ไดอาน่ามองดูลิเจยกกีบเท้าของมันขึ้น ทำความสะอาด บังเกิดความใคร่รู้ขึ้นมาว่า ตัวเองจะสามารถทำอะไรให้มันดูเป็ธรรมชาติอย่างนั้นกับม้าได้หรือไม่ กับความคิดนั้นที่ทำให้ไดอาน่าหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อคิดไปถึงว่า ก็เธอจะหาโอกาสเรียนรู้ได้จากที่ไหนกันเล่า
“ทำไมคุณต้องใช้ม้าสองตัวด้วยล่ะคะ? ”
ดวงตาสีเทาคู่นั้นเงยขึ้นยิ้มให้ ขณะที่ลิเจง้างกีบเท้าของมันลงบนหัวเข่า
“เ้าสีน้ำตาลนี่เป็ม้าที่ดีที่สุดที่ใคร ๆ ก็อยากได้ ฝีเท้าดีมาก จัดกว่าตัวอื่นๆ ก็ว่าได้ถ้ายิ่งได้ใส่เกือกม้าด้วยแล้ว ไม่มีใครรู้เลย ถ้าในเื่ของการลงสนามก็ไม่มีใครเปรียบไอ้แดงนั่นได้เหมือนกัน” เขาวางขามันลงบนพื้น “เอาละ เสร็จแล้ว”
ลิเจปัดเศษฟางที่ติดอยู่บนกางเกงยีนออก เดินมาหยุดอยู่หน้าประตู ตรงที่ไดอาน่ายืนอยู่เงาร่างของเขาทาบอยู่บนตัวเธอ ชั่วครู่ก่อนที่จะก้าวเดินออกไปยังแสงสว่างภายนอก
“อันที่จริงมันก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนักหรอกเพราะดึกแล้ว” มันมิใช่คำขอโทษ แต่เป็สิ่งที่ทั้งเขาและเธอต่างก็รู้ว่ามันเป็ความจริง “แต่ข้างนอกนั่นมีคาเฟ่เล็ก ๆ อยู่ที่หนึ่ง ไปดื่มกาแฟกันไหมล่ะ? ”
ไดอาน่าตกลงทันที แต่ภายหลัง....เมื่อทั้งคู่เดินเข้าไปในแสงไฟของคาเฟ่แห่งนั้นแล้ว ไดอาน่ารู้สึกอยากจะให้เขาพาเธอไปในที่ ซึ่งมีผู้คนน้อยกว่าสักหน่อยยามที่มองดูลิเจซึ่งนั่งอยู่ตรงข้าม ไดอาน่าแทบจะไม่เชื่อเลยว่าตัวเองได้เคยพิงซบอยู่กับอกกว้างนั้นมาแล้ว และดูจะไม่น่าเชื่อไปเสียในทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นกับเธอในวันนี้ และโดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าไม่รู้จะหาเื่อะไรมาคุยให้เขาฟัง ไม่เคยอ้าปากไม่ขึ้นเช่นนี้กับผู้ชายคนอื่น ๆ มาก่อนเลย ออกจะกังวลใจด้วยซ้ำเมื่อบอกบริกรหญิงของร้านว่า ้ากาแฟดำ
“คุณมาจาก ซาน แอน โทนีโอหรือครับ? ” ลิเจ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เหยียดขาอยู่ใต้โต๊ะในขณะที่ไดอาน่ามัวแต่อึดอัดใจอยู่นั้น ลิเจกลับมีท่าทีตามสบายซึ่งดูเหมือนจะเป็ลักษณะประจำตัวของเขา
“เปล่าหรอกค่ะ ฉันมาจากดัลลัส อยู่ที่นั่นมาั้แ่เกิดนอกเสียจากเวลาเดินทางไปไหน ๆ ก็แค่ 2-3 อาทิตย์เท่านั้น แทบจะไม่เคยออกไปไหนเลยก็ว่าได้ คุณฟังแล้วคงรู้สึกไม่ค่อยเข้าท่าสินะคะ เพราะอย่างคุณคงไปมาจนรอบแล้ว” ประสาทที่สั่นะเืทำให้เธอต้องจับถ้วยกาแฟไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง
“แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้ยินคำพูดอย่างนี้จากปากของนางแบบ” ลิเจ พูดเรียบ ๆ
“การเป็นางแบบ มันก็เป็อาชีพที่เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ นั่นแหละค่ะ มันอาจจะฟังหรูหรา แต่มันเป็อาชีพที่ต้องทำงานหนัก แล้วก็ต้องมั่นใจในตัวเองมาก”
“คุณไม่สนุกไปด้วยหรอกหรือ? ” เขาเลิกคิ้วถาม
“ฉัน....ฉันก็รู้สึกสนุกเหมือนกัน”
“อะไรทำให้คุณยึดอาชีพนางแบบล่ะ”
“ก็รู้สึกว่ามันเป็ งานที่ ออกจะเข้าท่าที่สุดสำหรับฉันค่ะ” ไดอาน่าถอนหายใจ ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ “อันที่จริงก็รู้สึกว่า ความรู้แค่ที่ฉันมีอยู่มันคงทำอะไรไม่ได้มากนัก ถ้าจะเรียนต่ออีกก็หมายถึงเงินจำนวนไม่น้อยเลย”
“แล้วคุณพ่อคุณแม่ของคุณล่ะครับ ท่านช่วยไม่ได้เลยหรือ? ”
“ฉันไม่มีพ่อแม่หรอกค่ะ” เธอพยายามอำพรางความรู้สึกไว้ด้วยการจ้องหน้าเขาด้วยดวงตากลมโต “ฉันเป็ลูกกำพร้าค่ะ”
ดวงตาของลิเจกำลังมองเธออย่างพิจารณา ในดวงตาของเขาบอกแววคล้ายจะกังวลขึ้นมาทันที แต่ไดอาน่าไม่อาจจะอ่านความรู้สึกนั้นออก
“คุณไม่เคยมีพ่อแม่บุญธรรมเลยหรือครับ? ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนยิ่งนัก
“ฉันมันขี้โรคค่ะ ั้แ่เล็กจนโต” ไดอาน่าตอบ “พอจำความได้ก็รู้จักแต่หมอนางพยาบาล แล้วก็โรงพยาบาลเท่านั้น พอสุขภาพเริ่มจะสมบูรณ์มันก็โตเกินไปแล้ว ถ้าใครเขาจะขอลูกมาเลี้ยงเขาก็ต้องขอั้แ่ยังแบเบาะหรือมิฉะนั้นก็ต้องเป็เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ ก็เลยต้องไปอยู่กับคนโน้นทีคนนี้ที แต่ก็ดีค่ะ เพราะมักจะได้อยู่ห้องส่วนตัวเสมอ”
“ผมเดาเอาว่าตอนนั้น คุณคงจะต้องสวยกว่าตอนนี้มาก เพราะฉะนั้นก็คงจะลำบากอยู่สักหน่อย”
ไดอาน่ามองเขาอย่างแปลกใจ
“ทำไมคุณรู้ล่ะคะใครๆ เขาคิดว่ามันน่าจะสบายเสียด้วยซ้ำ”
“ปกติแล้ว เด็ก ๆ มักจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในบ้านที่มีเด็กอื่นในวัยเดียวกันอยู่ด้วย เพื่อให้เป็เพื่อนเล่นกันเพราะฉะนั้น มันก็เป็ธรรมดา ที่ลูก ๆ ของพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยงนั้น จะต้องอิจฉาริษยาในตัวคุณ”
“ค่ะ มันเป็อย่างนั้นจริง ๆ แม้ว่าคนที่เป็พ่อแม่พยายามจะทำใจก็ตาม แต่มันก็น่าลำบากใจ สำหรับเขาอยู่มากเหมือนกัน ฉันหมายถึงว่า พ่อแม่ทุกคนก็มักจะเชื่อว่า ลูกของตัวจะต้องสวยที่สุด สติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องกว่าใคร” ความสับสน และเจ็บช้ำในวัยเด็กที่ได้รับมาปรากฏขึ้นทั้งในสีหน้าและแววตา “ครอบครัวสุดท้ายที่ฉันไปอยู่ด้วยมีลูกสาวที่อ่อนกว่าฉัน ไม่กี่เดือนเท่านั้น ตอนที่ฉันไปอยู่เขาก็มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งอยู่แล้วดูรักใคร่กันดี แต่พอฉันไปอยู่ได้ไม่นานเขาก็เลิกกันค่ะ ฉันไม่เคยทำอะไรให้ผู้ชายคนนั้นคิดเลยว่า ฉันสนใจในตัวเขา มันน่าใจริง ๆ แล้วเขาก็พยายามโทรศัพท์มาหาฉันอยู่เรื่อย ๆ อันที่จริงลูกสาวของบ้านนั้นเป็คนดีมากนะคะ ฉันอยากจะคบเขาไว้เป็เพื่อนจริง ๆ ”
“แล้วนั่นเป็ข้อหนึ่ง ที่ทำให้คุณตัดสินใจเป็นางแบบใช่ไหม? ”
“มันก็เกือบจะจริงหรอกค่ะ เพราะถ้าจะคิด ๆ ไปแล้ว จะมีภรรยาของนายจ้างคนไหนล่ะคะที่เต็มใจอยากให้ฉันเป็เลขานุการของสามีเขา? ” ไดอาน่ายิ้ม “ก็อย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ ฉันไม่มีเงินทองมากพอที่จะเรียนต่อแม้จะอยากได้ปริญญาก็จริง ฉันไปสมัครงานที่ห้างสรรพสินค้าในดัลลัสเป็แห่งแรก พอทำไปได้สักพักเขาก็ให้ฉันเดินแบบเสื้อ แล้วคอนนี่ เดเวอโรนน์ก็ไปพบฉันเข้าก็เลยเป็นายจ้างฉันมาจนทุกวันนี้ไงคะ”
“ถ้ามีโอกาสเลือกคุณอยากจะทำอะไรนะ ไดอาน่า? ”
“ฉันคิดว่าคงอยากเป็ครูสอนเด็กอนุบาล หรือชั้นประถมละมังคะ” เธอหลบตาลงมองกาแฟในถ้วยตรงหน้า
“เอาละค่ะ” ไดอาน่าสูดลมหายใจลึก “ฉันก็เล่าประวัติชีวิตให้คุณฟังจนหมดแล้ว ตอนนี้คุณก็ต้องเล่าให้ฉันฟังบ้างสิคะ ฉันรู้ละว่าคุณน่ะเป็นักขี่ม้าผาดโผนในสนามโรดิโอ แล้วก็มาจาก นิว เม็กซิโก”
เธอชอบประกายวาบวับที่จุดขึ้นในดวงตาของเขานัก หรืออาจจะเดาได้ว่าเธอเปลี่ยนเื่พูดเสีย เพื่อที่จะไม่ต้องบรรยายถึงความอ้างว้างเดียวดาย ในชีวิตให้เขาฟัง?
“ก็ลองบอกมาสิว่าคุณอยากรู้อะไร” สีหน้าของลิเจ ยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม
“ก็เช่นว่าคุณแต่งงานแล้วหรือยังเป็โสดอยู่....พ่อแม่เป็ใคร....แสดงขี่ม้าในสนามโรดิโอนี่มานานเท่าไหร่แล้ว....” ไดอาน่ายกคำถามต่าง ๆ ขึ้น หวังใจว่าจะไม่ทรยศต่อความอยากรู้ในคำตอบของเขา
ริมฝีปากของลิเจเหยียดออก เป็รอยยิ้มอย่างเอาใจ
“ผมอายุ 31 ปีแล้วครับผม แล้วก็ไม่ได้แต่งงานด้วย ซึ่งดูเหมือนจะเป็คุณสมบัติเพียงข้อเดียว ที่นักขี่ม้าในสนามโรดิโอควรจะมี ถ้า้าจะประสบความสำเร็จ แม่ตายั้แ่อายุได้ 7 ขวบ แล้วพ่อก็ตายไปเมื่อ 2-3 ปีนี่เองเข้า ๆ ออก ๆ อยู่กับอาร์ซีเอ-โรดิโอนี่มา 12 ปีแล้ว”
“อาร์ซีเอ นั่นหมายถึงอะไรคะ? ”
“ก็....โรดิโอ คาวบอย แอสโซซิเอชั่นไงล่ะครับ เอากาแฟอีกสักถ้วยไหม? ” ทันทีที่เขาเปลี่ยนเื่พูด ไดอาน่าก็รู้ว่า ลิเจเองก็ไม่้าพูดถึงชีวิต แต่หนหลังของเขาเช่นกัน