FERRARI SF90 SPIDER คันเรียบหรูส่งเสียงคำรามแล้วขับออกไปจากวิลล่า
เนื่องจากรถเปิดประทุนอยู่คนนอกจึงมองเห็นคนด้านในได้ไม่ยาก ดังนั้นลู่ซินหยีที่เสร็จจากงานกำลังขับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลับวิลล่าจึงเห็นเขาได้อย่างชัดเจน
“นั่นคุณหลินนี่นา ผู้หญิงคนเมื่อกี้ใครกัน ไม่ใช่ยายซ่งแน่ๆ แต่งชุดนักศึกษา...หรือว่าจะเป็นเพื่อนที่เรียนด้วยกันนะ” เธอพึมพำกับตัวเอง สักพักใบหน้าจึงมืดครึ้มลง
“ไม่สิ เป็นเพื่อนกันคงไม่พาเข้าไปในวิลล่าหรอก หรือว่าจะเป็นผู้หญิงอีกคนของคุณหลินนะ ยิ่งช่วงนี้เขาไม่ค่อยกลับมานอนบ้านด้วย ต้องใช่แน่ๆ ไม่ได้การ แค่ยายซ่งก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้วหากเพิ่มอีกคนขึ้นมา ฉันคงไม่มีที่ยืน จะทำยังไงดีนะ...”
ลู่ซินหยีไม่กล้าโวยวายต่อหน้าอยู่แล้ว
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามถึงแม้ความสัมพันธ์ทั้งคู่จะเกินเลยกันไปมากโข แต่ยังมีเส้นแบ่งอย่างชัดเจน เป็นต้นว่าเธอไม่ใช่เจ้าของเขาคนเดียว จึงไม่มีสิทธิ์ไปยื้อแย่งพื้นที่ส่วนนั้น
“หรือว่าจะเอาเรื่องนี้ปรึกษายายซ่งดี ยายนี่ร้ายซะด้วย ถ้าหากรู้ว่าคุณหลินมีผู้หญิงคนอื่นคงโวยวายบ้านแตก จากนั้นพอเธอโวยวายต่อหน้าเขาสถานะก็จะถูกลดลงมา ดีไม่ดีอาจถูกไล่ออกจากวิลล่า คราวนี้แหละยายซ่ง เธอเสร็จฉันแน่!”
คิดได้แล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดวีแชทหาคุณหนูซ่ง
ความจริงแล้วผู้จัดการลู่ไม่อยากมีเพื่อนเป็นคุณหนูซ่งในไอดีหรอก แต่เพราะอยู่ใกล้กัน แถมยังมีแฟนคนเดียวกัน บางครั้งจึงต้องปรึกษาว่าจะทำยังไงดีคุณหลินถึงจะพอใจ
...........
FERRARI SF00 SPIDER ขับด้วยความเร็วบนท้องถนน
ยิ่งหลินอู๋เฉินมีทักษะการขับขี่รถอันน่าทึ่ง ไม่แปลกที่ทุกการขับจะลื่นไหล แม้ว่าตอนนี้ความเร็วจะพุ่งถึง 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วก็ตาม ทว่าเขายังขับรถด้วยมือเพียงข้างเดียว ท่าทางเอ้อระเหยลอยชาย ไม่ได้จริงจังกับการขับรถเท่าไหร่นัก
“คุณหลิน...” เย่หลิงรู้สึกกลัว กล่าวด้วยความสัตย์จริงเธอไม่ค่อยชอบความเร็ว ผิดกับคุณหนูสกุลเหวิน
หลินอู๋เฉินที่กำลังขับรถเหลือบมองผู้หญิงที่นั่งข้างๆ พบว่าตอนนี้เย่หลิงนั่งเอามือข้างหนึ่งจับกระโปรงสีดำสั้นที่เปิดถึงด้านบนจนเห็นแพนตี้สีขาว ส่วนอีกมือจับเบลล์ไว้แน่น หน้าตาตื่นกลัวสุดขีด
ชายหนุ่มหัวเราะมุมปาก ลดระดับความเร็วลงอย่างช้าๆ
“กลัวเหรอ”
“เอ่อ...นิดหน่อยค่ะ”
“แต่ฉันว่าเธอคงกลัวมาก ถึงได้นั่งสั่นซะแบบนี้”
เย่หลิงขมวดคิ้วชนกันวุ่น รีบดึงชายกระโปรงสั้นๆ ลงมา ตอบใบหน้าเห่อร้อน “คุณขับเร็วมาก นอกจากนั้นยังขับด้วยมือเพียงข้างเดียว ฉันกลัวว่ามันจะประสบอุบัติเหตุ”
“ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันมีทักษะขับรถดีกว่านักแข่งอีกนะ ขับรถมือเดียวสบายๆ” หลินอู๋เฉินหัวเราะว่า ก่อนจะชี้ไปยังข้างหน้า “นั่นศาลาหงถิง ไปที่นั่นกันเถอะ หาอะไรกินกันสักหน่อยค่อยกลับ”
เย่หลิงพยักหน้าเห็นด้วย
จากนั้นรถ FERRARI SF00 SPIDER ได้ส่งเสียงคำราม ขับเข้าไปหาที่จอด
ศาลาหงถิงอยู่ติดกับแม่น้ำหงถิง ที่นี่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเที่ยวชม มันให้บรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีเรือไม้พายพาข้ามฟาก ชมดอกบัวตูมที่บานสะพรั่งอยู่กลางทะเลสาบ นอกจากนั้นยังมีร้านให้คุณเช่าชุดจีนโบราณเดินในทะเลสาบ หรือถ้าหากรังเกียจชุดมือสอง คุณจะซื้อชุดใหม่ก็ได้
ลงจากรถในสภาพสวมชุดนักศึกษาสองคน พวกเขากลายเป็นที่สนใจทันที โดยเฉพาะเมื่อลงจากซูเปอร์คาร์ราคานับสิบล้านหยวน
“คุณหลิน นั่นร้านอาหารตงเป่ย เราไปกินอาหารที่นั่นกันไหมคะ” เย่หลิงอาศัยความกล้าที่อยู่ด้วยกันสองคนเข้ามาคว้าแขน หลินอู๋เฉินสัมผัสได้ถึงซาลาเปาสองลูกที่อัดแน่นอยู่เต็มลำแขน รู้สึกได้ถึงร่างกายของตนที่ร้อนรุ่มทันที ราวกับหลินน้อยกำลังตื่นจากการหลับใหล
“ได้สิ” หลินอู๋เฉินพยักหน้ารับ จากนั้นทั้งคู่จึงเดินเข้าไปในร้าน
ตงเป่ยเป็นร้านจีนสไตล์โบราณ พนักงานสวมชุดจีนเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นภาชนะที่นำมาเสิร์ฟล้วนไม่ใช่ของทั่วไป แต่เป็นของที่มีอายุและเก่าแก่
หลินอู๋เฉินนั่งตรงระเบียง ตรงจุดนี้สามารถมองเห็นวิวทะเลสาบได้ทั่วถึง
สั่งอาหารเสร็จ เย่หลิงถามว่า “คุณหลิน วิวของที่นี่ดีหรือเปล่าคะ”
“ดีสิ ดีกว่าโรงแรมการ์เด้นกรีนของฉันมาก”
“งั้นคุณก็มาที่นี่บ่อยๆ สิคะ ที่นี่นอกจากจะวิวสวยแล้วอาหารเองก็ยังอร่อยมากอีกด้วย โดยเฉพาะน้ำขิงที่นี่ อร่อยมากเลยล่ะค่ะ”
“ไว้คิดดูก่อนนะ”
หลินอู๋เฉินไม่กล้ารับปาก เนื่องจากราคาอาหารที่นี่ค่อนข้างแพง มันไม่คุ้มกันเลยหากใช้จ่าย กินที่โรงแรมตัวเองถูกกว่าเป็นไหนๆ
เย่หลิงเพียงยิ้มหน่อยนึง
หล่อนเพียงมองว่าเขายังมีข้อกังขากับร้านตงเป่ยเมื่อเทียบกับโรงแรมการ์เด้นกรีนซึ่งเขาเป็นเจ้าของ ทั้งสองโมเดลนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงไม่คิดว่าเขาไม่มีเงินซื้อกิน
ระหว่างรอหลินอู๋เฉินตรวจสอบร้านอาหารตงเป่ยใน'เว็บเทพบรรพกาล'มองหาว่า มีบัตรทานฟรีรายปีแบบโรงแรมตัวเองหรือเปล่า ปรากฏว่ามันไม่มี มีแค่ราคาซื้อขาย 35000 เหรียญ ไม่ถือว่าแพงเลยเมื่อเทียบกับบรรยากาศผ่อนคลาย แต่เพราะทานอาหารต้องเสียค่าใช้จ่าย เขาจึงไม่ซื้อกิจการที่นี่
ไม่นานอาหารถูกยกมาเสิร์ฟ
ทานอาหารเสร็จทั้งคู่เดินไปสะพาน เรียกให้คนพายเรือพาข้ามไปอีกฟาก ชมทิวทัศน์สวยงามกลางทะเลสาบยามบ่าย
นี่คือครั้งแรกของหลินอู๋เฉินที่ได้มาที่นี่ ดังนั้นแม้ในบางครั้งเย่หลิงจะเข้ามาเกาะแกะ เอานมมาโดนแขนบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงปล่อยให้เธอทำเลยตามเลย
อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบเป็นภูเขาและแม่น้ำ มองขึ้นไปบนยอดเขาเห็นวัดที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ห้าสิบเมตรถูกแกะสลัก มีวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ที่นั่นบนขอบหน้าผา มีความงามและความโบราณกาล ใครเห็นเป็นต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย
“นั่นคือวัดหงถิง เมื่อก่อนคุณปู่ฉันเล่าให้ฟังว่า เจ้าอาวาสของวัดที่เก่งกล้าได้สร้างวัดขึ้นที่ยอดเขาก็เพราะว่า ต้องการกำราบปีศาจงูในทะเลสาบหงถิง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า โดยส่วนใหญ่ของที่นี่มักจะมีรูปปั้นงูให้คนได้สักการะบูชา เพื่อที่จะทำให้ปีศาจงูพอใจ คุณหลินเชื่อหรือเปล่าคะว่าที่นี่มีปีศาจงูอย่างที่คุณปู่ฉันเล่า” เย่หลิงที่ยืนเกาะแขนเขาบนเรือเล่าถึงประวัติความเป็นมาที่นี่
สำหรับหลินอู๋เฉิน ถึงแม้เขาจะอยู่ในเมืองชุนเหลียนมาหลายปี แต่ก็เพิ่งได้ยินเรื่องตำนานที่เธอเล่านี่แหละ
“ไม่รู้สินะ แต่ถ้าหากมันอยู่ต่อหน้าฉันก็คงไม่ต่างอะไรจาก'มด' สุดท้ายก็จะถูกฉันจับถลกหนังทำงูตากแห้ง เอามาทำซุปสมุนไพรอร่อยๆ” หลินอู๋เฉินพูดติดตลก
“คุณหลินนี่ละก็”
“หรือว่าเธอไม่เชื่อ...”
หลินอู๋เฉินโอบเอวเธอเข้ามา เย่หลิงผงะในตอนต้น ก่อนจะตอบสนองด้วยการโยนตัวเข้าไปในอ้อมอกเขาด้วยใบหน้าร้อนผะผ่าว
เย่หลิงยังไม่ได้พูดอะไร แต่ชายที่ทำหน้าที่พายเรือได้กล่าวแทรกว่า “พูดจาลบหลู่ปีศาจงู แม้แต่พระบนยอดเขาหงถิงก็ไม่อาจช่วยได้ พ่อหนุ่มระวังตัวเข้าเถอะ ไม่แน่วันนี้อาจเกิดลางร้ายกับเธอ”
เย่หลิงที่กำลังมีความสุขพลันหน้ามุ่ย ถลึงตามองคนพายเรือดุๆ ตามด้วยตวาด “นี่นาย เป็นแค่คนพายเรือก็พายเงียบๆ ไปสิ คุณหลินใช้มือเดียวบดบังท้องฟ้าได้ กะอีแค่ปีศาจงู ตลกน่า!”
สำหรับเธอที่ได้เห็นพลังของหลินอู๋เฉิน ไม่แปลกหากจะมองว่าต่อให้ปีศาจงูมีจริงยังคงเทียบไม่ได้กับหลินอู๋เฉิน ซึ่งมีพลังมหาศาลราวกับเทพเซียน
“ผมก็แค่พูดไปเท่านั้นเอง อย่าถือสาเลย” คนพายเรือใช้มือดึงหมวกไม้ไผ่ลงมา ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ค่อยๆ พายเรือพาพวกเขาไปยังอีกฝั่ง
“ไอ้เวรนี่ กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ฉันจะบอกให้พ่อแม่จัดการกับแก!” เย่หลิงสาบานไว้ในใจเงียบๆ อุตส่าห์มีโอกาสได้อยู่กันสองต่อสอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความโรแมนติก แต่ชายหนุ่มจนๆ กลับไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว กล้าดียังไงมาพูดดูถูก แบบนี้มันต้องสั่งสอน
ส่งคนมาซ้อมมันจนพิการ!
เมื่อก้าวเท้าขึ้นอีกฝั่งจะพบกับพื้นหินที่ถูกปูด้วยหินขาวอ่อน พวกมันเรียงตัวกันสวยงาม เหมือนกับเม็ดทรายที่กองเป็นทางยาว
“500 หยวนครับ” คนพายเรือเก็บค่าโดยสารเมื่อพายมาถึงฝั่ง
หลินอู๋เฉินหยิบเงินให้เขาก่อนจะเดินไปข้างหน้า ระหว่างนั้นเย่หลิงมีสีหน้าโกรธเคือง ทุกครั้งที่มองหน้าคนพายเรือเธอก็จะยิ่งรู้สึกโกรธ
“คุณหลิน ไปรดน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์กันเถอะค่ะ” เย่หลิงเข้ามากอดแขนเขาว่า
“น้ำมนต์...?”
“ตรงนั้นไงคะ ทางขึ้นไปยอดเขามีน้ำมนต์ที่ถูกปลุกเสกจากทางวัด ใช้ล้างมือล้างปากก่อนขึ้นไปบนภูเขา เพื่อปลดเปลื้องสิ่งเลวร้ายและกิเลสออกไป”
“โอ้...เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าแถวนี้มีอะไรแบบนี้ด้วย แต่ว่าเธอคงมาบ่อยละสิ ถึงได้รู้เยอะขนาดนี้”
เย่หลิงยิ้มกล่าว “ตอนเด็กค่ะ พ่อของฉันพามาที่นี่บ่อยๆ แต่ไม่ได้ขึ้นไปบนเขาหรอกนะคะ เพราะขั้นบันไดมีตั้ง 1000 ขั้น เดินไม่ไหวหรอกค่ะ แต่ถ้าหากวันนี้คุณหลินอยากจะขึ้นไป ฉันจะพยายามเดินไปกับคุณจนถึงยอดเขาให้ได้”
“คงไม่ทันหรอก อีกเดี๋ยวก็ค่ำแล้วเดินขึ้นไปมันคงไม่ดี นอกจากนั้นบริเวณนี้ยังไม่ค่อยมีคนเดิน เหมาะแก่การลงมือ” หลินอู๋เฉินยิ้มมุมปาก เหลือบมองคนด้านหลังที่หายไปจากเรือ
“เอ๋...หมายความว่ายังไงคะ” เย่หลิงขมวดคิ้วเป็นปมยุ่ง
……..
ในขณะเดียวกัน เหยียนตี้เองก็มาถึงทะเลสาบหงถิง หากแต่อ้อมไปอีกทางด้านหลังหุบเขา ทั้งสองจึงไม่ได้พบหน้า