“แน่นอนอยู่แล้ว…” เมื่อพูดจบก็ตระหนักได้ว่าตนปากไวเผลอตอบจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อ “คิดว่าภารกิจที่ฝ่าบาททรงมอบให้คงเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่ามาเสียเวลากับข้าดีกว่า อีกเดี๋ยวข้ายังต้องออกไปพบสหาย ไม่สะดวกรับแขก”
พูดจบ เฝิงเจิ้งชูก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์ให้เตรียมตัวออกไปข้างนอกเยี่ยนฉู่ที่เห็นเขากำลังจะออกไปก็อดถามไม่ได้
“ท่านอาจารย์ตั้งใจจะไปที่ใดหรือ? ช่วงนี้ไม่ค่อยสงบนัก พักอยู่ที่จวนไม่ดีกว่าหรือ”
เฝิงเจิ้งชูโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็นไรกระหม่อมแค่จะไปเยี่ยมบ้านสกุลลั่วเสียหน่อย หลายวันก่อนมีข่าวดีจากเมืองชิงหยาง คิดว่าเจ้าหนุ่มจิ่งเฉินคงกลับมาเมืองหลวงแล้วเป็นแน่”
เมื่อได้ยินว่าเฝิงเจิ้งชูจะไปพบลั่วจิ่งเฉินเยี่ยนฉู่ก็ดีใจอย่างยิ่ง “ข้ารู้อยู่แล้วว่าศิษย์พี่ลั่วต้องทำได้เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไปด้วย”
เยี่ยนฉู่ที่กำลังจะเดินตามหลังเฝิงเจิ้งชูออกไปกลับพบว่าที่ด้านหลังของตนมีเวินจ้านตามมาด้วยอีกคน
กลายเป็นเฝิงเจิ้งชูและเยี่ยนฉู่เดินนำหน้าแล้วมีเวินจ้านเดินตามอยู่ด้านหลัง
“องค์รัชทายาทช่วยบอกกับเจ้าแก่นั่นได้หรือไม่ว่าเลิกตามมาได้แล้ว เขาจะตามเราไปทำอันใด?” ลั่วจิ่งเฉินคืออาวุธลับของเขาแล้วจะให้เจ้าเฒ่าเวินจ้านนั่นเห็นได้อย่างไรกัน? ไม่มีทางเด็ดขาดอาวุธลับก็คืออาวุธลับ ย่อมต้องเก็บไว้ให้มิดชิดจึงจะน่าค้นหา
เยี่ยนฉู่ที่ทนการเร่งเร้าของเฝิงเจิ้งชูไม่ได้จึงหันไปเอ่ยกับเวินจ้าน “เวินไท่เป่า สถานที่ที่เราจะไป ท่านอาจไม่คุ้นเคยหรือไม่ท่านกลับไปจัดการเรื่องของท่านไม่ดีกว่าหรือ?”
แม้เวินจ้านจะรู้ดีกว่าคนทั้งสองอยากสลัดตนทิ้งเท่าไรเพียงแต่ผู้ที่ทำให้พวกเขาสนใจได้ ย่อมเป็นบุคคลไม่ธรรมดา ทั้งยังเกี่ยวข้องกับเมืองชิงหยางอย่างไรย่อมต้องตามไปตรวจสอบดูสักครั้ง
“สิ่งที่กระหม่อมต้องทำก็คือเรื่องขององค์รัชทายาทไม่ว่าองค์รัชทายาทจะไปที่ใด กระหม่อมก็จำเป็นต้องตามไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดนี้ของเวินจ้านหาได้มีช่องโหว่ให้ไล่ไปไม่อีกทั้งจุดประสงค์ของเขาก็คือช่วยแก้ไขปัญหาให้เยี่ยนฉู่ทั้งสิ้น
“องค์รัชทายาทในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็ทรงเสร็จไปกับเวยหวู่โหวก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมว่าศิษย์พี่ลั่วของท่านก็คงไม่อยากพบคนแปลกหน้าเท่าใดนักคิดว่าเจอกันครั้งหน้าก็ยังไม่สายพ่ะย่ะค่ะ” เฝิงเจิ้งชูหยุดเท้าลงเขาไม่มีทางที่จะเปิดเผยตัวตนของลั่วจิ่งเฉินก่อนถึงเวลาเป็นแน่
“…” เยี่ยนฉู่เห็นการเร่งรัดฝ่ายสายตาของเฝิงเจิ้งชูจึงรู้ว่าครั้งนี้ตนไม่ควรไปพบลั่วจิ่งเฉิน เลยได้แต่พยักหน้าตอบรับ “ก็จริงตอนนี้เรื่องที่เสด็จพ่อทรงรับสั่งสำคัญกว่า ข้าควรไปจัดการก่อน”
ยิ่งพวกเขาไม่อยากให้เวินจ้านไปเวินจ้านก็ยิ่งอยากไป
“องค์รัชทายาททรงกล่าวอันใดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะเรื่องที่ฝ่าบาทรับสั่งย่อมสำคัญ เพียงแต่หาใช่เรื่องที่จะจัดการได้ในเร็ววัน อีกอย่างเรื่องขององค์รัชทายาทเองก็สำคัญเช่นกันพ่ะย่ะค่ะยิ่งผู้ที่พวกท่านอยากพบก็มาจากเมืองชิงหยางด้วยแล้ว เช่นนั้นกระหม่อมเองย่อมต้องไปพบด้วยเสียหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเวินจ้านยืนกรานจะไปให้ได้ทั้งยังจัดลั่วจิ่งเฉินไว้เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย ทำให้เฝิงเจิ้งชูได้แต่ส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิด
“เจ้าเฒ่านี่ช่างเลอะเลือนยิ่งนักมองผู้ใดก็เป็นคนชั่วไปหมด!”
หากเขายืนกรานไม่ให้เวินจ้านไปด้วยนิสัยของเวินจ้านแล้ว อย่างไรก็ต้องส่งคนไปแอบสอดแนมเป็นแน่ บางทีอาจจับลั่วจิ่งเฉินมาสอบสวนก็เป็นได้ลั่วจิ่งเฉินเจ้าเด็กนั่นร่างกายอ่อนแอบอบบาง ไม่มีทางทนการทรมานของเจ้าแก่นี่ไหว หากเป็นเช่นนั้นมิสู้ให้เวินจ้านอยู่ในสายตาจะไม่ดีกว่าหรืออย่างน้อยเขาก็ยังได้จับตาดูเอง
“ตกลงในเมื่อเจ้าอยากไปนัก ข้าก็จะพาเจ้าไปด้วย แต่ข้าบอกไว้เลยนะ เด็กนั่นเป็นเพียงบัณฑิตผู้อ่อนแอผู้หนึ่งห้ามเจ้าข่มขู่เขาเชียว!”
เวินจ้านแค่นเสียงเยาะออกมาก่อนจะเดินนำหน้าทั้งสองคนไปหากแต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่รู้ทาง จึงหยุดรอพวกเขา
ส่วนเยี่ยนฉู่กับเฝิงเจิ้งชูได้แต่ก้าวเท้าออกเดินอย่างจำยอมไร้ซึ่งความเบิกบานใจดังเช่นก่อนหน้านี้
“ท่านอาจารย์พวกเรามาโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าเช่นนี้ ท่านว่าศิษย์พี่ลั่วจะโกรธหรือไม่?”
เจ้าเด็กจิ่งเฉินจะโกรธหรือไม่เฝิงเจิ้งชูไม่อาจรู้ได้ เพียงแต่เรื่องที่ตนพาเวินจ้านกับเยี่ยนฉู่มาด้วยนั้น คิดว่าชีเหนียงต้องโกรธแน่แท้ครั้งที่แล้วก่อนจากมา เขาก็คิดไว้อยู่แล้วว่าชีเหนียงอาจจะคาดเดาสถานะของเยี่ยนฉู่ได้แล้วเพราะฉะนั้นเวลาที่พูดคุยกับเยี่ยนฉู่ตนจึงค่อนข้างระวังตัวอย่างมาก อีกอย่างตอนที่นางรู้ว่าพวกเขาจะกลับเมืองหลวงท่าทางโล่งอกโล่งใจของนางก็ยังติดอยู่ในใจตนมาจนถึงตอนนี้
ลั่วชีเหนียงอาจจะไม่ต้องการให้ลั่วจิ่งเฉินมีสัมพันธ์กับเยี่ยนฉู่มากเกินไปน่าเสียดายก็เพียงองค์รัชทายาทกลับรู้สึกสนใจในตัวจิ่งเฉินมากมายนัก เรื่องนี้แม้แต่นางก็คงแทรกแซงไม่ได้
เฮ้อ การไปเยือนครั้งนี้คิดว่าคงไม่ได้ลิ้มรสของอร่อยแน่แท้
เทียบกับสภาพจิตใจที่แสนกังวลของเฝิงเจิ้งชูเวินจ้านกลับมีแต่ความรู้สึกพร้อมเผชิญหน้าเท่านั้น
เมื่อเดินทางมาถึงถนนทิศใต้เวินจ้านรู้สึกคุ้นกับตรอกเส้นนี้อย่างน่าประหลาด ให้ความรู้สึกเหมือนว่าจะเคยมาเมื่อในอดีตเพียงแต่เป็นตอนไหนนั้น กลับจำได้ไม่แน่ชัดเมื่อครู่นายกองหงถูกเขาสั่งให้ไปลาดตระเวนโดยรอบ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรี่องของสกุลลั่วจึงยังไม่กลับมา
หลานไฉ่เตี๋ยเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูก็รีบมาเปิดโดยไม่ต้องรอให้ชีเหนียงสั่ง
พอเปิดประตูก็พบกับชายชราสองคนที่ดูแล้วฐานะน่าจะไม่ใช่คนธรรมดากับเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอีกหนึ่งคนทำให้นางมองพวกเขาแทบจะไม่วางตา
“เจ้าเป็นใคร?” เฝิงเจิ้งชูที่มาบ้านสกุลลั่วหลายครั้งแต่กลับไม่เคยพบสตรีผู้นี้มาก่อน อีกทั้งนางยังไร้ซึ่งความสำรวมเฉกเช่นกุลสตรี จ้องมองตัวเยี่ยนฉู่แทบไม่วางตาทำให้เขารู้สึกไม่ชอบใจนัก
หลานไฉ่เตี๋ยเมื่อได้ยินคำถามจากชายชราแปลกหน้าด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนางเองก็หาได้ยอมไม่ “ตาเฒ่านี่มาที่บ้านข้า แล้วยังจะมาถามว่าข้าเป็นใครอีกหรือ?”
แม้เฝิงเจิ้งชูจะทำสีหน้าบึ้งตึงแต่หลานไฉ่เตี๋ยหาได้สนใจไม่ หน้าตาน่าเกลียดเพียงนี้ หากมิใช่เพราะรัศมีไม่ธรรมดานางคงไม่ลดตัวลงไปคุยด้วยแน่
“น้องชายเจ้ามาพบใครที่นี่หรือ?”
หลานไฉ่เตี๋ยแย้มยิ้มให้เยี่ยนฉู่อีกทั้งยังคิดจะยื่นมือไปลูบศีรษะ ในสายตาของหลานไฉ่เตี๋ย เด็กหนุ่มตรงหน้าช่างคล้ายคลึงกับไหลไหลน้อยเสียจริงใบหน้าขาวเนียน มองแล้วช่างน่าแกล้ง
ก่อนที่เยี่ยนฉู่จะถอยหลังหลบแขนที่ยื่นออกมาของหลานไฉ่เตี๋ยก็ถูกจั่วตงคว้าหมับเข้าให้
“โอ๊ยเจ้าทำข้าเจ็บ!” หลานไฉ่เตี๋ยร้องเสียงหลง ก่อนจะถลึงตามองจั่วตงด้วยความโกรธ
ชีเหนียงเมื่อได้ยินเสียงร้องของนางก็รีบวางงานในมือลงแล้วออกมาดูพอเห็นว่าเป็นเยี่ยนฉู่กับเฝิงเจิ้งชูถึงได้รู้ว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน
“ท่านผู้เฒ่าเฝิงพวกท่านนี่เอง” ชีเหนียงพูดออกมาอย่างเรียบเฉยจากนั้นจึงดึงแขนของหลานไฉ่เตี๋ยออกมาจากมือของจั่วตง “เด็กคนนี้เพิ่งติดตามข้ามาจากอำเภอเฉาไม่ค่อยรู้มารยาทนัก อีกทั้งยังไม่มีเจตนาร้ายอันใด”
ชีเหนียงกล่าวอธิบายก่อนจะให้หลานไฉ่เตี๋ยรีบเข้าไปชงชามาต้อนรับหากแต่อีกฝ่ายมุ่ยหน้าใส่จั่วตง ก่อนจะเดินไปยังโรงครัว
เมื่อเห็นว่าหลานไฉ่เตี๋ยไปแล้วนางก็หันกลับมาก่อนจะมองดูคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบมาก่อนหากแต่ก็ไม่อาจถามให้มากความ เพียงแค่ความน่าเกรงขามบนตัวคนผู้นี้ ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นผู้มีอำนาจสักคน
เฝิงเจิ้งชูอ่านความไม่สบายใจจากใบหน้าของชีเหนียงได้แต่ในเมื่อพาคนมาแล้ว ก็ไม่อาจหันหลังกลับได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้เวินจ้านเลิกสงสัยให้ได้ก่อน
“ลั่วฮูหยินพวกข้ามาที่นี่เพื่อต้องการแสดงความยินดีกับจิ่งเฉิน ข้าได้ยินข่าวดีจากเมืองชิงหยางจึงได้เตรียมของขวัญมายินดีด้วย”
เฝิงเจิ้งชูนั้นเตรียมข้ออ้างในการมาเยือนบ้านสกุลลั่วไว้อย่างดีทั้งยังมีของขวัญที่พกติดตัวมาด้วย พอเขาพูดจบ เสี่ยวเอ้อร์ก็นำกล่องออกมาหนึ่งใบ
เมื่อชีเหนียงเห็นดังนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ “เรื่องนี้ข้าไม่อาจตัดสินใจได้ตอนนี้จิ่งเฉินออกไปข้างนอก ยังไม่กลับมา มิสู้พวกท่านเข้าไปดื่มชารอกันก่อน แล้วข้าจะรีบออกไปตามเขาเดี๋ยวนี้”
-----