แม้เพลิงโทสะจะสุมทรวง ทว่าสวีิหล่างหาได้หวั่นเกรงภยันตรายใดที่จะลุกลามถึงตัว
สายใยสมคบคิดกับองค์หญิงเป่ยหูล้วนเป็ตระกูลฟ่านที่ชักใย ตัวเขาเพียงทอดตามองจากเบื้องบน แสร้งแสดงท่าทีสนับสนุนเท่านั้น หาได้ลดตัวลงไปเกลือกกลั้วให้แปดเปื้อน ย่อมไร้หลักฐานมัดตัว
เขามองสถานการณ์ตระกูลฟ่านทะลุปรุโปร่ง เพียงปรายตามอบสัญญาณ ฟ่านจงิผู้กระหายที่ยืนในหมู่ขุนนางบุ๋นจนตัวสั่น ย่อมพร้อมพุ่งทะยานออกไปกัดสบั้นดั่งสุนัขล่าเนื้อ
ต่อให้ฟ่านจงิเพลี่ยงพล้ำตกอยู่ในเงื้อมมือตระกูลจ้าวแล้วซัดทอดมา สวีิหล่างก็พลิกลิ้นได้เสมอว่าอีกฝ่ายถูกตระกูลจ้าวบีบบังคับให้ป้ายสีขุนนางบุ๋น เมื่อไร้พยานหลักฐาน ทุกถ้อยคำก็เป็เพียงลมปากไร้น้ำหนัก
ชิงไหวชิงพริบในราชสำนัก พวกขุนศึกสมองกลวงที่รู้จักแต่การเข่นฆ่า มีหรือจะต่อกรกับจิ้งจอกเฒ่าฝ่ายบุ๋นได้
หากสถานการณ์บานปลายถึงขั้นแตกหัก สวีิหล่างมั่นใจว่ามีร้อยแปดวิธีเชือดเฉือนอีกฝ่าย ไม่เช่นนั้นตลอดหลายปีมานี้ ขุนนางบู๊จะถูกเหยียบย่ำจนจมดินได้อย่างไร
ทว่าจากฎีกาลับของจ้าวเสวียนจี ดูเหมือนฟ่านจงิจะยังปิดปากเงียบ สวีิหล่างลอบพอใจลึกๆ ยามนี้ตระกูลฟ่านคงยังฝากความหวังให้เขาช่วยให้พ้นคอหอย จึงไม่กล้าแว้งกัดผู้เป็นาย
ระหว่างที่สวีิหล่างกำลังใคร่ครวญ สุรเสียงสะกดกลั้นโทสะของโอรส์พลันดังขัด "ตระกูลฟ่านทรยศแผ่นดิน โทษฏมิอาจละเว้น พวกอนารยชนเป่ยหูกำเริบเสิบสาน ลอบกัดขุนนางใหญ่แห่งต้าฉี เจิ้นต้องส่งทูตไปเค้นถามพวกมันถึงมั่วเป่ยให้กระจ่าง ว่าพวกมัน้าสิ่งใดกันแน่"
ั์ตาสวีิหล่างวูบไหวเพียงครู่ ก่อนประสานมือทูล "ฝ่าา หากตระกูลฟ่านมีความผิด ย่อมต้องชำระตามกฎมณเฑียรบาล หากเป่ยหูเหิมเกริมลอบสังหารขุนนางใหญ่ กองทัพราชสำนักยาตราทัพไปปราบปรามก็หาใช่เื่เกินเลย ทว่ากระหม่อมเห็นว่า ข้อเสนอในฎีกาของเจิ้นกั๋วกงที่ขอเพิ่มกำลังพล ณ ด่านเยี่ยนเหมินกวนนั้น สมควรพิจารณาให้ถ้วนถี่"
"สมควรพิจารณา?" สุรเสียงฮ่องเต้เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
สวีิหล่างทูลตอบด้วยสุ้มเสียงหนักแน่นดั่งขุนเขา "ฝ่าา เหตุการณ์เมืองไต้โจวยามนี้ ล้วนเป็ถ้อยคำจากเจิ้นกั๋วกงฝ่ายเดียว ความนัยที่แท้จริงเป็เช่นไร จำต้องสืบสวนให้กระจ่าง"
แม้เพิ่งทราบข่าวความพ่ายแพ้ยับเยินที่ไต้โจว จนเพลิงโทสะสุมอกเพราะหมากเดินผิดกระดาน ทว่าเพียงชั่วพริบตา เขากลับร่างแผนพลิกดำเป็ขาวเสร็จสรรพในหัว
หลิวหมู่จือ รองอัครเสนาบดีลอบชำเลืองมองเ้านาย แม้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของศึกไต้โจว แต่ในฐานะมือขวา แม้ประหลาดใจกับท่าทีพลิกลิ้นนี้ เขาก็ฉลาดพอที่จะปิดปากเงียบกริบ
"เจิ้นกั๋วกงกล้าบังอาจลวงเบื้องบนเชียวหรือ สวีอ้ายชิง เ้าจงไตร่ตรองให้ดีก่อนเอ่ยปาก" พระพักตร์โอรส์ฉายแววขุ่นเคืองชัดแจ้ง
สวีิหล่างค้อมศีรษะ "ขอฝ่าาโปรดประทานอภัย กระหม่อมเพียงเสนอให้สืบสวนรัดกุม หาได้เคลือบแคลงความภักดีของเจิ้นกั๋วกงไม่"
"ฝ่าาโปรดวินิจฉัย การปะทะระหว่างสองพ่อลูกตระกูลฟ่านกับคนตระกูลจ้าว รวมถึงการปรากฏตัวของยอดฝีมือเป่ยหู ณ เมืองไต้โจว ล้วนเกิดขึ้นท่ามกลางสายตาผู้คนนับหมื่น ย่อมเป็ความจริงประจักษ์แจ้ง"
"ทว่าต้นสายปลายเหตุที่ขุนนางทั้งสองฝ่ายห้ำหั่นกัน และเหตุใดยอดฝีมือต่างแคว้นจึงไปโผล่ที่นั่น มีความเชื่อมโยงเบื้องลึกเช่นไร กลับไร้ผู้ใดล่วงรู้หรือเห็นกับตา"
ฮ่องเต้ทรงกริ้วจัด "หากตระกูลฟ่านไม่ได้ลอบสมคบเป่ยหู เจิ้นกั๋วกงจะกล่าวอ้างเช่นนั้นเพื่อการใด เขาได้ประโยชน์อันใด ยามนี้คนทั้งหมดล้วนตกอยู่ในมือตระกูลจ้าว ถ้อยคำของพวกเขาเชื่อถือไม่ได้เชียวหรือ"
"กระหม่อมมิอาจทราบได้" เผชิญพระโทสะ สวีิหล่างยังคงสงบนิ่งดั่งน้ำบ่อลึก ไม่ด่วนสรุปความ แต่รักษาท่าทีขุนนางผู้ทรงธรรม "กระหม่อมเพียงเห็นว่า คดีนี้ะเืเลื่อนลั่น สมควรให้ราชสำนักส่งข้าหลวงไปชำระความ เค้นสอบสองพ่อลูกตระกูลฟ่านและยอดฝีมือเป่ยหูให้กระจ่าง จึงค่อยมีบทสรุป"
หากราชสำนักส่งคนลงไปชำระความ ย่อมไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือเขา เมื่อถึงเวลานั้น คำให้การจะพลิกแพลงไปทิศทางใด ย่อมสุดแท้แต่เขาบงการ
โอรส์จมสู่ความเงียบงัน
เนิ่นนานผ่านไปจึงโบกพระหัตถ์เป็สัญญาณให้ทั้งสองถอยออกไป
ทันทีที่กลับถึงกรมจงซู สวีิหล่างเร่งเดินหมากอย่างแยบยล คัดเลือกขุมกำลังคนสนิทจัดตั้งคณะไต่สวนคดีไต้โจวโดยด่วน พร้อมเรียกตัวมาพบเป็การส่วนตัวเพื่อสั่งการอย่างลับๆ
ตระกูลจ้าวจะเพิ่มกำลังพลที่ด่านเยี่ยนเหมินกวนไม่ได้เด็ดขาด นี่คือเส้นตายที่เขาไม่มีวันยอมรับ
อุตส่าห์ทุ่มเทวางหมากบั่นทอนขุมกำลังขุนศึก บัดนี้หมากพลิกกระดาน หากปล่อยให้ตระกูลจ้าวฉวยโอกาสขยายอำนาจ ย่อมไม่ต่างจากการยกหินทุ่มเท้าตนเอง เขาไม่มีวันปล่อยให้เกิดขึ้น
อำนาจตระกูลขุนนางบู๊มีแต่ต้องถูกเหยียบย่ำให้จมดิน จะปล่อยให้ผงาดคืนชีพได้อย่างไร
วุ่นวายจวบจนยามเลิกราชการ สวีิหล่างยังคงปักหลักไม่ไปไหน เขาสั่งเด็กรับใช้ชงชา นั่งสงบนิ่งอยู่ภายในกรมจงซู
เขากำลังรอ รอราชโองการเรียกตัวอีกครั้ง
ล่วงเลยไปหนึ่งวันเต็ม รายงานข่าวกรองจากไต้โจวล้วนส่งถึงมือเขาครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว และเชื่อว่าถึงพระกรรณโอรส์แล้วเช่นกัน
ค่ายกลทั้งในที่แจ้งและที่ลับถูกวางไว้พร้อมสรรพ ต่อจากนี้เหลือเพียงการประลองหมากระหว่างกษัตริย์และเสนาบดี เพื่อชี้ขาดบทสรุปของคดีนี้อย่างแท้จริง
สวีิหล่างคำนวณถ้วนถี่ การจะพลิกกระดานสลับดำเป็ขาว มีช่องโหว่สองประการต้องอุดให้สนิท
หนึ่ง สองพ่อลูกตระกูลฟ่านปะทะกับจ้าวหนิงจริง
สอง ยอดฝีมือเป่ยหูปรากฏตัวที่ไต้โจวและถูกรวบตัวได้จริง
การมาเยือนของคนกลุ่มนี้ จำต้องมีข้ออ้างที่แเีไร้รอยตะเข็บ
ชายังไม่ทันพร่องจอก ขันทีพลันรุดมาถึง
ครานี้โอรส์มิได้เรียกพบ ณ ตำหนักฉงเหวิน ทว่าเป็อุทยานหลวง เมื่อสวีิหล่างก้าวเข้าสู่ศาลาประทับ รัศมียี่สิบก้าวโดยรอบล้วนถูกกวาดต้อนผู้คนออกไปจนสิ้น เหลือเพียงกษัตริย์และขุนนางคู่ใจ
"เื่เมืองไต้โจว ท่านอาจารย์มีความเห็นเช่นไร เอ่ยมาตามตรงเถิด" ครานี้ซ่งจื้อสลัดคราบโอรส์ผู้ทรงอำนาจ กลับไปใช้ท่าทีเคารพศิษย์อาจารย์ บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังขอคำชี้แนะ ดั่งกาลก่อนยามยังดำรงยศรัชทายาทแห่งวังตะวันออก
สวีิหล่างนั่งประจันหน้าซ่งจื้อ ท่าทีหยัดตรงดั่งขุนเขา เอ่ยเนิบนาบ "ราชวงศ์ต้าฉีร่มเย็นเนิ่นนาน นับแต่ศึกแดนใต้เมื่อยี่สิบปีก่อน แผ่นดินก็ร้างราา ศึกครานั้น ตระกูลขุนนางบู๊อย่างตระกูลฟ่านพ่ายแพ้ยับเยินกลางสมรภูมิ นำพาความอัปยศสู่ราชสำนัก ท้ายสุดจำต้องพึ่งบารมีผู้ตรวจการทหารฝ่ายบุ๋นจึงกอบกู้ชัยชนะคืนมาได้"
"ฝ่าา เหล่าขุนศึกอิงแอบบรรดาศักดิ์ กุมอำนาจทหารในจุดยุทธศาสตร์ ทว่าวันๆ กลับประพฤติเหลวแหลก วางอำนาจบาตรใหญ่ พวกมันกลายเป็ปลวกมอดกัดกินแผ่นดิน มีแต่โทษมหันต์หามีคุณอันใด"
"ไม่นานมานี้ ตระกูลอู๋แห่งจินหลิงและตระกูลหยางแห่งก่วงหลิง ห้ำหั่นแย่งชิงลานล่าสัตว์จนนองเื บ่าวไพร่ล้มตายเป็เบือ ซ้ำยังเดือดร้อนถึงราษฎร นี่คือประจักษ์พยานชัดแจ้ง"
ซ่งจื้อเห็นสวีิหล่างเริ่มสวดสาธยายยาวเหยียด มุ่งโจมตีความไร้ค่าของขุนนางบู๊ก็ลอบปวดพระเศียร "ท่านอาจารย์ วกกลับเข้าเื่ไต้โจวเถิด"
สวีิหล่างเอ่ยด้วยน้ำเสียงคับแค้น "หลายปีมานี้ กระหม่อมกวาดล้างเหลือบริ้นแทนฝ่าา ถอดถอนพวกเหลือเดนกินแรงราษฎร แม้ทำเพื่อแผ่นดิน แต่ในสายตาพวกขุนนางบู๊กลับมองว่าเป็การข่มเหงจากฝ่ายบุ๋น เพลิงแค้นย่อมสุมอกพวกมันมานาน"
"ตระกูลจ้าวรั้งตำแหน่งขุนศึกอันดับหนึ่ง ย่อมต้องออกหน้ากอบกู้ศักดิ์ศรี ตลอดสองปีมานี้ พวกมันพยายามกระพือข่าวความน่าสะพรึงของเผ่าเทียนหยวนแห่งเป่ยหู ถวายฎีกาขอเคลื่อนทัพลาดตระเวนทุ่งหญ้านับครั้งไม่ถ้วน ทว่ากระหม่อมกดเื่นี้ไว้ตลอด ฝ่าาทรงทราบหรือไม่ว่าด้วยเหตุใด"
"เพราะเหตุใด" ซ่งจื้อตรัสถาม
"กระหม่อมเกรงว่า ทันทีที่กองทัพเยี่ยนเหมินเหยียบย่างเข้าทุ่งหญ้า ทั่วทั้งมั่วเป่ยจะลุกเป็ไฟ ชนเผ่าที่เคยสวามิภักดิ์ต่อต้าฉีจะถูกบีบคั้นให้ต้องจับอาวุธหันคมดาบเข้าหาราชสำนัก"
"ฝ่าา สำหรับขุนศึกแล้ว แผ่นดินร้างาคือหายนภัยใหญ่หลวง ตระกูลจ้าวปรารถนาจะทวงคืนความรุ่งโรจน์ หิวโหยผลงานเพื่อปูนบำเหน็จ การจุดชนวนเพลิงาชายแดนคือหนทางที่รวดเร็วที่สุด"
ทุกถ้อยคำของสวีิหล่างหนักแน่นกังวาน เจตนาเด็ดขาดและกระจ่างแจ้ง
หากตระกูลจ้าวเคลื่อนทัพเข้าสู่ทุ่งหญ้า พวกมันจะกลายเป็ม้าพยศไร้บังเหียน เพื่อกระพือา พวกมันจะเข่นฆ่าล้างบางชนเผ่าอย่างบ้าคลั่ง หาได้แยแสว่ามั่วเป่ยจะนองเืพันลี้ และเมื่อชนเผ่าถูกบีบจนตรอกต้องลุกฮือ ไฟาชายแดนที่ปะทุขึ้น ย่อมกลายเป็เวทีให้พวกขุนนางบู๊สำแดงเดช
"วาจาอาจารย์ มิใช่ตื่นตูมเกินเหตุไปหรือ" ซ่งจื้อขมวดพระขนง
สวีิหล่างเห็นซ่งจื้อยังคงสงบนิ่ง ทราบดีว่ายาแรงขนานนี้ยังไม่พอ จึงงัดไพ่ตายก้นหีบออกมาใช้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน "ฝ่าา... พระองค์ทรงหลงลืม 'จลาจลหัวเมือง' ในราชวงศ์ก่อนไปแล้วหรือ"
พระพักตร์ซ่งจื้อแปรเปลี่ยนทันควัน แววตาวาวโรจน์ดุจคมกระบี่
'จลาจลหัวเมือง' คือคำต้องห้ามที่กรีดแทงใจโอรส์ทุกพระองค์
รัชศกก่อน ขุนศึกที่กุมกำลังตามหัวเมืองขยายอิทธิพลรวบอำนาจทั้งการทหารและปกครองเบ็ดเสร็จ จนราชสำนักเหนือการควบคุม กลายเป็รัฐอิสระที่ทรงอิทธิพล ล่วงเข้าปลายราชวงศ์ พวกมันแข็งข้อไม่ฟังราชโองการ เหยียบย่ำบารมีฮ่องเต้จนจมดิน แบ่งแยกแผ่นดินเป็ก๊กเป็เหล่า ห้ำหั่นชิงความเป็ใหญ่จนราชสำนักถึงกาลล่มสลาย
หลังสิ้นราชวงศ์ แผ่นดินลุกเป็ไฟ แหลกสลายด้วยเพลิงาระหว่างหัวเมืองยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ซากศพกองเป็ูเาเืไหลเป็สายน้ำ กว่าปฐีจะกลับมาหลอมรวมเป็หนึ่ง
"ราชวงศ์เราสถาปนากฎแบ่งแยกบุ๋นบู๊เบ็ดเสร็จ ก็เพื่อตัดรากถอนโคนอิทธิพลขุนศึกในท้องถิ่น ใช้ขุนนางบุ๋นกุมเสบียงคอหอย บีบให้พวกมันเป็เพียงคมดาบ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตั้งตนเป็ใหญ่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินอีก"
สวีิหล่างทุบโต๊ะวาจาเฉียบขาด "ฝ่าา รากเหง้าของวิกฤตคือ ขุนนางบู๊ที่กุมกำลังทหารมิสมควรดำรงอยู่ มีเพียงต้องถอนรากถอนโคน แผ่นดินจึงจะสงบสุขร่มเย็นอย่างแท้จริง หากฝ่าาเคลือบแคลง โปรดทอดพระเนตรเหตุการณ์ไต้โจวเป็อุทาหรณ์"
"หากตระกูลฟ่านสมคบเป่ยหูเพื่อเด็ดหัวคนตระกูลจ้าว ย่อมต้องลงมืออย่างเร้นลับ ทว่าเหตุใดทายาทสายตรงเพียงระดับคุมปราณคนเดียวจึงรอดชีวิตมาได้ ซ้ำร้ายยังปล่อยให้แผนถูกเปิดโปงดื้อๆ"
"จ้าวชี่เยว่และเจิ้นกั๋วกง เดิมทีรั้งอยู่เมืองหลวง จู่ๆ เหตุใดจึงเร่งรุดไปไต้โจว และยังเข้าแทรกแซงช่วยจ้าวหนิงไว้ได้พอดิบพอดี มิหนำซ้ำยังตะครุบยอดฝีมือเป่ยหูได้เป็ๆ ราวกับตระกูลจ้าววางค่ายกลดักรอไว้อยู่แล้ว"
ถ้อยคำกรีดลึกทำให้พระพักตร์ซ่งจื้อแปรปรวนไม่หยุด เนิ่นนานจึงตรัสถาม "ท่านอาจารย์กำลังจะชี้ว่า ละครฉากใหญ่นี้ ตระกูลจ้าวเป็ผู้ชักใยบงการ เพื่อปั่นกระแสความน่าสะพรึงของเป่ยหู และฉวยโอกาสขยายฐานอำนาจอย่างนั้นหรือ"
นั่นแหละคือสิ่งที่สวีิหล่าง้าปั่นหัวโอรส์
ทว่ายามนี้ เขายังไม่เปิดปากยอมรับตรงๆ เพราะตัวหมากอย่างฟ่านจงิและยอดฝีมือเป่ยหูยังไม่ถูกคุมตัวกลับมาเบิกความ ทั้งยังมีเงื่อนงำบางประการที่หาข้อแก้ตัวไม่ได้
สิ่งที่ต้องทำ คือการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงลงในพระทัย หากไม่ทำเช่นนี้ เขาจะงัดไพ่จลาจลหัวเมืองขึ้นมาขู่เพื่อเหตุใด ทั้งหมดก็เพื่อกรุยทางสู่แผนขั้นต่อไป
เขาส่ายหน้าทูลตอบ "กระหม่อมเพียงประจักษ์ว่า ภายใต้อุบายะเืเลื่อนลั่นนี้ ตระกูลจ้าวไร้ซึ่งรอยขีดข่วน หนำซ้ำยังสบโอกาสเพิ่มขุมกำลัง ณ ด่านเยี่ยนเหมินกวน เรียกได้ว่ารับผลประโยชน์ไปเต็มๆ"
เอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็เน้นย้ำ "พวกเป่ยหูส่งบรรณาการหมอบราบทุกปี ทูตและพ่อค้าที่เหยียบย่างในต้าฉีล้วนยำเกรงราชสำนักเพียงใด ฝ่าาย่อมกระจ่างแจ้งในพระทัย"
โอรส์จมดิ่งสู่ห้วงภวังค์อันหนาวเหน็บ