เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 161 มีญาติเดินทางมาจากแดนไกล

            “พรืด!”ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “พูดอะไรไร้สาระท่านแม่ทัพผู้ไร้เทียมทานมีอยู่คนเดียว แต่พ่อครัวนั้นมีมากมายท่านควรจะขี่ม้าถือหอกเพื่อปกป้องความสงบสุขของแผ่นดินต่อไปเถอะ”

            กงจื้อหมิงจู่ๆก็ก้มลงประทับริมฝีปากบนริมฝีปากสีชมพูของนางแล้วตอบว่า “ตกลง”

            ติงเหว่ยหน้าขึ้นสีแดงอีกครั้งและตะโกนออกมาด้วยความโมโหว่า “ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่นะ!”

            “เจ้าก็พูดมาสิข้าฟังอยู่” กงจื้อหมิงกลับไม่ยอมปล่อยนางลงแถมแขนทั้งสองข้างของเขายังโอบนางไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น

            ติงเหว่ยจนปัญญานางจึงหาที่นั่งให้สบายขึ้น แล้วหยิบกระดาษกับพู่กันมาเขียนข้อความสองบรรทัดก่อนจะลงลายมือชื่อของนางและพับมันใส่ลงไปในกระเป๋าเงินของกงจื้อหมิง

            “เงินเหล่านี้ถือว่าเป็นการลงทุนของท่านต่อไปธุรกิจของข้าจะให้ส่วนแบ่งกำไรท่านสองส่วน”

            กงจื้อหมิงฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เขาปลดกระเป๋าออกมาส่งให้นางอีกครั้งพร้อมพูดว่า “ข้าต้องเดินทางไปทุกที่คงไม่ดีแน่ถ้าทำสัญญาสำคัญนี้หายไป เจ้าช่วยเก็บไว้ให้ข้าดีกว่าอนาคตอันเกอเอ๋อร์เติบโตขึ้นแล้ว เงินนี้ก็เก็บไว้ให้เขาใช้แต่งภรรยา”

            “ตกลง”ติงเหว่ยยิ้มกว้างรีบเก็บกระเป๋าเงินไว้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยจับจิ้งจอกขาวด้วยมือเปล่า ได้ต้นทุนเป็นพันตำลึงโดยไม่ต้องลงทุนเอง ถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่ามากที่สุดแถมกำไรยังจะส่งต่อให้ลูกชายอีกด้วย นี่เป็นการทำธุรกิจที่ดีที่สุดเลย

            ทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนานเหมือนเด็กๆสักพักก็พิงกันอยู่ข้างกองไฟ เปลวไฟที่ลุกโชติช่วงทำให้ร่างกายอบอุ่นแต่ความหวานในใจนั้นอบอุ่นยิ่งกว่า

            ติงเหว่ยนึกขึ้นได้ก็พูดว่า“หากข้าเปิดร้าน ถ้ามีแต่สตรีดูแลคงไม่ค่อยเหมาะสม พี่น้องในกระโจมทหารบาดเจ็บเหล่านั้นหากใครเต็มใจจะช่วยงาน ข้าจะจัดการให้พวกเขาไปทำงานกับข้า ดีหรือไม่?”

            กงจื้อหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า“เดิมทีข้าตั้งใจจะหาทางจัดการให้พวกเขาหลังสงครามจบหากเจ้าสามารถจัดการได้ก่อนก็ถือว่าเป็นเรื่องดีหากมีอะไรไม่ดีต่อไปก็ค่อยปรับปรุงได้”

            “เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย”ติงเหว่ยยิ้ม “พรุ่งนี้ข้าจะให้อวิ๋นอิ่งไปถามทีละคนข้าต้องการคนมากมายเพราะครั้งนี้ข้าจะทำร้านค้าแบบเครือข่าย”

            “เครือข่าย? นั่นคืออะไร?”กงจื้อหมิงไม่เคยลังเลที่จะถามคำถาม โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับติงเหว่ยนางมักจะมีแนวความคิดที่ทำให้เขาประหลาดใจเสมอ

            ติงเหว่ยเองก็ไม่ปิดบังอะไรนางนั่งพิงไหล่เขาแล้วอธิบายอย่างกระตือรือร้น“เครือข่ายคือการเชื่อมร้านค้าเข้าด้วยกันในการดำเนินกิจการแน่นอนว่าไม่ใช่การอยู่ใกล้กัน แต่เป็นการช่วยกันทำธุรกิจ เช่น เราสามารถเตรียมบัตรเล็กๆในร้านย่างเนื้อ หากใช้จ่ายไปห้าตำลึงก็สามารถไปแลกขนมตั้นเกาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหนึ่งจินหรือสามารถกินปิงเกาได้สองถ้วยจากร้านเตี่ยนซินโดยไม่ต้องเสียเงินและหากใช้จ่ายในห้าร้านจนถึงจำนวนที่กำหนด ก็ยังได้รับของขวัญพิเศษอีกด้วยสรุปง่ายๆ คือใช้จ่ายในร้านหนึ่งก็ได้รับสิทธิประโยชน์ในอีกห้าร้าน และลูกค้าคงไม่ถือบัตรไปเอาแค่ขนมตั้นเกาหนึ่งจินจากร้านขนมหวานแน่อาจต้องสั่งขนมเพิ่มเติมเช่นปิ่งกันหนึ่งจิน หรือหนิวเซอปิ่ง [1] หนึ่งจินและร้านขนมหวานก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้น”

            กงจื้อหมิงพยักหน้าขณะที่ฟังมันเป็นวิธีที่แปลกใหม่และน่าสนใจ เขากำลังจะถามเพิ่มเติมแต่เสียงจากภายนอกกระโจมก็ดังขึ้นก่อน “รายงานท่านแม่ทัพใหญ่ที่หน้าค่ายทหารมีชายคนหนึ่งถูกจับตัวไว้ เขาอ้างว่าเป็นพี่รองของแม่นางติง”

            “อะไรนะ?” ไม่ทันที่กงจื้อหมิงจะตอบติงเหว่ยก็รีบกระโดดลงจากตักของเขาความเร่งรีบทำให้นางลืมไปว่าขาของนางยังเจ็บอยู่เมื่อลงน้ำหนักเต็มที่ก็ทำให้นางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

            กงจื้อหมิงรีบพยุงนางให้กลับมานั่งลงและก้มตัวลงเพื่อจะตรวจดูอาการบาดเจ็บ แต่ติงเหว่ยกลับรีบดันเขาออกไป“ไม่ต้องห่วงข้าหรอก รีบไปดูเถอะว่าคือพี่ชายของข้าจริงหรือไม่? เขามาถึงที่นี่ได้ยังไงหรือว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้าน?”

            กงจื้อหมิงไม่อาจทำอะไรได้เขาจึงเงยหน้าขึ้นและสั่งเสียงดังไปข้างนอกว่า “พาตัวเขาไปให้อวิ๋นอิ่งดูถ้าไม่ผิดตัวแล้วค่อยพามาหาข้า”

            “ขอรับ ท่านแม่ทัพ”ทหารรักษาการณ์ข้างนอกตอบรับก่อนจะไปจัดการตามคำสั่ง

            ติงเหว่ยที่นั่งอยู่นั้นไม่สามารถหยุดความกังวลได้นางจ้องไปยังทางเข้าของกระโจมด้วยความกังวลอย่างชัดเจน

            กงจื้อหมิงเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้เขาจับมือนางและพูดว่า “ไม่ต้องกังวล ข้าจัดการให้ครอบครัวเจ้าอยู่ในที่ที่ปลอดภัยมีการคุ้มครองจากองครักษ์เงา หากมีปัญหาที่บ้านเจ้าจะได้รับข่าวก่อนแล้ว”

            “จริงหรือ?” ติงเหว่ยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น

            ไม่นานเสียงของอวิ๋นอิ่งก็ดังขึ้นนอกกระโจม“เรียนแม่นาง เป็นพี่ชายสกุลติงอย่างแน่นอน”

            “เร็วเข้า!ให้พี่รองของข้าเข้ามา” ติงเหว่ยลุกขึ้นและพยายามเดินไปที่ประตูกระโจมแต่น่าเสียดายที่ขาที่ได้รับบาดเจ็บกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งทำให้นางเดินสะดุดและเซไปเซมา

            หลังจากเดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยพี่รองสกุลติงในชุดผ้าหยาบสีเทาที่มีฝุ่นเกาะเต็มตัวก็เดินอ้อมฉากบังตาเข้ามาเขาเห็นน้องสาวที่ไม่ได้เจอกันนานกำลังเดินโซเซเหมือนแพะที่ขาเจ็บในบ้านทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และจับแขนนางไว้แน่น“น้องสาว เจ้าเป็นอะไรไป?เจ้าต้องทุกข์ทรมานและลำบากอย่างนั้นหรือ?”

            ติงเหว่ยที่จู่ๆได้เจอคนในครอบครัว ความทรมานและความยากลำบากในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ผุดขึ้นมาในหัวทำให้นางน้ำตาไหลพรากลงมาโดยไม่ทันได้พูดอะไร

            “พี่รองๆท่านพ่อท่านแม่สบายดีหรือไม่? แล้วพวกพี่สะใภ้ล่ะ? แล้วต้าเป่ากับฝูเอ๋อร์ล่ะ…”

            “สบายดีๆ”พี่รองเจ็บปวดใจเป็นที่สุด เขาพยักหน้าหลายครั้งติดๆ กันไม่หยุด “ทุกคนสบายกันดีท่านพ่อท่านแม่ก็แข็งแรงดี เพียงแต่พวกเขาเป็นห่วงเจ้า”

            กงจื้อหมิงมองเห็นพี่น้องทั้งสองร้องไห้ด้วยกันอย่างหนักใบหน้าของเขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามสกุลติงทิ้งลูกสาวไว้ให้เขาดูแล และเขาได้สัญญาว่าจะดูแลนางอย่างดีแต่ด้วยโชคชะตาที่พลิกผันทำให้ติงเหว่ยต้องเผชิญกับอันตรายถึงสองครั้งแม้สกุลติงจะไม่สามารถลงโทษเขาได้ แต่เขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน

            “อะแฮ่มๆ”เขากระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง และส่งสัญญาณด้วยสายตาให้อวิ๋นอิ่ง

            อวิ๋นอิ่งเข้าใจและแอบหัวเราะในใจความจริงแล้วนางก็ไม่ค่อยได้เห็นนายน้อยของนางแสดงท่าทีเขินอายเช่นนี้มาก่อน นางอยากจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องสักพักแต่เมื่อได้รับคำสั่งจากนายน้อย นางก็ไม่กล้าขัดจึงเดินเข้าไปพยุงติงเหว่ยและพูดเกลี้ยกล่อมว่า “นายหญิง ขาของท่านยังเจ็บอยู่อย่าร้องไห้อีกเลย อีกอย่าง คุณชายรองเดินทางมาไกลคงยังไม่ได้กินอะไรมิสู้เชิญคุณชายรองนั่งลงพูดคุยเสียก่อน บ่าวจะไปเตรียมอาหารสักหน่อยแล้วท่านค่อยนั่งกินอาหารกับคุณชายรอง”

            “ดี เจ้ารีบไปเถอะ”ติงเหว่ยเมื่อร้องไห้ออกมาแล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมากนางมองพี่ชายของนางอย่างละเอียด พบว่าเขาทั้งดำและผอมลง ใบหน้ายังมีรอยหนาวจัดเห็นได้ชัดว่าเขาต้องเผชิญกับความลำบากมากมายระหว่างทางจึงรีบสั่งด้วยความเป็นห่วง “ให้พี่หลิวต้มบะหมี่น้ำแกงกระดูกเพิ่มแล้วก็ทำกับข้าวสักสองอย่าง หากว่ายังมีแป้งปิ่งก็อุ่นแล้วยกมาให้ด้วย”

            “เจ้าค่ะนายหญิงโปรดวางใจ”

            อวิ๋นอิ่งช่วยประคองติงเหว่ยให้นั่งลงแล้วรีบออกไปจัดการทันที

            พี่รองสกุลติงไม่รู้ว่าเป็นเพราะดีใจที่ได้เจอน้องสาวมากหรือจงใจลืมไปกันแน่ เขาไม่ได้ทำความเคารพต่อกงจื้อหมิงและนั่งลงข้างน้องสาวพร้อมถามอีกครั้ง “ขาเจ้าบาดเจ็บมากแค่ไหนจะมีผลกระทบระยะยาวหรือไม่?”

            ติงเหว่ยรีบส่ายหน้า“พี่รองอย่ากังวลไปเลย ท่านอาจารย์ได้ตรวจดูแล้ว ทุกวันข้าก็ทายาอย่างสม่ำเสมอรับรองว่าจะไม่เป็นอุปสรรคในการเดินอย่างแน่นอน”

            “เช่นนั้นก็ดี”พี่รองสกุลติงเห็นน้องสาวดูไม่เหมือนคนที่กำลังโกหกเขาจึงถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก

            เมื่อครอบครัวสกุลติงย้ายไปอยู่ที่บ้านใหม่หลินลิ่วได้จัดเตรียมบ้านใหญ่ที่งดงามเอาไว้ให้ รวมถึงที่ดินยี่สิบหมู่และร้านค้าอีกสองร้าน ทุกอย่างแทบจะเหมือนในอำเภอชิงผิง หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ

            ทั้งครอบครัวต่างก็ยังทำงานหนักเหมือนเดิมเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นก็เริ่มงาน พอพระอาทิตย์ตกก็พักผ่อน ชีวิตสงบสุขเหมือนกับว่าไม่มีสงครามเกิดขึ้น เหมือนกับว่าโลกสงบสุข แต่ความจริงทุกคนในครอบครัวต่างก็ห่วงใยติงเหว่ยอย่างมากกลัวว่าติงเหว่ยจะต้องทนทุกข์โดยไม่มีใครบอกหรือกลัวว่าอันเกอเอ๋อร์จะป่วยหนักขึ้นมาแม่นางหลี่ว์ถึงกับขอภาพเทวรูปท่านย่าเทวาภูเขามาบูชาเป็นประจำเช้าเย็น

            พี่ใหญ่กับภรรยายังคงขายอาหารอยู่ส่วนพี่ชายคนรองกับภรรยาก็ยังคงเปิดร้านขายเครื่องไม้ แม้ว่าจะไม่ถึงกับร่ำรวยมากแต่ธุรกิจก็เจริญรุ่งเรือง และยังไม่มีพวกอันธพาลมารบกวนร้านเลย

            ทุกคนในครอบครัวต่างรู้ดีว่านี่เป็นเพราะสกุลอวิ๋นคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังดังนั้นจึงวางใจเรื่องของลูกสาวและหลานชายมากขึ้น

            แต่เมื่อเดือนที่แล้วมีคาราวานพ่อค้าได้นำข่าวการสู้รบที่ดุเดือดมาแจ้ง พี่รองได้ยินว่าทหารตายมากมายแม้แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ก็เกือบถูกสังหารในขณะพยายามช่วยครอบครัวของเขาเขาจึงไม่อาจอยู่เฉยได้ แม้จะไม่กล้าบอกกับครอบครัวอย่างตรงไปตรงมาแต่ก็อ้างเหตุผลว่าต้องไปซื้อต้นไม้ และเดินทางขึ้นเหนือไปกับกองคาราวาน

            ตลอดทางมานี้เขาได้พบเจอโจรภูเขาต้องทนกับความหนาวเหน็บบางคืนที่หลับไปก็ฝันเห็นน้องสาวที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดทำให้เขาตื่นขึ้นมาในทันทีและนอนไม่หลับอีก

            เขาเดินทางไปที่เฉียนโจวก่อนแต่ไม่เจอใครเลยจึงรีบเดินทางต่อไปที่ลี่สุ่ยสุดท้ายก็ได้พบกับน้องสาวทำให้เขาโล่งใจเป็นอย่างมาก…

            ติงเหว่ยถึงแม้จะไม่ได้ถามถึงรายละเอียดการเดินทางของพี่ชายแต่ก็เดาได้ว่าน่าจะลำบากมาก ทำให้นางรู้สึกสงสารและอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “พี่รองครั้งหน้าได้ยินข่าวอะไรมาก็อย่าเก็บไปใส่ใจเลย หากมีเรื่องอะไรข้าจะเขียนจดหมายกลับไป ข้ากับอันเกอเอ๋อร์อยู่ในค่ายทหาร ไม่มีทางที่จะมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นได้อีกอย่างท่านอ้างว่าจะไปหาซื้อต้นไม้ แต่ไม่กลับบ้านตั้งหลายวันเกรงว่าที่บ้านเราคงวุ่นวายไปหมดแล้ว”

            พี่รองสกุลติงเพียงยิ้มไม่พูดอะไรตอนนี้เขาเองก็รู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องบุ่มบ่ามไปสักหน่อย

            กงจื้อหมิงที่ถูกทิ้งไว้ข้างๆในที่สุดก็หาโอกาสแทรกบทสนทนาได้ จึงกล่าวว่า “ข้าจะให้คนส่งข่าวกลับไปให้ครอบครัวของเจ้าจะได้รับข่าวภายในสามวัน ไม่ต้องกังวล”

            “จริงหรือ?” ติงเหว่ยพอได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจขึ้นมากแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพี่รองของนางยังไม่ได้ทำความเคารพกงจื้อหมิงตอนนี้เขาก็เพียงแต่ก้มหน้าดื่มชาไม่พูดอะไร นางจึงรีบหาทางออกโดยกล่าวว่า“พี่รองไม่ได้เจออันเกอเอ๋อร์มานานแล้ว ข้าจะให้คนไปอุ้มเขามา”

            พี่รองเมื่อนึกถึงหลานชายก็รู้สึกดีใจแต่ก็กลัวว่าจะรบกวนเวลานอนของหลาน จึงบอกว่า “อันเกอเอ๋อร์คงจะหลับแล้วรอพรุ่งนี้ค่อยดูก็ได้”

            “เจ้าเด็กคนนี้กินแล้วก็นอนทั้งวันช้าออกไปสักครึ่งชั่วยามก็ไม่เป็นไร”

            เมื่อพูดจบนางก็เรียกจวี๋เกิ่งที่เฝ้าอยู่หน้าประตูให้ไปแจ้งข่าวที่กระโจมข้างๆไม่นานนักเฉิงเหนียงจื่อก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่กำลังงัวเงียอยู่เดินเข้ามา

            เจ้าเด็กอ้วนหลับไปจนหน้าแดงก่ำตัวกลมๆ ของเขาถูกห่อด้วยผ้าบางสีแดงสด ไม่ว่าจะดูยังไงก็น่ารักอยู่ดี

            เมื่อเด็กน้อยเห็นท่านพ่อของเขาเขาก็พยายามจะลงจากอ้อมแขน และวิ่งไปกอดขาท่านพ่อทันที

            กงจื้อหมิงก้มลงอุ้มลูกขึ้นมาเขายิ้มพร้อมกับยกขึ้นลงเบาๆ แล้วจึงพูดว่า “ตอนที่พี่รองออกเดินทางไปอันเกอเอ๋อร์ยังเดินไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาวิ่งไปทั่วแล้ว”

            พี่รองสกุลติงมองดูพ่อลูกหน้าตาเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียวกันเขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เมื่อได้ยินคำว่า “พี่ชาย” จากปากของกงจื้อหมิงความโกรธและความไม่พอใจในใจเขาก็ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง จึงตอบกลับว่า “นั่นนะสิเด็กๆ โตเร็วมาก แค่พริบตาเดียวก็โตขึ้นแล้ว”

            กงจื้อหมิงยื่นลูกชายตัวอ้วนไปข้างหน้าเจ้าเด็กอ้วนไม่รู้สึกกลัวคนแปลกหน้าเลย เขายกมือขึ้นกอดคอของท่านลุงไว้ทันทีร่างนุ่มนิ่มของหลานชายก็ทำให้ความไม่พอใจที่เหลือของพี่รองสกุลติงหายไปจนหมดสิ้น

            -----------------------------------------

            [1] หนิวเซอปิ่ง 牛舌饼 หมายถึงขนมคุกกี้ยาวๆ คล้ายรูปทรงของลิ้นวัว

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774