สือเจียงหย่วนแอบหัวเราะอยู่ในใจ เขารู้ว่ายิ่งไช่เฉียงเข้าใจผิดมากเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งปกป้องคังอิงมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับผู้ชายที่มีเจตนาไม่ดีแบบนี้ สือเจียงหย่วนจะไม่เกรงใจ เขาเองก็ไม่อาจอยู่ในอำเภอหลี่ว์ได้นานนัก ต่อไปคังอิงยังต้องติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายพวกนี้อีก เขาต้องวางรากฐาน ‘ความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์’ เอาไว้ก่อน พอเขาจากไปแล้ว คนพวกนี้จะได้ไม่กล้ารังแกคังอิง
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจของสือเจียงหย่วนยังคิดอีกว่าหากไช่เฉียงยังทำตัวแบบนี้ พยายามจะเอาเปรียบคังอิงอยู่เรื่อยๆ แบบนั้นก่อนที่เขาจะออกจากอำเภอหลี่ว์ ในกรณีที่แย่ที่สุด เขาคงต้องให้คนปลดไช่เฉียงออกจากตำแหน่งผู้จัดการ แล้วหาคนที่มีคุณธรรมมารับตำแหน่งผู้จัดการแทน
คนทั้งสองพูดคุยกันอย่างเกร็งๆ ทางโทรศัพท์อีกสองสามประโยค ไช่เฉียงจึงวางสายอย่างเขินๆ การสนทนาที่แสนอึดอัดใจระหว่างเขากับสือเจียงหย่วนก็จบลง
สือเจียงหย่วนยื่นโทรศัพท์ให้คังอิง จากนั้นก็ชมว่า “โทรศัพท์ไร้สายเครื่องนี้คุณภาพดีมาก เสียงก็ชัดเจน ไม่มีเสียงรบกวนเลย”
คังอิงคิดในใจว่า โทรศัพท์แพงขนาดนี้ ถ้ายังมีเสียงรบกวนอีกก็คงแย่เกินไป
แต่เธอเพียงแค่ยิ้มโดยไม่ได้พูดอะไร ถึงแม้ว่ายมบาลจะรับมือได้ง่าย แต่ปีศาจน้อยทั้งหลายรับมือได้ยาก สือเจียงหย่วนติดต่อกับหัวหน้าของสำนักงานไปรษณีย์และโทรคมนาคมได้ ดังนั้นพนักงานของที่นั่นจึงไม่ได้กลั่นแกล้งเธอ แต่พวกเขาก็ยังคงคะยั้นคะยอให้เธอซื้อโทรศัพท์อยู่ดี
วันรุ่งขึ้นหลังจากติดตั้งโทรศัพท์เสร็จ คังอิงเพิ่งรู้จากพี่สะใภ้รองจางว่า เวลาที่พนักงานของสำนักงานไปรษณีย์และโทรคมนาคมมาติดตั้งโทรศัพท์ จะต้องเอาบุหรี่กับเหล้าดีๆ มารับรองพวกเขา
เพราะตอนนี้การติดตั้งโทรศัพท์เป็นที่นิยมมาก จนทำให้พนักงานที่นั่นทำงานกันไม่ทัน หากไม่มีเส้นสาย ตั้งแต่การยื่นคำขอ การอนุมัติ ไปจนถึงการติดตั้งอย่างเป็นทางการ ก็อาจใช้เวลานานถึงครึ่งปี
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่พนักงานพวกนี้จะทำตัวหยิ่งผยองมาก!
ยิ่งไปกว่านั้นหากงานไม่เร่งรีบ พวกเขาจะแกล้งถ่วงเวลาไปจนถึงช่วงเวลาอาหาร กินอาหารกลางวันหรืออาหารเย็นที่บ้านของลูกค้า แล้วค่อยจากไป
เมื่อคิดว่าเธอไม่ได้ติดสินบนอะไรทั้งนั้น แต่พนักงานติดตั้งโทรศัพท์เหล่านั้นกลับทำงานอย่างรวดเร็ว คังอิงก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นเพราะสือเจียงหย่วนกำชับพวกเขาเอาไว้ ตอนแรกเธอคิดว่าพนักงานพวกนี้มีทัศนคติการบริการที่ดีเหมือนกับพนักงานในยุคสมัยหลังๆ
แต่ถ้าหากตอนนี้เธอพูดเรื่องราคาโทรศัพท์ไร้สายแพงให้สือเจียงหย่วนฟัง มันก็เหมือนกับการตำหนิว่าเขาทำงานไม่ได้เรื่อง แน่นอนว่าคังอิงมีวุฒิภาวะทางอารมณ์พอ
เธอวางโทรศัพท์ต่อสายลงบนโต๊ะ แล้วรินชาให้สือเจียงหย่วนพลางกล่าวว่า “ขอบใจคุณมาก ถ้าคุณไม่ได้แวะพอดี ฉันคงรอโทรกลับหาเขาพรุ่งนี้เช้า”
“ไม่เป็นไรหรอก แต่คุณต้องระวังผู้จัดการไช่เอาไว้ให้ดี” สือเจียงหย่วนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน
คังอิงพอจะฟังออกว่าผู้จัดการไช่คงยังไม่ยอมแพ้ การส่งข้อความหาเธอในตอนกลางคืน อาจเพราะอยากชวนเธอคุย หรือพูดตามภาษาสมัยใหม่ก็คือ เขาอยากจีบเธอ
เจอผู้แทนจำหน่ายแบบนี้ก็น่าปวดหัวจริงๆ หวังว่าเขาจะไม่สร้างเรื่องอึดอัดใจให้เธอในอนาคต
หากไช่เฉียงตามจีบเธออย่างตรงไปตรงมา เธอคงจะชื่นชมว่าเขาเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง
แต่การที่เขาส่งข้อความแฝงนัยยะมาทางวิทยุสื่อสารดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ คังอิงไม่มีทางหลงกลเขาเด็ดขาด
ผู้ชายแบบผู้จัดการไช่ ชาติที่แล้วเธอเจอมาเยอะแล้ว
ผู้ชายบางคนเมื่อมองหาผู้หญิง มักจะเลือกดูฐานะทางสังคม ภูมิหลังครอบครัว หากหาคนที่เหมาะสมไม่เจอ ก็จะหาตัวสำรองเอาไว้ แล้วแอบคบกันลับๆ
เธอไม่มีทางเป็นตัวสำรองและชู้ของใครเด็ดขาด ในชาตินี้ต้องเป็นเช่นเดียวกับชาติที่แล้ว เธอจะใช้ชีวิตอย่างสง่างาม เปิดเผย
หากมีผู้ชายคนไหนอยากแต่งงานกับเธอ เขาต้องทำตามธรรมเนียมประเพณี ประกาศให้ทุกคนรู้ พิธีแต่งงานไม่จำเป็นต้องหรูหรา แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย
แม้ว่าคังอิงจะไม่เคยแต่งงานในชาติที่แล้ว แต่เธอก็รู้ว่าพิธีแต่งงานเป็นการให้เกียรติผู้หญิงอย่างสูงสุด และยังแสดงให้เห็นว่าผู้ชายคนนั้นรักผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหน
สำหรับคนที่ไม่อยากจะให้สินสอด แถมยังต่อรองราคา ขี้เหนียว ต่อให้ความรักในตอนนั้นจะสวยงามแค่ไหน แต่หลังจากที่ผ่านบททดสอบของชีวิตสมรสแล้ว คงไม่มีทางได้ผลลัพธ์ที่ดี
คังอิงจะพัฒนาตนเอง เพื่อจะได้เป็นผู้หญิงที่คู่ควรกับคนที่รักเธอในอนาคต เธอหวังว่าผลที่ตามมาคืออีกฝ่ายจะให้เกียรติเธอมากขึ้น
สือเจียงหย่วนฟังออกว่าคังอิงไม่ได้คิดจะคบหากับผู้จัดการไช่ ในใจของเขาก็พลันเบิกบานขึ้นมาทันที หลังจากที่เขาดื่มชาหมดแก้วแล้ว ก็เอ่ยกับคังอิงว่า “คุณพักผ่อนเร็วๆ นะ ผมกลับก่อนล่ะ เรื่องของห้างสรรพสินค้าคุณก็ไม่ต้องกังวลไป”
คังอิงพยักหน้า พอเห็นว่าสือเจียงหย่วนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในใจของเธอก็พลันผ่อนคลายลง
เธอเดินไปส่งสือเจียงหย่วนที่หน้าประตู เห็นเขาขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว คังอิงปิดประตูรั้วอย่างแน่นหนา แล้วเตรียมตัวเข้านอน
ในเมื่อสือเจียงหย่วนบอกเธอว่าไม่ต้องกังวลเรื่องห้างสรรพสินค้า เธอก็รู้ว่าเรื่องนี้คงไม่อาจใจร้อนได้
ส่วนเรื่องการตกแต่งห้างสรรพสินค้านั้น เธอเริ่มเตรียมที่จะติดต่อคนงาน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันเอาไว้
รุ่งเช้าวันต่อมา พอคังอิงตื่นนอน และกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว เธอก็ออกไปทำงานที่แปลงผัก
เมื่อวานนี้งานคืบหน้าเร็วกว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก หากวันนี้เธอพยายามอีกหน่อย จัดการพื้นที่ที่เหลือให้เสร็จ เธอก็น่าจะปลูกผักได้แล้ว
พอคิดว่านี่เป็นครั้งแรกในสองชาติที่เธอจะได้กินผักที่ปลูกด้วยมือตัวเอง คังอิงก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
เธอสวมหมวกฟาง ทั้งพรวนดิน ทั้งขุดดิน วุ่นวายอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าพระอาทิตย์เริ่มขึ้นสูง หากทำงานต่อ อาจจะทำให้เป็นลมแดดได้ คังอิงจึงหยิบจอบขึ้นมาแล้วเดินกลับบ้าน
ตอนนั้นเองอาซ้อรองจางที่เพิ่งจะแบกถังน้ำออกมาเพื่อไปทำนา พอเห็นชุดทำงานของคังอิงก็พลันถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เสี่ยวคัง ไปปลูกผักมาอีกแล้วเหรอ?”
“ใช่แล้วค่ะ เมื่อวานฉันพรวนดินไปครึ่งแปลงแล้ว ส่วนเช้านี้ฉันก็ขุดดินไปบ้าง ถ้าค่ำนี้ฉันขุดต่ออีกหน่อย ก็คงเสร็จแล้วล่ะ” คังอิงตอบ
“มิน่า เมื่อวานฉันถึงเห็นว่าหญ้าบนที่ดินผืนนั้นถูกถอนจนเกลี้ยง นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะปลูกผักจริงจัง” อาซ้อรองจางกล่าวพลางหัวเราะ “ไม่กลัวผิวดำคล้ำเหมือนฉันหรือไง?”
ในสายตาของอาซ้อรองจาง คังอิงเป็นเพียงสาวน้อยบอบบางจากในเมือง เธอจึงไม่คิดเลยว่าคังอิงจะลงไปทำงานกลางแปลงผักได้
“ไม่กลัวหรอกค่ะ ฉันจะทำงานเฉพาะช่วงที่แดดไม่แรง อีกอย่าง การออกกำลังกายให้เหงื่อออกบ้างก็ดีเหมือนกัน”
คังอิงพูดความจริงในใจ หลังจากเหงื่อออกทั้งตัวแล้ว เธอก็รู้สึกสบายตัว ความไม่สบายใจต่างๆ ก็ถูกชะล้างออกไปหมด เหมือนกับการวิ่งที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย
“ฮ่าๆๆ พูดถูกแล้วล่ะ แต่ดูจากท่าทางของเธอ ไม่เหมือนคนที่ปลูกผักเป็นเลยนะ” อาซ้อรองจางหัวเราะ
“อาซ้อรองจาง เวลานี้แล้ว ทำไมคุณยังลงไปทำนาอีก?” คังอิงรู้สึกแปลกใจ เพราะต่อไปนี้แดดจะเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ
“เฮ้อ ฉันไม่เหมือนกับเธอนี่ พวกเราต้องทำนาทั้งกลางวันกลางคืน จะเลือกเวลาทำนาได้อย่างไรกัน?” อาซ้อรองจางตอบ
ตอนนั้นเองคังอิงเห็นว่ามีชายคนหนึ่งกำลังแบกตะกร้าเดินมาจากอีกฝั่งถนน
ภายในตะกร้าของชายคนนั้นมีเลื่อยไม้ ตลับเมตร และกบไสไม้ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเขาเป็นช่างไม้
ขณะที่คังอิงกำลังคิดอยู่นั้น อาซ้อรองจางที่เห็นว่าเธอเอาแต่จ้องมองชายคนนั้นจึงเอ่ยขึ้น “นั่นเป็นช่างไม้ที่ฉันจ้างมาทำเตียงที่บ้านน่ะ ตอนนี้ลูกชายสองคนโตเป็นหนุ่มกันแล้ว ถ้าให้พวกเขานอนเตียงเดียวกันคงจะคับแคบเกินไป ฉันก็เลยจ้างช่างไม้มาทำเตียงอีกหลังหนึ่ง”
สมัยนี้ตอนทำเฟอร์นิเจอร์ คนส่วนใหญ่จะจ้างช่างไม้มาทำถึงบ้าน ภายในตัวเมืองมีเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปขาย แต่ราคาแพงมาก นอกจากหนุ่มสาวที่ทันสมัยแล้ว คนส่วนใหญ่ยังคงนิยมจ้างช่างไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านอยู่
“แล้วคุณไปจ้างช่างไม้จากที่ไหนเหรอคะ?” คังอิงเอ่ยถาม