส้กรอกแล้วเอาส้อมจิ้มใส่ปากขณะคิดแก้ให้บรรยากาศไม่อึมครึมไปมากกว่านี้โดยการหาคำถามที่ไม่ละลาบละล้วงเกินไป
“นายเริ่มชินกับที่นี่บ้างหรือยัง”
หากจะถามให้ตรงกว่านี้คงจะเป็ชินกับ ‘ยุคนี้’บ้างหรือยังมากกว่าถึงแม้เฌอลัญจ์จะไม่อยากปักใจเชื่อว่าวัตสันเป็ตุ๊กตาที่ถูกสร้างมาั้แ่เมื่อกว่าร้อยปีก่อนแต่ภาพที่วัตสันมุดเข้าไปเล่นในเครื่องซักผ้าทั้งยังเกือบจะเอาผงซักฟอกมาชิมด้วยความไม่รู้ก็ทำให้เฌอลัญจ์อดจะนึกเชื่อขึ้นมานิดๆ ไม่ได้หลังจากนั้นเด็กสาวจึงต้องทำหน้าที่เป็คุณครูสอนเื่ต่างๆ ในยุคนี้ให้วัตสัน โดยเฉพาะของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งหลายและยังต้องทำแบบลับๆ ไม่ให้ป้าแจ่มหรือแม่บ้านคนอื่นสงสัยอีกนี่ยังไม่รวมถึงถ้าพี่ชายของเธอกลับมาเห็นวัตสันเข้าจะถูกสอบสวนขนาดไหนบ้าง
“แล้วหนังที่ฉันให้นายดู นายดูจบหรือยัง สนุกมั้ย”
“................”
ไร้คำตอบจากชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามวัตสันยังคงตักอาหารเข้าปากแบบไม่ช้าไม่เร็วคล้ายกับไม่รับรู้ตัวตนของเฌอลัญจ์ที่พยายามชวนคุย จนเด็กสาวไม่รู้จะพูดอะไรต่อและเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ
“นี่นายไม่คิดจะพูดอะไรบ้างเหรอ”
วัตสันวางมีดกับส้อมลงเงยหน้าสบตาเด็กสาวแล้วเอ่ยตอบด้วยเสียงไร้อารมณ์
“ไม่”
“อ๋อเหรอ” เฌอลัญจ์เอ่ยเสียงกระด้าง หางตากระตุกถี่ก่อนลงมือจ้วงอาหารในจานเข้าปากอย่างรวดเร็วคล้ายกับไม่รู้จะไประบายความรู้สึกขัดเคืองลงที่ไหน
“เธอน่ะ...”
วัตสันเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะเก็บจานเปล่าของตัวเองรวมทั้งของเฌอลัญจ์มาซ้อนกัน
“กินเอาๆ แบบนั้น ไม่คิดบ้างหรือว่าอาหารที่คนอื่นทำให้กินอาจมียาพิษใส่อยู่ก็ได้”
เฌอลัญจ์แทบจะสำลักออกมาเมื่อวัตสันพูดแบบนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนดูน่ากลัว
จริงสินะ...เธอไม่ควรไว้ใจผู้ชายคนนี้เลยสักนิด
“นะ นาย... ใส่ยาพิษให้ฉันกินเหรอ”
วัตสันถือจานขึ้นไว้ในมือจ้องมองเฌอลัญจ์ราวกับไม่มีชีวิต
“เปล่า แต่กับพื้นฐานการอนุมานแค่นี้ คนที่ใช้ชื่อกลางว่า ‘โฮล์ม’ อย่างเธอควรคิดได้ั้แ่แรกนะ”
เด็กสาวมือสั่นเมื่อรู้ว่าถูกหลอกก็แทบอยากจะเอากำปั้นไปตั๊นหน้าวัตสันสักทีสองที
“นายจะบ้าหรือเปล่า เอาเื่แบบนี้มาพูดเล่นได้ยังไงกัน!?!”
ขณะที่เฌอลัญจ์ะโว่าปาวๆคู่สนทนาของเธอกลับยกจานไปที่อ่างอย่างหน้าตาเฉยจนเด็กสาวอดจะบ่นอยู่ในใจไม่ได้ว่านิสัยบ้าการสืบสวนแบบนี้เหมือนไววัลย์พี่ชายของเธอไม่มีผิด
บ้าจริงๆ เลยหมอนี่ ทีเื่อย่างนี้ล่ะพูดได้หน้าตาเฉยเชียวนะ!
กิ๊งก่อง!
ตอนนั้นเองที่เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้นเฌอลัญจ์นึกได้ว่ายูรายุบอกว่าจะมาหา เธอจึงลุกขึ้นตั้งใจจะออกไปรับ
เมื่อเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มช่างเ็าและไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆเลย เฌอลัญจ์จึงแสร้งทำเป็ไม่สนใจ แล้วพูดโดยไม่หันหลังไปมอง
“ขอบใจนะ ที่ล้างจานให้” ก่อนจะเดินออกจากครัวไป...