มู่เลี่ยงหรงเร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ถึงงานเลี้ยงโดยเร็วที่สุดเขา้าพบอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายก่อนที่ฮ่องเต้จะเสด็จมาถึงพอขันทีน้อยผู้ทำหน้าที่นำทางในงานเห็นพระอนุชาก็รีบกุลีกุจอเชิญผู้สูงศักดิ์ไปยังที่นั่งในกระโจมทันที
ด้วยบรรดาศักดิ์ชินอ๋อง[1]ที่นั่งของมู่เลี่ยงหรงจึงถูกจัดให้อยู่ลำดับแรกในหมู่เชื้อพระวงศ์ฝ่ายชายถัดจากที่ประทับของฮ่องเต้ทำให้เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงใส่พระทัยพระอนุชาคนโปรดเป็อย่างยิ่ง
เริ่มั้แ่มู่เลี่ยงหรงอายุสิบสองชันษาก็แสดงให้เห็นชัดถึงความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊เริ่มอุทิศแรงกายแรงใจแบ่งเบาราชกิจอ๋องน้อยมีวิริยะอุตสาหะเป็อย่างมากจนเป็ที่รู้กันถึงความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาเพียงไม่นานผลงานก็ประจักษ์ไร้ข้อกังขาบรรดาขุนนางทั้งหลายต่างยกย่องเชิดชูอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
เวลาผ่านไปไวราวกับติดปีกท่านอ๋องน้อยเติบใหญ่เป็บุรุษองอาจ ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยจึงแต่งตั้งมู่เลี่ยงหรงเป็ฉินอ๋องพร้อมให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนพระองค์อยู่มิได้ขาดส่วนหน้าที่หลักคือการตรวจสอบเชื้อพระวงศ์และขุนนางในราชสำนัก
นับได้ว่าอยู่ใต้ผู้หนึ่งแต่อยู่เหนือคนนับพัน
ด้วยบุคลิกจริงจังเคร่งขรึมกอปรกับความเด็ดขาดในการลงโทษผู้กระทำผิดแบบไม่ไว้หน้าผู้ใดทำให้เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางน้อยใหญ่มิกล้าเสี่ยงกระทำการทุจริตกินสินบนราษฎรทั้งหลายต่างพากันสรรเสริญฉินอ๋อง
พอเข้ามาถึงมู่เลี่ยงหรงก็มองหาอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเมื่อแลเห็นนสหายก็ส่งสายตาพร้อมพยักหน้าทีหนึ่งเป็สัญญาณ ถางซือเซินรู้งานรีบเดินไปหาผู้เป็อ๋องในทันที
“กระหม่อมถางซือเซิน คารวะท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องมากพิธีข้ามีเื่ด่วนจะคุยกับเ้า”
“ท่านอ๋องมีสิ่งใดให้กระหม่อมรับใช้”
“คุยตรงนี้คงจะไม่สะดวก เ้าจงตามเรามา”
มู่เลี่ยงหรงเดินนำถางซือเซินไปไม่รอช้าทั้งสองมุ่งหน้ามายังศาลาหลบร้อนในสวนซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณงานเลี้ยงไม่ไกลนัก
บุรุษทั้งคู่นั่งลงคนละฝั่งของโต๊ะหินกลางศาลาผู้ร้อนใจไม่รอช้ารีบพูดธุระทันที เพราะใกล้เวลาฮ่องเต้จะเสด็จแล้ว
“เ้าบอกเรามาเดี๋ยวนี้เลยว่าเหตุใดจึงแนะนำเยี่ยนเยว่ฉีมาให้”
“เหตุผลก็คือซือเซินเห็นว่านางเป็สตรีที่เพียบพร้อมเหมาะสมกับท่านอ๋องที่สุดแล้ว”
“บังอาจ! เ้ากล้ามุสาเปิ่นหวาง[2]”มู่เลี่ยงหรงเดือดดาล กระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะหินจนสั่นไหวเพลิงโทสะแทบจะแผดเผาถางซือเซินให้มอดไหม้ไปตรงนั้น น้ำเสียงก็เข้มขึ้นหลายส่วนเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวอย่างผู้เป็นายในทันที “ดูเ้าอยากถูกเราสับร่างแล้วโยนให้ปลาในบ่อกิน”
“กระหม่อมมิบังอาจท่านอ๋องโปรดลดโทสะด้วย” ถางซือเซินไม่ชอบเลยเวลาที่มู่เลี่ยงหรงกดดันเขาด้วยสรรพนามแบบผู้เป็นายเห็นทีต้องยอมถอยก้าวหนึ่ง มิเช่นนั้นก่อนที่แผนจะสำเร็จเขาคงต้องเป็อาหารปลาอยู่ตรงนี้
“มิบังอาจ แต่โกหกเราหน้าตาเฉยท่านอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายคงเห็นฉินอ๋องเป็เด็กอมมือกระมัง” มู่เลี่ยงหรงยังคงประชดประชันถางซือเซินต่อไปมาถึงป่านนี้ยังไม่ยอมรับว่ามีแผนการ ดวงตาคมเข้มยังคงฉายเพลิงโทสะแผดเผาคนตรงหน้านึกอยากจะยกเท้าถีบสหายสักสองสามที
“กระหม่อมสำนึกผิดแล้ว...ท่านอ๋องปรีชายิ่ง” ถางซือเซินลอบปาดเหงื่อบนใบหน้า
“ปรีชาหรือ เ้านี่เหลือเกินนักสามารถลุกมาประจบประแจงทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ความสามารถช่างล้นเหลือ สมกับฉายาเพียงพอนข้างบัลลังก์เสียจริง” มู่เลี่ยงหรงหงุดหงิดขึ้นทุกขณะการจะเปิดปากอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายไยต้องลำบากถึงเพียงนี้นี่เขาไม่คิดจะพูดแบบตรงไปตรงมาบ้างหรือไร
“มิกล้า มิกล้า”
“บอกจุดประสงค์อันแท้จริงของเ้ากับพระเชษฐามาเดี๋ยวนี้หากไม่พูดเราจะไม่ให้ความร่วมมือใดอีก”
“ย่อมได้พ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีจอมเ้าเล่ห์ทำยิ้มกริ่มอย่างไม่กลัวตาย ทั้งที่ในใจร่ำร้องว่าแย่แล้ว“ฝ่าา้าผูกสัมพันธ์กับแม่ทัพใหญ่ให้แน่นแฟ้นส่วนกระหม่อมเห็นนางงดงามหยาดฟ้ามาดิน เป็สตรีในแบบที่ท่านอ๋องเคยกล่าวเอาไว้ว่าอยากได้เป็พระชายาเลยคิดว่าท่านน่าจะโปรดปรานนาง”
“หญิงงามในแบบที่เราใฝ่ฝันงั้นหรือท่านอัครเสนาบดี เราไม่ใช่พวกลุ่มหลงอิสตรี” มู่เลี่ยงหรงคิ้วกระตุกนี่เ้าเพียงพอนเห็นเขาเป็พวกมักมากหรืออย่างไร
“แต่การได้พระชายาโฉมงามดั่งเทพธิดาก็ดีมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”ถางซือเซินยกยิ้มเ้าเล่ห์ให้ผู้เป็อ๋อง เพราะมั่นใจว่าตนเองรู้นิสัยของสหายผู้สูงศักดิ์ดีที่สุด“ท่านอ๋องเห็นด้วยกับกระหม่อมสินะ”
‘ให้ตายสิ เ้ามานั่งในใจข้าหรือไร’
มู่เลี่ยงหรงรู้สึกหงุดหงิดที่ถูกรู้ทันเขาไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่เคาะนิ้วเป็จังหวะลงบนโต๊ะหิน
ผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นฉินอ๋องนั่งนิ่งไม่ยอมตอบรับใด ๆ อัครเสนาบดีจำต้องเปิดการสนทนานี้ต่อหากมู่เลี่ยงหรงไม่ให้ความร่วมมือ เขาคงต้องถูกลงพระอาญาเป็แน่
“ท่านอ๋อง อีกสักครู่ท่านก็จะได้พบนางแล้วกระหม่อมรับประกัน นางคือหญิงที่งดงามที่สุดในเมืองหานจีอาจจะงามที่สุดในเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ”
“หยุดชมโฉมคุณหนูเยี่ยนเสียทีเพราะเราพบนางแล้ว”
เมื่อเห็นมู่เลี่ยงหรงปรายสายตาเ็าใส่อัครเสนาบดีรู้สึกขนลุกขนชัน ‘หรือว่าฉินอ๋องจะไม่ชอบนาง’
แต่อย่างไรถางซือเซินต้องถามให้มั่นใจ “แล้วท่านอ๋องคิดเห็นเป็เช่นไรเล่า”
“ในเมื่อเสด็จพี่ทรงเห็นว่านางเหมาะสมกับเราเช่นนั้นก็ทำตามพระประสงค์เถิด เพียงแต่เราไม่ยินดีที่เ้าไม่พูดแบบตรงไปตรงมาไม่คิดบางหรือว่ามันเสียเวลา” มู่เลี่ยงหรงหยุดเคาะนิ้วแล้วเขาไม่มีทางยอมรับว่าตนเองยินดีทำตามแผนของพระเชษฐากับสหายเด็ดขาดถึงแม้จะรู้สึกพึงใจในสตรีนางนั้นอยู่ไม่น้อย
“ซือเซินขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องล่วงหน้า”อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายยิ้มกล่าวอย่างประจบกระแจง
“ยินดีเื่อะไร ที่เราตอบตกลงเพราะนางเป็ศิษย์ของไป่หลงจิว เราคงต้องคอยจับตาดูเอาไว้ทั้งหมดนี้เราทำเพื่อฮ่องเต้ทั้งสิ้น มิใช่แค่้ากกกอดสตรีจนหน้ามืด”
เมื่อได้ยินคำตอบของมู่เลี่ยงหรงอัครเสนาบดีจอมวางแผนก็โล่งอกเห็นทีการปล่อยข่าวเื่คุณหนูเยี่ยนเป็ศิษย์ปรมาจารย์ขลุ่ยโลกันต์คงได้ผลแล้ว
ในฐานะสหายั้แ่วัยเยาว์เขารู้นิสัยของฉินอ๋องเป็อย่างดีหากไม่คิดจะบังคับยัดเยียดก็ต้องหาอุบายทำให้เื่ส่วนตัวกลายเป็เื่ของบ้านเมืองไปเสียเพียงเท่านี้บุรุษขี้ระแวงก็พร้อมจะกระโจนเข้ามาในหลุมพรางที่เขาขุดเอาไว้แล้ว
“กระหม่อมยินดีรับใช้ท่านอ๋องเพื่อฝ่าาและบ้านเมืองซือเซินจะรีบไปดำเนินการตามที่ท่านอ๋องรับสั่งทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีมากซือเซินในราชสำนักมีไม่กี่คนที่เราไว้ใจ และหนึ่งในนั้นก็คือเ้า”
“นั่นเป็เื่ที่สมควรแล้วข้าออกจะรู้ใจท่านอ๋อง” ถางซือเซินยิ้มกว้าง
‘เชอะ! เอาความดีใส่ตัวได้ในที่สุดสมเป็ขุนนางเสียจริง’ อ๋องหนุ่มลอบด่าพระสหายในใจอย่างอดมิได้
มู่เลี่ยงหรงวางใจคลายโทสะปรับสีหน้าเป็นิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาหยักมุมปากขึ้นเล็กน้อยบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับมาสมานฉันท์ดุจเดิมอีกครั้ง
“อ่อ เรายังมีอีกเื่หนึ่งให้เ้าไปจัดการจงส่งจดหมายไปให้เยี่ยนเยว่ฉี บอกกับนางว่า หากอยากได้ขลุ่ยหยกคืนจงไปที่อุทยานตะวันออก”
“แต่ว่างานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว”
“ก่อนที่นางจะขึ้นแสดงเรามีเื่ที่ต้องตรวจสอบด้วยตนเอง เ้าไปจัดการให้เรียบร้อยก็พอ”
“ท่านอ๋องโปรดวางใจซือเซินจะไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสองเดินกลับเข้าไปนั่งประจำที่ของตนเองในกระโจมจัดงานอย่างไม่รีบไม่ร้อนต่างคนต่างรู้สึกยินดีที่แผนการทั้งหลายเป็ไปตามที่้า
แต่นาทีนี้คงไม่มีใครมีความสุขเท่าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายนอกจากจะหาพระชายาโฉมงามให้ท่านอ๋องได้แล้ว งานที่ฮ่องเต้ทรงมอบหมายก็ถือว่าสำเร็จคนที่ฉลาดละเอียดรอบคอบอย่างฉินอ๋องย่อมต้องจับตามองตระกูลเยี่ยนไม่ต่างจากแมวระวังภัยเพียงเท่านี้ฮ่องเต้ก็สามารถวางพระทัยลงได้หนึ่งเื่
กาลเวลาเปลี่ยนใจคนหรือจะไม่เปลี่ยนเช่นนี้แล้วเยี่ยนเยว่ฉีก็เหมือนหลักประกันชั้นดีท่านแม่ทัพใหญ่ก็รักบุตรสาวยิ่งชีวิตเช่นนั้นแล้วย่อมต้องเอาใจวางไว้ข้างบัลลังก์อย่างแน่นอนเพียงเท่านี้ฮ่องเต้ย่อมทรงพอพระทัย เท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว
‘ท่านอ๋อง เพื่อการใหญ่ในวันหน้า ท่านอาจจะต้องเหนื่อยสักหน่อยล่ะนะ’
[1] ชินอ๋อง คือตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่1 เป็รองเพียงฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ(รัชทายาท) / ตำแหน่งอ๋องแบ่งออกเป็ 4ลำดับขั้น ได้แก่ ชินอ๋อง จวิ้นอ๋อง เป่ยเล่อ เป่ยจือ ตามลำดับ
[2] เปิ่นหวาง แปลว่าข้าผู้เป็อ๋องใช้เป็คำเรียกแทนตัวขององค์ชาย