บทที่ 19 ในที่สุดข้าก็จับจุดอ่อนได้เสียที!
ทหารยามที่ประตูเมืองพิจารณาขบวนของรัชทายาทอย่างละเอียดถี่ถ้วน หัวหน้าด่านประตูเมืองเป็ผู้ที่เคยติดตามสยงเวยไปเห็นโลกกว้างมาแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นว่าคนกลุ่มนี้มีสง่าราศีไม่ธรรมดาจึงทราบว่าผู้ที่มาต้องเป็เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูง จึงรีบทำความเคารพไปยังรถม้าทันที
หลังจากทักทายกันเล็กน้อยหัวหน้าด่านก็ส่งสัญญาณให้ทหารเปิดทางให้ เขากวาดสายตามองอาวุธที่เหล่าทหารองครักษ์สะพายอยู่ แล้วยิ้มพลางกำชับหัวหน้าทหารองครักษ์ไม่กี่ประโยคว่า "ภายในเมืองห้ามมีการเข่นฆ่ากันโดยเด็ดขาด โปรดอย่าล่วงละเมิดกฎ"
ในยุครณรัฐ ราษฎรนิยมการต่อสู้ ทางราชการของแต่ละแคว้นจึงไม่มีข้อห้ามพื้นฐานเกี่ยวกับการอาวุธของชาวบ้าน ดังนั้นแม้ขบวนของรัชทายาทจะพกดาบและกระบี่มาอย่างเปิดเผย แต่หัวหน้าด่านก็ไม่ได้ขัดขวาง
หลังจากเข้าเมืองมาแล้ว หมี่เหิงก็รู้สึกว่าเบื้องหน้าช่างเปิดกว้างและสว่างไสว! พื้นถนนปูด้วยอิฐหินชนิดเดียวกับกำแพงเมืองฉู่หยาง สองข้างทางเป็แถวของร้านค้าที่มีรูปแบบสม่ำเสมอกัน ดูแล้วการค้าขายรุ่งเรืองอย่างยิ่ง
มีพ่อค้าแม่ค้าสัญจรไปมามากมายดูคึกคักเป็อย่างมาก ถึงขั้นมีกองคาราวานการค้าที่ชูธงของแคว้นฉีและแคว้นเว่ยด้วย หมี่เหิงอุทานด้วยความตกตะลึงว่า
"ลูกพี่ลูกน้องของข้ามาอยู่ที่ฉู่หยางเพียงปีเดียว เมืองฉู่หยางแห่งนี้กลับมีความเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงนี้! หากพูดถึงความรุ่งเรืองเกรงว่าคงไม่ด้อยไปกว่าย่านการค้าในอิ่งโตวเลย!"
หวงเซียทำได้เพียงปิดปากเงียบเพราะถูกตบหน้าจนเข็ดหลาบแล้ว นอกจากนี้ริมถนนยังมีแผงขายน้ำชา เถ้าแก่เนี้ยรูปร่างอวบอัดส่งยิ้มหวานให้ขบวนของหมี่เหิง พร้อมร้องเรียกแขกเสียงใส
"แขกผู้มาเยือนจากแดนไกลคงเหนื่อยล้า ดื่มน้ำชาสักถ้วยก่อนแล้วเดินทางต่อเถิดเ้าค่ะ! น้ำชาเย็นหนึ่งกาเพียงหนึ่งเหวินเท่านั้น!"
แม้จะเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้วทว่าอากาศยังคงร้อนจัด เหล่าพ่อค้าที่เดินทางรอนแรมมาไกลร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นผงและกำลังกระหายน้ำอย่างยิ่งจึงมักไม่ปฏิเสธน้ำชาในราคาหนึ่งเหวินนี้
เมื่อเห็นขบวนของหมี่เหิงเดินทางตรงไปโดยไม่สนใจ เถ้าแก่เนี้ยก็เริ่มร้องเพลงสั้น ๆ ที่ติดหูออกมา "เ้ารักข้า ข้ารักเ้า..."
พ่อค้าที่สัญจรไปมาอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าและทยอยกันเข้าไปใช้บริการ เถ้าแก่เนี้ยยิ้มจนแก้มปริพลางหัวเราะแล้วสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปต้อนรับ ในใจคิดว่าคำร้องที่นายท่านเขียนส่ง ๆ มาให้แม้จะดูบ้าน ๆ ไปหน่อย... แต่ใช้ได้ผลดีจริง ๆ!
หวงเซียที่อยู่บนรถม้าถึงกับหน้าแดงด้วยความอับอาย อย่างไรเขาก็ยังเป็เพียงเด็กคนหนึ่ง "ถุย เพลงรักลามก!" หวงเซียปิดหูแล้วพูดอย่างขัดใจ
ในใจของรัชทายาทหมี่เหิงเริ่มเกิดความสนใจอย่างแรงกล้าต่อสยงอู่เหลียง... หรือพูดให้ถูกคือความสนใจทางวิชาการ สิ่งเหล่านี้ทำได้อย่างไรกัน?
อำเภอฉู่หยางมีสิ่งใดที่ทำให้พ่อค้าจากแคว้นฉีและแคว้นเว่ยยอมเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อมาหาซื้อสินค้าที่นี่? โบราณบอกเอาไว้ว่าน้ำในแม่น้ำฤดูใบไม้ผลิอุ่นขึ้นเป็ดจะรู้ก่อน แต่ความรุ่งเรืองของบ้านเมืองนั้นพ่อค้านี่แหละที่จะรู้เป็กลุ่มแรก
ในยุครณรัฐการที่สถานที่แห่งหนึ่งจะมีการค้าที่รุ่งเรืองได้ หมายความว่าการปกครองของข้าราชการที่นี่สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีการขูดรีด และมีการผลิตสิ่งของที่อุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะนำมาแลกเปลี่ยนทางการค้าได้ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถดึงดูดพ่อค้าจากทั่วสารทิศให้มาทำการค้าขาย
หลังจากแคว้นฉีปฏิรูปกฎหมาย 'ตลาดฉี' ในหลินจือก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า และหลังจากแคว้นเว่ยปฏิรูปกฎหมาย 'ตลาดเว่ย' ในเมืองอันอี้และเมืองต้าเหลียงของแคว้นเว่ยก็หรูหราฟุ่มเฟือยใน่เวลาหนึ่ง ทั้งสองแคว้นนี้ต่างเคยเป็เ้าแห่งจงหยวนและข่มขวัญคนทั้งโลกใน่เวลาดังกล่าว
แม้การปฏิรูปของซางยางแห่งแคว้นฉินจะเน้นการส่งเสริมเกษตรกรรมและกดขี่การค้า ทว่าตลาดที่กว้างขวางของแคว้นฉินก็ยังดึงดูดพ่อค้าจำนวนมากจากหกแคว้นทางตะวันออก ดังนั้นย่าน 'ซ่างซางฟาง' ของเมืองเสียนหยางแห่งแคว้นฉินในปัจจุบันจึงเต็มไปด้วยผู้มีชื่อเสียงและมีความรุ่งเรืองอย่างยิ่ง
แล้วฉู่หยางเล็ก ๆ แห่งนี้อาศัยอะไรถึงได้มีสภาพความรุ่งเรืองจากการ 'ปกครองที่ดี' เช่นนี้? แม้พื้นที่เมืองฉู่หยางจะเล็กทว่าหากพูดถึงระดับความรุ่งเรืองดูเหมือนจะไม่ด้อยกว่าย่านการค้าใด ๆ ในอิ่งโตว หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ!
รัชทายาทโบกมือให้หัวหน้าทหารองครักษ์ หัวหน้าทหารองครักษ์เข้าใจความหมายทันทีจึงก้าวไปข้างหน้าและหยุดขบวนพ่อค้าชาวฉีกลุ่มหนึ่งไว้
"ขอถามพี่ชาย ภายในเกวียนนี้มีสินค้าอะไรบ้าง?" ท่าทางของหัวหน้าทหารองครักษ์สุภาพมาก
หัวหน้าพ่อค้าชาวฉีกวาดสายตามองพร้อมเห็นหัวหน้าองครักษ์รูปร่างสูงใหญ่ขมับนูนเด่นจึงรู้ว่าเป็ยอดฝีมือ และเมื่อมองไปยังกลุ่มของรัชทายาทด้านหลัง ทุกคนล้วนแต่งกายหรูหราที่เอวสะพายกระบี่ทองแดงล้ำค่านับว่ามีสง่าราศีไม่ธรรมดา พ่อค้าชาวฉีไม่กล้าชะล่าใจจึงรีบประสานมือและกล่าวว่า
"เป็ผ้าผืนต่าง ๆ ขอรับ"
พูดจบเขาก็เลิกผ้าคลุมรถออกอย่างใส่ใจ เห็นเพียงผ้าผืนใหญ่กองเต็มเกวียน ผ้าป่านเหล่านี้มีฝีเข็มละเอียดและเป็ระเบียบมากต่อให้วางขายในอิ่งโตวก็เป็ผ้าเนื้อดีที่ขายได้ราคาสูง หมี่เหิงเดินเข้าไปภายใต้การคุ้มกันของหัวหน้าทหารองครักษ์ ก่อนจะลองลูบเบา ๆ แล้วอุทานด้วยความประหลาดใจ
พ่อค้าชาวฉีกล่าวแนะนำ "ใต้เท้า ผ้าของฉู่หยางราคาถูกมาก ผ้าหนึ่งฉื่อราคาเพียงสิบห้าเหวิน และหากนำกลับไปขายที่หลินจือ เที่ยวหนึ่งจะได้กำไรอย่างน้อยห้าส่วนขอรับ"
หมี่เหิงไม่ค่อยมีความรู้เื่การค้าจึงใช้สายตาถามหัวหน้าทหารองครักษ์ หัวหน้าทหารองครักษ์ตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจกลับไปว่า
"ทูลไท่... คุณชาย ในอิ่งโตวผ้าป่านหนึ่งฉื่อราคาอย่างน้อยยี่สิบเหวิน และหากเป็ผ้าเนื้อแบบนี้ถือเป็ผ้าดี คาดว่าน่าจะมีราคาถึงสามสิบเหวินขอรับ!"
หมี่เหิงใมากจึงพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงง "หมี่เหลียงผู้นี้ไปหาผ้าราคาถูกมากมายขนาดนี้มาจากที่ไหนกันแน่?"
พ่อค้าชาวฉีปิดผ้าคลุมเกวียนลงแล้วประสานมือและกล่าวอย่างซื่อสัตย์ว่า "ผู้น้อยเป็เพียงพ่อค้ารายย่อยไม่มีเส้นสายอะไรขอรับ ทำได้เพียงขายผ้าเหล่านี้เพื่อเอากำไรเล็กน้อย"
"แต่พวกพ่อค้ารายใหญ่ที่รับซื้อก้านลูกธนูจากฉู่หยางแล้วนำกลับไปขายให้เชื้อพระวงศ์หรือแม้แต่ทางราชการ นั่นต่างหากที่ทำกำไรได้มหาศาล"
พ่อค้าชาวฉีแสดงสีหน้าหลงใหลและโหยหา "ลูกธนูเพียงหนึ่งหมื่นดอกเที่ยวเดียวก็ทำกำไรได้เกือบหมื่นเหวิน! พ่อค้ารายใหญ่เ่าั้ใช้เกวียนคันใหญ่ทีละหลายสิบคัน เที่ยวหนึ่งขนลูกธนูไปได้ถึงหนึ่งแสนดอก!"
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของรัชทายาทและหัวหน้าทหารองครักษ์ก็เปลี่ยนไปทันที! หวงเซียตัวน้อยถึงกับตบมือฉาดใหญ่
"สยงอู่เหลียงผู้นี้! บังอาจลักลอบขายลูกธนู! อีกทั้งยังขายไปยังแคว้นอื่น! มิน่าเล่าถึงมีเงินมากมายขนาดนั้นมาใช้สร้างถนนและกำแพงเมือง!"
หวงเซียตาเป็ประกายในใจคิดว่าสยงอู่เหลียงผู้นี้! ในที่สุดก็เผยจุดอ่อนออกมาจนได้! นั่นคือลูกธนูซึ่งเป็ยุทธปัจจัยทางทหาร ใครให้สิทธิ์เขาแอบขายเป็การส่วนตัว? อีกทั้งปริมาณการซื้อขายยังสูงถึงหลักหมื่น!
หากลูกธนูเหล่านี้ถูกขายไปยังแคว้นฉินเล่า? นั่นมิใช่การสนับสนุนศัตรูหรือ?
ต้องทราบว่าหลังจากมีการโต้เถียงในท้องพระโรง ฝ่าาได้มีคำสั่งให้เตรียมพร้อมทำากับแคว้นฉินอย่างเต็มที่
หากลูกธนูเหล่านี้ถูกหมุนเวียนไปขายให้กับแคว้นฉิน ในอนาคตผู้ที่ต้องรับเคราะห์คงเป็ชาวฉู่! เพียงแค่ความผิดนี้แม้จะไม่ถึงขั้นทำให้สยงอู่เหลียงต้องตาย แต่การลดบรรดาศักดิ์และปรับเงินเดือนก็น่าจะเพียงพอแล้ว!
แม้แต่รัชทายาทก็ไม่อาจสงบใจได้ ในปัจจุบันแคว้นฉู่กำหนดให้แคว้นฉินเป็ศัตรูอันดับหนึ่ง
และเพื่อเตรียมทำากับแคว้นฉิน ฉู่หวยหวางกำลังสะสมเสบียงและลูกธนูรวมถึงยุทธปัจจัยต่าง ๆ โดยมอบกองกำลังทหารให้ชวีผิง น้องชายของชวีหยวน ขุนนางสายต่อต้านฉินผู้โด่งดังคอยเฝ้าระวังชายแดนฉิน-ฉู่ การก่อเื่ในเวลานี้มิใช่เป็การรนหาที่ตายหรือ?
หมี่เหิงใช้มือกุมหน้าผากด้วยความหนักใจ หัวหน้าทหารองครักษ์เป็คนหัวไวเขารีบถามทางไปจวนฉู่หยางจวินจากคนแถวนั้นทันที จากนั้นจึงคุ้มครองรัชทายาทขึ้นรถม้าและมุ่งหน้าไปยังจวนฉู่หยางจวินโดยตรง
ขณะนี้สยงอู่เหลียงยังไม่ทราบว่ารัชทายาทได้เดินทางมาถึงดินแดนศักดินาของตนแล้ว เพราะคงไม่มีคนปกติที่ไหนเลือกเริ่มออกล่าสัตว์ใน่ต้นฤดูใบไม้ร่วง
"เสี่ยวอี๋ ข้าหิวน้ำ" คุณชายหมี่เหลียงนอนแผ่หลาอยู่บนตั่งไม้ พร้อมแกว่งพัดใบตาลไปมาอย่างสบายอารมณ์
หลายวันที่ผ่านมาทุกอย่างในดินแดนศักดินาเริ่มเข้าที่เข้าทาง การฝึกซ้อมประจำวันของทหารในฉู่หยางมีจงหัวเป็ผู้รับผิดชอบโดยตรง
ด้านโรงงานก็มีสือเอ้อร์ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์เป็ผู้ดูแล ยามนี้ไร่นาเจริญรุ่งเรือง โจรเสาหูไม่ปรากฏตัวอีกเลย และทั้งอำเภอฉู่หยางกำลังเตรียมการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
คุณชายหมี่เหลียงจึงมีความสุขกับความว่างเปล่า ถึงขั้นมีเวลาว่างเลี้ยงสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่หนึ่งตัว
ทุกวันเมื่อดวงอาทิตย์ตกดินอากาศเริ่มเย็นลงเขาจะจูงสุนัขเดินเล่นรอบเมืองโดยมีทหารคุ้มกันไม่กี่นาย ส่วนตอนกลางวันแน่นอนว่าอยู่ภายใต้การดูแลอย่างดีของเสี่ยวอี๋และใช้ชีวิตแบบเด็กโข่งอย่างสบายใจ
ในใจของเขาคิดว่านี่แหละคือชีวิตที่ผู้ทะลุมิติควรจะมี!