ผมหันกลับไปด้วยความฉงน
นั่นเป็เด็กหนุ่มผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ร่างกายผ่ายผอมของเขาถูกห่อหุ้มไว้ในเสื้อผ้าสีดำสนิท ใบหน้ารูปไข่ที่มีแว่นดำสีเข้มเจือแววอ่อนล้าเศร้าซึม ผมมองเขา เขาก็มองผม
“ทำอะไรน่ะ” ผมดึงแขนตัวเอง
เด็กหนุ่มคนนั้นไม่พูดจา
ผมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ผมยังไม่อนุญาต คนคนนี้ถือวิสาสะจับมือผมแบบนี้ได้อย่างไร “รบกวนปล่อยด้วย!” ผมบอกเขา
จากนั้น รถไฟฟ้าแล่นออกไปช้าๆ
ไน่ไน่ะโพุ่งมาหาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า
“คุณพ่อ ทำอะไรเนี่ย! รถไฟฟ้าหนีไปแล้ว!” เธอทุบก้นผมอย่างแรง
“เ้าหนุ่ม!” ผมตั้งใจสลัดให้หลุดออกจากการเกาะกุมของเขา แต่เรี่ยวแรงเขามหาศาล ผมเพิ่งรู้ตัวว่านิ้วของเขาจมเข้าไปในกล้ามเนื้อของผม จนผมกระดิกตัวไม่ได้
“ฮึ่ย!” เมื่อเจอกับสถานการณ์เฉพาะหน้าแบบนี้ โทสะพลันพุ่งพรวด ผมกำหมัดแน่น เหวี่ยงใส่ไหล่คนคนนั้น
เด็กหนุ่มคนนั้นเจ็บจนปล่อยมือ ทรุดลงไปนั่งกับพื้น
“แปลกคนจริง...” ผมปรายตามองคนที่ล้มอยู่กับพื้น
“หลินฉางหม่าน!” เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนชานชาลาสกปรกเงยหน้า โพล่งชื่อไต้หวันเดิมของผมออกมา “หลินฉางหม่าน!” เขาเรียกเป็ครั้งที่สอง
เป็ผลให้ผมตะลึงมาก “ทำไมนายถึงรู้ชื่อฉัน” ผมไม่รู้จักคนคนนี้!
“คุณพ่อนิสัยไม่ดี รถไฟฟ้าขับออกไปแล้ว!” ไน่ไน่ทุบก้นผมตลอดเวลา
“ไน่ไน่เลิกตีได้แล้ว ก้นพ่อถูกลูกทุบจนช้ำหมดแล้วนะ!” ผมรีบก้มหน้าห้ามเ้าตัวน้อยที่ไม่รู้จักออมแรง
“ทำไมคุณถึงมีลูกสาว” เด็กหนุ่มเผยอริมฝีปาก เอ่ยถามด้วยสีหน้าเ็ปเหลือแสน
“ภรรยาฉันคลอดออกมา ก็เลยมีลูกสาว” ผมไม่คิดจะสนใจเขา จูงมือไน่ไน่ทำท่าจะไปจากที่นี่ “วันนี้เจอคนบ้าสองคน ช่างเป็วันไปเที่ยวที่แย่จริงๆ” หนึ่งคือเหลียงจื้อ อีกหนึ่งคือหมอนี่
“แปดปีมานี้คุณไปไหนมา” เขาคำรามอยู่ที่พื้น จู่ๆ ก็ตะเกียกตะกายพุ่งมาหาผม
ผมรีบกอดไน่ไน่ไว้และถอยหลังกรูด “นายจะทำอะไร”
ไน่ไน่ตาโต “คุณพ่อคะ พี่ชายคนนั้นร้องไห้ คุณพ่อต่อยเขาจนร้องไห้!”
“คุณพ่อไม่ได้ตั้งใจ” ผมอธิบายให้ไน่ไน่ฟัง
“แต่เขาร้องไห้นะคะ” ไน่ไน่ขมวดคิ้ว “ทำแบบนี้ไม่ดี คุณพ่อต่อยคนอื่นมั่วซั่ว!”
ถ้อยคำตำหนิของเธอทำให้หัวใจผมเจ็บแปลบ ลูกสาวเห็นผมเป็แบบอย่าง ผมจะทำให้เธอติดนิสัยไม่ดีไม่ได้
“ผมตามหาคุณมาแปดปี! ทำไมคุณถึงหายตัวไปแบบนั้น!”
ใต้แว่นดำ ผมมองสีหน้าของเขาไม่ชัด แก้มของเขามีรอยน้ำตา เป็อย่างที่ไน่ไน่ว่า เขาร้องไห้จริงๆ ผมกำลังคิดว่าถ้าคุยกันดีๆ เขาอาจจะยอมปล่อยผมไป
“ผู้...ผู้จัดการร้าน...” คนไต้หวันกลุ่มเดียวกันที่เหลือก็ใกับท่าทีของเขา
“หมอนี่เป็โรคอะไรหรือเปล่า” ผมเอียงตัวถามคนไต้หวันกลุ่มนั้น “พวกนายช่วยหน่อยได้ไหม”
“ขอโทษจริงๆ ครับ” หนุ่มสาวห้าคนที่มาด้วยกันก็ร้อนใจแทบทนไม่ไหว “ผู้จัดการร้าน มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จาเถอะ ไม่ต้องอารมณ์พลุ่งพล่านขนาดนั้น” แต่ดูเหมือนพวกเขาโน้มน้าวเ้าหนุ่มคนนี้ไม่ได้
“คุณรู้ไหมว่าผมตามหาคุณมานานแค่ไหน” เขาแทบพูดด้วยท่าทีคลุ้มคลั่ง อารมณ์เดือดพล่านขึ้นเรื่อยๆ
“ฉันไม่รู้!” ผมบอกเขาด้วยท่าทางจริงจัง และคอยดูว่ามีรถไฟฟ้าแล่นเข้าชานชาลาในเวลานี้ไหม ถ้ามี ไม่ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ไหน ผมต้องแบกไน่ไน่ะโขึ้นไปก่อนค่อยว่ากัน
คนคนนี้พิลึกเกินไปแล้ว
“ทำไมต้องจากผมไปด้วย ทำไมถึงไม่กลับมา คุณรู้ไหมว่าหลายปีมานี้ผมต้องอยู่อย่างทรมานขนาดไหน” หลังเขาพูดจบจู่ๆ ก็พุ่งเข้ามากอดผมแน่น เรี่ยวแรงมหาศาลจนแทบบีบไล่อากาศในปอดผมออกมาหมด
ผมไอออกมา
นี่มันเื่อะไรกัน
สารภาพรักกะทันหันกลางชานชาลาเหรอ
รายการแกล้งคนแบบใหม่ของช่องโทรทัศน์เหรอ
ผู้คนที่สัญจรไปมาตรงชานชาลาต่างนิ่งอึ้ง ผมเองก็อึ้ง
อ๊ะ ไน่ไน่ถูกหนีบไว้!
ผมเอียงคอมองลงไป ไน่ไน่ทำมือ ‘ปลอดภัย’ ใส่ผม เธอเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากตรงกลางระหว่างผมกับเด็กหนุ่มคนนี้สำเร็จ
เขากอดผมอยู่ ผมรับรู้ได้ว่าร่างกายของเขาสั่นเทิ้มเล็กน้อย เสียงของเขาทุ้มต่ำแหบแห้ง พึมพำบางอย่างข้างหูผมไม่หยุด ผมได้ยินไม่ชัด รู้แค่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
เขาเป็ใคร ผมรู้สึกว่าเขาน่าจะรู้จักผมจริงๆ เพราะเขาเรียกชื่อผม แถมยังเรียกตั้งสองครั้ง
น้องชายที่บ้านเกิดเหรอ ไม่สิ อาฟู่ อากุ้ยไม่ได้หน้าตาแบบนี้
“นายชื่ออะไร” ผมถาม
“เว่ย...เว่ยเสียง...” สองพยางค์สั้นๆ เขากลับสะอึกสะอื้นหลายครั้ง
“อืม...” ผมครุ่นคิดไปมา ไม่คุ้นกับชื่อนี้อยู่ดี
ไน่ไน่เดินไปถึงริมชานชาลา ดึงกระเป๋าเดินทางของเรากลับมานิดหน่อย มองผมด้วยสายตาเป็ประกาย หวังให้ผมปลอบโยนพี่ชายที่เสียใจจนดูไม่ได้คนนี้ให้ดี อย่าทำให้เขาต้องเศร้าโศก
ผมพยายามขบคิดต่อไป แต่ยังไม่มีภาพเหตุการณ์หรือคนที่เกี่ยวข้องกับคำว่าเว่ยเสียงลอยเข้ามาในหัว
“ฉันไม่น่าจะเป็อัลไซเมอร์นะ!” ผมพึมพำกับตัวเอง อากาศค่อนข้างร้อน จู่ๆ ก็โดนคนแปลกหน้าจากไต้หวันกอดแน่นอย่างงงงวย เขาร้องไห้ ส่วนผมผลักเขาไม่ออก