ชายชรามีสีหน้าที่ไม่ชอบใจนัก สีหน้าดำคล้ำขึ้นมาด้วยความโกรธ
'นางคิดว่านางเป็ใครถึงกล้าอวดตนว่าสามารถจัดการกับเขาได้ เขาที่มีพลังถึงระดับแม่ทัพขั้นปลายจำเป็ต้องหวาดกลัวเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนี้หรือไร!'
"หึ! เด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเ้า เอาความกล้ามาจากที่ใดถึงคิดว่าจะล้มข้าได้ ลำพังแค่คนของข้าแม้พวกเ้าทุกคนรวมพลังกันยังยากที่จะต่อกร"
เสียงของชายชรากล่าวพลางยิ้มเยาะให้กับเฟิ่งเซียนและผู้ที่อยู่ในงานเลี้ยงทุกคน
ตัวเฟิ่งเซียนนั้นแม้ตนจะมีสัตว์เทพทั้งสี่ในพันธะแต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเอามาเปิดเผยเช่นนี้ เพียงแค่เื่ที่นางเป็เ้าสำนักเพลิงบุปผาก็ยุ่งยากมากพอแล้ว เพียงแค่ชายชราที่มีระดับพลังเพียงเท่านี้มีหรือที่นางจะกำจัดไม่ได้
เฟิ่งเซียนลอบมองการต่อสู้ของศิษย์สำนักตนและผู้ที่มีพลังปราณช่วยกันต่อสู้เพื่อกำจัดเหล่าทหารและจอมยุทธ์ที่เป็คนของชายชราผู้นี้
แม้จะตึงมืออยู่บ้างแต่ด้วยพลังของที่พอๆ กันทั้งสองฝ่ายก็แทบจะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบสักเท่าไหร่
"หากมั่นใจเพียงนั้นข้าจะให้เ้ารู้ซึ้งเอง"
สิ้งคำเฟิ่งเซียนได้ปลดปล่อยพลังปราณกษัตริย์ขั้นกลางออกมา บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมาทางด้านฮองเฮาที่มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าเช่นไรตนก็ชนะเป็แน่เมื่อ แต่ในเวลานี้นั้นกลับมีสีหน้าซีดเซียวคล้ายหวาดกลัว
"เ้า.....เหตุใดเ้าถึงได้มีพลังเหนือกว่าข้า!"
ชายชราเอ่ยออกมาอย่างไม่ชอบใจนัก จะเป็ไปได้อย่างไรแคว้นฉีจะมีอัจฉริยะเช่นนี้ได้อย่างไร แม้แต่แคว้นอันดับหนึ่งยังมีผู้ที่มีระดับพลังปราณสูงเช่นนี้ไม่มากนัก
เฟิ่งเซียนนั้นครั้งหนึ่งเคยศึกษาเื่ราวของโลกนี้มาโดยละเอียด นางจึงได้รู้ว่าผู้ที่มีพลังปราณมากที่สุดในโลกนี้คือเ้าสำนักกิเลนทอง นามว่า'หวนจิ้นไห' ที่มีพลังปราณอยู่ในระดับ ราชันย์ขั้นกลาง แต่กระนั้นคนผู้นี้ก็ปลีกวิเวกมิยุ่งเกี่ยวกับทางโลก
ว่ากันว่าผู้ที่สามารถบรรลุถึงระดับราชันย์ได้นั้นจะมีอายุได้หลายร้อยปี ผู้ที่บรรลุถึงระดับเซียนจะมีอายุได้นับพันปีจนถึงหมื่นปีก็มีให้เห็น ส่วนระดับตำนานนั้นยังไม่มีผู้ใดทราบเพราะั้แ่โลกนี้กำเนิดขึ้นมา ยังไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเอื้อมถึง
ครั้งหนึ่งสัตว์เทพทั้งสี่เคยกล่าวกับนางว่าโลกมนุษย์นั้นแตกต่างจากโลกใบอื่น ในโลกเบื้องล่างนั้นมีพลังปราณไฟหนาแน่น ซ้ำพลังปราณธาตุมืดยังมีความบริสุทธิ์มาก
ส่วนโลกเบื้องบนหรือ์ชั้นฟ้าที่เหล่าเทพเซียนอาศัยอยู่นั้นมีพลังปราณบริสุทธิ์มากกว่าโลกมนุษย์หลายเท่านักแต่กระนั้นก็ยังน้อยกว่าภายในมิติของนาง ดังนั้นโลกมนุษย์ที่เป็โลกต่ำสุดและมีผู้คนที่อ่อนแอมากที่สุดของโลกทั้งสามจึงไม่เคยรับรู้ถึงตัวตนของผู้ที่อยู่ในโลกอื่นเลย
เฟิ่งเซียนมองชายชราก่อนที่จะยกยิ้มเย้ยหยัน
"ข้าถึงได้บอกเ้าเช่นไรเล่าว่าออกจากกะลามาดูโลกภายนอกเสียบ้างคิดจริงหรือว่าผู้มีพลังปราณแข็งแกร่งจะอยู่ที่แคว้นอันดับหนึ่งเพียงเท่านั้น วันนี้ข้าจะทำให้เ้ารู้ซึ้งเองว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นมันโง่เง่ามากเพียงใด"
พลังที่เฟิ่งเซียนปลดปล่อยออกมานั้นทำให้พลังของชายชราเกิดตัดขัดขึ้นมา ไม่สามารถใช้พลังได้ดั่งใจนักซ้ำพลังปราณที่มากกว่าตนหลายขุดยังทำให้แทบจะขยับไปที่ใดไม่ได้
เฟิ่งเซียนรู้ดีว่าแค่เพียงปลดปล่อยพลังนั้นไม่สามารถสังหารคนผู้นี้ได้ ไม่ช้าคนผู้นี้ก็จะกลับมาใช้พลังได้เฉกเช่นปกติ เมื่อคิดได้ดังนั้นนางจึงหยิบอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของตนขึ้นมา อาวุธ ศักดิ์สิทธิ์ที่ตอนนี้ได้ปลดปล่อยพลังออกมาเพียงแค่ระดับกษัตริย์ขั้นกลางก็สามารถทำให้ชายชราตรงหน้าหวาดหวั่นได้ไม่ยากนัก
"แส้นั่น....หรือจะเป็อาวุธิญญา"
เสียงของชายชรากล่าวสั่นอาวุธิญญานั้นเป็อาวุธที่แข็งแกร่งพลังของมันจะเพิ่มขึ้นเทียบเท่าผู้ แต่ชายชราผู้นี้หารู้ไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเฟิ่งเซียนนั้นไม่ใช่อาวุธิญญาแต่เป็ถึงอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ที่มีพลังมากกว่าอาวุธิญญามากมายนัก
ชายชราเมื่อต่อด้านพลังกดดันของเฟิ่งเซียนได้ก็รีบยกกระบี่ของตนขึ้นมาทันที ตนไม่เชื่อว่าสตรีนางนี้จะมีพลังมากกว่าตนได้
ต้องเป็กลลวงที่ทำให้เขากลัวจนยอมแพ้ไปแน่ ชราอัดพลังของตนเข้าไปภายในกระบี่ พลังธาตุไฟและดินอัดควบแน่นรอบกระบี่ชายชราใช้วิชาตัวเบาพุ่งไปยังร่างของสตรีตรงหน้า
เฟิ่งเซียนที่เห็นเช่นนั้นจึงตวัดแส้เข้ารับกระบี่ของชายตรงหน้าเพื่อที่จะรับการโจมตีที่เกิด นางต้องจบศึกครั้งนี้โดยเร็วไม่เช่นนั้นจะต้องมีผู้คนมากมายต้องตาย นางไม่ใช่พวกคลั่งการต่อสู้นางเพียงสู้เพื่อตนและคนสำคัญของนางเพียงเท่านั้น
เเส้ที่ตวัดเกี่ยวรอบดาบทำให้ชายชราไม่สามารถทำสิ่งใดได้ มือที่ปล่อยจากดาบออกมาข้างหนึ่งได้ซัดพลังธาตุไฟใส่เฟิ่งเซียนเพื่อที่จะหวังให้นางบาดเจ็ด
ตัวของเฟิ่งเซียนนั้นได้สร้างโล่น้ำแข็งขึ้นมาเพื่อป้องกันพลังจากอีกฝ่ายเมื่อพลังทั้งสองปะทะกันก็เกิดเสียงดังะเิขึ้นมา เฟิ่งเซียนและชายชราที่ะโหลบออกมาตั้งตัวห่างจากจุดเดิมไม่ไกลมากนัก ต่างคนต่างตั้งท่าต่อสู้อย่างไม่มีใครยอมใคร
เฟิ่งเซียนตวัดแส้ที่ควบแน่ไปด้วยพลังปราณพุ่งใส่ชายชราตรงหน้า แส้กระดูกงูที่พุ่งออกไปนั้นรวดเร็วจนแทบจะไม่มีผู้ได้มองเห็น
แต่กับชายชรานั้นแม้จะเห็นแต่ก็ไม่อาจหลบทันพลังปราณกษัตริย์ขั้นกลางปะทะเข้าที่กลางลำตัวของชายชราอย่างจัง ชายชรานั้นได้กระอักเืออกมาคำโตแผลเหวอะหวะน่ากลัวชวนให้ผู้พบเห็นกระอักกระอ่วนยิ่งนัก
ชายชราที่ไม่นึกยอมแพ้ค่อยๆ พยุงตัวขึ้นตัวเขานั้นจะมาแพ้ให้เด็กเช่นนี้หรือ? หึ!เขาไม่มีทางยอม
ชายชราได้ยกมือคว้านเข้าไปในสาบเสื้อก่อนที่หยิบโอสถเม็ดสีดำออกมากิน เมื่อกินได้เพียงไม่กี่อึกในจชายชราก็เกิดคลุ้มคลั่งออกมา ผนวกกับพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนตัวของเฟิ่งเซียนนั้นไม่สามารถตรวจวัดพลังได้
'ชายชราผู้นี้บ้าไปแล้วเป็แน่ โอสถเม็ดนี้นางเคยอ่านเจอในตำราโอสถต้องห้ามภายในมิติของตน โอสถเม็ดสีดำสนิทที่มี่พลังที่จะสามารถทำให้ผู้ที่กินเข้าไปนั้นเพิ่มระดับขั้นขึ้นมาถึงหนึ่งขั้นใหญ่ แต่เมื่อมันเป็โอสถต้องห้ามย่อมไม่ใช่โอสถที่ดี
โอสถนี้จะเพิ่มพลังให้เพียงแค่สองเค่อก่อนที่ร่างของผู้ที่กินเข้าไปจะเกิดการะเิ ซ้ำิญญาของคนผู้นั้นจะแตกสลายอีกด้วยแล้วคนที่นี้ไปเอามาจากที่ใด เบื่องหลังของคนผู้นี้จักต้องมีคนชักใยอยู่ด้ายหลังเป็แน่!
เฟิ่งเซียนที่ในตอนนี้ไม่ได้มีเื่หนักใจเพียงโอสถต้องห้ามแม้พลังจะเพิ่มเพียงสองเค่อแต่นั้นมันก็มากพอที่จะกวาดล้างพวกเขาทั้งหมด
เฟิ่งเซียนที่ในตอนนี้มีพลังน้อยกว่าชายชราตรงหน้าหนึ่งขั้นเล็กได้ปลดปล่อยพลังของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของมาเต็มถวามสามารถ ไม่เช่นนั้นแม้แต่นางก็คงจะลำบากเป็แน่ นางจะไม่ให้เหล่าสัตว์เทพออกมาปกป้องเด็ดขาด
"เ้าใช้โอสถต้องห้ามนี้คงพร้อมใจที่จะตายแล้วกระมัง ช่างเป็ชายชราที่โง่เง่าเสียจริง"
เสียงของเฟิ่งเซียนดังออกไปพรางมองชายชราตรงหน้า
"ฮ่าฮ่าฮ่า ต่อให้ตัวข้าต้องตายเพราะใช้โอสถนี้ หากได้ลากพวกเ้าที่ทำให้ตัวข้าตกต่ำได้ข้าก็ยอม!"
ชายชราหัวเราะออกมาคล้ายคนไม่มีสติ ในความของเขาตอนนี้เหลือเพียงสิ่งที่เรียกว่าแก้แค้น เสียอย่างไรหากไม่ใช้โอสถเม็ดนี้ ด้วยพลังที่ต่ำกว่าของเขาย่อมถูกสตรีผู้นี้สังหารอย่างแน่นอน
แต่หากเป็เขาเหล่าเขาที่ในตอนนี้มีพลังมากกว่านางนักหากได้พาพวกมันไปลงนรกด้วย ต่อให้ิญญาแตกดับเขาก็ไม่คิดเสียใจแม้แต่น้อย
เฟิ่งเซียนในตอนนี้กำแส้กระดูกงูในมือแน่นชายผู้นี้นอกจากจิตใจจะต่ำทรามแล้วยังโดนพลังชั่วร้ายในโอสถครอบงำ หากเป็เช่นนี้แม้แต่คนของชายชราผู้นี้เองก็ไม่อาจรอดได้เช่นกัน
เฟิ่งเซียนไม่คิดจะปล่อยคนเหล่านี้ตายง่ายๆ เช่นตระกูลไป๋ คนเหล่านี้จะต้องรับโทษอย่างสาสม
"หากคิดว่าจะเอาชีวิตข้าได้ก็เข้ามา ข้าจะทำให้เ้ารู้ว่าที่ทำนั้นมันไร้ค่าเพียงใด"
สิ้นเสียงของเฟิ่งเซียนพลังของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็สำแดงฤทธิ์ พลังมากมายอัดแน่นกันอยู่แม้จะมีพลังมากกว่าชายตรงหน้ามากนักแต่ไม่ใช่ว่าจะกระทำโดยง่าย
พลังชั่วร้ายที่ถูกปล่อยออกมานั้นทำให้เฟิ่งเซียนกระอักกระอ่วนเล็กน้อยแต่เพราะนางมีพลังธาตุแสงจึงไม่เป็อันใดมากนัก
แต่กับผู้อื่นนั้นต่างออกไปผู้คนที่ต่อสู้กันในคราแรกต่างหยุดชะงักและทรุดลงพื้นกันแทบทุกคน หลายคนเกิดกระอักเืออกมาก็มี หากนางยังไม่สามารถจัดการได้ไม่แน่ว่าคนของนางก็อาจไม่รอด
เฟิ่งเซียนปล่อยพลังธาตุแสงออกมาพลังธาตุแสงถือเป็ธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ปัดเป่าความชั่วร้ายออกไปหากตัวนางใช้เพียงพลังปราณแล้วล่ะก็ไม่แน่ว่าพลังที่ะเิออกมาจะทำให้ผู้ที่ได้รับถูกพลังชั่วกลืนกินก็เป็ได้
แส้กระดูกงูที่ในตอนนี้นอกจากจะมีพลังปราณอยู่ที่ระดับราชันย์ขั้นกลางแล้วเมื่อผนวกกับพลังธาตุแสงของเฟิ่งเซียนก็ยิ่งทรงอานุภาพยิ่งขึ้น เฟิ่งเซียนทราบขีดจำกัดพลังของตนในเวลานี้ดีจึงได้รีบยกมือตวัดแส้ใส่ชายชราตรงหน้าอีกครั้ง
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ตอนนี้โอบร้อมไปด้วยธาตุแสงบริสุทธิ์ได้โอบรัดตัวชายตรงหน้า
"เ้าา! อ้ากก!! เ้าทำอันใดกับข้า ทรมานนัก!ร่างข้าเ็ปราวกับจะแหลกสลายอยู่แล้ว อ้ากก!! "
เสียงร้องโหยหวนของชายชราดังขึ้น เฟิ่งเซียนไม่ได้สนใจเสียงนั่นแม้แต่น้อยนางเพียงแค่รวมรวมพลังธาตุแสงของตนผ่านแส้เพื่อที่มันจะได้กัดกินความชั่วร้ายนั้น พลังของนางในยามนี้นั้นแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว
เฟิ่งเซียนที่ใช้พลังธาตุแสงของตนเพื่อต่อสู้กับชายชราตรงหน้าอยู่เกือบสองเค่อนั้นก็ได้ทำสำเร็จเสียที ร่างของชายชราที่โดนพลังธาตุแสงเข้าไปกัดกินความชั่วในกายได้แห้งเหี่ยวจนร่างนั้นเหลือเพียงแต่กระดูก ก่อนที่จะะเิออกมา
ถือว่าตัวของเฟิ่งเซียนทำได้ทันเวลาพอดี นางที่ในตอนนี้เหลือพลังเพียงแค่ส่วนเดียวคงไม่สามารถสร้างเกาะป้องกันให้ทุกคนได้
เมื่อสังหารชายชราผู้เป็ตัวปัญหาเสร็จเฟิ่งเซียนมองไปที่ฮองเฮาและเหล่าตระกูลฮุ่ยที่ต่างยังกระอักเืออกมาเพราะพลังชั่วร้ายนั่นอยู่ เฟิ่งเซียนละความสนในก่อนที่จะใช้พลังธาตุแสงของตนเข้าไปชำระล้างพลังชั่วร้ายให้กับคนของตน
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อทุกคนก็ได้สติกลับมาเฟิ่งเซียนที่ในตอนนี้แทบไม่มีพลังเหลือใดๆ แล้วได้ถูกฉีิเซียนเข้ามาพยุงร่างเอาไว้
"จัดการพวกมันให้เรียบร้อยเถิด ข้าไม่เป็อันใดเพียงแค่ไม่เหลือพลังอยู่เพียงเท่านั้น"
เมื่อสิ้นคำกล่าวตัวของเฟิ่งเซียนก็สลบไปในอ้อมแขนของฉีหมินเซียนในทันที
'ตัวข้าคงยังแข็งแกร่งไม่พอใช่หรือไม่ เพียงเจอกับพลังเท่านี้ก็แทบจะเอาตัวไม่รอด...แล้วเช่นนี้ข้าจะปกป้องพวกเ้าทุกคนได้อย่างไร'
*****